อาณาจักรปัตตานี
| อาณาจักรปัตตานี ปตานีดารุสลาม[1] فطانى د ارالسلام |
||||
| รัฐสุลต่าน | ||||
|
||||
| เมืองหลวง | ปัตตานี | |||
| ภาษา | ภาษามลายูปัตตานี | |||
| รัฐบาล | สมบูรณาญาสิทธิราชย์ | |||
| สุลต่าน/รายา | ||||
| - พ.ศ.?-2043 | รายาศรีวังสา | |||
| - พ.ศ. 2073-2106 | รายามุซซอฟาร์ | |||
| - พ.ศ. 2127-2159 | รายาฮีเยา | |||
| - พ.ศ. 2178-2231 | รายากูนิง | |||
| ประวัติศาสตร์ | ||||
| - สถาปนาอาณาจักร | พ.ศ. 2059 | |||
| - เริ่มราชวงศ์กลันตัน | พ.ศ. 2231 | |||
| - ภายใต้ปกครองของสยาม | พ.ศ. 2329 | |||
| - รวมเข้ากับสยาม/ยกเลิกเจ้าเมืองปัตตานี | พ.ศ. 2445 | |||
| ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ | เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และบางส่วนของมาเลเซีย | |||
อาณาจักรปัตตานี (มาเลย์: كراجأن ڤتاني; Kerajaan Patani) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสในปัจจุบัน ไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าอาณาจักรปัตตานีถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้ก่อตั้ง แต่น่าจะมีความสืบเนื่องไปถึงสมัยลังกาสุกะ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 เดิมอาณาจักรปัตตานีนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ได้เริ่มเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม[2] และมีความเจริญรุ่งเรืองมาก โดยบางช่วงอาณาจักรแผ่ขยายครอบคลุมถึงกลันตันและตรังกานู ตอนกลางของมาเลเซีย [3] แต่หลังการสิ้นสุดราชวงศ์ศรีวังสา อาณาจักรปัตตานีก็เริ่มเสื่อมลง จนตกอยู่ในอำนาจของสยามในปี พ.ศ. 2329 และกลายเป็นเมืองขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2445 ก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์ [แก้]
ราชวงศ์ศรีวังสา [แก้]
เมืองปัตตานีพัฒนาขึ้นมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ริมฝั่งทะเล เมื่อมีเรือสินค้ามาจอดแวะอยู่บ่อยๆ เมืองก็ขยายตัวออกไป มีผู้คนมาอาศัยหนาแน่น รายาศรีวังสาจึงย้ายเมืองหลวงจาก "โกตามะห์ลิฆัย" เมืองหลวงเก่า[4]มายังปัตตานี สมัยนั้นการติดต่อกับต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดียและอาหรับได้ส่งผลสำคัญคือการยอมรับนับถือศาสนาอิสลามโดยตามตำนานกล่าวว่าชาวปาไซทำการรักษาอาการป่วยของรายาอินทิราที่ไม่มีใครสามารถรักษาให้หายได้ พระองค์จึงยินยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม[5] และการดัดแปลงอักษรอาหรับเป็นอักษรยาวี นอกจากนี้ยังติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาอย่างใกล้ชิด พ.ศ. 2106 พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา รายามุซซอฟาร์ได้ส่งทัพไปช่วย แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่ากองทัพปัตตานีกลับบุกเข้าไปในเมือง แม้จะยึดพระราชวังไว้ได้ แต่สุดท้ายก็ถูกตีตอบโต้กลับมา รายามุซซอฟาร์สิ้นพระชนม์ขณะยกทัพกลับ พระศพถูกฝังไว้ที่ปากอ่าวริมแม่น้ำเจ้าพระยา[6] โอรสของพระองค์จึงได้ชื่อว่า รายาปาเตะสิแย จากเหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์กับอยุธยาตกต่ำลง ขณะที่เหตุการณ์ภายในก็เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจในหมู่เครือญาติเรื่อยมา จนกระทั่งไม่มีผู้สืบทอดอำนาจหลงเหลือ บัลลังก์รายาจึงตกเป็นของสตรีในที่สุด
อาณาจักรปัตตานีในช่วงสมัยรายาฮีเยา(พ.ศ. 2127-2159) ถึงรายากูนิง (พ.ศ. 2178-2231) ซึ่งล้วนเป็นกษัตรีย์ ถือเป็นอาณาจักรของชาวมลายูที่มี ความรุ่งเรืองมากที่สุด หลังจากมะละกาตกเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส ทำให้ปัตตานีกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายและมีความรุ่งเรืองมาก ดังบันทึกของชาวต่างชาติว่า
“พลเมืองปัตตานีมีชายอายุ 16-60 ปี อยู่ถึง 150,000 คน เมืองปัตตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน บ้านเรือนราษฎรนับตั้งแต่ประตูราชวังถึงตัวเมืองปลูกสร้างเรียงรายไม่ขาดระยะ หากว่ามีแมวเดินบนหลังคาบ้านหลังแรกไปยังหลังสุดท้าย ก็เดินได้โดยไม่ต้องกระโดดลงบนพื้นดินเลย”
และ “ปัตตานีมีแคว้นต่างๆ อยู่ภายใต้การปกครองถึง 43 แคว้น รวมทั้งตรังกานู และกลันตันด้วย” [7]
ในสมัยรายาฮิเยา การติดต่อค้าขายกับต่างชาติเจริญรุ่งเรืองมาก มีเรือสินค้าเข้ามาเทียบท่าอย่างไม่ขาดสาย และเริ่มการค้ากับฮอลันดา สเปน และอังกฤษเป็นครั้งแรก[8] พระองค์ยังพระราชทานพระขนิษฐาอูงูแก่สุลต่านแคว้นปาหัง เพื่อคานอำนาจกับแคว้นยะโฮร์[3] ต่อมาในสมัยรายาบีรู ปัตตานีและกลันตันรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐปตานี และทรงพระราชทานพระธิดากูนิง ธิดาของพระขนิษฐาอูงูกับสุลต่านแคว้นปาหัง แก่ออกญาเดโช บุตรเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
แต่หลังจากรายาบีรูสวรรคตในปี 2167 รายาอูงูซึ่งเสด็จกลับมาจากปาหังก็ตัดสัมพันธ์กับอยุธยา ทรงยุติการส่งบรรณาการแด่อยุธยา ยกทัพตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราช พระนางยังให้พระธิดากูนิง ภรรยาของออกญาเดโช อภิเษกกับสุลต่านแคว้นยะโฮร์[3] ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้พระเจ้าปราสาททองทรงส่งกองทัพเข้าโจมตีเมืองปัตตานีในปี พ.ศ. 2177 แต่ไม่อาจเอาชนะได้[9] เมื่อถึงปี พ.ศ. 2178 รายาอูงูเสด็จสวรรคต นำไปสู่การเจริญสัมพันธไมตรีที่แน่นแฟ้นของ 2 อาณาจักรขึ้นใหม่ในช่วงสั้นๆ ปัตตานีส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองแก่อยุธยาตามเดิม และรายากูนิงเสด็จเยือนกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2184[3] แต่ความสัมพันธ์กับกลันตันกลับตกต่ำลง ราชวงศ์ศรีวังสาสิ้นสุดลง เมื่อกองทัพกลันตันยกทัพตีเมืองปัตตานีแตกในปี พ.ศ. 2231 รายากูนิงเสด็จหนีไปแคว้นยะโฮร์ และสิ้นพระชนม์ลงระหว่างทางที่แคว้นกลันตัน หลังจากนั้นมาอาณาจักรปัตตานีก็ไม่สามารถกลับมารุ่งเรืองได้อย่างเก่าอีก และอยู่ภายใต้การปกครองของกลันตัน เศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้อาณาจักรอ่อนแอลง
รัตนโกสินทร์ [แก้]
ในปี พ.ศ. 2329 รัชกาลที่ 1 ทรงยกทัพตีเมืองปัตตานีไว้ได้ ปัตตานีจีงเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่บัดนั้น กองทัพสยามยึดเอาทรัพย์สมบัติและปืนใหญ่ที่หล่อในสมัยรายาบีรูไป 3 กระบอก แต่เหลือมาถึงกรุงเทพเพียง 1 กระบอก คือปืนใหญ่พญาตานี[10] ปัจจุบันอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม แต่ความไม่พอใจต่อการปกครองของชาวสยาม ก่อให้เกิดกบฏครั้งใหญ่ 4 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2334 และ พ.ศ. 2351 ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงแยกอาณาจักรปัตตานีเป็น 7 หัวเมือง[11] และในปี พ.ศ. 2374 และ พ.ศ. 2381 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงตัดสินพระทัยให้ราชวงศ์กลันตันปกครองปัตตานีต่อมา[6] กระทั่งปีพ.ศ. 2445 รัชกาลที่ 5 ทรงเตรียมการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล การปกครองโดยราชวงศ์กลันตันจึงยุติลง และถือเป็นปีสิ้นสุดของอาณาจักรปัตตานี ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์ มณฑลปัตตานีก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2449 แต่ถึงปีพ.ศ. 2466 ชาวบ้านจำนวนมากก็ออกมาชุมนุมประท้วงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น รัชกาลที่ 6 จึงทรงออกพระบรมราโชบายสำหรับมณฑลปัตตานี เมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 ไว้ 6 ข้อเพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่และข้าราชการ[12] และนำไปสู่การยุบมณฑลปัตตานีเป็น 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จนถึงทุกวันนี้
แต่ถึงกระนั้นยังคงมีการชุมนุมประท้วงการปกครองจากรัฐบาลอยู่เสมอ เช่น พ.ศ. 2482 จอมพล ป. พิบูลสงครามได้จัดตั้งสภาวัฒนธรรม บังคับให้ประชาชนสวมหมวก แต่งกายแบบไทย ทำตามวัฒนธรรมไทย ห้ามพูดภาษามลายู ฯลฯ รวมกับการกดขี่จากเจ้าหน้าที่รัฐจนลุกลามไปเป็นกบฏดุซงญอในพ.ศ. 2491 มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน และการประท้วงของชาวบ้านกว่า 3 หมื่นคน ในพ.ศ. 2528 เมื่อกระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งให้ประดิษฐานพระพุทธรูปในโรงเรียน และอีก 3 ปีต่อมา ก็ออกคำสั่งห้ามคลุมศีรษะ(ฮิญาบ) เข้าสถานศึกษา หรือ กรณีมัสยิดกรือเซะ ที่มีผู้เสียชีวิต 107 คน และเหตุการณ์ตากใบ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 84 คน
ดูเพิ่ม [แก้]
ลำดับกษัตริย์และผู้ปกครองอาณาจักรปัตตานี [แก้]
ราชวงศ์ศรีวังสา[13][14][15] [แก้]
- รายาศรีวังสา (พ.ศ.?-2043)
- รายาอินทิรา หรือรายามูฮัมหมัดชาห์ (พ.ศ. 2043-2073)
- รายามุซซอฟาร์ (พ.ศ. 2073-2106)
- รายามันโซร์ชาห์ (พ.ศ. 2106-2115)
- รายาปาเตะสยาม (พ.ศ. 2115-2116)
- รายาบะห์โดร์ (พ.ศ. 2116-2127)
- รายาฮีเยา (พ.ศ. 2127-2159)
- รายาบีรู (พ.ศ. 2159-2167)
- รายาอูงู (พ.ศ. 2167-2178)
- รายากูนิง (พ.ศ. 2178-2231)
ราชวงศ์กลันตัน [แก้]
- รายาบากาล (พ.ศ. 2231-2233)
- รายาเออร์มัสกลันตัน (พ.ศ. 2233-2250)
- รายาเออร์มัสจะยัม (พ.ศ. 2250-2253)
- รายาเดวี (พ.ศ. 2253-2262)
- รายาบึนดังบาดัน (พ.ศ. 2262-2266)
- รายาลักษมณาดายัง (พ.ศ. 2266-2267)
- รายาอาลุงยานุส (พ.ศ. 2267-2269)
- รายายานุส (พ.ศ. 2269-2270)
- รายามูฮัมหมัด ( พ.ศ. 2270-2328)
การปกครองของสยาม [แก้]
- เต็งกูลูมิดีน (รายาบังดังบันดัน) (พ.ศ. 2328-2334)
- ดาโต๊ะปังกาลัน (พ.ศ. 2334-2352)
- พระยาตานี (ขวัญซ้าย) (พ.ศ. 2352-2358)
- พระยาตานี (พ่าย) (พ.ศ. 2358-2359)
- ตวนสุหลง (พ.ศ. 2359-2375)
- นิยูโซฟ (พ.ศ. 2375-2381)
ราชวงศ์กลันตัน [แก้]
- เต็งกูมูฮัมหมัด (พ.ศ. 2381-2399)
- เต็งกูปูเตะ (พ.ศ. 2399-2425)
- เต็งกูตีมุง (พ.ศ. 2425-2433)
- เต็งกูบอสู (สุไลมานซารีฟุดดีน) (พ.ศ. 2433-2442)
- เต็งกูอับดุลกอเดร์ (กามารุดดีน) (พ.ศ. 2442-2445)
อ้างอิง [แก้]
- ^ อารีฟีน บินจิและคณะ. ประวัติศาสตร์และการเมืองในโลกมลายู, 2550, หน้า 63
- ^ "อาณาจักรลังกาสุกะ"ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 10 มกราคม 2554
- ^ 3.0 3.1 3.2 3.3 "ปัตตานีดารุสซาลาม"อ้างอิงจาก"สี่กษัตริยาปตานี : บัลลังก์เลือด และตำนานรักเพื่อแผ่นดิน" ศิลปวัฒนธรรม ฉบับวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 28 ฉบับที่ 5 โดย สุภัตรา ภูมิประภาส
- ^ "จากลังกาสุกะ มาเป็นเมืองปัตตานี (2)" อ้างอิงจาก หนังสือประวัติเมืองลังกาสุกะ - เมืองปัตตานี โดย อนันต์ วัฒนานิกร
- ^ "ราชาอินทิรา"หนังสือเรื่อง บุคคลสำคัญของปัตตานี โดย รศ.มัลลิกา คณานุรักษ์ (๒๕๔๕)
- ^ 6.0 6.1 อิบรอฮิม ชุกรี. ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี. เชียงใหม่:ซิลค์เวอร์มบุ๊คส์, 2549
- ^ "การต่อสู้ของรัฐปัตตานี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน " บันทึกของAlexander Hamilton บทความประวัติเมืองปัตตานี-ปัตตานีนครแห่งสันติ
- ^ "รายาฮิเยา"บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ปัตตานี
- ^ "ความสัมพันธ์ ระหว่างสยามกับปัตตานี(แบบย่อ)"จากโอเคเนชั่น โดย จอมมาร26
- ^ "ปัตตานีที่ถูกลืม"Sejarah Kerjaan Patani
- ^ "ศึกษาขบวนการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” โดยอาจารย์ชิดชนก ราฮมมลา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
- ^ "พระบรมราโชบายเกี่ยวกับมณฑลปัตตานี 2466"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ กับหัวเมืองปักษ์ใต้ โดยดร.ชัชพล ไชยพร
- ^ อิบรอฮิม ชุกรี. ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี. เชียงใหม่:ซิลค์เวอร์มบุ๊คส์, 2549
- ^ "มลายู ดินแดนแห่งอารยธรรม"รายพระนามกษัตริย์,ราชินีและเจ้าเมืองที่ปกครองปาตานี
- ^ ประวัติการสร้างเมืองปัตตานี
