อาการภัตตาคารจีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อาการภัตตาคารจีน (อังกฤษ: Chinese restaurant syndrome) เชื่อว่าเป็นอาการที่เกิดจากการแพ้ผงชูรส ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1968 โรเบิร์ต โฮ แมน ควอก (Robert Ho Man Kwok) เขียนจดหมายถึงวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ประดิษฐ์คำว่า "อาการภัตตาคารจีน" ซึ่งเขาอ้างในจดหมายว่า

ผมได้ประสบอาการประหลาดเมื่อใดก็ตามที่ผมออกไปรับประทานในภัตตาคารจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัตตาคารที่เสิร์ฟอาหารจีนตอนเหนือ อาการนี้ ซึ่งโดยปกติเริ่มขึ้น 15 ถึง 20 นาทีหลังผมเริ่มรับประทานอาหารจานแรก กินเวลานานประมาณสองชั่วโมง โดยไม่มีผลกระทบตกค้าง เครื่องแสดงที่เด่นชัดที่สุดคือ อาการชาที่หลังคอ และค่อย ๆ ลามไปทั้งแขนและหลัง อ่อนเพลียทั่วไปและใจสั่น [1]

ใน ค.ศ. 1969 "อาการภัตตาคารจีน" คาดว่าน่าจะมาจากสารเสริมรสกลูตาเมตส่วนใหญ่เป็นเพราะบทความที่มีการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง "โมโนโซเดียม แอล-กลูตาเมต: เภสัชวิทยาและบทบาทในอาการภัตตาคารจีน" (Monosodium L-glutamate: its pharmacology and role in the Chinese Restaurant Syndrome) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารไซแอนซ์[2] อาการนี้มักย่อเป็น CRS และภายหลังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "อาการภัตตาคารจีน" และ "กลุ่มอาการโมโนโซเดียมกลูตาเมต"

อาการซึ่งคาดว่ามาจากอาการภัตตาการจีนนั้นค่อนข้างสามัญและไม่เจาะจง อาการเหล่านี้มีทั้งความรู้สึกแสบร้อน (burning sensation), ชา, เป็นเหน็บ (tingling), รู้สึกอุ่น (feelings of warmth), หน้ากดหรือแน่น (facial pressure or tightness), เจ็บที่หน้าอก, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, หัวใจเต้นเร็ว, หลอดลมหดเกร็ง (bronchospasm) ในผู้ที่เป็นโรคหืด, ง่วงซึม และอ่อนเพลีย[3]

ขณะที่หลายคนเชื่อว่า โมโนโซเดียมกลูตาเมตเป็นสาเหตุของอาการเหล่านี้ แต่ไม่สามารถแสดงถึงความเชื่อมโยงภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมอย่างเข้มงวดเลย แม้แต่ในการศึกษากับผู้ที่ถูกชวนให้เชื่อว่าพวกเขารู้สึกไวต่อผงชูรสก็ตาม[4][5][6][7] การควบคุมอคติเชิงทดลองครบครันรวมทั้งการออกแบบการทดลองที่มียาหลอกเป็นตัวควบคุมและการนำไปใช้ในแคปซูลเพราะรสที่ยังกรุ่นอยู่ในปาก (after-taste) ที่เข้มและเป็นเอกลักษณ์ของกลูตาเมต[4]

อ้างอิง[แก้]

  1. Robert Ho Man Kwok (1968). "Chinese restaurant syndrome". N. Engl. J. Med. 18 (178): 796. 
  2. Schaumburg H. H., Byck R., Gerstl R., Mashman J. H. (1969). "Monosodium L-glutamate: Its pharmacology and role in the Chinese restaurant syndrome.". Science 163 (3869): 826–828. doi:10.1126/science.163.3869.826. PMID 5764480. 
  3. U. S. Department of Health and Human Services, U. S. Food and Drug Administration, "FDA and Monosodium Glutamate (MSG)," August 31, 1995
  4. 4.0 4.1 Tarasoff L., Kelly M.F. (1993). "Monosodium L-glutamate: a double-blind study and review". Food Chem. Toxicol. 31 (12): 1019–1035. doi:10.1016/0278-6915(93)90012-N. PMID 8282275. 
  5. Freeman M. (October 2006). "Reconsidering the effects of monosodium glutamate: a literature review". J Am Acad Nurse Pract 18 (10): 482–6. doi:10.1111/j.1745-7599.2006.00160.x. PMID 16999713. 
  6. Geha RS, Beiser A, Ren C, et al. (April 2000). "Review of alleged reaction to monosodium glutamate and outcome of a multicenter double-blind placebo-controlled study". J. Nutr. 130 (4S Suppl): 1058S–62S. PMID 10736382. 
  7. Walker R (October 1999). "The significance of excursions above the ADI. Case study: monosodium glutamate". Regul. Toxicol. Pharmacol. 30 (2 Pt 2): S119–S121. doi:10.1006/rtph.1999.1337. PMID 10597625. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]