หยก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jadestein.jpg

หยก (Jade) คือชื่อที่ใช้เรียกหินซึ่งเป็นอัญมณีอันล้ำค่ามากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะชาวจีนถือว่าหยกเป็นเจ้าแห่งหินมีค่าทั้งมวล

ในอดีตเข้าใจกันว่าหยกมีเพียงชนิดเดียว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความรู้ทางด้านเคมีมากขึ้น จึงสามารถแยกหยกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1. เจไดต์ (Jadeite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นโซเดียมอะลูมิเนียมซิลิเกต (NaAl(SiO3)2, Sodium aluminium silicate) มักมีสีเขียวเข้มสดกว่าเนฟไฟรต์ จัดเป็นหยกชนิดคุณภาพดี อยู่ในระบบผลึกแบบหนึ่งแกนเอียง โดยธรรมชาติมักพบเป็นก้อนเนื้อแน่นประกอบด้วยผลึกขนาดเล็กอยู่รวมกัน มีความวาวตั้งแต่แบบแก้วจนถึงแบบน้ำมัน หยกเจไดต์มีความแข็ง 6.5-7 มีสีในเนื้อพลอยเฉพาะตัว และมักไม่สม่ำเสมอ มีสีเข้มและจางของแต่ละผลึกรวมกันอยู่ โดยเฉพาะในพลอยก้อนจะมีลักษณะเป็นหย่อมสี พบว่าเกิดอยู่ในหินเซอร์เพนทีน ที่ได้จากการแปรสภาพของหินอัคนีชนิดที่มีแร่ดอลีวีนอยู่มาก หรือมีโซเดียมอยู่มาก
  2. เนฟไฟรต์ (Nephrite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นแคลเซียมแมกนีเซียมซิลิเกต (Calcium magnesium silicate) อยู่ในระบบผลึกหนึ่งแก่นเอียง โดยธรรมชาติมักพบเกิดเป็นผลึกกลุ่มที่มีขนาดเล็กรุปเส้นใยเดียวกัน หยกเนฟไฟรต์มีความแข็ง 6-6.5 มีความวาวแบบแก้วถึงน้ำมัน สีมีความเฉพาะตัวเหมือนหยกเจไดส์ แต่มีสีเข้มไม่เท่า และมีสีมืดมากกว่า พบว่าเกิดจากหินเดิมที่มีธาตุแมกนีเซียมแปรสภาพด้วยความร้อน

การปรับปรุงคุณภาพหยกเจไดต์[แก้]

  1. หยกที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงคุณภาพใดๆ เรียกว่า A jade หรือ untreated jadeite, หรือหยก Type A Jade
  2. หยกเจไดต์ที่สีไม่สวยและค่อนข้างโปร่งแสง อาจถูกนำมากัด (bleach) เพื่อเอาหินแร่สีน้ำตาลหรือดำออก แต่จะทำให้โครงสร้างของหยกกร่อนลง จึงต้องอัดด้วยเรซิน (resin) หรือแวกซ์ (wax) ลงไป เรียกหยกที่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ว่า B jade (จากคำว่า 'bleached'), หรือหยกType B Jade
  3. หยกเจไดต์ที่มีสีซีดอาจนำมาย้อมให้สีเข้มขึ้น เรียกหยกที่ผ่านกระบวนการนี้ว่า C jade ซึ่งสีที่ย้อมเหล่านี้สามารถซีดลงได้, หรือหยกType C Jade
  4. หยกเจไดต์ที่ผ่านทั้งกระบวนการอัดด้วยเรซินและการย้อมสี เรียกว่า B+C jade, หรือหยกType B+C Jade

แหล่งข้อมูล[แก้]

  • วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ หยก