อัตเลตีโกมาดริด
| ชื่อเต็ม | อัตเลต๊โกมาดริด | ||
|---|---|---|---|
| ฉายา | ตราหมี | ||
| ก่อตั้ง | เมษายน 26, 1903 (ในชื่อ Athletic Club de Madrid) ตุลาคม 4, 1939 (ในชื่อ Club Atlético de Madrid) |
||
| สนาม | สนามบีเซนเต กัลเดรอน, อาร์กันซูเอลา, มาดริด (ความจุ: 54,960[1]) |
||
| ประธานสโมสร | เอนรีเก เซเรโซ | ||
| ผู้จัดการทีม | เดียโก ซีเมโอเน | ||
| ลีก | ลาลีกา | ||
| 2011-12 | ลาลีกา, อันดับที่ 5 | ||
| เว็บไซต์ | เว็บไซต์สโมสร | ||
|
|
|||
กลุบอัตเลตีโกเดมาดริด (สเปน: Club Atlético de Madrid) เป็นสโมสรฟุตบอลจากกรุงมาดริด ประเทศสเปน เล่นอยู่ในลีกลาลีกา อัตเลตีโกมาดริดได้ชื่อว่าเป็นสโมสรที่ใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในสี่ทีมของประเทศสเปน เป็นรองเพียงสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา, สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด และสโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย อัตเลตีโกมาดริดเคยได้แชมป์ลาลีกาและโกปาเดลเรย์ 9 สมัย (ทั้ง 2 ถ้วย) ซึ่งเคยได้ทั้งสองถ้วยในปี 1996,สโมสรยังเป็นรองแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 1974 และเคยได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ในปี 1975, ได้แชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกในปี 2010 กับ 2012 และได้แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพในปี 2010 และ 2012
อัตเลตีโกมาดริดใช้สนามเหย้าคือ สนามบีเซนเต กัลเดรอน มีความจุ 54,960 ที่นั่ง ในปี 2015 อัตเลตีโกมาดริดจะได้ย้ายสนามเหย้าไปอยู่ที่สนามใหม่ชื่อว่า เอสตาดีโอลาเปย์เนตา ซึ่งตามข่าวที่รายงานมาว่าอาจจะมีความจุถึง 70,000 ที่นั่ง
อัตเลตีโกมาดริดมีเรอัลมาดริดเป็นสโมสรเพื่อนบ้านเดียวกันซึ่งเป็นทีมที่มาจากกรุงมาดริด และสโมสรแห่งนี้เป็นสโมสรที่สร้างนักเตะที่มีชื่อเสียงมากมายและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกในปัจจุบัน เช่น เฟร์นันโด ตอร์เรส, เดียโก ฟอร์ลัน, เซร์คีโอ อะกูเอโร, ราดาเมล ฟัลกาโอ, เป็นต้น
เนื้อหา |
ประวัติของสโมสร[แก้]
ประวัติในการก่อตั้งสโมสรเบื้องต้น[แก้]
สโมสรก่อตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1903[2] ในชื่อ แอทเลติกคลับเดมาดริด โดยนักศึกษาชาวบาสก์ที่อาศัยอยู่ในกรุงมาดริด ได้ลงเล่นนัดแรกอย่างเป็นทางการในนัดที่เจอกับแอทเลติกบิลบาโอ[2][3] ในชุดสีน้ำเงินและสีขาว แต่ต่อมาในปี 1911 สโมสรได้ใช้ชุดในสีแดงและขาวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ชุดเหย้าของสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน
สโมสรในยุคปัจจุบัน (2000-ปัจจุบัน)[แก้]
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 อัตเลตีโกมาดริดเริ่มกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการฟุตบอลสเปนอีกครั้ง หลักจากที่ได้แชมป์เซกุนดาดีบีซีออน ในปี 2002 ในยุคที่ ลุยส์ อาราโกเนส ซึ่งทั้งเคยเป็นตำนานของสโมสรและเป็นผู้จัดการทืมคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จกับสโมสรซึ่งเคยคุมสโมสรตั้งแต่ปี 1974 และเขาก็ได้กลับมาคุมทีมอีกครั้งในปีเดียวกัน เขาได้นำอัตเลตีโกมาดริดขึ้นมาอยู่ในดิวิชันแรก (ลาลีกาในปัจจุบัน) และเป็นคนที่ให้โอกาสเฟร์นันโด ตอร์เรสได้ลงเล่นในลาลีกาครั้งแรกในชีวิตของเขา ซึ่งเป็นนัดที่พบกับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาที่กัมนอว์ และจบผลด้วยสกอร์ 2-2
ในปี สโมสรได้เซ็นสัญญากับกอชตินยาและมานีชีนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส รวมทั้งเซร์คีโอ อะกูเอโร กองหน้าชาวอาร์เจนตินา
ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2007 สโมสรได้ขายตอร์เรสให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลทีมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ แลกกับจำนวนเงิน 26 ล้านปอนด์ และได้ลุยส์ การ์ซีอาที่ย้ายจากลิเวอร์พูลมาอยู่กับสโมสรแทนโดยการย้ายแบบค่าตัวฟรี แลจากนั้นสโมสรได้เซ็นสัญญากับเดียโก ฟอร์ลัน นักเตะตำแหน่งกองหน้าชาวอุรุกวัย ด้วยจำนวนเงิน 21 ล้านปอนด์จาก สโมสรฟุตบอลบียาร์เรอัล พร้อมปล่อยตัวมาร์ติน เปตรอฟ นักเตะชาวบัลแกเรียให้กับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีไป 7 ล้านปอนด์ และได้เซ็นสัญญากับนักเตะชื่อดังชาวโปรตุเกสอย่างซีเมา ซาบรอซา จากสปอร์ลิชบัวอีไบฟีกา และในวันที่ 29 มิถุนายน สโมสรได้เซ็นสัญญากับอันโตนีโอ เรเยส ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์
ในเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2007 ทางคณะกรรมการบริหารของสโมสรได้พูดคุยกับเทศบาลกรุงมาดริดในการสร้างสนามเหย้าใหม่คือเอสตาดีโอลาเปย์เนตา ซึ่งจะเปิดใช้งานในปี 2016
ในฤดูกาล 2007-08 สโมสรได้เริ่มประสบความสำเร็จในการแข่งขันของยุโรปมากขึ้น โดยสามารถผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันยูฟ่าคัพ แต่ก็ต้องแพ้ให้กับสโมสรฟุตบอลโบลตันวันเดอเรอส์ การแข่งขันภายในประเทศในถ้วยโกปาเดลเรย์ก็เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายและแพ้ต่อสโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย และในฤดูกาลนี้สโมสรจบในอันดับที่ 4 และได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบคัดเลือกฤดูกาลหน้า โดยมีนักเตะตัวหลักและสำคัญมากมายในฤดูกาลนี้ เช่น เซร์คีโอ อะกูเอโร, เดียโก ฟอร์ลัน, ซีเมา ซาบรอซา, มักซี โรดรีเกซ และผู้รักษาประตูอย่างเลโอ ฟรานโก
ต่อมาในฤดูกาล 2008-09 สโมสรได้ลงเล่นแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกหลังจากปี 1997 โดยในรอบคัดเลือกรอบที่ 3 เจอกับสโมสรฟุตบอลชาลเก 04 จากเยอรมนี ซึ่งรวมผลทั้งสองนัด (เหย้า-เยือน) ชนะไป 4-1 หลังจากนั้นได้เข้ามาอยู่ในรอบแบ่งกลุ่มซึ่งเจอกับสโมสรที่เป็นยักษ์ใหญ่ของแต่ละประเทศทั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล, พีเอสวี ไอน์โฮเฟน, ออแล็งปิกเดอมาร์แซย์ แต่สโมสรก็สามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ในฐานะรองแชมป์กลุ่ม แต่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย สโมสรได้แพ้ให้กับสโมสรฟุตบอลโปร์ตูด้วยกฎประตูทีมเยือน 2-2 จึงทำให้ตกรอบแชมเปียนส์ลีก หลังจากตกรอบแชมเปียนส์ลีก สโมสรได้เสริมทัพด้วยการซื้อนักเตะในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเปิดในช่วงมกราคม ค.ศ. 2009 ด้วยการซื้อเกรกอรี กูแป ผู้รักษาประตูชาวฝรั่งเศส, จอห์น ไฮทิงกา กองหลังชาวดัตช์, โตมาช อุลฟาลูชี เซ็นเตอร์แบ็กตัวรับชาวเช็ก, เปาลู อาซุงเซา กองกลางตัวรับชาวบราซิล, เอเบร์ บาเนกา กองกลางตัวรับชาวอาร์เจนตินาซึ่งยืมตัวมาจากสโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย และกองหน้าชาวฝรั่งเศสอย่างฟลอร็อง ซีนามา ปงกอล
เกียรติประวัติของสโมสร[แก้]
- ลาลีกา: 9 สมัย
- 1939-40, 1940-41, 1949-50, 1950-51, 1965-66, 1969-70, 1972-73, 1976-77, 1995-96
- โกปาเดลเรย์: 9 สมัย
- 1960, 1961, 1965, 1972, 1976, 1985, 1991, 1992, 1996
- ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 1985
- รองชนะเลิศ 3 สมัย: 1991,1992,1996
- โกปาเดกัมเปโอเนสเดเอสปาญา
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 1940[4]
- โกปาเอบาดัวร์เต
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 1951[5]
- รองชนะเลิศ 1 สมัย: 1950
- โกปาเปรซีเดนเตเอเฟเอเอเฟ
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 1947
- เซกุนดาดีบีซีออน
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 2001-02
- รองชนะเลิศ 2 สมัย: 1932-33,1933-34
- ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
- รองชนะเลิศ 1 สมัย: 1973-74
- ยูฟ่ายูโรปาลีก
- ชนะเลิศ 2 สมัย: 2009-10,2011-12
- ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 1961-62
- รองชนะเลิศ 2 สมัย: 1962-63,1985-86
- ยูฟ่าซูเปอร์คัพ
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 2010,2012
- ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 2007[6]
- รองชนะเลิศ 1 สมัย : 2004
- ไอบีเรียนคัพ
- ชนะเลิศ 1 สมัย: 1991
ผู้เล่น[แก้]
ปรับปรุงล่าสุด 12 มกราคม พ.ศ. 2556[7][8]
ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
ขั้นทดสอบ[แก้]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว[แก้]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
|
อ้างอิง[แก้]
- ↑ http://www.uefa.com/MultimediaFiles/Download/StatDoc/competitions/UEFACup/01/67/59/06/1675906_DOWNLOAD.pdf
- ↑ 2.0 2.1 "Classic club". FIFA. สืบค้นเมื่อ 20 November 2010.
- ↑ "Atletico Madrid History". Atleticomadrid.azplayers. สืบค้นเมื่อ 20 November 2010.
- ↑ es:Copa de Campeones de España. "The first Supercopa de España". See: es:Precedentes de la Supercopa de España de fútbol.
- ↑ The Copa Eva Duarte was only recognized and organized with that name by the RFEF from 1947 until 1953, and therefore Atlético Madrid's "Copa de Campeones" win of 1940 is not included in this count.
- ↑ UEFA.com. please see: UEFA club competition honours: Winners in 2007 and runners-up in 2004. Retrieved on 2011-02-12.
- ↑ "Jugadores y cuerpo técnico". Club Atlético de Madrid. สืบค้นเมื่อ 2 September 2011.
- ↑ "Atlético". UEFA.com. สืบค้นเมื่อ 27 August 2011.
|
||||||||