สินค้าคงคลัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สินค้าคงคลัง หรือ วัสดุคงคลัง หมายรวมถึงสินค้าและวัสดุที่เก็บไว้อยู่ในกระบวนการผลิต ทั้งก่อนผลิต ระหว่างผลิต และผลิตสำเร็จรอจำหน่าย ในบางบริบทอาจหมายถึงสินค้าสำเร็จเท่านั้น สินค้าคงคลังถือว่าเป็นสินทรัพย์ขององค์กรธุรกิจ และเพื่อไม่ให้การดำเนินธุรกิจขาดตอน จึงจำเป็นต้องมีการจัดการสินค้าคงคลัง

สาเหตุที่ต้องจัดเก็บสินค้าคงคลัง[แก้]

มีสาเหตุหลัก 3 ประการในการจัดเก็บวัสดุคงคลัง

  1. เวลา - ความล่าช้าในระบบห่วงโซอุปทาน จากผู้จัดหา ไปสู่ผู้ใช้ในทุกๆขั้นตอน ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องมีวัสดุคงคลังเอาไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์วัสดุหมดคลัง (อังกฤษ: shortage) ซึ่งเวลาที่ใช้ในการดำเนินการนั้นเรียกว่า "เวลานำ" (อังกฤษ: lead time)
  2. ความไม่แน่นอน - วัสดุคงคลังถูกใช้เป็นกันชน (อังกฤษ: Buffer) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระบบโซ่อุปทาน
  3. ปริมาณมัธยัสถ์ (อังกฤษ: Economic of Scale) - การจัดหาวัสดุในปริมาณๆหนึ่ง เพื่อการลดต้นทุนดำเนินการ ทำให้ต้องแบกรับวัสดุคงคลังเอาไว้

ซึ่งเหตุผลในการถือวัสดุคงคลังนี้สามารถใช้ได้ในทุกๆส่วนของระบบโซ่อุปทาน

  • กันชน (อังกฤษ: Buffer Stock/ Safety Stock) สามารถใช้ได้ในทุกๆหน่วยดำเนินการในระบบปฏิบัติการ เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์อันอาจจะเกิดขึ้นกับหน่วยงานก่อนหน้า (Upstream) อันก่อให้เกิดการส่งมอบงานล่าช้า กันชนนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อที่หน่วยงานนั้นจะได้สามารถดำเนินการต่อได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม การมีวัสดุคลคลังชนิดนี้มากเกินไป จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาที่เพิ่มขึ้น

การแบ่งประเภทของวัสดุคงคลังข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้ในทุกๆส่วนของห่วงโซ่อุปทาน

ในการจัดเก็บวัสดุจำพวกเดียวกัน หรือคล้ายๆกัน มักจะจัดเก็บเอาไว้ด้วยกันแบบคละๆ ระหว่างกระบวนการย่อยที่มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บ เนื่องจากการจัดเก็บแบบผสมกัน จึงทำให้ผู้ปฏิบัติการที่ข้องเกี่ยวไม่สามารถแยกแยะวัสดุได้ด้วยตาเปล่า หรือไม่มีเส้นแบ่งชนิดวัสดุ อันจะก่อให้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์บางอย่าง และควรที่จะมีใครสักคนรับผิดชอบต่อวัสดุเหล่านี้ เพื่อป้องกันความผิดพลาด บางโรงงานใช้วิธีรวมวัสดุเขามาไว้ที่ศูนย์กลางเพื่อความแม่นยำในการจัดส่งมอบงาน

อ้างอิง[แก้]