อันโดรเมด้า ชุน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อันโดรเมด้า ชุน
Shun.jpg
ชื่อ
ชื่อไทย อันโดรเมด้า ชุน
ชื่ออักษรละติน Andromeda Shun
ชื่อญี่ปุ่น アンドロメダ星座の瞬
นักพากย์ เรียว โฮริคาวะ (1986-2002)
ยูตะ คาสึยะ (2005-ปัจจุบัน)
ข้อมูลเฉพาะ
ระดับ บรอนซ์เซนต์
เกิด 9 กันยายน
ราศี กันย์
กลุ่มดาวประจำตัว กลุ่มดาวอันโดรเมด้า
อายุ 13 ปี
ความสูง 165 เซนติเมตร
น้ำหนัก 51 กิโลกรัม
กรุ๊ปเลือด B
สถานที่เกิด ปราศาจฮาเดส
สถานที่ฝึกวิชา เกาะอันโดรเมด้า
ท่าไม้ตาย เนบิวล่าเชน
โรลลิ่งดีเฟนส์
เนบิวล่าสตรีม
เนบิวล่าสตอร์ม
ฯลฯ
ชุดเกราะ
ประเภทชุดเกราะ บรอนซ์คล็อธ
ชื่อชุดเกราะ อันโดรเมด้าคล็อธ
ภาพคล็อธ

อันโดรเมด้า ชุน (ญี่ปุ่น: アンドロメダ星座の瞬 Andoromeda no Shun ?) ตัวละครหลักจากการ์ตูนเรื่องเซนต์เซย่า เป็นน้องชายของฟีนิกซ์ อิคคิ มีหน้าตาคล้ายผู้หญิง มีอุปนิสัยเรียบร้อย มีจิตใจอ่อนโยนและเกลียดชังการต่อสู้ เดิมทีชุนจะต้องถูกส่งตัวไปฝึกวิชาที่เกาะเดธควีนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นดินแดงนรกบนดิน ดังนั้นอิคคิจึงขอเสนอตัวไปเกาะเดธควีนแทน ดังนั้น ชุนจึงได้ไปฝึกวิชาที่เกาะอันโดรเมด้า โดยมีซิลเวอร์เซนต์ เซเฟอุส ไดดาลอส (ในภาคอะนิเมะคือ เซเฟอุส อัลบีโอเร่) เป็นอาจารย์ฝึกสอนวิชา

บทบาท[แก้]

เซนต์แห่งอันโดรเมด้า[แก้]

ในตอนแรกนั้นชุนจับฉลากเพื่อเลือกสถานที่ฝึกเป็นเซนต์ได้ที่เกาะเดทควีน แต่อิคคิพี่ชายของชุนได้เลือกที่จะไปฝึกที่นั่นแทน เนื่องจากกล่าวกันว่าเป็นดินแดนนรกบนดิน ดังนั้น ชุนจึงถูกส่งไปฝึกเพื่อเป็นเซนต์ที่เกาะอันโดรเมด้า ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย อุณหภูมิของเกาะนั้นจะแตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืน กล่าวคือ ในช่วงเวลากลางวันจะมีอุณหภูมิถึง 50 องศาเซลเซียส แต่กลางคืนจะมีอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส ชุนใช้เวลาฝึกเป็นเซนต์ ณ เกาะอันโดรเมด้าเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยมีซิลเวอร์เซนต์ เซเฟอุส ไดดาลอส (ภาคอะนิเมะ คือ เซเฟอุส อัลบีโอเร่) เป็นอาจารย์ฝึกสอนวิชา โดยชุนได้ขอฝึกขั้นสูงสุดของเกาะอันโดรเมด้าที่เรียกว่า ซาครีเฟียส ซึ่งเป็นการนำคนไปผูกติดไว้กับก้อนหินโดยโซ่อันโดรเมดร้าในตำแหน่งที่เคยผูกเจ้าหญิงอันโดรเมด้าไว้ ผู้ที่ฝึกขั้นนี้จะมีเพียงสองทางเลือก คือ ถ้าไม่สามารถหลุดออกจากโซ่ที่พันธนาการไว้ก็จะต้องจมน้ำตาย แต่ถ้าสามารถหลุดออกจากการพันธนาการของโซ่อันโดรเมด้า จะได้เป็นเซนต์ครอบครองชุดคล็อธอันโดรเมด้า ชุนสามารถหลุดพ้นจากโซ่นั้นออกมา และได้เป็นเซนต์แห่งอันโดรเมด้าตั้งแต่นั้นมา[1]


หลังจากที่ชุนได้เป็นเซนต์แล้วนั้น ได้เดินทางกลับมายังประเทศญี่ปุ่นและได้เข้าร่วมต่อสู้ในศึกกาแล็คเซียนวอร์ส ซึ่งผู้ที่ชนะจะได้ครอบครองชุดคล็อธซาจิททาเรียสโดยคู่ต่อสู้ของชุนในครั้งนี้ ได้แก่ ยูนิคอร์น จาบุ ในการต่อสู้จาบุไม่สามารถโจมตีชุนได้ เนื่องจากไม่สามารถผ่านการป้องกันของโซ่อันโรเมด้าได้ ในระหว่างการต่อสู้นั้น โซ่ของชุนได้พยายามบอกถึงอันตรายที่กำลังจะเข้ามา และได้เปลี่ยนการโจมตีไปที่อื่น ซึ่งคนที่โซ่รับรู้ถึงรังสีอำมหิตได้นั้น คือ ฟินิกส์ อิกกิ พี่ชายของชุนนั่นเอง อิกกิเข้าโจมตีชุนโดยที่ชุนไม่ได้ตอบโต้[2] หลังจากนั้น อิกกิ จึงได้ขโมยชุดคล็อธซาจิททาเรียสไป ดังนั้น เหล่าบรอนซ์เซนต์จึงต้องพยายามนำชุดโกลด์คล็อธกลับมา ชุนได้เข้าต่อสู้กับอันโดรเมด้าแบล็คเซนต์ และสามารถโค่นอันโดรเมด้าแบล็คเซนต์ลงได้

ในศึก 12 ปราสาทนั้น ณ ปราสาทคนคู่ ชุนได้ต่อสู่กับชุดคล็อธเจมินี่ที่ควบคุมโดยเจมินี่ ซากะ ซึ่งปลอมตัวเป็นเคียวโกอยู่ ในการต่อสู้นั้น โซ่ของชุนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเซนต์เจิมินี่ที่อยู่เบื้องหน้า ดังนั้น ชุนจึงรู้ว่าทั้งเขาวงกตภายในปราสาทคนคู่และเซนต์เจมินี่ที่อยู่เบื้องหน้านั้นเป็นภาพลวงตา ซากะโจมตีชุนด้วยท่าอะนาเธอร์ไดเมนชั่น (Another dimension) ซึ่งเป็นท่าที่จะส่งคู่ต่อสู้ไปยังมิติอื่น แต่ชุนได้ใช้โซ่มัดกับเสาของปราสาทไว้ได้ จึงไม่หลุดไปยังมิติอื่น รวมทั้ง ได้รับความช่วยเหลือจากฟินิกซ์ อิกกิด้วย เมื่อชุนแน่ใจแล้วว่าเซนต์เจมินี่ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นภาพลวงตา ดังนั้น ชุนจึงได้ใช้ธันเดอร์เวฟโจมตีข้ามมิติมาถึงตัวซากะที่อยู่ห้องเคียวโกได้ ทำให้ภาพลวงตาที่ซากะสร้างขึ้นหายไป และชุนจึงสามารถออกไปจากปราสาทคนคู่ได้[3]

โกลด์เซนต์ที่เป็นคู่ต่อสู้ของชุนอีกคนนั้น คือ พิสซิส อโฟรดิตี้ ผู้ดูแลปราสาทปลาคู่ โดยชุนได้ขอเป็นคู่ต่อสู้กับอโฟรดิตี้เอง เนื่องจากอโฟรดิตี้เป็นผู้สังหาร เซเฟอุส ไดดาลอส ผู้เป็นอาจารย์ของชุนนั่นเอง ในการต่อสู่กับอโฟรดิตี้นั้นโซ่ของชุนถูกทำลายลงด้วยปิรันย่าโรสของอโฟรดิตี้ ดังนั้น จึงเป็นครั้งแรกที่ชุนใช้ท่าการโจมตีโดยที่ไม่มีโซ่ นั่นคือ ท่าเนบิวล่าสตรีม ซึ่งทำให้อโฟรดิตี้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการ หลังจากนั้น อโฟรดิตี้จึงตัดสินใจใช้บลัดดี้โรส ซึ่งชุนโดนบลัดดี้โรสปักเข้าที่กลางหัวใจแต่ก็ได้โจมตีอโฟรดิตี้กลับด้วยท่าเนบิวล่าสตอมจนทำให้อโฟรดิตี้ถึงแก่ความตายเช่นกัน[1]

ภาคศึกอัศวินแห่งแอสการ์ด[แก้]

ในขณะที่ มิซาร์ ซิด ก็อดวอริเออร์แห่งแอสการ์ดที่กำลังจะทำร้ายอาธีน่า ชุนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเซย่าในชุดคลอธใหม่ ชุนได้ตามเข้าไปต่อสู้กับซิดในป่า และสามารถไล่ต้อนจนซิดต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไป เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเฟลียร์ น้องสาวของฮิลด้าผู้ต้องการกำจัดอาธีน่าเพื่อครอบครองโลก ชุนและพวกเซย่าก็รีบเดินทางไปที่ดินแดนแอสการ์ด ในขั้วโลกเหนือ โดยต้องรวบรวมโอดีนแซฟไฟร์จากก็อดวอริเออร์ทั้ง 7 มาใช้ทำลายแหวนทองคำที่ครอบงำฮิลด้า เพื่อช่วยโลกจากการถูกน้ำท่วมให้ได้ภายในเวลาครึ่งวัน[4]

หลังจากที่แยกไปคนละทางกับพวกเซย่า ชุนก็พบกับ มีเม ก็อดวอริเออร์ผู้ใช้พิณเป็นอาวุธ เสียงพิณของมีเม ทำให้ชุนมองเห็นภาพลวงตา และไม่สามารถทำใช้โซ่ทำอะไรเขาได้ ชุนจึงตัดสินใจถอดชุดคลอธ และปล่อยท่า "เนบิวล่าสตอร์ม" ใส่มีเม แต่มันก็ไม่ได้ระคายผิวของเขาแม้แต่น้อย ส่วนมีเมที่ตั้งใจจะเผด็จศึก ก็ใช้ท่า "สตริงเกอร์เรเควียม" โจมตีใส่ชุน ในขณะที่กำลังจะถูกปลิดชีพ อิคคิก็ได้ปรากฏตัวขึ้น และเข้าต่อสู้กับมีเมแทนชุน[5]

หลังจบการต่อสู้ของอิคคิและมีเม ชุนก็จำต้องทิ้งอิคคิที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไว้แล้วรีบไปต่อ เมื่อไปถึงปราสาทวาลฮาร่า เขาก็ได้พบกับ มิซาร์ ซิด อีกครั้ง หลังจากเคยได้ประมือกันมาแล้วครั้งหนึ่งที่แซงก์ชัวรี่ ขณะต่อสู้ ชุนได้ถูกท่า "ไวกิ้งไทเกอร์คลอว์" และ "บลูอิมพัลส์" ของซิด เล่นงานจนแทบจะไม่มีแรงยืนขึ้นมาอีก แต่หลังจากได้ยินเสียงของอิคคิที่ส่งผ่านมาทางคอสโม ชุนก็พยุงตัวลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาถอดชุดคลอธออก และระเบิดพลังคอสโมปล่อยเนบิวล่าสตอร์มออกไป ฝ่ายซิดที่โดนเนบิวล่าสตอร์มเข้าอย่างจัง ก็ถึงกับลอยกระเด็นและหมดสติไป เวลาเดียวกันนั้น ชุนก็เพิ่งจะเห็นว่าไชน่านอนล้มอยู่ข้างๆ ไชน่าบอกกับชุนว่าให้รีบเก็บโอดีนแซฟไฟร์ของซิดแล้วรีบไปต่อซะ ทว่าได้มีชายอีกผู้หนึ่งออกมาขวางทาง เขาคือ อัลกอร์ บั๊ด พี่ชายฝาแฝดผู้เป็นเงาของซิดนั่นเอง ชุนที่อ่อนล้าจากการต่อสู้กับซิด ไม่สามารถต่อกรกับบั๊ดได้เลย แต่ในเวลานั้น อิคคิก็ได้เข้ามาช่วยชุนอีกครั้ง และอาสาที่จะต่อสู้กับบั๊ดเอง[6]

ในที่สุดก็อดวอริเออร์ทั้ง 7 ก็ถูกกำจัดจนหมด เมื่อเข้าต่อสู้กับฮิลด้า ชุนและพรรคพวกก็ได้เอาตัวเองเป็นโล่ป้องกันให้เซย่า จนเซย่าสามารถปลุกชุดเกราะโอดินโร้บ และใช้ดาบบัลมัง ทำลายแหวนทองคำของฮิลด้าได้สำเร็จ[7]

ภาคศึกเจ้าสมุทรโปเซดอน[แก้]

ในศึกเจ้าสมุทรโปเซดอนนั้น ชุนได้ลงไปยังวิหารใต้สมุทรพร้อมกับพวกเซย่าเพื่อช่วยเหลืออาธีน่าที่ยอมเสียสละตนเข้าไปอยู่ในเสาเมนเบรดวินเนอร์ ชุนได้เขาต่อสู้กับสคิวเลอร์ อีโอ มารีนเนอร์ผู้ปกป้องเสาค้ำสมุทรแปซิฟิกใต้ ผู้ซึ่งมีท่าไม้ตายเป็นสัตว์ร้าย 6 ชนิด ได้แก่ อินทรี หมาป่า ผึ้งนางพญา งู ค้างคาวและหมี อีโอใช้ท่าไม้ตายทั้ง 6 โจมตีชุนซึ่งไม่สามารถใช้ท่าโรลลิ่งดีเฟนส์ในการป้องกันตัวได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออีโอใช้ท่าทั้ง 6 โจมตีชุนอีกครั้ง ชุนก็สามารถรับมือและโจมตีกลับอีโอได้ เมื่อท่าไม้ตายทั้ง 6 ของอีโอถูกชุนทำลายลงแล้ว อีโอจึงใช้ท่าไม้ตายสุดท้าย นั่นคือ ท่าบิ๊กทอร์นาโด โจมตีใส่ชุน แต่ชุนก็ไม่ได้ตอบโต้กลับเนื่องจากไม่คิดจะเอาชีวิตอีโออยู่แล้ว ดังนั้น ชุนจึงใช้เพียงโซ่รัดตัวอีโอเอาไว้ ในขณะที่ชุนกำลังใช้กระบอง 2 ท่อนของชุดคล็อธไลบร้าเพื่อทำลายเสาค้ำสมุทรแปซิฟิกใต้ อีโอได้กระโดดเข้าขัดขวางทำให้ตัวเองโดนกระบอง 2 ท่อนเข้าไปด้วย เสาค้ำสมุทรแปซิฟิกใต้ได้พังทลายลง และอีโอก็จบชีวิตลงไปพร้อมกัน โดยก่อนที่อีโอจะตายนั้น ได้เตือนชุนว่า ถ้าหากชุนยังใจอ่อนกับคู่ต่อสู้ ชุนเองจะต้องเป็นฝ่ายตายในสักวัน[8]

หลังจากนั้น ชุนได้เดินทางไปยังเสาค้ำมหาสมุทรแอนตาร์กติก ชุนได้เห็นเปกาซัส เซย่า และซิกนัส เฮียวงะนอนสลบอยู่ จึงสงสัยว่าใครเป็นผู้ลงมือกับทั้ง 2 คน ในขณะนั้นเอง ริมนาเดส คาสะผู้ปกป้องเสาค้ำสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งมีความสามารถแปลงร่างเป็นคนที่สำคัญของคู่ต่อสู้ได้นั้น ได้แปลงร่างเป็นฟินิกซ์ อิกกิโดยหวังจะโจมตีชุนในเวลาเผลอ ในขณะที่ชุนเกือบหลงกลนั้น โซ่อันโดรเมด้าได้เกิดปฏิกิริยาเตือนว่าอิกกิที่ปรากฏต่อหน้าชุนนั้นเป็นศัตรู ชุนจึงสามารถรอดจากการโจมตีของคาสะได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความใจอ่อนของชุนนั่นเอง จึงทำให้ชุนไม่สามารถโจมตีคาสะที่เปลี่ยนร่างเป็นอิกกิได้ ชุนจึงโดนคาสะโจมตีจนสลบไป หลังจากนั้น คาสะจึงถูกกำจัดลงโดยอิกกิตัวจริง[9]

ชุนเดินทางมายังเสาค้ำสมุทรแอตแลนติกใต้ ซึ่งผู้ปกป้องเสาค้ำสมุทรแห่งนี้ คือ ไซเรน โซเรนท์ ผู้ที่สามารถล้มทอรัส อัลเดบารันที่ประเทศญี่ปุ่นได้นั่นเอง ในการต่อสู้โซเรนท์ได้ทำลายโซ่อันโดรเมด้าของชุน ดังนั้น ชุนจึงใช้ เนบิวล่าสตอร์ม จนสามารถล้มโซเรนท์ลงได้ พร้อมทั้ง ทำลายเสาค้ำสมุทรแอตแลนติกใต้ลงในที่สุด[10] หลังจากนั้น ชุนจึงเดินทางไปช่วยพวกเซย่าในการรับมือกับโปเซดอน จนกระทั่งโปเซดอนโดนอาธีน่ากักขังวิญญาณลงในคนโทได้อีกสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

ภาคศึกเทพเจ้าฮาเดส[แก้]

ในศึกสงครามศักดิ์สิทธิ์นั้น ชุนรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในแซงทัวรี่ ดังนั้น ชุนจึงเดินทางมายังแซงทัวรี่ และได้พบกับอาริเอส ชิออนเคียวโกคนก่อนที่ฟื้นคืนชีพมาด้วยพลังของเทพเจ้าฮาเดส พร้อมกับพวกเซย่า ชิออนได้อธิบายถึงสาเหตุที่พวกตนต้องคืนชีพมาเพื่อต้องการปลุกคล็อธแห่งอาธีน่าเพื่ใช้ในการต่อสู้กับฮาเดสนั่นเอง หลักจากชิออนได้ปลุกชุดคล็อธแห่งอาธีน่าแล้ว ได้ฝากให้พวกเซย่านำไปให้อาธีน่า โดยให้ตามพวกไอโอเลียซึ่งล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ฮาเดสขณะเข้าสิงร่างของชุน

ชุนได้ปลุกพลังเอทเซนต์ (eight sense) ขึ้นมาจึงสามารถเดินทางไปยังยมโลกทั้งที่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ ในยมโลกนั้นพวกเซย่าต่างกระจัดกระจายกันไป โดยชุนเดินทางไปพร้อมกับเซย่า ข้ามแม่น้ำอาราคอนซึ่งมีสเป็คเตอร์ชารอนเป็นผู้รักษาฝั่งแม่น้ำ ภายหลังจากการข้ามแม่น้ำอาราคอนได้แล้วนั้น ชุนและเซย่าได้เดินทางไปยังวิหารตัดสินโทษซึ่งรูเน่เป็นผู้ดูแลอยู่ อย่างไรก็ตาม รูเน่โดนหมัดมายาของเจมินี่ คานอนโจมตีโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ชุนและเซย่าจึงสามารถเดินทางต่อไป ที่ขุมนรกที่ 2 นั้น ชุนและเซย่าเดินได้เผชิญหน้ากับสฟิงค์ ฟาโรห์ สเป็คเตอร์ผู้รักษาด่านขุมนรกที่ 2 ในระหว่างการต่อสู้นั้น ไลร่า โอฟี่ ซิลเวอร์เซนต์ก็ปรากฏตัวขึ้นและได้กำจัดสฟิงค์ ฟาโรห์ลงในที่สุด

หลังจากนั้น โอฟี่ได้วางแผนให้ชุนและเซย่าซ่อนตัวให้หีบดอกไม้และนำไปเข้าเฝ้าฮาเดส ณ ขุมนรกที่ 8 เพื่อหาทางลอบสังหารฮาเดส แต่แผนทั้งหมดเกิดล้มเหลวเพราะโดนราดาแมนทีสจับได้ และสังหารโอฟี่ และฮาเดสได้เข้าสิงร่างของชุน[11] อย่างไรก็ตาม อาธีน่าได้ขับไล่ดวงวิญญาณของฮาเดสที่สิงร่างชุนในภายหลัง

ชุนและพวกเซย่าเดินทางไปยังเอริเชี่ยน โดยได้ร่วมกันต่อสู้กับเทพมรณะ ทานาโทสและเทพนิทรา ฮิวปุโนส จนสามารถสังหารเทพเจ้าทั้ง 2 ลงได้ หลังจากนั้น พวกชุนได้เดินทางต่อไปยังที่เก็บร่างของฮาเดสและเข้าต่อสู้กับฮาเดส โดยได้ร่วมมือกับอาธีน่ารวบรวมพลังคอสโมทั้งหมดและโค่นเทพเจ้าฮาเดสลงได้ในที่สุด[12]

ภาคโอเมกา[แก้]

ชุดคล็อธอันโดรเมด้า[แก้]

ชุดคล็อธอันโดรเมด้า มีลักษณะเป็นชุดของสตรีที่มีโซ่พันอยู่ มีที่มาจากตำนานที่เจ้าหญิงอันโดรเมด้าถูกโซ่มัดไว้กับก้อนหินในทะเลเพื่อเป็นเครื่องสังเวยแก่มังกรทะเล ซึ่งโซ่ที่ล่ามเจ้าหญิงอันโดรเมด้าไว้นั้น คือ โซ่ของชุดคล็อธอันโดรเมด้านั่นเอง ผู้ที่จะครอบครองชุดคล็อธอันโดรเมด้าได้นั้นต้องผ่านการฝึกขั้นสูงสุดของเกาะอันโดรเมด้าที่เรียกว่า ซาครีเฟียส ซึ่งเป็นการนำคนไปผูกติดไว้กับก้อนหินโดยโซ่อันโดรเมดร้าในตำแหน่งที่เคยผูกเจ้าหญิงอันโดรเมด้าไว้ ผู้ที่สามารถหลุดออกจากการพันธนาการของโซ่อันโดรเมด้า จะได้เป็นผู้ครอบครองชุดคล็อธอันโดรเมด้า[1]

ชุดคล็อธอันโดรเมด้า มีจุดเด่นที่แตกต่างไปจากชุดคล็อธอื่น ๆ ได้แก่ การที่มีโซ่ไว้เป็นอาวุธ โซ่ของชุดคล็อธอันโดรเมด้ามี 2 เส้น ซึ่งบริเวณปลายโซ่ทั้ง 2 เส้นนั้นจะมีลักษณะและหน้าที่ที่แตกต่างกัน โดยบริเวณปลายโซ่ทางด้านซ้ายมือนั้นจะมีลักษณะเป็นโซ่กลม มีไว้สำหรับรับมือและป้องกันตัวจากคู่ต่อสู้ ส่วนโซ่ทางด้านขวามือนั้นมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ใช้สำหรับโจมตีและค้นหาที่อยู่ของคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหนก็ตาม[3] และรูปร่างของโซ่นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามรูปแบบการโจมตีของเจ้าของ เช่น มีลักษณะเป็นสายฟ้า ตาข่าย กับดักสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ เมื่อผู้ที่มีจิตใจเป็นศัตรูมาจับที่โซ่จะถูกกระแสไฟหลายหมื่นโวลต์ช็อตอีกด้วย[2]

จากการต่อสู้ในศึกต่าง ๆ นั้น ชุดคล็อธอันโดรเมด้าจึงได้ผ่านการซ่อมแซมและปรับเปลี่ยนรูปร่างหลายครั้ง โดยหลังจากการผ่านศึก 12 ปราสาทนั้น ชุดคล็อธอันโดรเมด้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพื่อเป็นการชุบชีวิตของชุดคล็อธนั้น เวอร์โก้ ชากะจึงได้เสียสละเลือดของตนเพื่อใช้ซ่อมแซมชุดคล็อธ[13] ในการซ่อมแซมในครั้งนี้ชุดคล็อธอันโดรเมด้าจึงเปลี่ยนแปลงลักษณะของชุดคล็อธเป็นรูปแบบที่ 2 และเนื่องจากได้รับการซ่อมแซมด้วยเลือดของโกลด์เซนต์ ชุดคล็อธอันโดรเมด้าจึงส่องประกายสีทองออกมาได้[8]

ในการต่อสู้ในศึกสงครามศักดิ์สิทธิ์กับฮาเดสนั้น อาริเอส ชิออนได้ใช้เลือดของอาธีน่าเพื่อซ่อมแซมชุดคล็อธอันโดรเมด้าอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของชุดคล็อธเป็นครั้งที่ 3[14] และเนื่องจากการซ่อมแซมในครั้งนี้ใช้เลือดของอาธีน่า ชุดคล็อธอันโดรเมด้าจึงถูกคุ้มครองด้วยพลังของเทพเจ้า ดังนั้น จึงทำให้ชุนสามารถเดินทางไปยังเอริเชี่ยนซึ่งเป็นสถานที่ที่มีเฉพาะเทพเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถเดินทางไปได้[15] นอกจากนี้ ด้วยเลือดของอาธีน่ารวมกับการเข้าถึงพลังคอสโมที่สูงนั้น ชุดคล็อธอันโดรเมด้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบอีกครั้งเป็น ชุดอันโดรเมด้าก็อดคล็อธ (Andromeda's god cloth) ซึ่งถือเป็นชุดคล็อธที่เหนือกว่าโกลด์คล็อธอีกด้วย[12]

ท่าไม้ตาย[แก้]

ชุนใช้ท่าเนบิวล่า สตอร์มในการโจมตี พิสซิส อโฟรดิตี้

ชุนเป็นผู้ที่มีท่าไม้ตายที่มากที่สุดคนหนึ่ง โดยท่าไม้ตายของชุนนั้นสามารถแบ่งออกเป็นท่าตั้งรับและท่าโจมตีขึ้นอยู่กับโซ่ที่ใช้ โดยท่าโจมตีที่พบบ่อย ได้แก่ เนบิวล่า เชน (Nebula Chain) ซึ่งเป็นการใช้โซ่โจมตีคู่ต่อสู่โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีท่าธันเดอร์ เวฟ (Thunder Wave) ซึ่งเป็นการใช้โซ่ค้นหาและโจมคู่ต่อสู้ โดยรูปร่างของโซ่จะมีลักษณะเป็นรูปสายฟ้า

ส่วนท่าที่ใช้ในการตั้งรับที่พบบ่อย ได้แก่ โรลลิ่ง ดีเฟนส์ (Rolling Defense) และเซอร์เคิล ดีเฟนส์ (Circle Defense) ในภาคโปเซดอนนั้น ชุนได้ใช้โซ่ในการตั้งรับการโจมตีของสคิลล่า อีโอ โดยโซ่จะเปลี่ยนแปลงไปตามการโจมตีของอีโอ ได้แก่ สไปเดอร์ เน็ท (Spider Net) เคสติ้ง เน็ท (Casting Net) สไปรัล ดักท์ (Spiral Duct) บูมเมอแรง ชูต (Boomerang Shoot) ไวลด์ แทร็ป (Wild Trap)

นอกจากนี้ ชุนยังมีท่าไม้ตายที่ไม่ได้ใช้โซ่เป็นอาวุธ ได้แก่ เนบิวล่า สตรีม (Nebula Stream) เป็นท่าที่ใช้อากาศวังวนของอากาศที่อยู่โดยรอบคู่ต่อสู้ในการหยุดการเคลื่อนไหวของศัตรู เมื่อเพิ่มพลังขึ้นจะกลายเป็นการโจมตีที่รุนแรง เรียกว่า เนบิวล่า สตอร์ม (Nebula Storm)[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 12 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2545
  2. 2.0 2.1 มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 2 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2543
  3. 3.0 3.1 มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 9 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2545
  4. เซนต์เซย่า Color Album Vol.4, สำนักพิมพ์หมึกจีน, 2532, หน้า 61
  5. เซนต์เซย่า Color Album Vol.4, สำนักพิมพ์หมึกจีน, 2532, หน้า 64
  6. เซนต์เซย่า Color Album Vol.4, สำนักพิมพ์หมึกจีน, 2532, หน้า 65-66
  7. เซนต์เซย่า Color Album Vol.4, สำนักพิมพ์หมึกจีน, 2532, หน้า 67
  8. 8.0 8.1 มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 15 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2546
  9. มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 16 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2546
  10. มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 17 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2546
  11. มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 25 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2548
  12. 12.0 12.1 มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 28 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2549
  13. มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 14 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2545
  14. มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 22 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2548
  15. มะซะมิ คุรุมะดะ, เซนต์ เซย่า เล่มที่ 26 , สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ, 2549

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]