อาณาจักรเขมรจตุรมุข
| บทความนี้ต้องการการจัดหน้า จัดหมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือเก็บกวาดเนื้อหา ให้มีคุณภาพดีขึ้น คุณสามารถปรับปรุงแก้ไขบทความนี้ได้ และนำป้ายออก พิจารณาใช้ป้ายข้อความอื่นเพื่อชี้ชัดข้อบกพร่อง |
| ประวัติศาสตร์กัมพูชา | |
|---|---|
| ประวัติศาสตร์ยุคแรก | |
| อาณาจักรฟูนาน (611–1093) | |
| อาณาจักรเจนละ en (1093–1345) | |
| จักรวรรดิขแมร์ (1345–1974) | |
| อาณาจักรจตุรมุข (1974–2068) | |
| อาณาจักรละแวก (2068–2136) | |
| ยุคมืด (2136–2379) | |
| อาณาจักรศรีสุนทร (2136–2162) | |
| อาณาจักรอุดง (2162–2406) | |
| ยุครัฐในอารักขา | |
| ไทยและเวียดนาม | |
| ฝรั่งเศส (2406–2496) ส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส |
|
| ยุคญี่ปุ่นยึดครอง (2484–2489) | |
| หลังได้รับเอกราช | |
| สงครามกลางเมืองกัมพูชา (2510–2518) | |
| รัฐประหาร พ.ศ. 2513 | |
| สาธารณรัฐเขมร | |
| สงครามเวียดนาม พ.ศ. 2513 en | |
| ยุคเขมรแดง (2518–2519) | |
| สงครามกัมพูชา–เวียดนาม (2518–2532) | |
| สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (2522–2536) | |
| การจัดการเลือกตั้งโดยสหประชาชาติ | |
| ราชอาณาจักรกัมพูชา (2536–ปัจจุบัน) | |
| หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2536 | |
|
|
อาณาจักรเขมรซึ่งเป็นอาณาจักรที่สืบต่อมาจากอาณาจักรขอมโบราณนั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองจตุรมุข ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพนมเปญ ตั้งแต่พ.ศ. 1974 ถึง พ.ศ. 2069 ซึ่งตรงกับช่วงประมาณสมัยอยุธยาตอนกลาง เป็นช่วงเวลาที่เขมรฟื้นฟูจากความเสื่อมโทรมในปลายยุคสมัยอาณาจักรขอมและพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความรุ่งเรืองชั่วครู่ในสมัยอาณาจักรละแวก
เนื้อหา |
สาเหตุการย้ายราชธานีขอม[แก้]
อาณาจักรขอมโบราณหลังจากรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เสื่อมถอยลงตามลำดับ ประเทศราชต่างที่เคยตีได้พากันแยกตัวเป็นอิสระ เช่น อาณาจักรจามปา อาณาจักรละโว้ ฯลฯ จนนำไปสู่การตั้งตนเป็นอิสระของชาวไท คือ อาณาจักรสุโขทัยบนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน อีกทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม คือ ประชาชนรวมทั้งรัถฐาธิปัตย์แห่พากันกันไปนับถือพระพุทธศาสนาในนิกายเถรวาท จากเดิมที่เป็นศาสนาฮินดู ทำให้การสร้างศาสนาสถานอันอลังการสิ้นสุดลง เปลี่ยนมาเป็นการหล่อพระพุทธรูปและสร้างวัดวาอารามแทน ถึงกระนั้นอาณาจักรขอมก็ยังทรุดโทรมลงเรื่อยๆด้วยอำนาจเทวราชาของกษัตริย์ลดน้อยถอยลงและปัญหาทางเศรษฐกิจ
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้อาณาจักรขอมพระนครถึงจุดจบนั้นคือ การรุกรานของอาณาจักรอยุธยา (ซึ่งเป็นการสืบต่อจากอาณาจักรละโว้) ถึงสามครั้ง ทำให้เมืองพระนครซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรขอมมาหลายร้อยปีต้องพังพินาศประชาชนถูกกวาดต้อน ไม่อยู่ในสภาพที่จะสามารถเป็นศูนย์กลางการปกครองได้อีกต่อไป ในรัชกาลสมเด็จเจ้าสามพระยา ได้ส่งทัพบุกมาตีเมืองพระนครอีกครั้งในพ.ศ. 1974 ทำให้พระบรมราชาที่ 2 (เจ้าพระยาญาติ - Chao Ponhea Yat) กษัตริย์เขมรทรงเลือกที่จะหลบหนีย้ายราชธานีไปที่ใหม่ ปล่อยให้ทัพกรุงศรีอยุธยาเข้าย่ำยีเมืองเก่าเมืองแก่ ราชธานีใหม่นั้น มีชื่อว่า พนมเพ็ญจัตุรมุขจะรามเชียม
ช่วงเวลาแห่งการแก่งแย่งราชสมบัติ[แก้]
ในพ.ศ. 2006 พระบรมราชาได้ทรงเวนคืนราชสมบัติแก่พระโอรสเจ้าพระยากามะโคตร ขึ้นครองราชย์เป็นพระนารายณ์ราชา ส่วนองค์พระบรมราชาเองทรงดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปยุวราชและสวรรคตในปีเดียวกัน รัชสมัยของพระนารายณ์ราชาพระพุทธศาสนาเถรวาทรุ่งเรื่อง เพราะเป็นพระศาสนูปถัมภก ทรงสร้างวัดต่างๆมากมายในเขมร แต่พระนารายณ์ราชาทรงแต่งตั้งพระอนุชาพระศรีราชาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ทำให้พระโอรสของพระนารายณ์ราชา คือ พระนารายณ์ราม ไม่พอใจและก่อการกบฏต่อพระราชบิดา[1] ยึดได้หัวเมืองต่างๆทางใต้ของอาณาจักร พระราชบิดาพระนารายณ์ราชาได้ทรงนำทัพเข้าปราบ พระนารายณ์รามจึงสงบไปช่วงหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์ราชาสวรรคต พระศรีราชาก็เถลิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์เขมร และตั้งพระอนุชาเจ้าพระยาธรรมราชาเป็นพระมหาอุปราช พระนารายณ์รามเห็นดังนั้นจึงประกอบพีธีราชาภิเษกขึ้นบ้างที่เมืองศรีสุนทร เป็นพระสุริโยไทย พระศรีราชาจึงนำทัพเข้าห้ำหั่นกับพระนัดดา พระยาธรรมราชามหาอุปราช ก็ฉวยโอกาสตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์เช่นกัน พระนามว่า พระบาทสมเด็จพระธรรมราชาธิราชรามาธิบดี จึงเกิดเป็นสงครามกลางเมืองสามฝ่าย
บังเอิญว่า สมเด็จพระธรรมราชาธิราชฯ มีพระราชมารดาเป็นชาวอยุธยา และรู้จักกับพระยาเดโช ข้าราชการทางฝ่ายกรุงศรีฯ พระยาเดโชได้กราบทูลขอพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ให้ส่งทัพมาช่วยปราบขบถในอาณาจักรเขมร ทัพกรุงศรีฯจึงบุกเข้ามาในเขมรในพ.ศ. 2011 ตีทัพของทั้งพระศรีราชาและพระศรีสุริโยไทยแตกพ่าย จับองค์กษัตริย์เขมรทั้งสองกลับไปกรุงศรีอยุธยา เหลือเพียงพระธรรมราชาธิราชฯเป็นเอกกษัตริย์แห่งกัมพูชาต่อไป
พระธรรมราชาธิราชฯมีพระโอรสกับพระอรรคมเหสี คือ สมเด็จเจ้าพระยางามขัตติยราช และมีพระโอรสกับพระสนมคือ เจ้าพระยาจันทราชา เมื่อพระธรรมราชาธิราชฯสวรรคตแล้ว สมเด็จเจ้าพระยางามขัตติยราชก็ขึ้นครองราชสมบัติต่อเป็น สมเด็จพระศรีสุคนธบทฯ ทรงย้ายราชธานีไปที่เมืองปาสาณ ครองราชย์ได้ 9 พรรษาก็ทรงถูกพระเจ้าบุตรเขย ขุนหลวงสมุหเสนาบดีชื่อว่า เสด็จกัน (Sdech Kan) จับไปสำเร็จโทษที่แม่น้ำสะตึงแสนในพ.ศ. 2059 พร้อมกับตั้งตนเป็นเจ้า พระนามว่า พระศรีไชยเชษฐาธิราช พระยาจันทราชาเสด็จหนีไปยังกรุงศรีอยุธยา แล้วกราบทูลขอทัพจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เพื่อกลับมาชิงราชบัลลังก์คืนจากเสด็จกันในพ.ศ. 2063 ทรงตั้งค่ายอยู่ที่เมืองอมราวดีจันทบูร (น่าจะเป็นป้อมฝรั่งป้อมหนึ่ง) บรรดามุขมนตรีเชื้อพระวงศ์ต่างๆพากันเรียกร้องให้พระจันทราชาทรงประกอบพิธีราชาภิเษกเป็น สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 จนในพ.ศ. 2069 ได้ยกทัพกรุงศรีฯไปรบกับเสด็จกัน เสด็จกันสิ้นพระชนม์ในที่รบ
เมื่อปราบเสด็จกันได้แล้ว สมเด้จพระบรมราชาทรงพระกรุณาฯให้หล่อพระพุทธรูปอัฐรัศประดิษฐานไว้ที่เมืองอมราวดีจันทบูร โดยทรงตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองบันทายมีชัย แล้วก็ทรงสร้างราชธานีใหม่ คือ เมืองละแวก
รายพระนามกษัตริย์กรุงจตุรมุข[แก้]
1.พระบรมราชาที่ 2 หรือ พระบรมราชาเจ้าพระยาญาติ พ.ศ. 1927 – พ.ศ. 1976 (46 ปี) ย้ายราชธานีมาที่เมืองจตุรมุขเมื่อพ.ศ. 1927
2.พระนารายณ์ราชา หรือ พระนารายณ์รามาธิบดีฯ พ.ศ. 1976 – พ.ศ. 1980 (5 ปี)
3.พระเจ้าศรีราชา พ.ศ. 1980 – พ.ศ. 2029 ถูกทัพอยุธยาจับองค์กลับไป สวรรคตที่กรุงศรีฯ
4.พระศรีสุริโยไทย หรือ พระสุริโยไทย พ.ศ. 1980 – พ.ศ. 2029 ประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์แข่งกันกับพระเจ้าศรีราชา และพระเจ้าธรรมราชาฯ ถูกทัพอยุธยาจับองค์กลับไป สวรรคตที่กรุงศรีฯ
5.พระบาทสมเด็จพระธรรมราชาธิราชรามาธิบดี หรือ พระเจ้าธรรมราชาฯ พ.ศ. 2011 – พ.ศ. 2047 (37 ปี)
6.สมเด็จเสด็จพระศรีสุคนธบทราชาธิราชรามาธิบดี พ.ศ. 2047 – พ.ศ. 2055 (9 ปี)
7.พระเจ้าไชยเชษฐาฐิราช หรือ เสด็จกัน พ.ศ. 2055 – พ.ศ. 2069
8.สมเด็จพระบรมราชาองค์บรมบพิตร หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พ.ศ. 2063 – ประกอบพิธีราชาภิเษกที่เมืองอมราวดีจันทบูร สร้างราชธานีใหม่ที่เมืองละแวกในพ.ศ. 2069
อ้างอิง[แก้]
| สมัยก่อนหน้า | อาณาจักรเขมรจตุรมุข | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| พระนครหลวง | ราชธานีกัมพูชา (พ.ศ. 1927 - พ.ศ. 2069) |
ละแวก |