อัลดริช เอมส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Aldrich Ames
เกิด 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 (73 ปี)
ริเวอร์ฟอลส์, วิสคอนซิน, สหรัฐอเมริกา
ฟ้องฐาน 18 U.S.C. § 794(c)[1] (รัฐบัญญัติจารกรรม)
โทษ จำคุกตลอดชีวิต (โดยไม่มีทันฑ์บน)
สถานะ จำคุก
อาชีพ อดีตเจ้าหน้าที่ CIA และนักวิเคราะห์และสายลับของสหภาพโซเวียตและต่อมารัสเซีย
คู่สมรส แนนซี เซเกบาร์ท (หย่า)
โรซาริโอ ดูพุย
บิดามารดา คาร์ลตัน เซซิล เอมส์
เรเชล อัลดริช เอมส์

อัลดริช เฮเซน เอมส์ (ภาษาอังกฤษ: Aldrich Hazen Ames) (เกิด 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1941) เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ต่อต้านการข่าวกรองและนักวิเคราะห์ของหน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (CIA) ซึ่งใน ค.ศ. 1994 ถูกตัดสินให้มีความผิดในข้อหาเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย จนกระทั่งการจับกุมตัวโรเบิร์ต แฮนเซ็นในอีก 7 ปีต่อมา เอมส์เป็นคนที่ทำให้สายของ CIA ต้องตกอยู่ในอันตรายมากกว่าสายลับโซเวียตทั้งหมดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

ขณะที่ทำงานในแผนกต่อต้านข่าวกรองของ CIA เป็นเวลา 9 ปี เขาประกาศรายรับต่อปีไว้ที่ 60,000 ดอลลาร์ แต่กลับมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตถึง 30,000 เหรียญต่อเดือน และมีชีวิตอย่างหรูหรา ซึ่งรวมไปถึงการซื้อรถจากัวร์คันใหม่และบ้านราคา 540,000 ดอลลาร์ ด้วยเงินสด[2]

ชีวประวัติ[แก้]

ชีวิตและการทำงานในวัยเด็กและวัยหนุ่ม[แก้]

อัลดริช เอมส์เกิดที่เมืองริเวอร์ฟอลส์ รัฐวิสคอนซิน เป็นบุตรของคาร์ลตัน เซซิล เอมส์ บิดา และเรเชล เมส์ (อัลดริช) มารดา บิดาของเขาเป็นอาจารย์วิทยาลัย ส่วนมารดาของเขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในไฮสคูล อัลดริชเป็นบุตรของโตจากทั้งหมดสามคนและเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ใน ค.ศ. 1952 คาร์ลตัน เอมส์ เริ่มทำงานให้กับหน่วยอำนวยการปฏิบัติการณ์ของ CIA ในเวอร์จิเนีย และใน ค.ศ. 1953 ได้รับมอบหมายให้ประจำการที่ภูมิภาคเอชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลาสามปีพร้อมกับครอบครัว คาร์ลตันได้รับผลการประเมินการปฏิบัติงานในแง่ลบเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาติดสุราเรื้อรัง ทำให้เขาถูกส่งกลับไปอยู่ที่สำนักใหญ่ CIA ตลอดอาชีพที่เหลือ[3]

อัลดริช เอมส์เรียนไฮสคูลที่โรงเรียนไฮสคูลแม็คลีน ที่เมืองแม็คลีน รัฐเวอร์จิเนีย เริ่มต้นใน ค.ศ. 1957 ขณะที่เขาอยู่ปีสอง เอมส์ทำงานให้ CIA เป็นเวลาสามฤดูร้อน ในตำแหน่งนักวิเคราะห์บันทึกระดับต่ำ (GS-3) โดยมีหน้าที่ทำเครื่องหมายเอกสารลับเพื่อนำไปเก็บ ในปี 1959 เอมส์เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โดยวางแผนที่จะเรียนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ต่างชาติ แต่ความปรารถนาที่มีมาเนิ่นนานในการแสดงละครทำให้ผลการเรียนของเขาตกต่ำลง ทำให้เขาเรียนไม่จบปีสอง เอมส์ทำงานที่ CIA ในฤดูร้อนของปี 1960 ในตำแหน่งผู้ใช้แรงงานและช่างทาสี จากนั้นเขาก็ผันตัวเองมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับด้านเทคนิคที่โรงละครชิคาโกจนกระทั่งปี 1962 เขาก็กลับมายังละแวกวอชิงตัน แล้วทำงานเต็มเวลาให้กับ CIA อีกครั้ง ในตำแหน่งเชิงเสมียน ทำนองเดียวกับที่เขาทำสมัยไฮสคูล[4]

อาชีพที่ CIA[แก้]

ห้าปีต่อมา เอมส์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน เริ่มแรกเอมส์ไม่ได้วางแผนที่จะใช้ชีวิตไปกับการทำงานให้ CIA แต่หลังจากได้เลื่อนขั้นมาเป็นระดับ GS-7 และได้รับผลการประเมินการปฏิบัติงานยอดเยี่ยม เอมส์ก็ได้รับการอนุมัติให้เข้าสู่โครงการฝึกอาชีพ แม้ว่าจะมีปัญหากับตำรวจเรื่องการเมาสุราหลายครั้ง[5]

ในปี 1969 เอมส์แต่งงานกับเจ้าหน้าที่แนนซี เซเกบาร์ธ ที่เขาเจอที่โครงการฝึกอาชีพ เมื่อเอมส์ได้รับมอบหมายให้ไปประจำการที่กรุงอังคารา ประเทศตุรกี แนนซีจึงต้องลาออกจาก CIA เนื่องจากกฎที่ห้ามมิให้คู่สมรสทำงานในสำนักงานเดียวกัน[6]

งานของเอมส์ที่ตุรกึคือการหาและเกณฑ์เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของโซเวียต เขาประสบความสำเร็จในการแทรกซึมเข้าไปในองค์กรคอมมิวนิสต์ DEV-GENÇ โดยแทรกซึมผ่านนักศึกษาและนักปฏิบัติการหัวรุนแรง เดนิซ กิชมิช[7] แม้ว่าจะประสบความสำเร็จ ผลการปฏิบัติงานของเอมส์กลับออกมาแค่ระดับน่าพึงพอใจ ทำให้เอมส์ ผู้ซึ่งถูกผลการประเมินบั่นทอนกำลังใจ คิดจะออกจาก CIA[8]

ในปี 1972 เอมส์กลับไปที่สำนักงานใหญ่ CIA ที่ซึ่งเขาใช้เวลาสี่ปีต่อมาในแผนกโซเวียต-ยุโรปตะวันออก (Soviet-East Europe; SE) ผลการประเมินการปฏิบัติงานของเขาอยู่ในระดับกระตืนรือร้นดี เนื่องมาจากเขาเก่งในด้านการจัดการเอกสารและวางแผนปฏิบัติการภาคสนามมากกว่าการเกณฑ์สายลับ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการดื่มสุรามากเกินไปได้รับการกล่าวถึง และมีเอกสารลับเพียงแค่สองฉบับเท่านั้นที่อยู่ในแฟ้มของเขา[9]

ในปี 1976 เอมส์ได้รับมอบหมายให้ไปประจำอยู่ที่นิวยอร์กซิตีเพื่อดูแลสายลับคนสำคัญสองคนจากโซเวียต ผลงานของเขายอดเยี่ยมมาก ทำให้เอมส์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งและโบนัสหลายขั้น และทำให้อันดับของเขาขึ้นมาอยู่เหนือกว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในระดับเดียวกับเขา แต่นิสัยชอบเลื่อนส่งบัญชีการเงินของเขาถูกกล่าวถึง ความไม่ใส่ใจในรายละเอียดของเอมส์ทำให้เขาฝ่าฝืนกฎด้านความปลอดภัยขั้นร้ายแรงถึงสองครั้ง รวมถึงครั้งหนึ่งที่เขาทิ้งกระเป๋าใส่อุปกรณ์ทำภารกิจลับไว้บนรถไฟใต้ดิน แต่เอมส์แค่ถูกตักเตือนเท่านั้น[10]

ในปี 1981 เอมส์รับงานที่เม็กซิโกซิตี ในขณะที่ภรรยาของเขายังคงอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก ผลการประเมินงานของเขาที่เม็กซิโกอยู่ในระดับมากสุดแค่พอใช้ และเขายังมีกิจกรรมเชิงชู้สาวนอกสมรสอย่างน้อยสามครั้ง ในเดือนตุลาคม ปี 1982 เอมส์เริ่มมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับมาเรีย เดล โรซาริโอ คาซัส ดูพุย เจ้าหน้าที่ฝ่ายวัฒนธรรมของสถานทูตโคลัมเบีย และสายข่าวของ CIA ถึงจะมีการระบุไว้ในข้อบังคับของ CIA แต่เขาก็ไม่ยอมรายงานเรื่องความสัมพันธ์กับคนต่างชาติให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ แม้ว่าเพื่อนร่วมงานของเขาจะรู้เรื่องดังกล่าวดีก็ตาม ผลประเมินการปฏิบัติงานที่ไม่โดดเด่นของเอมส์ส่วนหนึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากการดื่มสุราอย่างหนัก ในงานต้อนรับทูตที่เม็กซิโกซิติ เอมส์ผู้กำลังเมาสุราไปทะเลาะเสียงดังใส่เจ้าหน้าที่คิวบา ทำให้ผู้บังคับบัญชาของเขาตื่นตระหนก[11]

อย่างไรก็ตาม ในเดือบกันยายน ปี 1983 CIA มอบหมายให้เอมส์กลับไปประจำที่แผนก SE ในวอชิงตัน ซึ่งทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อนที่สุดในกรมปฏิบัติการเพราะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจกรรมต่อต้านข่าวกรองของโซเวียต เอมส์สามารถเข้าถึงแผนและปฏิบัติการณ์ของ CIA ที่มีต่อ KGB และ GRU หน่วยข่าวกรองทหารของโซเวียต[12]

ในเดือนตุลาคม เขาแยกทางกับภรรยาอย่างเป็นทางการ และในเดือนพฤศจิกายน เขาจึงส่งรายงานถึงกิจกรรมนอกองค์กรว่าด้วยความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับโรซาริโอให้กับ CIA ในข้อตกลงหย่า เอมส์ตกลงที่จะรับภาระหนี้ของคู่สมรสและจ่ายเงินรายเดือนเพื่อสนับสนุนภรรยาเป็นเวลาสามปีครึ่ง รวมเป็นเงินประมาณ 46,000 ดอลลาร์ เอมส์คิดว่าการหย่าร้างอาจทำให้เขาต้องล้มละลาย ซึ่งเขาบอกว่าความกดดันด้านการเงินที่มาจากข้อตกลงนี้ทำให้เขาเริ่มพิจารณาการไปเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียต[12] นอกจากนี้ เขายังพบโรซาริโอเป็นคนใช้เงินเยอะ หลังจากที่เธอถูกจับกุม FBI ตรวจภาพกระเป๋าสตางค์กว่า 60 อันในบ้านของเอมส์ และยังมีรองเท้าอีกกว่า 500 คู่ กับถุงน่องที่ยังไม่ได้ใช้อีก 165 กล่อง[13]

การจารกรรม[แก้]

เอมส์ให้ความช่วยเหลือตามหน้าที่ กับสำนักงาน CIA ที่คอยประเมินเจ้าหน้าที่ทูตของโซเวียตว่ามีแนวโน้มว่าจะเป็นสายข่าวให้ได้ ส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบของเขาคือการสร้างช่องทางการติดต่อกับสถานทูตโซเวียต ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทั้ง CIA และ FBI ทราบดี ในเดือนเมษายน ปี 1985 เอมส์นำข้อมูลที่เขาเชื่อว่า "โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีคุณค่า" แต่ดีพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะคนในของ CIA กับให้กับพวกโซเวียต เขายังขอเงิน 50,000 เหรียญเป็นค่าตอบแทน ซึ่งพวกโซเวียตยินดีจ่ายอย่างรวดเร็ว[14]

เอมส์อ้างในภายหลังว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวไปมากกว่า "การต้มตุ๋น" ในเริ่มแรกเพื่อล้างหนี้ที่เขามีอยู่ในตอนนั้น แต่เมื่อล้ำเส้นไปแล้ว เขาไม่สามารถย้อนกลับมาได้ เอมส์เริ่มชี้แหล่งข่าวระดับสูงสุดของ CIA และ FBI ที่รายงานกิจกรรมของโซเวียตมากกว่าสิบคน ไม่เพียงแต่เอมส์จะเชื่อว่าเขาจะมีเงินมากกว่าที่จะใช้หมด เพื่อแลกกับการทรยศสายข่าวกรองเหล่านี้ แต่การกำจัดสายข่าวเหล่านั้นจะช่วยลดโอกาสที่การจารกรรมของเขาจะถูกค้นพบอีกด้วย[15]

เมื่อมาถึงปี 1985 เครือข่ายสายลับในฟากฝั่งโซเวียตเริ่มหายตัวไปในอัตราที่น่าตกใจ CIA รู้ว่ามีอะไรผิดปกติแต่ไม่อยากพิจารณาความเป็นไปได้ว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กร การสืบสวนเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่ช่องโหว่ที่อาจเกิดจากเครื่องดังฟังของโซเวียต หรือรหัสถูกถอดได้[16]

จากนั้น CIA ก็โทษอดีตเจ้าหน้าที่ CIA เอ็ดเวิร์ด ลี ฮาวเวิร์ด ว่าเป็นคนที่ทำให้สูญเสียสายข่าว เนื่องจากเขาเป็นคนส่งข้อมูลไปให้พวกโซเวียตเช่นกัน แต่เมื่อ CIA สูญเสียแหล่งข่าวสำคัญอีกสามแหล่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ฮาวเวิร์ดไม่มีทางทราบได้ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าการจับตัวสายข่าวมีที่มาจากต้นตออื่น[17]

เจ้าหน้าที่ CIA คนหนึ่งกล่าวว่า "พวกโซเวียตจัดการเก็บสายของเราแบบล้างบาง" ซึ่งไม่ธรรมดาเป็นอย่างมากเพราะว่า "เป็นสิ่งที่รู้กันดีในหมู่ผู้จับสายลับขององค์กรว่าการกำจัดสายข่าวทั้งหมดในทันทีจะทำให้หนอนบ่อนไส้ตกอยู่ในอันตราย" ซึ่งทำให้คนดูแลสายข่าวของ KGB ขอโทษเอมส์ แต่กล่าวว่าการตัดสินใจที่จะกำจัดสายข่าวอเมริกันทั้งหมดมาจากนักการเมืองระดับสูงสุด[18]

ในขณะเดียวกัน เอมส์ยังคงพบปะกับเซอร์เก ดิมิเทรวิช ชูวาคิน คนที่เขาติดต่อด้วยที่สถานทูตโซเวียต และในระยะเวลาหนึ่ง เขาได้รายงานสรุปให้ CIA และ FBI ถึงความคืบหน้าของเขาในการพยายามที่จะเกณฑ์เซอร์เกเป็นสาย แต่ที่จริงแล้ว ทุกครั้งที่พวกเขาพบกันเพื่อทานอาหารกลางวัน เอมส์จะได้รับเงิน 20,000 ถึง 50,000 ดอลลาร์ทุกครั้ง[19] ท้ายที่สุดแล้ว เอมส์ได้รับเงินถึง 4.6 ล้านเหรียญจากพวกโซเวียต ซึ่งทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้หรูหรากว่าเจ้าหน้าที่ CIA คนอื่นๆ[16]

เมื่อเอมส์อยู่ในสถานะหย่าร้างอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ปี 1985 เขาก็แต่งงานกับมาเรีย เดล โรซาริโอในทันที เขาเข้าใจว่าเงินจำนวนมากที่เขาเพิ่งได้มาจะทำให้มีพิรุธ เขาจึงแต่งเรื่องบังหน้าว่าทรัพย์สินที่เขาได้มานั้นมาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยของภรรยาชาวโคลับเบียนของเขา[20]

เอมส์ได้ไปประจำการที่โรมในปี 1986 ซึ่งผลประเมินงานของเขาที่นั่นออกมาในระดับพอใช้หรือแย่อีกครั้ง และยังมีหลักฐานเกี่ยวกับปัญหาติดสุรา อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 1990 ถึง 91 เอมส์ถูกส่งกลับไปประจำแผนกวิเคราะห์ของศูนย์ต่อต้านข่าวกรองของ CIA ซึ่งทำให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับสายลับสองหน้าของสหรัฐฯ[21]

การตอบโต้ของ CIA[แก้]

กล่องจดหมายเลียนแบบกล่องที่เอมส์ใช้ โดยเอมส์จะใช้ชอล์กขีดเส้นขวางบนสัญลักษณ์ของการไปรษณีย์สหรัฐฯ เพื่อส่งสัญญาณว่าให้พบกัน ในรูปนี้ระบุว่าให้พบกันที่ถนน 37 ตัด R ตะวันตกเฉียงเหนือ (37th and R St. NW) กล่องที่ถูกใช้จริงๆ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์สายลับ

ในปี 1990 CIA แน่ใจแล้วว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กรของตนเอง การเกณฑ์สายลับโซเวียตต้องหยุดลงเพราะกลัวว่าองค์กรจะไม่สามารถคุ้มกันสายข่าวที่มีอยู่ได้[16]

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1989 เพื่อนร่วมงานของเอมส์รายงานว่าเขามีความเป็นอยู่ที่หรูหราเกินกว่าเจ้าหน้าที่ CIA ควรจะมี และครอบครัวภรรยาของเขาไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่เขาอ้างไว้ แต่ถึงกระนั้น CIA ก็ไม่ได้เร่งรีบ เมื่อผู้สอบสวนการเงินของเอมส์ต้องไปเข้าโครงการฝึกงานเป็นเวลาสองเดือน ไม่มีใครมาแทนที่เขาในทันที[22] ผู้สืบสวนยังถูกลวงด้วยเรื่องของเจ้าหน้าที่ CIA นอกประเทศที่อ้างว่าพวกโซเวียตสามารถเจาะเข้าไปใน CIA ด้วยลูกจ้างที่เกิดในสหภาพโซเวียต[23]

ในปี 1986 และ 1991 เอมส์ผ่านการทดสอบโดยเครื่องโพลีกราฟ (เครื่องจับเท็จ) ระหว่างที่เขาเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย เริ่มแรกนั้นเอมส์กลัวที่จะต้องทำการทดสอบ แต่ KGB แนะนำว่าให้เขา "ทำตัวตามสบาย"[24] การทดสอบของเอมส์แสดงให้เห็นถึงคำตอบหลอกในบางคำถาม แต่คนทดสอบปล่อยให้เขาผ่าน CIA ให้ความเห็นในภายหลังว่าเนื่องจากผู้ทดสอบ "เป็นมิตรมากเกินไป" ทำให้ผลการตอบสนองทางจิตไม่ไปในทางที่ควรจะเป็น[25]

CIA เพ่งเล็งเอมส์ด้านการเงิน หลังจากที่รู้ว่าเอมส์ ผู้ได้รับรายได้ 60,000 เหรียญต่อปี สามารถซื้อ

  • บ้านราคา 540,000 ดอลลาร์ที่เมืองอาร์ลิงตัน, เวอร์จิเนีย ซึ่งเขาจ่ายด้วยเงินสด[26]
  • รถยนต์จากัวร์ราคา 50,000 เหรียญ[27]
  • ค่าตกแต่งและออกแบบบ้านใหม่ราคา 99,000 เหรียญ
  • ค่าโทรศัพท์มือถือมากกว่า 6,000 เหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโทรของภรรยาของเอมส์ ไปหาครอบครัวของเธอในโบโกตา, โคลัมเบีย
  • ชุดสูทตัดเข้ารูป แทนเสื้อผ้าที่ "ซื้อมาจากกระบะลดราคาของห้างสรรพสินค้า" ของเขา ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าเพื่อนร่วมงานที่ CIA ของเขาอย่างเห็นได้ชัด
  • ค่าใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตแบบพรีเมียมที่มากกว่าเงินเดือนของเขา[28]

การจับกุม[แก้]

รูปถ่ายหน้าตรงของเอมส์ ถูกถ่ายในวันที่เขาถูกจับ

ในที่สุด ในเดือนมีนาคม ปี 1993 CIA และ FBI เริ่มการสืบสวนเอมส์อย่างละเอียด ซึ่งวิธีการรวมไปถึงการสังเกตการณ์ผ่านทางอิเล็กโทรนิค, การคุ้ยขยะของเขา และการติดเครื่องติดตามที่รถของเขาเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว[29] ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงการจับกุมเขา เอมส์ตกอยู่ในการสอดส่องโดยคนแทบจะตลอดเวลา ในช่วงต้นปี 1994 เขามีตารางต้องไปร่วมการประชุมที่มอสโค FBI เชื่อว่าไม่สามารถรอได้อีกต่อไป ทำให้ตัวเขาและภรรยาถูกจับกุมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 1994[30] ขณะที่ถูกจับกุม เอมส์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า "คุณกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ คุณต้องจับคนผิดแน่ๆ"[31]

ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 1994 เอมส์และภรรยาของเขาถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐอเมริกาในข้อหาเป็นสายลับให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย เอมส์อาจจะได้รับโทษประหารชีวิตเนื่องจากการทรยศของเขาทำให้สายข่าวของ CIA ตายไปหลายราย[32] อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขารับสารภาพในวันที่ 28 เมษายน เขาจึงได้รับโทษแค่จำคุกตลอดชีวิต ส่วนภรรยาของเขาต้องโทษจำคุก 5 ปีในข้อหาหนีภาษีและสมคบคิดเพื่อทำการจารกรรม ซึ่งเอมส์ได้ตกลงเอาไว้เพื่อแลกกับคำสารภาพของเขา[33]

ในศาล เอมส์ยอมรับว่าเขาทำให้ "สายลับชนชาติโซเวียต, อเมริกันและชาติอื่นๆ ซึ่งขึ้นตรงต่อ CIA แทบทุกคนที่เขารู้จักต้องตกอยู่ในอันตราย" และได้ให้ "ข้อมูลเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับนโยบายด้านการต่างประเทศ, การป้องกันประเทศและความมั่นคงของชาติสหรัฐอเมริกา ให้กับสหภาพโซเวียตและรัสเซีย[34] เป็นที่ประมาณการณ์กันว่าข้อมูลที่เอมส์ให้กับโซเวียตทำให้ปฏิบัติการข่าวกรองของสหรัฐฯ อย่างน้อยหนึ่งร้อยปฏิบัติการต้องตกอยู่ในอันตราย และทำให้แหล่งข่าวของสหรัฐฯ อย่างน้อย 10 คนถูกประหารชีวิต

หลังได้รับโทษ[แก้]

เอมส์เป็นนักโทษหมายเลข #40087-083 ของสำนักงานทันฑสถานกลาง รับโทษอยู่ที่ทันฑสถานสหรัฐอเมริกาอัลเลนวูด ใกล้กับเมืองอัลเลนวูด รัฐเพนซิลเวเนีย[35]

CIA ถูกติที่ไม่เพ่งเล็งเอมส์ให้เร็วกว่านี้ ทั้งๆ ที่คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด[16] และยังทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขนานใหญ่ในรัฐสภา เมื่อผู้อำนวยการ CIA เจมส์ วูลซีตัดสินใจว่าจะไม่มีการปลดหรือลดขั้นเจ้าหน้าที่ในองค์กร วูซีประกาศว่า "คนบางคนร้องขอให้คนถูกทำโทษ เพื่อที่เราจะได้พูดว่ามีคนที่ถูกทำโทษแล้ว ขอโทษ แต่นั่นไม่ใช่ทางของผม" วูซีถูกบังคับให้ลาออกในเวลาต่อมา[36]

เพลโต คาเคริส ทนายของเอมส์ ขู่ที่จะฟ้องร้อง FBI เรื่องการตรวจค้นและอายัติทรัพย์สินในบ้านและที่ทำงานของเอมส์โดยไม่มีหมายศาล แต่เนื่องจากเอมส์รับสารภาพผิด คำขู่นี้จึงหมดความสำคัญไป ต่อมารัฐสภาจึงผ่านกฎหมายใหม่เพื่อให้อำนาจนั้นกับศาลสอดส่องข่าวกรองต่างชาติ[37]

เรื่องของเอมส์ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ Aldrich Aims: Traitor Within ในปี 1998 โดยทิโมธี ฮัตตัน รับบทเป็นเอมส์ เอมส์ยังถูกนำไปเป็นตัวละครในนิยายของเฟรเดอริค ฟอร์ไซท์ในปี 1997 เรื่อง Icon ซึ่งในเรื่องเขาทรยศสายลับโซเวียตหลายคนที่ถูกสหรัฐอเมริกาเกณฑ์เป็นสายให้[38]

แหล่งข่าวของ CIA ที่ถูกทรยศ[แก้]

  • วิทาลี เยอร์เชนโกเป็นเจ้าหน้าที่ KGB ในแผนกที่ 5 ของหน่วยอำนวยการ K ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ KGB ระดับชั้นสูงสุดที่หนีมาเข้าข้างสหรัฐฯ[39] ในเดือนสิงหาคม ปี 1985 เขาหลบหนีออกนอกประเทศผ่านโรมมายังสหรัฐฯ[40] ก่อนที่จะถูกส่งกลับประเทศเดิมในอีกสามเดือนต่อมา[41] เอมส์เป็นผู้เดียวที่ทราบถึงข้อมูลทั้งหมดที่เยอร์เชนโกให้กับ CIA และสามารถส่งต่อข้อมูลดังกล่าวไปให้ KGB ทำให้สามารถปกปิดข้อมูลที่หายไปได้อย่างง่ายดาย[42] เมื่อกลับไปถึงสหภาพโซเวียต เยอร์เชนโกถูกย้ายให้ไปทำงานนั่งโต๊ะในหน่วยอำนวยการบังคับบัญชาที่ 1 (FCD) เพื่อเป็นรางวัลที่ช่วยรักษาสถานภาพสายลับของเอมส์ได้[43]
  • ในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 พลตรีดิมิทรี โพลยาคอฟเป็นสายข่าวของ CIA ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงสุดในหน่วยข่าวกรองโซเวียต (GRU) เขาถูกประหารชีวิตในปี 1988 หลังจากที่เอมส์เปิดโปงเขา[44] เขาน่าจะเป็นสายข่าวที่มีค่าที่สุดที่เอมส์ทำให้ตกอยู่ในอันตราย เจ้าหน้าที่ CIA คนหนึ่งพูดถึงโพลยาคอฟว่า "เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน เขายืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อช่วยเรา"[45]
  • วาเลรี มาร์ทินอฟ เป็นเจ้าหน้าที่สาย X (ข่าวกรองวิทยาศาสตร์และเทคนิค) ของวอชิงตันเรซิเดนทูรา มาร์ทินอฟเปิดเผยตัวตนของเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของโซเวียตกว่า 50 นายที่ปฏิบัติการนอกสถานทูต และยังให้ชื่อของเป้าหมายด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคที่ KGB สามารถเจาะเข้าไปได้ เอมส์ส่งชื่อมาร์ทินอฟให้ KGB และเขาถูกประหารชีวิต[47] เอมส์ส่งชื่อมาร์ทินอฟให้ KGB ทำให้เขาถูกประหารชีวิต[48]
  • พันตรีเซอร์เก โมโทรินเป็นเจ้าหน้าที่สาย PR (ข่าวกรองการเมือง) ของวอชิงตันเรซิเดนทูราที่ FBI ขู่กรรโชกให้เป็นสายลับให้สหรัฐฯ ในที่สุดแล้ว เขาให้ความร่วมมือด้วยเหตุผลส่วนตัว[49] โมโทรินเป็นหนึ่งในสองสายข่าวที่เรซิเดนทูราที่ถูกทรยศโดยเอมส์ และถูกประหารอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา[48][50]
  • พันเอกลีโอนิด โพลิชชุคเป็นเจ้าหน้าที่สาย KR (ต่อต้านข่าวกรอง) ในไนจีเรีย เขาก็เป็นอีกคนที่ถูกเอมส์ทรยศ เขาถูกจับกุมด้วยความบังเอิญเมื่อสายลับ KGB ที่ไปเฝ้าสังเกตการทิ้งข้อมูล (dead drop) ของสายลับ CIA เห็นโพลิชชุคมารับข้อมูล[51]
  • เซอร์เก เฟดอเรนโกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นตัวแทนของโซเวียตในองค์การสหประชาชาติ ในปี 1987 เอมส์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเขา และเฟเดอเรนโกก็ทรยศโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธของโซเวียตให้กับเอมส์ ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ดี ถึงกระทั่งกอดกันเมื่อเฟเดอเรนโกกำลังจะกลับมอสโค เอมส์กล่าวว่า "เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เราเชื่อใจกันอย่างสนิทใจ"[52] ในตอนแรกเอมส์ลังเลที่จะทรยศเพื่อน แต่หลังจากที่ส่งข้อมูลแทบทั้งหมดไปให้โซเวียตแล้ว เขาได้ตัดสินใจที่จะทรยศเฟเดอเรนโกเพื่อสร้างผลงานให้ KGB ได้เห็น[50] แต่เฟเดอเรนโกสามารถใช้เส้นสายทางการเมืองเพื่อเอาตัวรอดจากปัญหาดังกล่าวได้ หลายปีต่อมา เฟเดอเรนโกพบกับเอมส์อีกครั้ง โดยไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน โดยที่เฟเดอเรนโกสัญญาว่าจะย้ายมาที่สหรัฐฯ อย่างถาวร หลังจากอาหารมื้อนั้นไม่นาน เอมส์ก็ทรยศเขาให้ KGB เป็นครั้งที่สอง เฟเดอเรนโกสามารถหลบหนีการจับกุม และหนีออกนอกประเทศมาได้ และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่โรดไอแลนด์[53]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Aldrich Ames Criminal Complaint". jya.com. สืบค้นเมื่อ 2011 03 19. 
  2. Robinson, Stephen. Books:The disreputable drunk who betrayed America, The Sunday Telegraph 2 กรกฎาคม 1995
  3. An Assessment of the Aldrich H. Ames Espionage Case and Its Implications for U.S. Intelligence: Report Prepared by the Staff of the Select Committee on Intelligence, United States Senate [84-046] (Washington: U. S. Government Printing Office, 1994), 4.
  4. "Assessment," 4.
  5. "Assessment," 5; "Ames, Aldrich Hazen Biography". S9.com. สืบค้นเมื่อ 2010-05-07. 
  6. "Assessment," 5. ถึงกระนั้น แนนซี เอมส์ก็ทำงานเชิงจัดการนอกเวลาที่ สนง. ของสามีของเธอ
  7. Suzal, Savas (1997-03-02). "Disislerinde CIA Köstebegi". Sabah. สืบค้นเมื่อ 2008-10-13.  เอมส์ทำการจ่ายเงินแลกข้อมูลซึ่งมีชื่อของสมาชิก DEV-GENÇ ที่กิชมิชรู้จักรวมไปถึงรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมของพวกเขา
  8. "Assessment," 6.
  9. "Assessment," 6. ที่งานเลี้ยงคริสต์มาสในปี 1974 เอมส์ถูกพบว่ามีอาการเมาสุรา และอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมกับลูกจ้างหญิง CIA
  10. "Assessment," 6-7.
  11. "Assessment," 8.
  12. 12.0 12.1 "Assessment," 8-9.
  13. Maas, 222-23.
  14. "Assessment," 11-13.
  15. "Assessment," 13-14.
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 Powell, Bill (2002-11-01), Treason: How a Russian Spy Led an American Journalist to a U.S. Double Agent, Simon & Schuster, ISBN 0-7432-2915-0
  17. "Assessment," 14-15.
  18. "Assessment," 15-16.
  19. "Assessment," 18-19. เพื่อฝากเงิน เอมส์เปิดบัญชีไว้ในหลายๆ ธนาคารและแบ่งเงินสดออกเป็นทีละ 10,000 เหรียญ เพื่อหลีกเลี่ยงการแจ้งต่อธนาคารตามข้อกำหนด
  20. "Assessment," 19.
  21. "Assessment," 33-35. ผู้บังคับบัญชาของเอมส์ในเวลานั้นทราบดีถึงปัญหาติดสุราของเขา และนิสัยชอบหลับที่โต๊ะทำงาน แต่ผลประเมินการปฏิบัติงานประจำปีแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ
  22. "Assessment," 40-41.
  23. "Analysis," 48. การสืบสวนเรื่องนี้ได้ผลสรุปออกมาว่า ปลอมแปลงด้วยเหตุผลด้านการเสริมภาพลักษณ์อาชีพและด้านการเงิน
  24. "Assessment," 44-45; Weiner, Johnston & Lewis 1995, pp. 89–90 KGB แนะนำให้เอมส์นอนพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ทำตัวให้สดชื่นและพักผ่อนให้เต็มที่ ให้ความร่วมมือกับผู้ทดสอบ เป็นมิตรกับผู้ทดสอบ และพยายามสงบจิตใจให้สบายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
  25. "Assessment," 45-46. พีท เออร์ลีอธิบายว่าเอมส์สามารถโน้มน้าวตัวเองให้เชื่อว่าคำตอบที่ตัวเองให้เป็นความจริง นอกจากนี้ CIA (ยกเว้นเจ้าหน้าที่แค่ไม่กี่คน) ไม่ได้พยายามที่จะไขคดีอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเครดิตการคลี่คลายคดีควรจะเป็นของ FBI Christopher Lehmann-Haupt, "Aldrich Ames: Brilliant or Bumbling?" New York Times, 24 กุมภาพันธ์ 1997, review of Pete Early, Confessions of a Spy.
  26. Weiner, Johnston & Lewis 1995, p. 144
  27. Weiner, Johnston & Lewis 1995, p. 145
  28. www.crimelibrary.com
  29. "Assessment," 50-51. เครื่องติดตามใช้ไม่ได้ในบางครั้ง ทำให้ FBI ไม่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเขาได้ในหลายโอกาส
  30. "Assessment," 51-52.
  31. (Weiner,Johnston,Lewis 1995, p. 9)
  32. Bromwich, Michael R. (April 1997). "A Review of the FBI’s Performance in Uncovering the Espionage Activities of Aldrich Hazen Ames". สืบค้นเมื่อ 2011-04-26. 
  33. "FBI History: Famous Cases". FBI.gov. สืบค้นเมื่อ 2010-01-12. [ลิงก์เสีย]. โรซาริโอได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางหลังจากที่เธอรับโทษครบตามกำหนด
  34. "An Assessment of the Aldrich H. Ames Espionage Case and Its Implications for U.S. Intelligence - Senate Select Committee on Intelligence - 01 November 1994 - Part One". Fas.org. สืบค้นเมื่อ 2015-10-14. [ลิงก์เสีย]
  35. "Federal Bureau of Prisons". Bop.gov. สืบค้นเมื่อ 2015-10-14. 
  36. Maas, 242.
  37. Maas, 242
  38. "Icon by Frederick Forsyth - Books - Random House". Randomhouse.com. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14. 
  39. Weiner, Johnston & Lewis 1995, p. 45
  40. Weiner, Johnston & Lewis 1995, pp. 44–45
  41. Weiner, Johnston & Lewis 1995, pp. 69–70
  42. Cherkashin & Feifer 2005, p. 219
  43. Cherkashin & Feifer 2005, p. 174
  44. "Key Players". Math.ucsd.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14. 
  45. Wise, David. Nightmover: How Aldrich Ames sold the CIA to the KGB for $4.6 Million, HarperCollins, 1995, ISBN 0-06-017198-7. Excerpted in Time: Victims Of Aldrich Ames
  46. Cherkashin & Feifer 2005, pp. 179,180
  47. Maas, 6.
  48. 48.0 48.1 Cherkashin & Feifer 2005, p. 187
  49. [1][ลิงก์เสีย]
  50. 50.0 50.1 "CIA Traitor Aldrich Ames". Crimelibrary.com. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14. 
  51. Cherkashin & Feifer 2005, pp. 191,192
  52. "CIA Traitor Aldrich Ames". Crimelibrary.com. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14. 
  53. "videofact". Videofact.com. สืบค้นเมื่อ 2008-10-14. 

อ่านเพิ่มเติม[แก้]

(ภาษาอังกฤษ)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]