หม่อมชลิต้า ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หม่อมชลิต้า ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา
Prince Bira and Chelita Hovard.jpg
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช และหม่อมชลิต้า โฮวาร์ด
ชื่ออื่น ชลิต้า โฮวาร์ด
รู้จักในสถานะ ชายาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช
คู่สมรส พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช
บุตร หม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์

หม่อมชลิต้า ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา ชื่อเดิม ชลิต้า โฮวาร์ด (สเปน:Chelita Hovard) พระชายาชาวอาร์เจนตินา และเป็นพระชายาคนที่สองของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช[1] ซึ่งสมรสกันในปี พ.ศ. 2494 ก่อนที่จะหย่ากันในปี พ.ศ. 2499[2]

ประวัติ[แก้]

ประวัติตอนต้น[แก้]

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช ได้พบกับชลิต้า โฮเวิร์ด ครั้งแรกในการแข่งขันที่ประเทศอาร์เจนตินา ด้วยขณะนั้นพระองค์พีระและหม่อมซีริล ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา ได้ครองคู่กันมากว่า 11 ปีแล้ว แต่ด้วยความที่พระองค์พีระทรงเป็นคนดังบุคลิกดี และสามารถตรัสได้คล่องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส และยังใช้ชีวิตอย่างเศรษฐี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองได้กลายเป็นแรงดึงดูดผู้หญิงอื่นให้เข้ามาหลงใหลพระองค์พีระ จนทำให้หม่อมซีริลตัดสินใจแยกกันอยู่ ซึ่งก็ทำให้ทั้งสองห่างกัน

ชลิต้าที่เป็นสาวสวย ได้คอบปรนนิบัติพัดวีแก่พระองค์พีระขณะที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งรถ จนที่สุดพระองค์ก็ทรงพาชลิต้ากลับมาอังกฤษด้วยกัน ประทับอยู่กับหล่อนไม่ได้กลับบ้านไปหาหม่อมซีริล เมื่อเป็นเช่นนั้น หม่อมซีริลจึงตัดสินใจหย่าขาดจากพระองค์พีระตามกฎหมาย ในปี ค.ศ. 1950 ทั้งที่ยังรัก พระองค์พีระเองก็ทั้งรักและอาลัยหม่อมซีริล ทั้งยังทรงอ้อนวอนให้หม่อมเปลี่ยนใจไม่หย่าแต่ก็ไม่ทรงคิดที่จะสละชลิต้าไปได้อยู่ดี ทั้งคู่จึงจากกันด้วยน้ำตา เพราะรู้ตัวว่าสามารถครองคู่กันได้เพียงแค่นี้ คงเหลือไว้แต่ความเป็นเพื่อนเท่านั้น[2]

เสกสมรส[แก้]

พระองค์พีระเองก็ทรงลังเลอยู่ถึง 3 ปีถึงตัดสินพระทัยเสกสมรสใหม่กับหม่อมชลิต้า ในปี พ.ศ. 2494 แต่อย่างไรก็ตามพระองค์พีระก็ทรงระลึกถึงหม่อมซีริลเสมอ ทรงเป็นมิตรกับเพื่อนชายของหม่อมซีริล แล้วพาชลิต้าไปด้วยเพื่อให้รู้จักกับหม่อม ไปไหนมาไหนกัน 4 คน แต่หม่อมซีริลก็ไม่ได้กลับมาหาท่านอีก และยังคงพบปะกันอย่างเพื่อนสนิทเท่านั้น

ในที่สุด ถึงปลายปี พ.ศ. 2497 พระองค์พีระก็ทรงเห็นว่าพ้นยุคที่จะทรงแข่งรถอีกต่อไปแล้ว รถแข่งรุ่นใหม่ที่มีสมรรถภาพที่ดีเกิดขึ้นกว่าเก่าก่อน จะแซงหน้ารถที่ทรงขับไปได้ง่าย ถ้าจะลงทุนซื้อรถใหม่พร้อมการดูแลในการแข่งรถอีกก็ถือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองมหาศาล ประกอบกับหม่อมชลิต้าได้ให้การประสูติโอรส คือ หม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์ พระองค์พีระจึงตัดสินพระทัยอำลาชีวิตนักแข่ง พาครอบครัวกลับมาพำนักในเมืองไทยใน พ.ศ. 2499 ทรงจบบทบาทของเจ้าดาราทองที่โด่งดังไปทั่วยุโรปและอเมริกา เมื่อพระชนมายุได้ 42 พรรษา[2]

ทรงหย่า[แก้]

แต่เมื่อหม่อมชลิต้าเข้ามาพำนักในไทยได้ 11 วัน ก็บินไปฝรั่งเศส[3] จนในอีก 7 เดือนต่อมาพระองค์พีระจึงได้ทำการหย่ากับหม่อมชลิต้าโดยตกลงกันว่า หม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์ จะอยู่ภายใต้การดูแลของหม่อมชลิต้าจนอายุครบ 21 ปี ซึ่งเหตุที่มีเรื่องขึ้นมา เนื่องจากก่อนหน้าที่มายังประเทศไทยพระองค์พีระได้ทรงพบปะกับแอร์โฮสเตสไทยคนหนึ่ง ชื่อ สาลิกา กะลันตานนท์ ซึ่งทำให้หม่อมชลิต้าหึงหวงเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายสาลิกา กะลันตานนท์ ก็กลายเป็นหม่อมคนที่สามของพระองค์พีระไป โดยเสกสมรสกันในปี พ.ศ. 2500[2]

ส่วนพระโอรสที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชที่เกิดกับหม่อมชลิต้านั้น คือ หม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์ ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับ ขณะที่มีอายุเพียง 17 ปี[3] แต่บางแห่งก็กล่าวว่าเสียชีวิตเมื่อมีอายุ 21 ปี[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. La Temporada: Part I by Estanislao M. Iacona Photos from the Iacona - Bertschi collection June 20, 2002
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 เรือนไทย-เจ้าดาราทอง
  3. 3.0 3.1 Prince Bira of Siam - 31-DEC-09