อาร์เชอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อาร์เชอร์
ตัวละครจาก มหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์
อาร์เชอร์]
ภาพ อาร์เชอร์จากเกม Fate/stay night
ปรากฎตัวครั้งแรก เกม เฟท/สเตย์ ไนท์
ให้เสียงโดย สุวาเบะ จุนอิจิ (ญี่ปุ่น)
เลียม โอ'ไบรอัน (อังกฤษ)
ไกวัล วัฒนไกร (ไทย)


อาร์เชอร์ (「アーチャー」 Āchā?) เป็นตัวละครสมมติจากเกมซาวนด์โนเวลของ ไทป์-มูน และการ์ตูนเรื่อง เฟท/สเตย์ ไนท์
ข้ารับใช้ของริน ผู้ซึ่งถูกอัญเชิญออกมาอย่างไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เขาสูญเสียความทรงจำถึงชาติกำเนิดของตนไป แต่ความสามารถในการต่อสู้ของเขานั้นยังอยู่ครบ จึงทำให้เขาเป็นตัวละครที่มีความลับมากมาย เขามีความสามารถในการต่อสู้ทั้งการใช้อาวุธระยะใกล้และระยะไกล เขามักจะดูถูกชิโร่ในเรื่องการกระทำของชิโร่ซึ่งดูอ่อนแอน่าสมเพช และพยายามที่จะกดดันชิโร่อยู่เสมอ และเขาเชื่อว่าความคิดของชิโร่ที่ว่าจะปกป้องผู้อื่นนั้นมันเป็นไปไม่ได้และจะนำพาความโศกเศร้ามาสู่ตัวชิโร่เองแน่นอน

ระวังเสียอรรถรส ข้อความด้านล่างนี้กล่าวถึงเนื้อเรื่องหรือฉากจบ

เนื้อหา

[แก้] สถานะข้ารับใช้


มาสเตอร์: โทซากะ ริน เพศ: ชาย สีที่ชอบ: แดง
ลักษณะ: เป็นกลาง ส่วนสูง: 187 ซม. ความสามารถพิเศษ: ทำอะไรลวกๆ, งานบ้านงานเรือน
โนเบิล แฟตาซึ่ม: N/A น้ำหนัก: 78 กก. ชอบ: งานบ้าน
ความแข็งแกร่ง: D ความต้านทานเวทมนตร์: D ไม่ชอบ: การทำตัวเป็นวีรบุรุษ
ความอดทน: C ความเป็นตัวของตัวเอง: B คู่กัดที่แพ้ทาง: โทซากะ ริน, มาโต้ ซากุระ, อิลยาสฟีล ฟอน ไอนซ์แบร์น
ความคล่องตัว: C หลงตัวเอง: C
มานา: B เชิงเวทย์: C-
โชค: E ตาแห่งจิต (แท้): B


[แก้] ความสามารถ

  • ตาแห่งจิต (แท้)
ระดับ: B
เป็นความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ในระหว่างการต่อสู้ ซึ่งเป็นทักษะที่ได้มาจากประสบการณ์ในการต่อสู้หลายครั้งต่อหลายครั้งที่ผ่านมาของตัวเขา ทำให้เขาสามารถที่จะวิเคราะห์สถานการณ์การต่อสู้ และวางแผนที่จะต่อสู้ได้อย่างเฉียบขาด ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะชนะนั้นมีเพียง 1% เขาก็สามารถที่จะวางแผนการต่อสู้ให้ตนเป็นฝ่ายชนะได้ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • ต้านทานเวทมนตร์
ระดับ: D
ความสามารถในการต่อต้านหรือทำให้ผลกระทบที่ได้รับจากเวทมนตร์จากคู่ต่อสู้นั้นน้อยลง และเป็นเวทย์ที่จะต้องร่ายไว้ตลอดเพื่อคุ้มกันตัวเองในระดับหนึ่งแล้ว จึงทำให้ดูเหมือนเป็นเกราะคุ้มภัยที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาไป
  • ตาทิพย์
ระดับ: C
ช่วยในการเพิ่มระยะการมองเห็นของสายตา ซึ่งเกิดจากการใช้ทักษะ "เสริมความแข็งแกร่งให้กับวัตถุ" ของเขา โดยใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับดวงตาของเขา ซึ่งส่งผลให้เขาสามารถที่จะโจมตีคู่ต่อสู้ของเขาที่อยู่ในระยะห่างอย่างต่ำ 4 กม. ได้อย่างแม่นยำ และยังทำให้เขาเคลื่อนที่ได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย
  • คงอยู่โดยปราศจากแหล่งพลัง
ระดับ: B
ความสามารถนี้ทำให้เขาสามารถคงอยู่ได้โดยปราศจากมาสเตอร์ แต่ก็เพียงแค่ 2 วันเท่านั้นและจะหายไปหากไม่ทำพันธะสัญญาใหม่ นอกจากนั้น หากแกนวิญญานของเขาได้รับความเสียหายมากๆ เขาสามารถที่จะคงอยู่ได้นานกว่าข้ารับใช้ตนอื่นเพียงเล็กน้อย
  • เชิงเวทย์
ระดับ: C-
ทักษะเวทย์พื้นฐานที่ผู้ใช้เวทย์ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ไว้ ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถฝึกทักษะนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดไปยังทักษะอื่นๆ ได้

ดูเหมือนว่าตัวอาเชอร์เองนั้นไม่มีความสามารถพิเศษอะไรโดดเด่นเลยในเรื่องของเชิงเวทย์ แต่เขาก็มีความสามารถพิเศษเกี่ยวกับเวทย์แขนงหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นคือการ "เทรซ" คือความสามารถในการจำลองหรือสำเนาวัตถุๆ หนึ่งขึ้นมาโดยจินตนาการจากสิ่งต่างๆที่เขาเคยพบเห็นมาในอดีต ซึ่ง "วัตถุ" ที่เขาจำลองหรือสำเนาขึ้นมานั้นจะมีประสิทธิภาพที่ด้อยลงกว่าของเดิมหนึ่งระดับ และมีรูปร่างภายนอกเหมือนของต้นฉบับทุกประการ

โดยปกติแล้ว เรียลลิตี้ มาร์เบิลของเขานั้นไม่จำเป็นต้องมีพิธีการมากมาย เขาสามารถที่จะจดจำรายละเอียด รูปร่างลักษณะ ประวัติและความสามารถของอาวุธชิ้นนั้นๆ โดยอาศัยการมองผ่านเพียงครู่เดียวเท่านั้น และสามารถสำเนามันออกมาได้เหมือนกับต้นฉบับทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะหรือเวทมนตร์ประจำอาวุธชนิดนั้นๆ และยังรวมไปถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของอาวุธชิ้นนั้นๆ ด้วย ซึ่งเขาเองจะสามารถรับรู้เรื่องราวพวกนี้ผ่านทางการเทรซนั่นเอง แต่แล้วความสามารถของเขาก็มีข้อจำกัดเช่นกัน นั่นก็คืออาวุธทุกชิ้นที่เขาสำเนาขึ้นมานั้นจะถูกลดระดับลง 1 ระดับ และไม่สามารถจำลองสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในโลกได้เช่นกัน

นอกจากนั้น ในการ "แปรสภาพวัตถุ" ของเขา ทำให้เขาสามารถที่จะดัดแปลงวัตถุที่เขาสำเนาขึ้นมานั้น ซึ่งวัตถุที่ถูกเขาสำเนาและดัดแปลงออกมานั้นจะถูกเรียกว่า "โบรเคน แฟตาซึ่ม" ซึ่งมันคือโนเบิล แฟตาซึ่มที่เอ่อล้นไปด้วยพลังเวทย์ ที่มีพลังทำลายล้างสูงมาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อตัวโนเบิล แฟตาซึ่มเองด้วย จึงทำให้ข้ารับใช้ส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้วิธีนี้เนื่องจากไม่ต้องการให้อาวุธของตนเองนั้นได้รับความเสียหายมากๆ นั่นเอง แต่สำหรับตัวอาเชอร์เองซึ่งมีความสามารถนี้ ก็เปรียบเสมือนมีคลังอาวุธอยู่กับตัว จึงมักจะเห็นเขาสร้าง "โบรเคน แฟตาซึ่ม" ขึ้นมาและใช้มันโจมตีคู่ต่อสู้โดยการยิงออกไปเหมือนธนูอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากความสามารถในการเทรซและแปรสภาพวัตถุที่เขามีแล้ว เขายังมีทักษะพื้นฐานของทักษะทั้งสองนี้อีก ซึ่งนั่นก็คือการ "เสริมความแข็งแกร่งของวัตถุ" ซึ่งเป็นทักษะที่ทำให้วัตถุที่ได้รับการใช้ทักษะนี้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และยังทำให้ผู้ที่ใช้ทักษะนี้ได้รับรู้ถึงรายละเอียดต่างๆ ของวัตถุ และเข้าใจถึงส่วนประกอบต่างๆ ของวัตถุอย่างชัดแจ้ง ซึ่งการใช้งานของทักษะนี้จะส่งผลต่างๆ ต่อวัตถุมากมาย เช่นถ้าใช้กับดาบก็จะทำให้ดาบเล่มนั้นๆ มีความคมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ถ้าใช้กับโล่หรือเกราะก็จะทำให้เกราะหรือโล่นั้นทนทานยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าการเสริมความแข็งแกร่งนี้จะทำได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถจะเสริมความแข็งแกร่งได้นั้นคือสิ่งมีชีวิต หรือเสริมความแข็งแกร่งได้ แต่จะมีความซับซ้อนมากกว่าวัตถุอื่นๆ เพราะการเสริมความแข็งแกร่งนั้นคือการเสริมพลังเวทย์เข้าไปในมวลของวัตถุนั้นๆ ซึ่งเป็นการยากหากจะเสริมให้กับสิ่งมีชีวิต และอาจทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นได้รับผลเสียย้อนกลับมาเป็นได้ ซึ่งตัวเขาเองก็ได้ใช้ทักษะนี้เสริมความสามารถของดวงตาให้มีระยะในการมองเห็นที่ไกลยิ่งขึ้น โดยความสามารถนี้จะถูกเรียกว่า ตาทิพย์

เขามักจะใช้ ธนูยาว สีดำขลับที่ถูกสร้างขึ้นจากโลหะที่สามารถยืดหยุ่นได้ ที่ยังไม่มีอยู่จริงในยุคปัจจุบัน ซึ่งคันธนูนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการยิงอาวุธในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะโนเบิล แฟตาซึ่ม ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้เป็นลูกธนูเสมอ ทำนองเดียวกัน แผ่นที่ช่วงลำตัวของเขาและรองเท้าก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบชนิดเดียวกัน เสื้อคลุมสีแดงที่เขาสวมนั้นก็เป็นชุดที่ได้รับการปลุกเสกให้มีความต้านทานสิ่งอันตรายรอบด้านอีกด้วย

[แก้] โนเบิล แฟตาซึ่ม

  • Unlimited Blade Works - มิติคมดาบไร้ที่สิ้นสุด
ระดับ: E ~ A++
ประเภท: สนับสนุน
เรียลลิตี้ มาร์เบิล หรือที่รู้จักกันว่าอาณาเขตพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเป็นเวทย์ที่อันตรายและเป็นเวทมนตร์ชั้นสูงที่หาได้ยาก

คือการสร้างมิติเสมือนจริงที่สะท้อนจิตใจของผู้ใช้ โดยใช้วัตถุดิบคือพลังวิญญานของผู้ใช้เวทย์นั้น ซึ่งในเรียลลิตี้ มาร์เบิลนี้ ผู้ใช้จะสามารถกระทำการอันใดที่ขัดต่อธรรมชาติได้ อย่างเช่นการสร้างสนามรบที่เหนือธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่โนเบิล แฟนตาซึ่ม หากแต่เป็น เรียลลิตี้ มาร์เบิ้ล(Reality Marble)

เรียลลิตี้ มาร์เบิล ของอาร์เชอร์นั้นเรียกว่า "Unlimited Blade Works" ซึ่งเป็นมิติที่มีสภาพเป็นทุ่งร้าง และมีโนเบิล แฟตาซึ่มที่ประมาณจำนวนไม่ได้ ปักอยู่เรียงรายคล้ายป้ายหลุมศพ พร้อมทั้งมีฟันเฟืองจักรจำนวนมากมายล่องลอยอยู่ในอากาศภายในมิตินั้น และมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทอดยาวไปจนสุดขอบลูกตา จนเห็นหมอกควันและประกายไฟประทุอยู่ทั่วบริเวณ

ภายใน Unlimited Blade Works นั้นจะประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่อาร์เชอร์สามารถนำมาใช้ในการจำลองดาบขึ้นมาใช้เป็นอาวุธได้ตลอด ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาสามารถที่จะจำลองอาวุธอะไรก็ได้ขึ้นมาใช้ตามที่เขาต้องการ แต่ถึงกระนั้น การจำลองของเขาก็มีข้อจำกัดคือวัตถุเหล่านั้นจะมีสภาพเป็นไปตามสภาพของวัตถุนั้นๆ ในความทรงจำของเขาทุกประการ และจะมีคุณภาพที่ต่ำลงกว่าวัตถุต้นฉบับนั้น 1 ระดับ ในการต่อสู้ เราจะเห็นเขาจำลองอาวุธประเภทดาบ, หอก, และเฮลเบิร์ดออกมา แต่สำหรับโล่นั้นเราไม่ค่อยเห็นกันเพราะต้องใช้มานาจำนวนมากในการจำลองขึ้นมา นอกจากนั้น เขายังสามารถควบคุมอาวุธทุกชิ้นในเรียลลิตี้ มาร์เบิลของเขาได้ดั่งใจ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เขาควบคุมอาวุธต่างๆ ให้ลอยอยู่กลางอากาศ แล้วปล่อยให้พุ่งตกลงมาราวกับสายฝน ลงสู่คู่ต่อสู้ของเขา และโนเบิล แฟตาซึ่มส่วนใหญ่ที่เขาจำลองออกมานั้น จะมาจากการจดจำอาวุธต่างๆ ในเกท ออฟ บาบิโลน และอาวุธที่เขาเคยผ่านตามาตลอดทั้งชีวิตของเขา

โดยในบทสวดของเขา จะมีส่วนที่แตกต่างไปจากบทสวดของชิโร่:

อาร์เชอร์ ภายใน Unlimited Blade Works ของเขา
"I am the bone of my sword.
Steel is my body, and fire is my blood.
I have created over a thousand blades.
Unknown to death.
Nor known to life.
Have withstood pain to create many weapons.
Yet, those hands will never hold anything.
So as I pray, "Unlimited Blade Works."


คันโช และ บาคุยะ
  • คันโช และ บาคุยะ:กัน เหยียง และ โหม่ว ฉี
ระดับ: C-
ประเภท: ต่อต้านศัตรู
ดาบคู่สไตล์จีนสีดำ-ขาว ที่มีตราหยิน หยาง ในการใช้งาน นอกจากจะใช้เหมือนกับดาบปกติแล้ว ยังสามารถใช้เป็น บูเมอแรง ได้อีกด้วย โดยเขาจะเขวี้ยงดาบสองเล่มนี้ออกจากตัวไป และพอได้ระยะหนึ่งแล้ว ดาบสองเล่มนั้นจะหมุนทวนกลับเข้ามาหามือของเขา ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก เมื่อใดที่ดาบสองเล่มนี้ได้รับการเสริมพลังด้วยเวทมนตร์แล้ว จะมีลักษณะที่เปลี่ยนไป คือมีลักษณะคล้ายปีกสีดำ-ขาว และมีความยาวเพิ่มขึ้นไปสองเท่าจากตัวดาบเล่มเดิม นอกจากนั้น ดาบสองเล่มนี้ยังมีความสามารถในการต่อต้านสิ่งชั่วร้าย และทนทานต่อเวทมนตร์อีกด้วย

ดาบสองเล่มนี้มีโคลงที่สลักบนคมดาบโดยอาร์เชอร์ บรรยายถึงวิถีแห่งนักดาบว่า:

"Our souls, hard yet firm
Our power, tearing the mountains
Our swords, splitting the water
Our names, reaching the villa
Only one among us can stand under heaven"


ที่มาของชื่อของดาบคู่นี้มาจากตำนานในยุคฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งในสมัยนั้นมีช่างตีดาบที่ชื่อว่า กัน เหยียง ซึ่งได้รับบัญชาจากกษัตริย์แห่งหวู่ ให้ตีดาบที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยตีมา หากตีไม่ได้มีโทษถึงประหารชีวิต ดังนั้นแล้วเขาจึงออกเดินทางไปตามหาวัตถุดิบกับภรรยาของเขา โหม่ว ฉี กัน เหยียง ได้เดินทางเสาะหาวัตถุดิบไปตามหุบเขา จนเขาได้พบกับ อุกกาบาต ที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ เขาจึงได้นำโลหะพิเศษนี้กลับมาเพื่อเป็นวัตถุดิบในการตีดาบ ซึ่งโลหะที่พิเศษนี้ก็เป็นดังที่เขาว่า ค้อนตีดาบที่แข็งแกร่งของ กัน เหยียง ไม่สามารถที่จะตีให้โลหะชนิดนี้เปลี่ยนรูปได้เลย ด้วยเกรงสามีจะต้องอาญาของจักรพรรดิ์หวู่ โหม่ว ฉีจึงกระโดดลงไปในเตาหลอมเพื่อเพิ่มความร้อนให้กับโลหะจนสามารถตีให้ขึ้นรูปได้ กัน เหยียงรู้อย่างนั้นจึงเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก แต่สำหรับโหม่ว ฉี มันคือความภาคภูมิใจที่สามารถช่วยให้สามีพ้นจากอาญาจักรพรรดิ์หวู่ได้ หลังจากที่ดาบคู่สองเล่มนี้สมบูรณ์ ดาบคู่นี้จึงเปรียบเสมือนดาบของคู่ชายและหญิง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เกียรติยศ จนกลายเป็นตำนานของชายช่างตีดาบและภรรยาที่รักเขายิ่งกว่าชีวิตของตนเอง


คาลาดโบล์ก II
  • คาลาดโบล์ก II: ดาบเกลียวเทียม
ระดับ:
ประเภท: ต่อต้านศัตรู
ดาบหินทรงก้นหอยที่ถูกจำลองโดยอาร์เชอร์ โดยการลอกเลียนแบบมาจากดาบในตำนาน คาลาดโบล์ก ที่เป็นอาวุธของ เฟอร์กัส แมก เริช ใน มหากาพย์อัสเทอร์ โดยที่เขาจะสร้างมันเพื่อประหยัดมานาเพราะดาบเล่มจริงต้องใช้มานาในการสร้างสูงมาก ซึ่งดาบคาลาดโบล์กนั้นมีพลังในการเจาะทลวงสูง ในเวลาที่เขายิงมันออกไป มันจะถูกเรียกว่า โบรเคน แฟตาซึ่ม ซึ่งมีความรุนแรงอยู่ในระดับ "A" และคู ฮูลินน์วีรบุรุษชาวเซลติก ก็มี เกียส ต่อดาบคาลาดโบล์กนี้ด้วยว่า ยามใดที่เขาจะต้องต่อสู้กับอาวุธชิ้นใดชิ้นหนึ่งที่ อัสเทอร์ เคยถืออยู่นั้น เขาจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้นั้นทันที


โรห์ เอียส ที่สามารถหยุดหอก เก โบล์ก ได้
  • โรห์ เอียส: วงแหวนเจ็ดชั้นแห่งสรวงสวรรค์
ระดับ:
ประเภท: สนับสนุน
เป็นเวทย์คุ้มภัยที่มีความแข็งแกร่งสูงมากบทหนึ่ง เป็นโนเบิล แฟตาซึ่มชนิดคุ้มกันของอาร์เชอร์ โดยจะมีลักษณะเป็นโล่ขนาดใหญ่รูปแผ่นหนังแผ่นขยายออกมาเจ็ดชั้น เมื่อทำงานจะเป็นโนเบิลแฟตาซึ่มที่หักเหแสง ออกมาคล้ายกับกลีบดอกไม้ และกางออกเป็นโล่ที่สามรถป้องกันทุกสิ่งได้เท่าที่พลังของผู้ใช้สามารถต้านทานได้ อย่างเช่นโล่ของเทลาโมเนียน เอียส วีรบุรุษชาวกรีกในอีเลียต ผู้ที่เคยปะทะกับเฮ็คเตอร์แห่งทรอย


อาร์เชอร์ ขณะที่กำลังตรึงรันติ้งออก
  • รันติ้ง: นักล่าจากทุ่งสีเพลิง
ระดับ:
ประเภท: ต่อต้านศัตรู
คือดาบน้ำหนักเบาที่อาร์เชอร์ใช้เป็นลูกธนูใน เฟท/ฮอลโลว์ อทาราเซีย เมื่อใดที่ยิงออกไปเป็นโบรเคน แฟตาซึ่ม รันติ้งจะพุ่งตรงเข้าหาเป้าหมายทันทีไม่ว่าเป้าหมายจะอยู่ห่างไกลซักแค่ไหน แม้ว่าจะโดนกีดขวางหรือเปลี่ยนทิศทาง แต่ถ้าหากเป้าหมายของลูกศรได้ถูกกำหนดไว้ที่ไหนซักแห่งแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะหยุดมันได้เลย โนเบิล แฟตาซึ่มชนิดนี้ของอาเชอร์จะถูกใช้ในยามที่เป็นฝ่ายรุกเสียมากกว่า เพราะมันมีความรุนแรงถึงขนาดเจาะทำลาย โรห์ เอียส ได้ถีง 4 ชั้นเลยทีเดียว ในดีนี ดาบที่ชื่อว่า รันติ้ง นั้นเป็นของขวัญของวีรบุรุษ เบวูลฟ์ ที่ได้รับจาก อันเฟิร์ท ซึ่งต่อมาได้ถูกใช้ในการต่อสู้กับยักษ์เอ็ตติน หรือที่รู้จักกันในนาม เกรนเดล แต่ก็ใช้ได้ไม่ดีนัก เพียงแตเบวูลฟ์ใช้มันเพราะสำนึกในบุญคุณต่ออันเฟิร์ทเท่านั้น


[แก้] ตัวจริงของเขา

ตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นคือ เอมิยะ ชิโร่ ตัวละครหลักใน เฟท/สเตย์ ไนท์ เขาคือผู้ที่ได้รับชัยชนะในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 และได้ใช้ชีวิตอยู่ในเส้นทางของ "ผู้ผดุงคุณธรรม" จนได้เข้ามาอยู่ใน บัลลังก์วีรบุรุษ สถานที่ๆรวบรวมวิญญานของเหล่าวีรชนเอาไว้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของกาลเวลา ซึ่งตัวเขาเองก็ได้ถูกดึงเข้ามาจากหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์เช่นกัน และสร้อยอัญมณีที่รินใช้เป็นสื่อในการอัญเชิญเขาออกมา ก็เป็นสร้อยเส้นเดียวกันกับที่รินใช้ช่วยชีวิตชิโร่เอาไว้

อดีตของเขานั้นจะแตกต่างกับชิโร่ไปตามแต่ละเนื้อเรื่อง แม้ว่าอดีตส่วนใหญ่ของเขาจะค่อนข้างคล้ายกับในบท เฟท ก็ตาม แต่เขาก็ยังมีสิ่งที่ยืนยันได้ว่าตัวเขาเคยเป็นมาสเตอร์ของ เซเบอร์ มาก่อน ซึ่งนั่นก็คือ อวาลอน ซึ่งเป็นหนึ่งใน โนเบิล แฟตาซึ่ม ของเซเบอร์ ซึ่งยังคงอยู่ในร่างของเขาอยู่ตลอดเวลา ในใจลึกๆ เขายังคงคุ้นเคยกับ อิลยาสฟีล ฟอน ไอนซ์แบร์น อยู่เสมอ เพราะเรื่องที่เขาไม่สามารถช่วยเหลือเธอให้พ้นจากความตาย ใน 1 ปีหลังจากสงครามสงบลงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจเขาตลอดมา ครั้งหนึ่งในชีวิตในอนาคตของเขา เขาก็ได้ค้นพบว่าตัวเขาเองก็ไม่สามารถที่จะปกป้องชีวิตของคนทุกๆ คนเอาไว้ได้ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขา ตลอดชีวิตเขาจึงพยายามหาหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขา จนได้กลายมาเป็นวิญญานวีรชน หลังจากที่เขาได้ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดหายนะ ที่เปี่ยมไปด้วยความโหดร้ายและอันตรายอย่างเต็มที่ และทำให้เขาต้องจบชีวิตตนเองลงในที่สุด

ตลอดในชีวิตการเป็นวีรชนของเขา เขาได้เดินตามรอย คิริซึงุ พ่อของเขาทุกประการ ด้วยคำสอนที่เค้าจดจำไว้ตลอดว่า หากเขาช่วยเหลือใครคนหนึ่งเอาไว้ ก็จะไม่สามารถช่วยเหลือคนอื่นๆอีกหลายคนได้ หลังจากที่เขาได้พบพานกับการต่อสู้ฟันฝ่าต่างๆ มากมายในชีวิตในช่วงอนาคตของเขา ทำให้เขาได้ค้นพบว่าที่ตัวเองต่อสู้มาตลอดนั้นก็ไม่ต่างกับการสังหารคนอื่นๆ ที่ตัวเองไม่ได้ปกป้องด้วยเช่นกัน ในขณะนั้น ชิโร่ผู้ซึ่งเคยเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์กลับคิดว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว ในเมื่อถ้าหากมีคนหนึ่งรอด ก็จะต้องสูญเสียอีกหลายๆ คนไป ด้วยความคิดนี้ จึงทำให้เขาหันหลังให้กับอุดมการณ์ของตนเอง และกลายเป็นคนที่มองแต่ตัวเองและคิดว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่ไร้ค่าไปในที่สุด

ด้วยวีรกรรมที่เขาได้ก่อไว้ในขณะที่มีชีวิต ไม่ได้ทำให้เขาเป็นเพียงวิญญานวีรชนเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้คุ้มครองโลกอีกด้วย แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในใจลึกๆ เขายังคงต้องการที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นผู้คุ้มครอง เขาจึงได้ถูกอัญเชิญขึ้นมาเพื่อป้องกันโลกไม่ให้ถูกครอบงำด้วยความชั่วร้ายเท่านั้น เช่นการที่ถูกเรียกขึ้นมาเพื่อกำจัดคนที่จะนำพาหายนะมาสู่โลก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองไม่ได้ต้องการที่จะทำ แต่ทั้งหมดที่กระทำนั้นเป็นเพราะหน้าที่ในฐานะของผู้คุ้มครอง ที่เขาเป็นอยู่ ซึ่งนั่นจะทำให้เขาต้องสังหารคนเป็นสิบเพื่อปกป้องคนเป็นพัน และสังหารคนเป็นพันเพื่อปกป้องคนเป็นล้าน เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นการหักหลังต่ออุดมการณ์ที่เขาเคยมีอยู่นั่นเอง

ขมขื่น, เศร้าโศก และเกลียดชัง ตัวเขาได้เดิมพันกับความหวังอันเล็กน้อยจากการมาเป็นข้ารับใช้และกลับมาในสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 อีกครั้ง โดยเขาตั้งเป้าหมายที่จะสังหารตนเองในวัยเยาว์ โดยอาศัย ไทม์ พาราด็อกซ์ ช่วยเหลือให้ตัวเขาเองไม่ต้องพบกับความอัปยศเช่นที่เขาได้พบเจอมาก่อนหน้านี้ แม้ว่าสิ่งที่เขาจะได้รับมันจะสาหัสแค่ไหนก็ตาม

[แก้] บทบาทในเรื่อง

ตลอดช่วงสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 5 เขามักจะแสดงออกด้วยท่าทางที่หยาบคาย มองโลกในแง่ร้าย เย็นชาต่อทุกคนที่อยู่รอบตัวเขา ไม่เว้นแม้แต่ ริน มาสเตอร์ของเขาเอง และเขายังไม่ยอมทำตามคำสั่งของมาสเตอร์อีกด้วย รินจึงจำเป็นต้องใช้ลายมนตราบังคับให้เขาเชื่อฟังเธอทุกอย่าง ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองที่แข็งกระด้าง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลายมนตราที่เปี่ยมไปด้วยพลังเวทย์ที่แข็งแกร่ง จึงทำให้เขาต้องทำตามคำสั่งไปโดยปริยาย ตลอดเวลาเขาก็มีอคติต่อตัวเขาเองในอดีตอยู่ตลอด และตัวเขายังเป็นพวกชอบหาเรื่องและยังเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่อีกด้วย แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังคงมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อบุคคลที่เขาเคยรู้จักมาในตลอดช่วงชีวิตของเขา โดยเฉพาะอิลิยา, ริน และ เซเบอร์ ในฉบับอะนิเมะ เขาได้ถูกอัญเชิญมาอย่างไม่สมบูรณ์โดยริน จึงทำให้เขาไม่สามารถนึกถึงตัวตนที่แท้จริงและอดีตของตนเองได้ แต่ความจงเกลียดจงชังของเขาที่มีต่อชิโร่ และความเป็นห่วงเป็นใยที่มีต่อรินและอิลยาไม่ได้หายไปกับความทรงจำเขาเลย

ในบทเฟท เขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะกับเซเบอร์ในช่วงต้นของสงคราม แต่แล้วเขาก็ได้ถูกรินเรียกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อรับมือเบอร์เซิร์กเกอร์และเปิดทางให้ริน ชิโร่ และเซเบอร์ได้หลบหนีไปจากการโจมตีของข้ารับใช้ตนนี้ ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่เขาก็สามารถรับมือกับเบอร์เซิร์กเกอร์ได้อย่างสูสีและสังหารไปได้ถึง 6 ชีวิต ก่อนที่เขาจะเพลี่ยงพล้ำถูกสังหารไปในที่สุด[1] แต่ในฉบับอะนิเมะ ได้มีการเปลี่นแปลงเนื้อเรื่องเล็กน้อย คือในการต่อสู้ครั้งนี้ เขาได้สร้างเรียลลิตี้ มาร์เบิลขึ้นมา และสังหารเบอร์เซิร์กเกอร์ไปได้แค่ 5 ครั้งเท่านั้น [2] แต่หากรวมที่อาเชอร์ใช้ โบรเคน แฟตาซึ่ม ยิงใส่ด้วยจะเป็นสังหารเบอร์เซิร์กเกอร์ได้ 6 ครั้ง

ในบทอัลลิมิเต็ด เบลด เวิร์คส บทบาทของเข้าค่อนข้างที่จะออกไปในทางตัวร้ายเสียเป็นส่วนมาก และโอกาสที่เขาจะได้สังหารชิโร่นั้นก็มีมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะในบทนี้เซเบอร์จะไม่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้ในช่วงแรกของสงคราม และไรเดอร์ก็ได้ถูกแคสเตอร์และมาสเตอร์ของเธอสังหารไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็ได้ทำให้เซเบอร์จำเป็นที่จะต้องใช้มานาปริมาณมหาศาลของเธอในการใช้ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ พร้อมกับรินที่สั่งห้ามไม่ให้เขาไปต่อสู้เพียงลำพังกับเบอร์เซิร์กเกอร์ ต่อมาเซเบอร์ก็ได้เพลี่ยงพล้ำให้กับเบอร์เซิร์กเกอร์จนเกือบเสียท่า แต่เขาก็ได้ช่วยเอาไว้ทันโดยการเบี่ยงเบนความสนใจของเบอร์เซิร์กเกอร์มาที่เขา และรับมือเบอร์เซิร์กเกอร์ด้วยตนเอง โดยในการต่อสู้ เขาเลี่ยงที่จะทำร้ายอิลยา และไม่ยอมที่จะโจมตีใส่เบอร์เซิร์กเกอร์โดยตรง เมื่อสบโอกาส เขาก็ได้สร้างกำแพงเพลิงขนาดมหึมาขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้หนีไป หลังจากที่ไทกะและเซเบอร์ได้ถูกแคสเตอร์จับตัวไปแล้ว เขาก็ได้ทรยศรินและไปเข้าพวกกับแคสเตอร์ ในขณะที่รินและชิโร่ได้บุกไปที่โบสถ์ของคิเรย์ เขาก็ได้ปะทะกับอาเชอร์ ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ทรยศแคสเตอร์และมาสเตอร์ของเธอ โดยการสังหารพวกเขาทั้งสอง และเขาก็ได้ขังพวกรินไว้ใน อันลิมิเต็ด เบลด เวิรค์ส ของเขา ซ้ำร้ายกับที่เซเบอร์ก็ไม่สามารถสู้ต่อได้ ทำให้ชิโร่จำเป็นต้องสู้กับอาเชอร์ด้วยตัวของเขาเองแล้วอาเชอร์จะสั่งให้ดาบ 18 เล่มพุ่งเข้าหาทุกคน ชิโร่จะรีบพุ่งออกมาขวางและเทรสออนท่ามกลางเสียงของห้ามของเซเบอร์ นั้นคือชิโร่สร้างดาบ 18 เล่มขึ้นมาและโจมตีสวนกลับ จากการที่ดาบ 18 เล่มของแต่ละฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงทำให้โลกแห่งดาบไร้ขอบเขตหายไป ชิโร่ที่ล้มลงไปหลังจากเทรสออนก็ลุกขึ้นมาบอกว่าเค้าจะสู้กับอาเชอร์ตัวต่อตัวเอง สถานที่คือปราสาทของอิลิยะ ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้อาเชอร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อได้มองเห็นถึงความตั้งใจจริงของชิโร่ที่จะเดินในทางที่เขาได้ตัดสินใจเลือกไว้ ซึ่งทำให้เขานึกถึงเหตุผลที่เขาอยากจะเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรมได้ และแล้วเขาก็ได้ช่วยชีวิตชิโร่ไว้จากการโจมตีอย่างกระทันหันของกิลกาเมช จนทำให้ตัวเขาเองต้องหายไป แต่แล้วเขาก็ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งเพียงชั่วครู่ในช่วงท้ายของบท เพื่อจัดการกับ กิลกาเมช ที่กำลังถูกจอกศักดิ์สิทธ์แห่งความมืดกลืนกินและใช้โซ่เอ็นคิโดดึงชิโรลงไปด้วยโดยปาดาบดูลันดอลปักหัวกิลกาเมซ หลังจากที่เขาได้บอกกับรินว่าเขาไม่มีอะไรค้างคาใจอีกแล้ว เขาก็ได้เลือนหายไปพร้อมกับรอยยิ้มและความภาคภูมิใจในทางเดินชีวิตที่ตัวเขาเองได้เลือกเดินมาตลอด

ท้ายสุด ในบท เฮฟเว่นส์ ฟีล ตัวเขาได้ล้มเลิกเป้าหมายที่จะสังหารชิโร่ เมื่อเขาได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่เจือปนในจอกศักดิ์สิทธิ์ ส่วนชิโร่เองก็ได้สละชีวิตและอุดมการณ์ของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตของซากุระเอาไว้ ตัวเขาเองก็ได้ต่อสู้กับศัตรูมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทรู แอสซาซิน, เซเบอร์ด้านมืด และ "เงา" แต่เขาก็รอดมาได้จนได้มอบแขนซ้ายของเขาให้กับชิโร่ ที่เสียแขนซ้ายไปในการต่อสู้ ซึ่งชิโร่เองก็ได้ใช้แขนของอาเชอร์ในการต่อสู้กับเบอร์เซิร์กเกอร์ด้านมืด, เซเบอร์ด้านมืด และคิเรย์ และเขาก็ได้เทรซดาบอัญมณีของเซลเร็ชออกมาในตอนท้าย

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ ไทป์-มูน (2004) วิชช่วล โนเวล เฟท/สเตย์ ไนท์ : บท เฟท , วันที่ 11.
  2. ^ สตูดิโอ ดีน (2006) แอนิเมชัน "เฟท/สเตย์ ไนท์" ตอนที่ 14
เครื่องมือส่วนตัว
ภาษาอื่น