อังกฤษสมัยแองโกล-แซกซัน
| บริเตนยุคก่อนประวัติศาสตร์ | |
|---|---|
| บริเตนสมัยโรมัน | |
| อังกฤษสมัยแองโกล-แซ็กซอน | |
| อังกฤษสมัยแองโกล-นอร์มัน | |
| ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท | |
| ราชวงศ์แลงคาสเตอร์ | |
| ราชวงศ์ยอร์ค | |
| ราชวงศ์ทิวดอร์ | |
| ราชวงศ์สจวต | |
| รัฐผู้พิทักษ์ และ เครือจักรภพแห่งอังกฤษ |
|
| การฟื้นฟูราชวงศ์สจวต และ การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ |
|
| ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ | |
| สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์ |
|
| สหราชอาณาจักร | |
อังกฤษสมัยแองโกล-แซ็กซอน (อังกฤษ: History of Anglo-Saxon England) (ค.ศ. 410 - ค.ศ. 1066) อังกฤษสมัยแองโกล-แซ็กซอนเป็นประวัติศาตร์ของต้นยุคกลางของอังกฤษที่เริ่มตั้งแต่ปลายสมัยโรมันบริเตนจนมาถีงการก่อตั้งราชอาณาจักรต่างๆ ของแองโกล-แซ็กซอน ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 และมาสิ้นสุดลงเมื่อชาวนอร์มันได้รับชัยชนะต่ออังกฤษ ในปี ค.ศ. 1066 ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 6 เป็นสมัยที่รู้จักกันทางโบราณคดีว่าบริเตนสมัยหลังโรมัน (Sub-Roman Britain) หรือที่รู้จักกันตามความนิยมว่า “ยุคมืด” (Dark Ages) ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมาก็เริ่มมีการก่อตั้งอาณาจักรที่ใหญ่ขึ้นที่เรียกกันรวมๆ กันว่า “เจ็ดอาณาจักร” ในช่วงนี้อังกฤษแบ่งเขตการปกครองระหว่างอาณาจักรต่างๆ ของแองโกล-แซ็กซอนและบริเตน การรุกรานของไวกิงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายประการในบริเตน ผู้รุกรานชาวเดนมาร์กโจมตีที่ตั้งถิ่นฐานต่างๆ ไปทั่วบริเตน แต่การตั้งถิ่นฐานของชาวเดนมาร์กต่อมาจำกัดอยู่แต่เพียงในบริเวณทางด้านตะวันออกของเกาะอังกฤษ ขณะที่ผู้รุกรานจากนอร์เวย์ที่เข้ามาทางไอร์แลนด์โจมตีทางฝั่งตะวันตกของทั้งอังกฤษและเวลส์ แต่ในที่สุดแองโกล-แซ็กซอนก็มีอำนาจในการปกครองไปทั่วทั้งเกาะอังกฤษสลับกับเดนมาร์กในบางช่วงในบางครั้ง ทางด้านความสัมพันธ์กับแผ่นดินใหญ่ยุโรปก็ความสำคัญมาจนกระทั่งปลายสมัยแองโกล-แซ็กซอน
เนื้อหา |
ที่มา [แก้]
ที่มาของแองโกล-แซ็กซอนมีด้วยกันต่างๆ ทั้งหลักฐานทางเอกสารและทางตำนาน แต่หลักฐานทางเอกสารที่สำคัญมีด้วยกันสี่ฉบับๆ แรกมาจากบันทึก “การล่มสลายและการพิชิตบริเตน” (De Excidio et Conquestu Britanniae) โดยนักบุญกิลดาส์ ที่เขียนราวค.ศ. 540 เป็นบันทึกที่หนักไปในทางการวิจารณ์กษัตริย์บริติชมากกว่าที่จะบรรยายเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เอกสารฉบับที่สอง “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศาสนาของชนอังกฤษ” เขียนโดยนักบุญบีด ราว ค.ศ. 731 ใช้บันทึกของกิลดาส์เป็นพื้นฐานและก็อ้างอิงหลักฐานอื่นด้วย ฉบับที่สาม “ประวัติศาสตร์อังกฤษ” ที่กล่าวกันว่าเขียนโดยนักประพันธ์ชื่อเน็นเนียสที่อาจจะเขียนราว ค.ศ. 800 เน็นเนียสก็เช่นเดียวกับกิลดาส์บรรยายเหตุการณ์จากมุมมองของบริติช ฉบับสุดท้ายคือ “พงศาวดารแองโกล-แซ็กซอน” ที่บางส่วนมีพื้นฐานมาจากงานของบีดแต่ก็ผสมตำนานเกี่ยวกับการก่อตั้งราชอาณาจักรเวสเซ็กซ์ แต่ที่สำคัญที่สุดในบรรดาเอกสารสี่ฉบับก็คือ “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศาสนาของชนอังกฤษ” ของบีดและ “พงศาวดารแองโกล-แซ็กซอน”
หลักฐานอื่นๆ ก็ใช้ประกอบหลักฐานทางเอกสาร เช่นหลักฐานการตั้งถิ่นฐานทางโบราณคดีที่เห็นได้จากประเพณีการฝังศพและการใช้ที่ดิน จากการวิจัยซากศพที่พบไม่ไกลจากแอ็บบิงดันอ้างว่าชาวแซ็กซอนตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันกับชาวบริเตน ซึ่งเป็นปัญหาในการถกเถียงกันทางด้านการศึกษาว่าการตั้งถิ่นฐานของชาวแซ็กซอนเป็นการตั้งถิ่นฐานแบบแทนที่ หรือเป็นการเข้ามาผสมกับผู้คนชาวโรมัน-บริเตนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แต่เดิมในบริเวณทางใต้และตะวันออกของบริเตน ดาร์ค (“บริเตนและการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน” ค.ศ. 2002) และเลย์ค็อค (“รัฐบริทาเนียล่ม” ค.ศ. 2008) ต่างก็ถกกันในหัวข้อนี้และวิจัยจากหลักฐานสนับสนุนต่างๆ
หลักฐานอื่นก็มีกฎหมายแองโกล-แซ็กซอนต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตั้นแต่รัชสมัยของเอเธสเบิร์ตแห่งเค้นท์ (Æthelberht of Kent) และ ไอเนแห่งเวสเซ็กซ์ (Ine of Wessex) และเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายหลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช กฎบัตรแองโกล-แซ็กซอน (Anglo-Saxon Charters) ที่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการมอบที่ดินใช้เป็นหลักฐานได้ตลอดสมัย หลักฐานการเขียนอื่นๆ ก็รวมทั้งวรรณกรรมนักบุญ, จดหมาย (มักจะเป็นการติดต่อระหว่างนักบวชและบางครั้งผู้นำทางการเมืองเช่นชาร์เลอมาญ และออฟฟาแห่งเมอร์เซีย) และกวีนิพนธ์แองโกล-แซ็กซอน
ในช่วงสิบปีที่แล้วก็ได้มีการศึกษาทางพันธกรรมของชาวอังกฤษในสมัยปัจจุบันที่นำไปใช้ในการสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับประชากรในสมัยแองโกล-แซ็กซอนและจำนวนผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สรุปกันว่าการมาตั้งถิ่นฐานเป็นการตั้งถิ่นฐานของชนกลุ่มใหญ่ แต่เมื่อไม่นานมานี้เชื่อกันว่าเป็นการมาตั้งถิ่นฐานของชนชั้นผู้นำจำนวนไม่มากนักที่สนับสนุนจากการศึกษาโดยการวิจัยดีเอ็นเอ
การโยกย้ายถิ่นฐานและการก่อตั้งราชอาณาจักร (ค.ศ. 400-600) [แก้]
การวางรากฐานของลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่โรมันออกจากบริเตนมาจนถึงการก่อตั้งราชอาณาจักรแองโกล-แซ็กซอนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เหตุการณ์เกี่ยวกับการออกจากบริเตนของโรมันบันทึกใน “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์อังกฤษ” (Historia Regum Britanniae) เขียนโดยเจฟฟรีย์แห่งมอนมอธ (Geoffrey of Monmouth) ซึ่งเป็นบันทึกที่ไม่น่าเชื่อถือเท่าใดนักนอกจากจะใช้เป็นเอกสารสำหรับตำนานจากยุคกลาง และใช้ในการเป็นหลักฐานประกอบกับหลักฐานอื่นๆ ราชอาณาจักรแองโกล-แซ็กซอนแห่งเค้นท์, เบอร์นิเซีย, ไดรา และลินซีย์ เชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากข้อมูลของภาษาเคลติคซึ่งทำให้เห็นว่ามีความต่อเนื่องทางการเมืองกับชนเคลท์ แต่อาณาจักรทางด้านตะวันตกเวสเซ็กซ์และเมอร์เซียเกือบจะไม่มีความสัมพันธ์กับเขตแดนที่มีอยู่ในขณะนั้น
หลักฐานทางโบราณคดีของคริสต์ทศวรรษหลังๆ ภายใต้การปกครองของโรมันแสดงให้เห็นสัญญาณของความเสื่อมโทรมในตัวเมืองและชีวิตในวิลลา นอกจากนั้นก็มีหลักฐานการโจมตีของแซ็กซอนในบริเตนระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 4 และมีการก่อสร้างป้อมปราการตามชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษ แต่นักวิชาการบางคนมีความเห็นว่าที่ตั้งเหล่านี้เป็นที่ตั้งทางการค้าขายที่ชาวแซ็กซอนก่อตั้งขึ้นแทนที่จะเป็นการใช้ทางการทหาร เหรียญกษาปณ์ที่ตีหลัง ค.ศ. 402 หาดูได้ยากซึ่งทำให้ทราบได้ว่าการจ่ายค่าจ้างให้แก่กองทหารโรมันยุติลงไปแล้ว ต่อมาคอนสแตนตินที่ 3 ผู้ได้รับการประกาศให้เป็นจักรพรรดิโดยกองทหารในปี ค.ศ. 407 ก็นำกองทัพบริติชข้ามช่องแคบอังกฤษแต่ทรงถูกสังหารในยุทธการในปี ค.ศ. 411 ในปี ค.ศ. 410 จักรพรรดิโฮโนเรียส (Honorius) ประกาศให้ชาวโรมัน-บริติชป้องกันตนเอง แต่ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 โรมัน-บริติชก็ยังมีความรู้สึกว่าสามารถยื่นคำร้องต่อกงสุลเฟลเวียส เอเทียส (Flavius Aëtius) ให้มาช่วยต่อต้านการรุกราน แม้ว่าการปกครองของโรมันจะยุติลงในบริเตนแต่วิถีการใช้ชีวิตอย่างชาวโรมันยังคงปฏิบัติกันอยู่ต่อมาอีกหลายชั่วคน
ดูเหมือนว่าโรมันบริเตนจะแบ่งแยกเป็นอาณาจักรย่อยๆ หลายอาณาจักรแต่มีการควบคุมโดยทั่วไปโดยสภา กิลดาส์อ้างว่าสภานี้เป็นผู้ชวนทหารรับจ้างแซ็กซอนเข้ามายังบริเตนเพื่อต่อต้านผู้ปล้นสดมภ์แต่ทหารแซ็กซอนก็ปฏิวัติเมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง บีดเชื่อว่าแซ็กซอนเข้ามาในบริเตนราว ค.ศ. 446 แต่ปีที่ว่านี้ก็เป็นที่เคลือบแคลงกันในปัจจุบัน ช่วงระยะเวลาการต่อสู้ที่เกิดขึ้นก็นำชัยชนะมาให้ทั้งฝ่ายแซ็กซอนและบริติช แม้ว่าลำดับเวลาจะเป็นสิ่งที่ยากที่จะเอาให้แน่นอนได้แต่ดูเหมือนว่าในปี ค.ศ. 495 ฝ่ายบริเตนก็ได้รับชัยชนะและสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ฝ่ายแองโกล-แซ็กซอนในยุทธการมอนส์บาโดนิคัส (Battle of Mons Badonicus) หลักฐานทางโบราณคดีและจากบันทึกของกิลดาส์ระบุว่าเป็นการทำให้การมาตั้งถิ่นฐานของแซ็กซอนหยุดชะงักลงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 แซ็กซอนก็มาขึ้นฝั่งอีกครั้งที่บริเวณเซาท์แธมป์ตันและเดินทางขึ้นไปทางค็อตสวอลด์และชิลเทิร์นส์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 แซ็กซอนก็ควบคุมอาณาบริเวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษยกเว้นคอร์นวอลล์ซึ่งไม่ได้เข้ามาอยู่ภายไต้การปกครองของแซ็กซอนอย่างเต็มที่จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 10 แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเราจะเรียกผู้ที่เข้ามาในช่วงนี้ว่า “แซ็กซอน” แต่อันที่จริงแล้วก็มีชนกลุ่มอื่นที่เข้ามาด้วยในขณะเดียวกันที่รวมทั้ง ชนแองเกิล, ชนฟริเชียน และชนจูต แซ็กซอนอาจจะเป็นผู้ให้ชื่อ เอสเซ็กซ์, มิดเดิลเซ็กซ์, ซัสเซ็กซ์ และเวสต์เซ็กซ์ ส่วนชนแองเกิลตั้งถิ่นฐานในบริเวณอีสต์แองเกลีย, เมอร์เซีย, เบอร์นิเซีย และไดรา ขณะที่ชนจูตตั้งถิ่นฐานในบริเวณเค้นท์และไอล์ออฟไวท์
จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเครื่องใช้ของแซ็กซอนของสมัยแรกที่พบพบทางตะวันออกของอังกฤษมิใช้ในบริเวณเค้นท์ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าว นอกจากนั้นแล้วก็ยังพบในบริเวณลุ่มแม่น้ำเทมส์ทางตอนเหนือแต่สันนิษฐานกันว่าเป็นสิ่งของที่เป็นของทหารรับจ้างของกษัตริย์บริติช กิลดาส์กล่าวถึงสงครามกลางเมืองระหว่างชนบริติชด้วยกันเองที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีสงครามระหว่างกลุ่มแซ็กซอนต่างๆ ก่อนที่จะรวมกันเป็นอาณาจักรต่างๆ
ส่วนทางฝ่ายชนบริติชเองก็เริ่มมีการย้ายถิ่นฐานออกจากเกาะอังกฤษข้ามช่องแคบอังกฤษมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 และไปตั้งถิ่นฐานทางแหลมด้านตะวันตก (อาร์มอริคา (Armorica)) ของกอล และก่อตั้งเป็นบริตตานี หลังจากนั้นก็มีหลักฐานที่เชื่อกันว่ามีการโยกย้ายถิ่นฐานต่อมาอีกครั้งจากบริเวณเดวอนและคอร์นวอลล์ บางกลุ่มก็ย้ายไปตั้งถิ่นฐานทางด้านเหนือของสเปนในบริเวณที่เรียกว่าบริโตเนีย (Britonia) ในบริเวณกาลิเซียปัจจุบัน แต่การโยกย้ายถิ่นฐานเหล่านี้ควรจะศึกษาร่วมกับการการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวยุโรปโดยทั่วไปในยุคเดียวกัน และจากหลักฐานทางพันธุกรรมและทางโบราณคดีทำให้เกิดความเคลือบแคลงกันถึงขนาดการโยกย้ายถิ่นฐานของชนแองโกล-แซ็กซอนมายังบริเตน (Anglo-Saxon migration to Britain)
สมัยเจ็ดอาณาจักรและการเข้านับถือคริสต์ศาสนา (ค.ศ. 600-800) [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ เจ็ดอาณาจักร และ การเข้านับถือคริสต์ศาสนาของแองโกล-แซ็กซอน
การเผยแพร่คริสต์ศาสนา (Anglo-Saxon Christianity) ไปในหมู่ชนแองโกล-แซ็กซอนเริ่มราว ค.ศ. 600 โดยมีอิทธิพลจากคริสต์ศาสนาของเคลติค (Celtic Christianity) จากทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยสถาบันโรมันคาทอลิกจากทางตะวันออกเฉียงใต้ นักบุญออกันตินอัครบาทหลวงแห่งแคนเตอร์บรีองค์แรกรับหน้าที่เป็นอัครบาทหลวงในปี ค.ศ. 597 ในปี ค.ศ. 601 พระองค์ก็ได้ประทานศีลจุ่มให้แก่พระเจ้าแผ่นดินแองโกล-แซ็กซอนองค์แรกที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนเอเธลเบิร์ตแห่งเค้นท์ เพ็นดาแห่งเมอร์เซีย (Penda of Mercia) พระเจ้าแผ่นดินนอกศาสนาองค์สุดท้ายของแองโกล-แซ็กซอนเสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 655 การเผยแพร่คริสต์ศาสนาของแองโกล-แซ็กซอนไปยังแผ่นดินใหญ่ยุโรปเริ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่เป็นผลทำให้จักรวรรดิแฟรงค์ (Frankish Empire) เกือบทั้งหมดกลายเป็นคริสเตียนภายในปี ค.ศ. 800.
ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 7 และคริสต์ศตวรรษที่ 8 อำนาจก็โยกย้ายไปมาระหว่างราชอาณาจักรใหญ่ต่างๆ บีดบันทึกว่าเอเธลเบิร์ตแห่งเค้นท์เป็นประมุขผู้มีอำนาจมากกว่าผู้อื่นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่อำนาจก็ย้ายขึ้นไปทางเหนือไปยังราชอาณาจักรนอร์ทธัมเบรียที่เป็นราชอาณาจักรที่เกิดจากการรวมราชอาณาจักรเบอร์นิเซียและไดราเข้าด้วยกัน เอ็ดวินแห่งนอร์ทธัมเบรียอาจจะเป็นผู้มีอำนาจมากกว่าผู้ใดในบริเตนในขณะนั้นแต่ก็อาจจะเป็นเพียงความเห็นของบีดผู้ออกจะลำเอียงไปทางการเชิดชูราชอาณาจักรนอร์ทธัมเบรียกว่าราชอาณาจักรอื่น แต่นอร์ทธัมเบรียก็ประสบปัญหาผู้มีสิทธิในการครองราชอาณาจักรอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้เมอร์เซียกลายเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจโดยเฉพาะภายไต้การปกครองของเพ็นดาแห่งเมอร์เซีย หลังจากการพ่ายแพ้ในยุทธการที่เทร้นท์ในปี ค.ศ. 679 ต่อเมอร์เซีย และในยุทธการที่เน็คเทนส์เมียร์ในปี ค.ศ. 685 ต่อชนพิคท์ (Pict) นอร์ทธัมเบรียก็หมดอำนาจ
ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 เมอร์เซียก็กลายเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจเหนืออาณาจักรอื่นๆ แต่ก็ไม่ตลอดเวลา เอเธลบอลด์และออฟฟาแห่งเมอร์เซียเป็นกษัตริย์ผู้มีอำนาจสองพระองค์ โดยเฉพาะออฟฟาผู้ที่ชาร์เลอมาญทรงถือว่าเป็นโอเวอร์ลอร์ด (overlord) ของทางไต้ของบริเตน ที่เห็นได้จากความที่ทรงมีอำนาจพอที่จะระดมผู้คนให้มาสร้างเขื่อนออฟฟา (Offa's Dyke) ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ยาวเกือบตลอดพรมแดนเวลส์และอังกฤษปัจจุบัน แต่การขยายอำนาจของเวสต์เซ็กซ์และการต่อต้านของอาณาจักรย่อยๆ ทำให้เป็นการเป็นอุปสรรคต่ออำนาจของเมอร์เซียโดยตลอด และเมื่อมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 อำนาจของเมอร์เซียก็สิ้นสุดลง
ช่วงเวลานี้เรียกกันว่าสมัยเจ็ดอาณาจักรแต่ก็เป็นวลีที่เลิกใช้กันในบรรดาผู้ศึกษาในสถาบันกันแล้ว คำว่าเจ็ดอาณาจักรมาจากราชอาณาจักรที่ประกอบด้วย นอร์ทธัมเบรีย, เมอร์เซีย, อีสต์แองเกลีย, เอสเซ็กซ์, เค้นท์, ซัสเซ็กซ์ และ เวสเซ็กซ์ ที่เป็นอาณาจักรสำคัญทางไต้ของอังกฤษในของยุคนั้น แต่นักการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีอาณาจักรอื่นที่มีความสำคัญตลอดสมัยนั้นที่รวมทั้ง: Hwicce, มากอนเซท (Magonsaete), ลินซีย์ และมิดเดิลแองเกลีย
การรุกรานของไวกิงและการขยายอำนาจของเวสต์เซ็กซ์ (คริสต์ศตวรรษที่ 9) [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ เดนลอว์ และ การขยายตัวของไวกิง
บันทึกแรกที่กล่าวถึงการโจมตีของไวกิงเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 793 ที่สำนักสงฆ์ลินดิสฟาร์น (Lindisfarne) จากบันทึกในพงศาวดารแองโกล-แซ็กซอน แต่ในขณะนั้นชนไวกิงก็ตั้งถิ่นฐานกันอย่างเป็นหลักแหล่งแล้วในออร์คนีย์และเช็ทแลนด์ (Shetland) นอกจากนั้นก็ยังคงมีการโจมตีที่เกิดขึ้นที่อื่นบ้างแล้วก่อนหน้านั้นที่ไม่ได้รับการบันทึก หลักฐานที่กล่าวถึงการโจมตีที่ไอโอนา (Iona) เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 794. การรุกรานของไวกิงโดยเฉพาะจากกองทัพของชนป่าเถื่อนอันยิ่งใหญ่ (Great Heathen Army) ของชาวเดนมาร์กทำความสั่นสะเทือนให้แก่ระบบการปกครองและการสังคมในบริเตนและไอร์แลนด์ ชัยชนะของสมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราชที่เอ็ดดิงทันในปี ค.ศ. 878 เป็นชนวนให้เกิดการรุกรานของเดนมาร์ก แต่เมื่อถึงเวลานั้นนอร์ทธัมเบรียก็หมดอำนาจลงแล้วและกลายเป็นอาณาจักรเบอร์นิเซียกับอาณาจักรไวกิง ส่วนเมอร์เซียก็แบ่งแยกเป็นสองอาณาจักร และ อีสต์แองเกลียก็สลายตัวจากการเป็นอาณาจักรของแองโกล-แซ็กซอน การรุกรานของไวกิงมีผลคล้ายคลึงกันในอาณาบริเวณของชนไอริช, สกอต, พิคท์ และบางส่วนของเวลช์ โดยเฉพาะทางเหนือของอังกฤษที่เป็นสาเหตุของการก่อตั้งราชอาณาจักรอัลบา (Alba) ที่ต่อมากลายมาเป็นสกอตแลนด์
หลังจากการสมัยของการโจมตีและปล้นสดมภ์แล้วไวกิงก็เริ่มตั้งถิ่นฐานในอังกฤษ ศูนย์กลางที่สำคัญของไวกิงอยู่ที่ยอร์ค หรือที่เรียกว่ายอร์วิค (Jórvík) โดยไวกิง หลังจากนั้นไวกิงก็พยายามสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างราชอาณาจักรยอร์คกับดับลินแต่ต่อมาก็ล้มเหลว การตั้งถิ่นฐานของชาวเดนส์และชาวนอร์เวย์มีความสำคัญพอที่จะทิ้งร่องรอยทางภาษาศาสตร์ไว้ในภาษาอังกฤษ; คำหลายคำที่ใช้ในภาษาอังกฤษมีรากมาจากภาษานอร์สโบราณ หรือชื่อทางภูมิศาสตร์ในบริเวณการตั้งถิ่่นฐานก็มีรากมาจากสแกนดิเนเวีย
การรวมตัวของอังกฤษ (คริสต์ศตวรรษที่ 10) [แก้]
หลังจากสมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อปี ค.ศ. 899 สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้อาวุโสพระราชโอรสก็ขึ้นครองราชสืบต่อจากพระองค์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดและพระอนุชาเขยเอเธลเรดแห่งเมอร์เซียก็ทรงต่อต้านการโจมตีของเดนมาร์กและเริ่มโครงการขยายดินแดน, ยึดอาณาบริเวณที่เป็นของเดนมาร์ก และก่อตั้งระบบป้อมปราการเพื่อป้องกันอาณาบริเวณที่เป็นเจ้าของ เมื่อเอเธลเรดสิ้นพระชนม์เอเธลเฟลดพระขนิษฐาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ปกครองในพระนาม “Lady of the Mercians” และดำเนินการขยายดินแดนต่อร่วมกับเชษฐา ในปี ค.ศ. 918 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ทรงควบคุมอังกฤษในบริเวณตั้งแต่ใต้แม่น้ำฮัมเบอร์ลงมาได้ทั้งหมด ปีเดียวกันนั้นเอเธลเฟลดก็สิ้นพระชนม์ ราชอาณาจักรเมอร์เซียก็รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเวสต์เซ็กซ์
เอเธลสตันพระราชโอรสของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่ปกครองอังกฤษทั้งหมดหลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะในนอร์ทธัมเบรียในปี ค.ศ. 927 พระราชอิสริยศที่ทรงได้รับตามกฎบัตรแองโกล-แซ็กซอนและบนเหรียญกษาปณ์ดูเหมือนว่าจะทรงมีอิทธิพลมากกว่าที่กล่าว หลังจากนั้นก็ทรงได้รับชัยชนะเมื่อนอร์ทธัมเบรียพยายามแข็งข้อขึ้นอีกครั้งโดยการไปเป็นพันธมิตรกับกองทัพสกอต-ไวกิงในยุทธการบรูนันเบอร์ห (Battle of Brunanburh) แต่หลังจากที่พระเจ้าเอเธลสตันเสด็จสวรรคตการรวมตัวของอังกฤษก็ประสบอุปสรรคต่างๆ
พระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 1 และพระเจ้าเอเดรด ผู้ครองราชย์ต่อมาต่างก็เสียอำนาจในการปกครองนอร์ทธัมเบรียให้กับการโจมตีของชนนอร์สใหม่ก่อนที่จะได้คืนมาอีกครั้ง แต่เมื่อมาถึงสมัยของพระเจ้าเอ็ดการ์ผู้ปกครองอังกฤษในบริเวณเดียวกับเอเธลสตันอังกฤษก็รวมตัวกันอย่างถาวร
ดูเพิ่ม [แก้]
- เจ็ดอาณาจักร
- โรมันบริเตน
- ไวกิง
- สมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช
- ชัยชนะของชาวนอร์มันต่ออังกฤษ
- สมเด็จพระเจ้าฮาโรลด์ กอดวินสัน
- สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ