อนุสรณ์ ธรรมใจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
นักวิชาการ นักบริหาร
อนุสรณ์ ธรรมใจ.JPG

ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
เชื้อชาติ ไทย
อาชีพ นักวิชาการ นักบริหาร
ประเภท/สาขา เศรษฐศาสตร์/สื่อมวลชน
ข้อมูลส่วนตัว
เกิด จังหวัดแพร่ ประเทศไทย
(โยงไปยังหมวดหมู่ถ้าต้องการ)

ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริการในคณะกรรมการสภาการศึกษา [1] เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2509 เกิดและเติบโตในวัยเด็กที่ จังหวัดแพร่ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย เรียนหนังสือที่โรงเรียนอนุบาลแพร่และศึกษาต่อในระดับชั้น ป. 1- ป. 4 ที่โรงเรียนเจริญศิลป์ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนภาษาจีนกลางด้วย เขาจึงสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีนกลางและภาษาอังกฤษ “อนุสรณ์ ธรรมใจ” เกิดในครอบครัวชั้นชนกลาง บิดาและมารดาเป็นนักธุรกิจประกอบกิจการค้าขายและทำกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีพี่น้องร่วมสายโลหิต 3 ท่าน เขาได้ซึมทราบความทุกข์ยากของคนในชนบท ความด้อยพัฒนาในต่างจังหวัด บิดาได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดแตกในสมองตั้งแต่เขาอายุเพียง 7 ขวบ เขารับรู้ถึงความไม่พร้อมของระบบบริการทางการแพทย์ในต่างจังหวัดเป็นอย่างดี และตั้งใจว่าจะมีส่วนในการผลักดันให้บริการสาธารณสุขในประเทศไทยดีขึ้นเมื่อมีโอกาสในวันข้างหน้า ในขณะที่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2548-2549 เขาพยายามพัฒนาและผลักดันนโยบายสาธารณะหลายเรื่องรวมทั้งการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขในไทยด้วย และโครงการปฏิรูปประเทศไทยก็ได้มีการรณรงค์ในช่วงดังกล่าว ในระหว่างการอภิปรายภายใต้โครงการปฏิรูปประเทศไทย ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลาคม ราวเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 เขาได้ร้องไห้ด้วยความหดหู่ต่อสภาพความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองในประเทศ ปัญหาวิกฤติทุจริตคอร์รัปชันและการไม่ยึดถือต่อหลักการประชาธิปไตย ด้วยการรัฐประหาร หรือแทรกแซงด้วยอำนาจนอกระบบ

เมื่อจบการศึกษาขั้นต้นที่จังหวัดแพร่แล้ว ได้เดินทางมาศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เขาได้รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นในรอบ 60 ปีของโรงรียนแห่งนี้ด้วยและต่อมาได้สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งจบ ม. 6 โดยในระหว่างเรียนได้ทำกิจกรรมหลายประเภท เป็นประธานชมรมบำเพ็ญประโยชน์ เป็นรองประธานชมรมวาทศิลป์ ในระหว่างที่เป็นประธานชมรมบำเพ็ญประโยชน์ ได้ระดมทุนจัดสร้างสนามเด็กเล่นให้กับเด็กพิการและเด็กกำพร้าที่ บ้านปากเกร็ด หลังจากนั้นได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยเลือกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรกและสอบเข้าได้เป็นอันดับที่หนึ่งสำหรับสายศิลป์-คณิต จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท MBA สหรัฐอเมริกา ปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Fordham University และปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การเงินและการพัฒนา จาก Fordham University, New York สหรัฐอเมริกา ศึกษานิติศาสตร์ (ภาคบัณฑิต) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สองปี ผ่านงานในระดับบริหารมาหลายองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศไล่เรียงตั้งแต่ เครือเจริญโภคภัณฑ์, C.P. (USA) Inc. ธนาคาร ซิตี้แบงก์ประเทศไทย ธนาคาร ไทยธนาคาร (ปัจจุบัน คือ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย) ต่อมาจึงก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บีที จำกัด (ปัจจุบัน คือ CIMB-Principal Asset Management co.) อดีตกรรมการบริษัท Family Know How (บริษัทในเครือตลาดหลักทรัพย์) นอกจากนี้ยังมีบทบาทในกิจกรรมสาธารณะ เช่น อดีตกรรมการอดีตกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะ และ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี อดีตประธานโครงการปฏิรูปประเทศไทย อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์พัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักนายกรัฐมนตรี อดีตกรรมการองค์กรนิรโทษกรรมสากล (ประเทศไทย) อดีตกรรมการและประธานกรรมการควบคุมภายใน[[ไปรษณีย์ไทย_(บริษัท)|บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด] อดีตประธานกรรมการบริหารความเสี่ยงและกรรมการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อดีตกรรมการ มูลนิธิ นิคม จันทรวิทุร เป็นต้น

หลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 กันยายน ได้แสดงจุดยืนประชาธิปไตยจนกระทั่งมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานในภาคการเงิน จึงได้หันมาทำงานทางด้านวงการศึกษาและสื่อสารมวลชนเต็มตัว ในฐานะคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป โดยได้ดำรงตำแหน่งเป็น คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบันพร้อมกับทำหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานสาธารณประโยชน์นั้น ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ทำหน้าที่ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ คณะกรรมการกำกับการบริหารนโยบายหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิจัยแห่งชาติสาขาเศรษฐศาสตร์ กรรมการในอนุกรรมการจัดทำบันทึกข้อตกลงและประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปพัฒนากิจการประปาให้ดียิ่งขึ้น ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ การประปาส่วนภูมิภาค ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ได้เคลื่อนไหวและแสดงบทบาทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีคุณภาพพร้อมทั้งเกิดความสมานฉันท์ปรองดองในประเทศ บทบาทเหล่านี้ได้แสดงออกผ่านทางงานวิชาการ งานสื่อมวลชนที่ “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ทำอยู่ รวมทั้งในฐานะคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง ในฐานะคณะกรรมการเสวนาเพื่อแสวงหาทางออกประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นและเคยเป็นที่ปรึกษาและกรรมการให้องค์กรต่างๆ เช่น กรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), กรรมการ บมจ อสมท, กรรมการบริหารกองทุนกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ กทช กรรมการมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ อนุกรรมการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ กรรมการกำกับนโยบายบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เป็นต้น รวมทั้งเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และ Commentator [[คลื่นความคิด|FM 96.5] รายการ ECON BIZZ รายการย้อนอดีตสู่อนาคต ช่วงมองเศรษฐกิจ ข่าวภาคค่ำ ช่อง 9 อสมท และ รายการ Tax Talk Biz Focus ทาง TNN2 TrueVision8 รายการถกอดีต ส่องอนาคต ทางช่อง 11 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ในฐานะกรรมการบริษัทมหาชน เขาได้รับรางวัลคณะกรรมการดีเลิศแห่งปี 3 ปีซ้อนและคณะกรรมการตรวจสอบดีเด่น ในฐานะ กรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม

ก่อน “ดร. นุ” ผันตัวเองมาทำงานภาคเอกชนและแวดวงการเงินการธนาคารทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 25 ปี เคยทำงานสื่อมวลชนช่วงจบการศึกษาใหม่ๆ และ ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นอดีตผู้นำนักศึกษา นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯปี 31 และกรรมการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และผู้ประสานงานสหพันธ์นักศึกษาไทยในสหรัฐฯ ปี 34-36 มีบทบาทในการผลักดันให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง การถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาฯ การเปิดเผยทรัพย์สินของนักการเมือง กฎหมายประกันสังคม และการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนผู้ด้อยโอกาส และร่วมพลักดัน รัฐธรรมนูญปี ๔๐ (ฉบับประชาชน) เป็นต้น ช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 40 “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ได้ร่วมกับ ศ. นิคม จันทรวิทุร นักวิชาการด้านแรงงานท่านอื่นๆ และผู้นำแรงงาน ผลักดันให้มีการใช้ระบบประกันการว่างงานให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2547 เขาได้แสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์และได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองในหลายเรื่องด้วยกัน ในปี พ.ศ. 2551 ได้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ทั้งที่รู้ว่าโอกาสในการชนะเลือกตั้งไม่มาก เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 50 ให้มีสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ ได้เพียงท่านเดียว (รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ให้มีสมาชิกวุฒิสภาได้ถึง 18 ท่าน) เพื่อประกาศจุดยืนประชาธิปไตย เรียกร้องให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง และต้องการไปผลักดันให้เกิดขบวนการปฏิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่ และนำเสนอตัวเองในฐานะที่เป็นกลางทางการเมืองแต่ไม่สามารถฝ่ากระแสความขัดแย้งทางการเมืองแบบสุดขั้วได้ และขณะนั้นกระแสและอิทธิพลของคณะรัฐประหาร คมช ยังคงอยู่ เขาจึงไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก็ได้คะแนนเสียงจากประชาชนไม่น้อย มากกว่าสองแสนคะแนน จุดยืนทางการเมืองของเขาจึงยึดหลักการประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็งและต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ต้องการให้มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีที่มีความเป็นธรรม โดยบทบาทและแนวคิดจึงมีความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางอนุรักษนิยมและเผด็จการ จึงจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยมที่ยอมรับข้อดีระบบสังคมนิยมด้วย เขายังเลื่อมใสในแนวทางรัฐสวัสดิการที่มีลักษณะเป็น Productive Welfare System อีกด้วย
อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> อยู่ แต่ไม่พบป้ายระบุ <references/>