หมาจิ้งจอกทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หมาจิ้งจอกทอง
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Mammalia
อันดับ: Carnivora
วงศ์: Canidae
สกุล: Canis
ชนิด: C. aureus
ชื่อทวินาม
Canis aureus
Linnaeus, 1758
ชนิดย่อย[2]
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของหมาจิ้งจอกทอง

หมาจิ้งจอกทอง หรือ หมาจิ้งจอกเอเชีย (อังกฤษ: Golden jackal, Common jackal, Asiatic jackal) จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canis aureus ในวงศ์สุนัข (Canidae) เป็นหมาป่าที่มีขนาดเล็กกว่าหมาใน (แจ็คเกิล)

มีลักษณะหูโตและตั้งตรง ขนตามลำตัวค่อนข้างยาวมีสีเทาปนน้ำตาล ลักษณะเด่นคือ หางสั้นเป็นพวง ปลายหางมีสีดำ ขนบริเวณหลังมีสีดำ หมาจิ้งจอกทองตัวเมียมีเต้านม 5 คู่

มีความยาวลำตัวและหัว 60-75 เซนติเมตร ความยาวหาง 20-25 เซนติเมตร น้ำหนัก 8-9 กิโลกรัม กระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีชนิดย่อย ถึง 13 ชนิด[2] (ดูในตาราง-สำหรับในประเทศไทย เป็นชนิด C. a. indicus[3]) พบตั้งแต่ในยุโรปตะวันออก, แอฟริกาเหนือ, แอฟริกาตะวันออก, ตะวันออกกลาง, ปากีสถาน, อัฟกานิสถาน, อินเดีย, เนปาล, สิกขิม, ภูฏาน, พม่า, ไทย, ภาคเหนือของกัมพูชา, ลาว และภาคกลางของเวียดนาม

หมาจิ้งจอกทอง สามารถปรับตัวให้อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่หลากหลายได้ ทั้ง ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ หรือพื้นที่เสื่อมโทรมตามหมู่บ้าน กินอาหารได้หลากหลาย ทั้งพืชและสัตว์ เช่น นก, สัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, ซากพืช ซากสัตว์ บางครั้งอาจขโมยอาหารหรือสัตว์เลี้ยงจากมนุษย์ หมาจิ้งจอกทองมีระบบประสาทตา หู จมูก ดีเยี่ยม ในช่วงผสมพันธุ์อาจพบเห็นอยู่ด้วยกันเป็นคู่ ออกล่าเหยื่อในเวลากลางคืนและพักผ่อนในเวลากลางวัน แต่บางครั้งอาจพบเห็นได้ช่วงพลบค่ำหรือเช้าตรู่ ชอบส่งเสียงหอน "ว้อ" เป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งคู่ มีพฤติกรรมจับคู่อยู่เป็นผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต ตัวผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัว สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว มีระยะเวลาการให้นมลูก 60-63 วัน เมื่อตัวแม่ออกไปหาอาหารมักทิ้งลูกในอยู่ตามลำพัง มีอายุยืนประมาณ 12 ปี ปัจจุบันจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535[4]

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ Sillero-Zubiri & Hoffmann (พ.ศ. 2547). Canis aureus. 2006 IUCN Red List of Threatened Species. IUCN 2006. Retrieved on 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2549. Database entry includes justification for why this species is of least concern
  2. ^ 2.0 2.1 จาก itis.gov
  3. ^ หมาบางแก้ว โดย สันต์ นาคะสุวรรณ 88 หน้า, (สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม, กรุงเทพฯ 2548) ISBN 9789749098806
  4. ^ หน้า 55-56, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน (กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2543) โดย กองทุนสัตว์ป่าโลก ISBN 974-87081-5-2

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]