ห้องอำพัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ห้องอำพันที่สร้างใหม่

ห้องอำพัน (อังกฤษ: Amber Room หรือ Amber Chamber, รัสเซีย: Янтарная комната Yantarnaya komnata, เยอรมัน: Bernsteinzimmer) ตั้งอยู่ภายในพระราชวังแคทเธอรีนที่หมู่บ้านซาร์สโคเยอเซโลไม่ไกลจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นห้องที่ผนังที่ทำด้วยอำพันทั้งห้องตกแต่งด้วยทองคำเปลวและกระจก ความงามของห้องนี้ทำให้บางครั้งได้รับสมญาว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ที่แปดของโลก

ห้องอำพันเดิมเป็นความร่วมมือระหว่างช่างฝีมือชาวเยอรมันและชาวรัสเซีย การก่อสร้างห้องเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1701 ถึงปี ค.ศ. 1709 ในปรัสเซีย ตัวห้องออกแบบโดยประติมากรบาโรกชาวเยอรมันอันเดรียส์ ชลือเตอร์และสร้างโดยช่างอำพันชาวเดนมาร์คก็อตต์ฟรีด วูลแฟรม และตั้งอยู่ในพระราชวังชาร์ลอตเตนบวร์กมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1716 เมื่อพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซียถวายให้แก่ซาร์ปีเตอร์มหาราชแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ห้องที่ได้รับการขยายและบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้งเมื่อไปอยู่ในรัสเซียแล้วมีขนาดกว่า 55 ตารางเมตรและใช้อำพันทั้งสิ้น 6 ตัน ห้องนี้ถูกรื้อเป็นชิ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองโดยนาซีเยอรมนีเพื่อจะทำการส่งไปยังเคอนิกสแบร์ก แต่หลังจากนั้นห้องอำพันก็สูญหายไประหว่างความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในบั้นปลายของสงคราม ชะตาของห้องยังคงเป็นเรื่องลึกลับและยังคงเป็นสิ่งที่สืบหากันอยู่

ในปี ค.ศ. 1979 ก็ได้มีการพยายามสร้างห้องอำพันกันขึ้นมาใหม่ที่ซาร์สโคเยอเซโล ในปี ค.ศ. 2003 หลังจากดำเนินการสร้างและตกแต่งอยู่เป็นเวลาหลายสิบปี ห้องอำพันที่สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือชาวรัสเซียก็เปิดขึ้นอีกครั้งในพระราชวังแคทเธอรีนในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในรัสเซีย

ประวัติ[แก้]

การสร้าง[แก้]

บางส่วนของห้องอำพันที่สร้างใหม่

ห้องอำพันเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1701 เพื่อจะติดตั้งในพระราชวังชาร์ลอตเตนบวร์กในเบอร์ลินซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 ผู้ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของปรัสเซียโดยการถวายคำแนะนำโดยพระอัครมเหสีองค์ที่สองโซเฟีย ชาร์ลอตแห่งฮาโนเวอร์ ความคิดและการออกแบบเป็นของอันเดรียส์ ชลือเตอร์ และมาสร้างโดยก็อตต์ฟรีด วูลแฟรมผู้เป็นช่างประจำราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 4 แห่งเดนมาร์กด้วยความช่วยเหลือของช่าอำพันเอิร์นสท์ ชาคท์ และ ก็อตตฟรีด ทูเราจากกดานสค์.[1]

แต่เมื่อสร้างเสร็จห้องนี้ก็ไม่ได้อยู่ในพระราชวังชาร์ลอตเตนบวร์กนานเท่าใดนัก ก่อนที่ซาร์ปีเตอร์แห่งรัสเซียจะทรงชื่นชมเมื่อเสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะในปี ค.ศ. 1716 พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มจึงถวายให้กับซาร์ปีเตอร์ ซึ่งเท่ากับเป็นการสมานสัมพันธไมตรีระหว่างสองอาณาจักรในการต่อต้านสวีเดน

ในปี ค.ศ. 1755 Tsarina สมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งรัสเซียมีพระบรมราชโองการให้ย้ายห้องอำพันไปยังพระราชวังฤดูหนาว และต่อมาพระราชวังแคทเธอรีน จากเบอร์ลินสมเด็จพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซียก็ทรงส่งอำพันจากบอลติคไปให้สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถเอลิซาเบธอีก เพื่อไปตกแต่งเพิ่มเติมตามแบบที่ออกใหม่โดยสถาปนิกประจำราชสำนักของรัสเซียบาร์โทโลเมโอ ราสเทรลลิ

การโยกย้ายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ไม่นานหลังจากการรุกรานของเยอรมนีในสหภาพโซเวียตระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (ปฏิบัติการบาร์บารอสซา) ภัณฑ์รักษ์ผู้มีความรับผิดชอบต่อการขนย้ายศิลปะมีค่าของเลนินกราดไปซ่อนระหว่างสงคราม พยายามที่จะถอดและย้ายห้องอำพัน อำพันในห้องถูกอากาศมาเป็นเวลานานก็จะแห้งและเปราะ เมื่อพยายามจะถอดอำพันก็เริ่มกลายเป็นผง ห้องอำพันจึงได้รับการพรางไว้ด้วยกระดาษปิดฝาผนังที่ดูเรียบๆ เพื่อป้องกันจากการถูกยึดโดยนาซี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อพบห้องอำพันทหารเยอรมันถอดห้องเพียงภายใน 36 ชั่วโมงภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1941 ริตต์ไมส์เตอร์ กราฟ โซลม-เลาบาคก็ทำการควบคุมการขนย้ายหีบไม้ 27 หีบไปยังเคอนิกสบวร์กในปรัสเซียตะวันออกเพื่อไปเก็บรักษา และแสดงให้ประชาชนดูที่ปราสาทของเมือง เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1941 หนังสือพิมพ์ Königsberger Allgemeine Zeitung รายงานการแสดงบางส่วนของห้องในปราสาทเคอนิกสบวร์ก

ช่วงสุดท้ายในเคอนิกสบวร์ก[แก้]

เมื่อวันที่ 21 มกราคม และ 24 มกราคม ค.ศ. 1945 ฮิตเลอร์ก็อนุญาตให้มีการขนย้ายสมบัติออกจากปราสาท ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปหน่วยบริหารของอัลเบิร์ต ชเปียร์ก็มีสิทธิที่จะขนย้ายสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญลำดับ “I (o)” เอริค ค็อคเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับขนย้ายที่เคอนิกสบวร์ก ผู้เห็นเหตุการณ์อ้างว่าได้เห็นลังที่ใส่ชิ้นส่วนของห้องอำพันที่สถานีรถไฟ ซึ่งอาจจะได้รับการบรรทุกขึ้นเรือวิลเฮล์ม กุสต์ลอฟฟ์ที่ออกจากกดิเนีย (Gdynia) เมื่อวันที่ 30 มกราคม และถูกล่มโดยเรือดำน้ำรัสเซียก็เป็นได้

ในตอนปลายสงครามเคอนิกสบวร์กถูกระเบิดอย่างหนักโดยกองทัพอากาศอังกฤษ และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำมือของทหารโซเวียตที่รุกเข้ามาก่อนที่จะเสียเมืองเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1945 ไปตกอยู่ในความปกครองของโซเวียตและมาได้รับชื่อใหม่ว่า “คาลินนินกราด” ตัวปราสาทที่เหลือถูกทำลายโดยกองทัพแดงระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960

การสูญหายและความลึกลับ[แก้]

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีผู้ใดเห็นห้องอำพันอีก นอกจากว่าจะมีข่าวมาบ้างว่าบางส่วนของห้องรอดมาจากสงคราม และอันที่จริงแล้วก็มีการพบบางส่วนของห้องที่ใช้เป็นเครื่องตกแต่งแต่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นอำพันเอง

ข่าวที่ออกมาเป็นระยะๆ หรือข้อสันนิษฐานต่างๆ ก็มีความขัดแย้งกัน ข้อสันนิษฐานรวมทั้งห้องอำพันถูกทำลายไประหว่างการถูกลูกระเบิด, , ถูกซ่อนไว้ใต้ดินภายใต้เคอนิกสบวร์ก, ถูกฝังไว้ในเหมือง หรือถูกขนย้ายไปกับเรือที่ถูกล่มโดยเรือดำน้ำโซเวียตในทะเลบอลติก

กลุ่มผู้ที่พยายามค้นหาก็รวมทั้งเอกชนคนเดียว และ กลุ่มรวมทั้งองค์การของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการค้นหาอย่างเป็นจริงเป็นจังมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองแต่ก็ไม่มีผู้ใดประสบความสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1998 ก็ได้มีคณะผู้ค้นหาสองคณะที่ประกาศว่าพบห้องอำพัน คณะแรกอ้างว่าพบในเหมืองเงิน และอีกคณะหนึ่งอ้างว่าพบว่าถูกฝังอยู่ใต้ลากูน แต่ทั้งสองคณะก็มิได้แสดงห้องอำพันให้ดู[2]

แต่ในปี ค.ศ. 1997 โมเซอิคหินอิตาลีที่เป็นหนึ่งในสี่ชิ้นของโมเสอิคที่ใช้ในการตกแต่งห้องปรากฏขึ้นทางตะวันตกของเยอรมนีในครอบครัวของทหารผู้ที่มีส่วนในการบรรจุชิ้นส่วนของห้องเพื่อการขนย้าย[3]

ทฤษฎีเกี่ยวกับการถูกทำลาย[แก้]

รายละเอียดของห้องอำพันที่สร้างใหม่
ห้องทำงานเพื่อสร้างห้องอำพันใหม่

เมื่อไม่นานมานี้นักหนังสือพิมพ์เชิงสอบสวนสองคนแคทเธอรีน สกอตต์-คลาร์ค และเอเดรียน เลวีทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งจากเอกสารของการค้นคว้าที่ทำในรัสเซีย และในปี ค.ศ. 2004 ก็ได้พิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “ห้องแอมเบอร์: ชะตาของสมบัติอันมีค่าที่สุดของโลก” ที่สรุปว่าห้องอำพันน่าจะถูกทำลายเมื่อเพลิงไหม้ปราสาทเคอนิกสบวร์ก ไม่นานหลังจากที่เมืองเคอนิกสบวร์กยอมแพ้ต่อผู้ยึดครองรัสเซีย[2]

เอกสารจากหอเอกสารแสดงบทสรุปโดยอเล็กซานเดอร์ บรูซอฟผู้นำคณะสืบสวนที่ส่งมาโดยรัฐบาลโซเวียตผู้สรุปในปี ค.ศ. 1945 ว่า “เมื่อสรุปจากข้อมูลต่างๆ แล้ว เราอาจจะกล่าวได้ว่าห้องอำพันถูกทำลายระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 เมษายน ค.ศ. 1945”[4] หลายปีต่อมาบรูซอฟให้ความเห็นตรงกันกันข้ามกับที่กล่าว ผู้ประพันธ์จึงกล่าวเป็นนัยยะว่าความคิดเห็นใหม่อาจจะมาจากความกดดันต่อบรูซอฟโดยเจ้าหน้าที่โซเวียต ผู้ไม่ต้องการที่จะทำให้ดูเหมือนกับว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียห้องอำพัน[5]

ในบรรดาข้อมูลต่างๆ จากหอเอกสาร ก็คือการพบโมเซอิคหินอิตาลีที่เหลือในกซากเพลิงไหม้ที่ปราสาท[6] เหตุผลของผู้ประพันธ์ถึงสาเหตุที่โซเวียตทำการสืบสวนหาห้องอำพันกันอย่างใหญ่โตในปีต่อๆ มาหลังสงครามโลกครั้งที่สองแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญของตนเองจะสรุปแล้วว่าถูกทำลายไป อาจจะมาจากเหตุผลจากแรงกระตุ้นหลายอย่าง บ้างก็เพื่อที่จะพรางความเป็นจริงที่ว่าทหารโซเวียตอาจจะเป็นผู้รับผิดชอบในการทำลาย หรือ บ้างก็อาจจะเห็นว่าการโจรกรรมห้องอำพันเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่ออันมีประโยชน์ของสงครามเย็น หรือบ้างก็อาจจะพยายามกระจายความรับผิดชอบต่อการถูกทำลาย เพราะความที่ไม่สามารถที่จะโยกย้ายห้องอำพันไปอยู่ในที่ปลอดภัยเมื่อสงครามเริ่มขึ้น[7]

เจ้าหน้าที่รัสเซียไม่ยอมรับบทสรุปของหนังสือเล่มนี้ และในบางกรณีก็ถึงกับสร้างความไม่พึงพอใจ อเดเลดา โยลคินานักค้นคว้าอาวุโสของพิพิธภัณฑ์พาฟลอฟสค์กล่าวว่า “เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่กองทัพแดงจะขาดความระมัดระวังจนถึงกับปล่อยให้ห้องอำพันถูกทำลายไปได้” ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียคนอื่นๆ ไม่มีความแคลงใจเท่าและให้ความเห็นไปอีกแนวหนึ่ง มิเคล พิโอโทรฟสกีผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำลายห้องอำพันเป็นความผิดของผู้ริเริ่มสงคราม” แคทเธอรีน สกอตต์-คลาร์คโต้ตอบความเห็นนี้โดยชี้ให้เห็นว่าผู้ประพันธ์ไม่ต้องการที่ลงเอยด้วยบทสรุปดังกล่าวโดยกล่าวว่า “เมื่อเราเริ่มต้นการสืบสวนเรื่องนี้ เราก็เพียงแต่มีความหวังว่าจะค้นพบห้องอำพันที่หายไปเท่านั้น”[8]

ตั้งแต่หนังสือได้รับการตีพิมพ์ ทหารผ่านศึกรัสเซียก็ให้สัมภาษณ์และกล่าวยืนยันบทสรุปว่าห้องอำพันถูกทำลายไปจริงๆ แต่ก็ยังปฏิเสธว่าเพลิงไหม้เกิดจากความจงใจ เลโอนิด อรินชไทน์ผู้เชี่ยวชาญทางวรรณกรรมของสถาบันวัฒนธรรมเอกชนกล่าวว่า “ผมคงไม่ใช่คนสุดท้ายที่ได้เห็นห้องอำพัน” ผู้ขณะนั้นเป็นนายร้อยของกองทัพแดงผู้มีความรับผิดชอบอยู่ที่เคอนิกสบวร์กในปี ค.ศ. 1945 อรินชไทน์กล่าวต่อไปว่า “ทหารกองทัพแดงไม่ได้เผาสิ่งใด”[9]

ทฤษฎีในแนวนี้เป็นทฤษฎีที่แพร่หลายทั่วไปในบรรดาชาวเมืองคาลินกราด (เดิมเคอนิกสแบร์กในเยอรมนี) ในปัจจุบัน ที่ว่าบางส่วนของห้องอำพันพบในห้องใต้ดินหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยกองทัพแดง ที่ยังอยู่ในสภาพที่ดีพอสมควร แต่ข้อที่ว่านี้ก็มิได้เป็นที่ยอมรับในขณะนั้นเพื่อที่จะให้ความผิดตกไปอยู่กับฝ่ายเยอรมัน เพื่อจะทำให้เรื่องที่ว่าเป็นที่น่าเชื่อถือการเข้าออกของปราสาทที่ถูกทำลายไปมากจึงเป็นเพียงจำกัด แม้แต่การเข้าไปสำรวจทางประวัติศาสตร์/โบราณคดี ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960 ก็ได้มีการยุติการเข้าไปยังปราสาท และทรากปราสาทถูกระเบิดทิ้งโดยกองทัพแดง เพื่อปิดทางเข้าบริเวณที่อยู่ใต้ดิน จากนั้นก็ได้มีการสร้างมหาวิหารซอฟเยทอฟแห่งคาลินินกราดบนสถานที่ที่ถูกทำลายขึ้น ฉะนั้นห้องอำพันที่ยังเหลืออยู่จึงยังคงถูกฝังอยู่ใต้ดิน แต่ตามที่กล่าวข้างต้นอำพันที่ไม่ได้รับการดูแลก็จะเปราะหักเป็นฝุ่นเมื่อนานเข้า ฉะนั้นจึงพอที่จะสรุปได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่รัสเซียแม้ว่าจะหลังจากคอมมิวนิสต์แล้วก็ยังไม่เต็มใจที่จะยอมรับข้อสันนิษฐานดังว่านี้[10]


ในปี ค.ศ. 2008 ก็ได้มีการค้นหาห้องอำพันกันขึ้นหลายครั้งในบริเวณเขตแดนเยอรมนี-เช็กตามคำบอกกล่าวของแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ แต่ก็ไม่ได้มีการพบสิ่งใดตามที่ต่างๆ ที่ว่า[11]

การสร้างใหม่[แก้]

ห้องอำพันในนวนิยาย[แก้]

ความลึกลับของห้องอำพันเป็นหัวใจของโครงเรื่องของหนังสือ, ภาพยนตร์ และ การแสดงศิลปะหลายครั้ง

อ้างอิง[แก้]

  1. Blumberg, Jess. A Brief History of the Amber Room, Smithsonian Magazine. Retrieved: 3 April 2008.
  2. 2.0 2.1 Hall, Allan (16 April 2006). "Amber Room hunt makes lake the Tsar attraction". Scotland on Sunday. สืบค้นเมื่อ 2007-06-26. 
  3. Yutaka Shigenobu (Producer) (2006). The Amber Room: Lost in Time (Part I) (Documentary). NHK. Event occurs at approx. 31:00. 
  4. Scott-Clark, Catherine; Adrian Levy (2004). The Amber Room: The Untold Story of the Greatest Hoax of the Twentieth Century. London: Atlantic Books. pp. 356–57. ISBN 1-84354-340-0. OCLC 56452462. 
  5. Scott-Clark and Levy (op cit.), pp. 330, 309
  6. Scott-Clark and Levy (op cit.), pp. 322-323, 328
  7. Scott-Clark and Levy (op cit.), pp. 108-109, 325
  8. Scott-Clark and Levy (op cit.), pp. 301-313
  9. Stolyarova, Galina (15 June 2004). "Outrage At Amber Room Book". Saint Petersburg Times. Archived from the original on 22 June 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-06-26. 
  10. Isachenkov, Vladimir (9 June 2004). "Mystery of the Amber Room resurfaces". MSNBC.com. สืบค้นเมื่อ 2007-06-26. 
  11. http://www.thenational.ae/article/20090501/FOREIGN/704309844/1013/NEWS
  12. RIA Novosti (8 May 2003). "Restoration of the Amber Chamber is Coming to an End". Pravda.RU. สืบค้นเมื่อ 2007-06-26. 
  • Der Spiegel interview of Heinz-Peter Haustein
  • Bruhn, Peter (2004). Das Bernsteinzimmer in Zarskoje Selo bei Sankt Petersburg : Bibliographie mit über 3800 Literaturnachweisen aus den Jahren 1790 bis 2003 : von der Schenkung des Bernsteinzimmers durch den König von Preussen an den Zar, über das ungeklärte Verschwinden des Bernsteinzimmers im Zweiten Weltkrieg, bis zur Vollendung der Rekonstruktion des Bernsteinzimmers im Jahre 2003 (ใน German). Berlin: Bock & Kübler. ISBN 3-86155-109-8. OCLC 63196950.  (International bibliography of publications about the Amber Room)
  • Massie, Suzanne (1990). Pavlovsk: The Life Of A Russian Palace. Boston: Little Brown. ISBN 0316549703. OCLC 21443818. 
  • Scott-Clark, Catherine; Adrian Levy (2004). The Amber Room: The Untold Story of the Greatest Hoax of the Twentieth Century. London: Atlantic Books. ISBN 1-84354-340-0. OCLC 56452462. 

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ห้องอำพัน