อาณาจักรปัตตานี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อาณาจักรปัตตานี
ปตานีดารุสลาม[1]
فطانى د ارالسلام
รัฐสุลต่าน
พ.ศ. 2059พ.ศ. 2445
 

แผนที่แสดงอาณาเขตของอาณาจักรปัตตานี (สีเหลืองและส้มอ่อน; เฉพาะในไทย)
เมืองหลวง ปัตตานี
ภาษา ภาษามลายูปัตตานี
รัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์
สุลต่าน/รายา
 -  พ.ศ.?-2043 รายาศรีวังสา
 -  พ.ศ. 2073-2106 รายามุซซอฟาร์
 -  พ.ศ. 2127-2159 รายาฮีเยา
 -  พ.ศ. 2178-2231 รายากูนิง
ประวัติศาสตร์
 -  สถาปนาอาณาจักร พ.ศ. 2059
 -  เริ่มราชวงศ์กลันตัน พ.ศ. 2231
 -  ภายใต้ปกครองของสยาม พ.ศ. 2329
 -  รวมเข้ากับสยาม/ยกเลิกเจ้าเมืองปัตตานี พ.ศ. 2445
ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และบางส่วนของมาเลเซีย

อาณาจักรปัตตานี (มาเลย์: كراجأن ڤتاني; Kerajaan Patani) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสในปัจจุบัน ไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าอาณาจักรปัตตานีถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้ก่อตั้ง แต่น่าจะมีความสืบเนื่องไปถึงสมัยลังกาสุกะ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 เดิมอาณาจักรปัตตานีนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ได้เริ่มเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม[2] และมีความเจริญรุ่งเรืองมาก โดยบางช่วงอาณาจักรแผ่ขยายครอบคลุมถึงกลันตันและตรังกานู ตอนกลางของมาเลเซีย [3] แต่หลังการสิ้นสุดราชวงศ์ศรีวังสา อาณาจักรปัตตานีก็เริ่มเสื่อมลง จนตกอยู่ในอำนาจของสยามในปี พ.ศ. 2329 และกลายเป็นเมืองขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2445 ก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ

ประวัติศาสตร์[แก้]

ราชวงศ์ศรีวังสา[แก้]

รายาฮิเยาขณะทรงพระคชาธาร

เมืองปัตตานีพัฒนาขึ้นมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งทะเล เมื่อมีเรือสินค้ามาจอดแวะอยู่บ่อยๆ เมืองก็ขยายตัวออกไป มีผู้คนมาอาศัยหนาแน่น รายาศรีวังสาจึงย้ายเมืองหลวงจาก "โกตามะห์ลิฆัย" เมืองหลวงเก่า[4]มายังปัตตานี สมัยนั้นการติดต่อกับต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดียและอาหรับได้ส่งผลสำคัญคือการยอมรับนับถือศาสนาอิสลามโดยตามตำนานกล่าวว่าชาวปาไซทำการรักษาอาการป่วยของรายาอินทิราที่ไม่มีใครสามารถรักษาให้หายได้ พระองค์จึงยินยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม[5] และการดัดแปลงอักษรอาหรับเป็นอักษรยาวี นอกจากนี้ยังติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาอย่างใกล้ชิด พ.ศ. 2106 พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา รายามุซซอฟาร์ได้ส่งทัพไปช่วย แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่ากองทัพปัตตานีกลับบุกเข้าไปในเมือง แม้จะยึดพระราชวังไว้ได้ แต่สุดท้ายก็ถูกตีตอบโต้กลับมา รายามุซซอฟาร์สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับ พระศพถูกฝังไว้ที่ปากอ่าวริมแม่น้ำเจ้าพระยา[6] โอรสของพระองค์จึงได้ชื่อว่า รายาปาเตะสิแย จากเหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์กับอยุธยาตกต่ำลง ขณะที่เหตุการณ์ภายในก็เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจในหมู่เครือญาติเรื่อยมา จนกระทั่งไม่มีผู้สืบทอดอำนาจหลงเหลือ บัลลังก์รายาจึงตกเป็นของสตรีในที่สุด

อาณาจักรปัตตานีในช่วงสมัยรายาฮีเยา(พ.ศ. 2127-2159) ถึงรายากูนิง (พ.ศ. 2178-2231) ซึ่งล้วนเป็นกษัตรีย์ ถือเป็นอาณาจักรของชาวมลายูที่มี ความรุ่งเรืองมากที่สุด หลังจากมะละกาตกเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส ทำให้ปัตตานีกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายและมีความรุ่งเรืองมาก ดังบันทึกของชาวต่างชาติว่า

“พลเมืองปัตตานีมีชายอายุ 16-60 ปี อยู่ถึง 150,000 คน เมืองปัตตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน บ้านเรือนราษฎรนับตั้งแต่ประตูราชวังถึงตัวเมืองปลูกสร้างเรียงรายไม่ขาดระยะ หากว่ามีแมวเดินบนหลังคาบ้านหลังแรกไปยังหลังสุดท้าย ก็เดินได้โดยไม่ต้องกระโดดลงบนพื้นดินเลย”

และ “ปัตตานีมีแคว้นต่างๆ อยู่ภายใต้การปกครองถึง 43 แคว้น รวมทั้งตรังกานู และกลันตันด้วย” [7]

ในสมัยรายาฮิเยา การติดต่อค้าขายกับต่างชาติเจริญรุ่งเรืองมาก มีเรือสินค้าเข้ามาเทียบท่าอย่างไม่ขาดสาย และเริ่มการค้ากับฮอลันดา สเปน และอังกฤษเป็นครั้งแรก[8] พระองค์ยังพระราชทานพระขนิษฐาอูงูแก่สุลต่านแคว้นปาหัง เพื่อคานอำนาจกับแคว้นยะโฮร์[3] ต่อมาในสมัยรายาบีรู ปัตตานีและกลันตันรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐปตานี และทรงพระราชทานพระธิดากูนิง ธิดาของพระขนิษฐาอูงูกับสุลต่านแคว้นปาหัง แก่ออกญาเดโช บุตรเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

แต่หลังจากรายาบีรูสวรรคตในปี 2167 รายาอูงูซึ่งเสด็จกลับมาจากปาหังก็ตัดสัมพันธ์กับอยุธยา ทรงยุติการส่งบรรณาการแด่อยุธยา ยกทัพตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช พระนางยังให้พระธิดากูนิง ภรรยาของออกญาเดโช อภิเษกกับสุลต่านแคว้นยะโฮร์[3] ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้พระเจ้าปราสาททองทรงส่งกองทัพเข้าโจมตีเมืองปัตตานีในปี พ.ศ. 2177 แต่ไม่อาจเอาชนะได้[9] เมื่อถึงปี พ.ศ. 2178 รายาอูงูเสด็จสวรรคต นำไปสู่การเจริญสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นของ 2 อาณาจักรขึ้นใหม่ในช่วงสั้นๆ ปัตตานีส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองแก่อยุธยาตามเดิม และรายากูนิงเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2184[3] แต่ความสัมพันธ์กับกลันตันกลับตกต่ำลง ราชวงศ์ศรีวังสาสิ้นสุดลง เมื่อกองทัพกลันตันยกทัพตีเมืองปัตตานีแตกในปี พ.ศ. 2231 รายากูนิงเสด็จหนีไปแคว้นยะโฮร์ และสิ้นพระชนม์ลงระหว่างทางที่แคว้นกลันตัน หลังจากนั้นมาอาณาจักรปัตตานีก็ไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองได้อย่างเก่าอีก และอยู่ภายใต้การปกครองของกลันตัน เศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้อาณาจักรอ่อนแอลง

รัตนโกสินทร์[แก้]

ปืนใหญ่พญาตานี (ชื่อเดิม: ศรีปัตตานี) ซึ่งกองทัพของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้นำมาไว้ที่กรุงเทพฯ เมื่อครั้งสยามยกทัพไปตีเมืองปัตตานีสำเร็จใน พ.ศ. 2329

ในปี พ.ศ. 2329 รัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพตีเมืองปัตตานีไว้ได้ ปัตตานีจีงเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่บัดนั้น กองทัพสยามยึดเอาทรัพย์สมบัติและปืนใหญ่ที่หล่อในสมัยรายาบีรูไป 3 กระบอก แต่เหลือมาถึงกรุงเทพเพียง 1 กระบอก คือปืนใหญ่พญาตานี[10] ปัจจุบันอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม แต่ความไม่พอใจต่อการปกครองของชาวสยาม ก่อให้เกิดกบฏครั้งใหญ่ 4 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2334 และ พ.ศ. 2351 ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงแยกอาณาจักรปัตตานีเป็น 7 หัวเมือง[11] และในปี พ.ศ. 2374 และ พ.ศ. 2381 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงตัดสินพระทัยให้ราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีต่อมา[6] กระทั่งปีพ.ศ. 2445 รัชกาลที่ 5 ทรงเตรียมการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล การปกครองโดยราชวงศ์กลันตันจึงยุติลง และถือเป็นปีสิ้นสุดของอาณาจักรปัตตานี ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์ มณฑลปัตตานีก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2449 แต่ถึงปีพ.ศ. 2466 ชาวบ้านจำนวนมากก็ออกมาชุมนุมประท้วงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น รัชกาลที่ 6 จึงทรงออกพระบรมราโชบายสำหรับมณฑลปัตตานี เมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 ไว้ 6 ข้อเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่และข้าราชการ[12] และนำไปสู่การยุบมณฑลปัตตานีเป็น 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จนถึงทุกวันนี้

ดูเพิ่ม[แก้]

ศาสนาอิสลามในปัตตานี[แก้]

"ปัตตานี ดารุสสลาม" (فطانى د ارالسلام) มีความหมายว่า "ปัตตานี นครรัฐแห่งสันติภาพ" ได้เป็นนามเรียกขานภายหลังการเข้ารับอิสลามของสุลต่าน อิสมาอีล ชาห์ ซิลลุลลอฮฺ ฟิลอาลัม (ชื่อเดิมคือ พญาตูนักปาอินทิรามหาวังสา) ในราวปี ค.ศ.1457 [13]

ลำดับกษัตริย์และผู้ปกครองอาณาจักรปัตตานี[แก้]

มณฑลปัตตานี พ.ศ. 2449-2466
มัสยิดกรือเซะ สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองในอดีตของอาณาจักรปัตตานี

ราชวงศ์ศรีวังสา[14][15][16][แก้]

  • รายาศรีวังสา (พ.ศ.?-2043)
  • รายาอินทิรา หรือรายามูฮัมหมัดชาห์ (พ.ศ. 2043-2073)
  • รายามุซซอฟาร์ (พ.ศ. 2073-2106)
  • รายามันโซร์ชาห์ (พ.ศ. 2106-2115)
  • รายาปาเตะสยาม (พ.ศ. 2115-2116)
  • รายาบะห์โดร์ (พ.ศ. 2116-2127)
  • รายาฮีเยา (พ.ศ. 2127-2159)
  • รายาบีรู (พ.ศ. 2159-2167)
  • รายาอูงู (พ.ศ. 2167-2178)
  • รายากูนิง (พ.ศ. 2178-2231)

ราชวงศ์กลันตัน[แก้]

  • รายาบากาล (พ.ศ. 2231-2233)
  • รายาเออร์มัสกลันตัน (พ.ศ. 2233-2250)
  • รายาเออร์มัสจะยัม (พ.ศ. 2250-2253)
  • รายาเดวี (พ.ศ. 2253-2262)
  • รายาบึนดังบาดัน (พ.ศ. 2262-2266)
  • รายาลักษมณาดายัง (พ.ศ. 2266-2267)
  • รายาอาลุงยานุส (พ.ศ. 2267-2269)
  • รายายานุส (พ.ศ. 2269-2270)
  • รายามูฮัมหมัด ( พ.ศ. 2270-2328)

การปกครองของสยาม[แก้]

  • เต็งกูลูมิดีน (รายาบังดังบันดัน) (พ.ศ. 2328-2334)
  • ดาโต๊ะปังกาลัน (พ.ศ. 2334-2352)
  • พระยาตานี (ขวัญซ้าย) (พ.ศ. 2352-2358)
  • พระยาตานี (พ่าย) (พ.ศ. 2358-2359)
  • ตวนสุหลง (พ.ศ. 2359-2375)
  • นิยูโซฟ (พ.ศ. 2375-2381)

ราชวงศ์กลันตัน[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. อารีฟีน บินจิและคณะ. ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู, 2550, หน้า 63
  2. "อาณาจักรลังกาสุกะ"ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 10 มกราคม 2554
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "ปัตตานีดารุสซาลาม"อ้างอิงจาก"สี่กษัตริยาปตานี : บัลลังก์เลือด และตำนานรักเพื่อแผ่นดิน" ศิลปวัฒนธรรม ฉบับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 5 โดย สุภัตรา ภูมิประภาส
  4. "จากลังกาสุกะ มาเป็นเมืองปัตตานี (2)" อ้างอิงจาก หนังสือประวัติเมืองลังกาสุกะ - เมืองปัตตานี โดย อนันต์ วัฒนานิกร
  5. "ราชาอินทิรา"หนังสือเรื่อง บุคคลสำคัญของปัตตานี โดย รศ.มัลลิกา คณานุรักษ์ (๒๕๔๕)
  6. 6.0 6.1 อิบรอฮิม ชุกรี. ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี. เชียงใหม่:ซิลค์เวอร์มบุ๊คส์, 2549
  7. "การต่อสู้ของรัฐปัตตานี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน " บันทึกของAlexander Hamilton บทความประวัติเมืองปัตตานี-ปัตตานีนครแห่งสันติ
  8. "รายาฮิเยา"บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ปัตตานี
  9. "ความสัมพันธ์ ระหว่างสยามกับปัตตานี(แบบย่อ)"จากโอเคเนชั่น โดย จอมมาร26
  10. "ปัตตานีที่ถูกลืม"Sejarah Kerjaan Patani
  11. "ศึกษาขบวนการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” โดยอาจารย์ชิดชนก ราฮมมลา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  12. "พระบรมราโชบายเกี่ยวกับมณฑลปัตตานี 2466"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ กับหัวเมืองปักษ์ใต้ โดยดร.ชัชพล ไชยพร
  13. "Muslim Separatism: The Moros of Southern Philippines and the Malays of Southern Thailand" Kadir Che Man (W.), Oxford University Press, 1990
  14. อิบรอฮิม ชุกรี. ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี. เชียงใหม่:ซิลค์เวอร์มบุ๊คส์, 2549
  15. "มลายู ดินแดนแห่งอารยธรรม"รายพระนามกษัตริย์,ราชินีและเจ้าเมืองที่ปกครองปาตานี
  16. ประวัติการสร้างเมืองปัตตานี

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]