อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก
(Vulva)
CleftVenus.gif
ลักษณะภายนอกของอวัยวะเพศหญิง
ละติน volva หรือ vulva
Gray's subject #270 1264
หลอดเลือดแดง Internal pudendal artery
หลอดเลือดดำ Internal pudendal veins
เส้นประสาท Pudendal nerve
หลอดน้ำเหลือง Superficial inguinal lymph nodes
เจริญมาจาก Genital tubercle, Urogenital folds
MeSH Vulva
Dorlands/Elsevier Vulva

อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก (Vulva) ประกอบด้วย แคม ทั้ง แคมใหญ่ (labia majora) และ แคมเล็ก (labia minora) (แคมใหญ่ขนาดใหญ่กว่า และอยู่ภายนอกแคมเล็ก), "คลิตอริส" (clitoris), ปากของ"ท่อปัสสาวะ" (urethra), และ ปากของ "ช่องคลอด" (vagina) ส่วนคำว่า ช่องคลอด (vagina) มักใช้ผิดความหมายทั่วไปเป็น อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก (vulva) หรือ อวัยวะเพศหญิง (female genitals), แม้ว่าแท้จริงแล้ว ช่องคลอด เป็นโครงสร้างภายในเฉพาะ และ อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก เป็นอวัยวะเพศภายนอก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอกกับช่องคลอดเป็นส่วนต่อกันเหมือนปากกับคอ

กายวิภาค[แก้]

โครงสร้างอวัยวะเพศหญิง

เนินอ่อนนุ่มด้านหน้าของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก (เกิดจากเนื้อเยื่อไขมันปกคลุมกระดูกหัวหน่าว) คือ เนินหัวหน่าว (mons pubis), โดยเฉพาะในมนุษย์เพศหญิงเรียก มอนส์ เวเนริส (mons veneris) หรือ "โคกแห่งวีนัส" (mound of Venus) ภายหลังวัยแรกรุ่น จะปกคลุมด้วยขนหัวหน่าว ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับพันธุกรรม

  • แคมใหญ่ ขึงแต่ละข้างของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก และปกคลุมด้วยขนหัวหน่าว ห่อหุ้มส่วนอื่นๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอกอย่างมิดชิด
  • แคมเล็ก เป็นกลีบผิวหนังอ่อนนุ่มสองกลีบ ภายในแคมใหญ่ ในแต่ละข้างของปากช่องคลอด ตรงกลางคือโพรงปากช่องคลอด
  • คลิตอริส อยู่ที่ด้านหน้าของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก ตรงจุดที่แคมเล็กสบกัน ยอดที่เห็นได้ของคลิตอริส หรือ ปุ่มกระสัน (คลิตอรัล แกลน) ถูกคลุมด้วยเนื้อเยื่อ (เรียกว่า "กลีบคลุมปุ่มกระสัน") ใต้คลิตอริส ด้านหน้าของช่องคลอด คือปากของท่อปัสสาวะ (urethral opening) ที่ซึ่งปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย
  • ปากช่องคลอด อยู่ใกล้ส่วนท้ายด้านหลัง (หรือใต้) ของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก

ในผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีการร่วมเพศ ปากช่องคลอดบางครั้งจะปกคลุมด้วยเยื่อที่เรียกว่า "เยื่อพรหมจรรย์" (hymen)

รายละเอียดส่วนต่างๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง

ถัดลงด้านล่างเล็กน้อย ด้านซ้ายและขวาของช่องเปิดช่องคลอดคือ "ต่อมบาโธลิน" (ต่อมสร้างน้ำหล่อลื่น: Bartholin glands) ; เมื่อผู้หญิงถูกปลุกอารมณ์เพศจะหลั่งสารหล่อลื่น ทำให้สอดใส่ได้ง่ายขึ้น (ช่องคลอดก็มีสารหล่อลื่นไหลซึมเช่นกัน) ถ้าขาดสารหล่อลื่น อาจใช้สารหล่อลื่นสังเคราะห์ช่วยให้การร่วมเพศสะดวกขึ้น

พื้นที่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอกกับทวารหนักคือ เพริเนียม (perineum) เพริเนียมอาจฉีกขาดระหว่างคลอดบุตรได้ เพื่อป้องกันกรณีนี้ แพทย์อาจกรีด ซึ่งเชื่อว่าลดการติดเชื้อมากกว่า อย่างไรก็ตาม มีบางคนเชื่อว่า การฉีกขาดตามธรรมชาติมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่า และหายเร็วกว่า

ลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอกและขนาดของส่วนต่างๆ แตกต่างกันไป ในผู้หญิงต่างคนกัน และเป็นเรื่องปกติที่ ซีกซ้ายและขวาจะไม่เหมือนกัน ในผู้หญิงคนเดียวกัน

โฮโมโลกัส ของอวัยวะเพศ[แก้]

ภาพลายเส้นกายวิภาคภายในแสดง อวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอกของมนุษย์ พร้อมกับกลีบคลุมปุ่มกระสัน (clitoral hood) และ แคมเล็ก (labia minora)

คือส่วนของอวัยวะเพศ ที่วิวัฒนาการมาจากเนื้อเยื่อเดียวกัน ในมนุษย์ กายวิภาคของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีด้านนอก สอดคล้องกับ กายวิภาคขององคชาตในเพศชาย ในวิชาชีววิทยาพัฒนาการทั่วไป อวัยวะที่มีต้นกำเนิดพัฒนาการจากโครงสร้างเดียวกัน เรียกว่า โฮโมโลกัส (โครงสร้างซึ่งมีที่มาเดียวกัน)

คลิตอริส เป็นโฮโมโลกัสเทียบได้กับองคชาตของผู้ชาย, และ ลำคลิตอริส (clitoral body) กับ ขาคลิตอริส (clitoral crura) ก็เป็นโฮโมโลกัสกับ คอร์พอรา เคฟเวอโนซา (corpora cavernosa) ขององคชาต


แคมใหญ่ (labia majora), แคมเล็ก (labia minora) และ กลีบคลุมปุ่มกระสัน (clitoral hood) เป็นโฮโมโลกัสกับ ถุงอัณฑะ (scrotum), ผิวหนังรอบองคชาต (shaft skin of the penis) และ หนังหุ้มปลายองคชาต (foreskin) ตามลำดับ

เวสทิบูลาร์ บัลบ์ (กระเปาะโพรง: vestibular bulbs) ใต้ผิวของแคมเล็ก เป็นโฮโมโลกัสกับ คอร์ปัส สปองจิโอซัม (corpus spongiosum) หรือเนื้อเยื่อรอบหลอดปัสสาวะในองคชาต (คอร์ปัส สปองจิโอซัม เป็นเนื้อเยื่อที่ทำให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต ส่วน เวสทิบูลาร์ บัลบ์ เป็นบริเวณที่มีโลหิตมาหล่อเลี้ยง เมื่อถูกกระตุ้นให้มีอารมณ์หรือเมื่อภายหลังคลอด อวัยวะเพศจะขยายขึ้นเพราะแคมเล็กขยายแล้วแยกจากกัน)

ต่อมบาร์โทลิน (bartholin glands) เป็นโฮโมโลกัสกับ ต่อมคาวเปอร์ (Cowper's glands) ในเพศชาย

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมุลอื่น[แก้]