สาธารณรัฐเทกซัส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Republic of Texas
สาธารณรัฐเทกซัส

ค.ศ. 18361846
ธงชาติ (1839-1846) ตราแผ่นดิน
เมืองหลวง วอชิงตัน-ออน-เดอะ-แบรซัส 1836 (ชั่วคราว)
แฮร์ริสเบิร์ก 1836 (ชั่วคราว)
แกลวิสตัน 1836 (ชั่วคราว)
วิลาสโก 1836 (ชั่วคราว)
โคลัมเบีย 1836-37
ฮิวสตัน 1837-39
ออสติน 1839-46
ภาษา อังกฤษ (โดยพฤตินัย)

สเปน, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และภาษาอเมริกันอินเดียนในบางท้องที่

การปกครอง สาธารณรัฐ
ประธานาธิบดี1
 - 1836-1838 แซม ฮิวสตัน
 - 1838-1841 มิราโบ บี. ลามาร์
 - 1841-1844 แซม ฮิวสตัน
 - 1844-1846 แอนสัน โจนส์
รองประธานาธิบดี1
 - 1836-1838 มิราโบ บี. ลามาร์
 - 1838-1841 เดวิด จี. เบอร์เน็ต
 - 1841-1844 เอ็ดเวิร์ด เบิร์ลสัน
 - 1844-1845 เคนเนท แอล. แอนเดอร์สัน
ประวัติศาสตร์
 - เป็นเอกราชจากเม็กซิโก 2 มี.ค. 1836 ค.ศ. 1836
 - ถูกผนวกดินแดนโดยสหรัฐฯ 29 ธ.ค. 1845
 - สิ้นสุดการถ่ายโอนอำนาจ 19 ก.พ. 1846 1846
พื้นที่
 - 1840 1,007,935 กม.2 (389,166 ตร. ไมล์)
ประชากร
 - 1840 ประเมิน 70,000 
     ความหนาแน่น 0.1 /km2  (0.2 /sq mi)
เงินตรา เทกซัสดอลลาร์ ($)
1ช่วงระหว่างกาล (16 มีนาคม - 22 ตุลาคม ค.ศ. 1836) : ประธานาธิบดี: เดวิด จี. เบอร์เน็ต, รองประธานาธิบดี: ลอเรนโซ เด ซาวาลา

สาธารณรัฐเทกซัส (อังกฤษ: Republic of Texas) คือรัฐเอกราชในทวีปอเมริกาเหนือที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1836 ถึง 1846 โดยมีชายแดนติดอยู่กับสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก

สาธารณรัฐเทกซัสสถาปนาตนเองเป็นสาธารณรัฐโดยแยกดินแดนออกมาจากเม็กซิโกในเหตุการณ์ปฏิวัติเทกซัส โดยอ้างสิทธิ์ในดินแดนที่มีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของรัฐเทกซัส รวมไปถึงบางส่วนของรัฐนิวเม็กซิโก, โอคลาโฮมา, แคนซัส, โคโลราโด และไวโอมิงของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน โดยยึดตามสนธิสัญญาวิลาสโกระหว่างสาธารณรัฐเทกซัสที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่กับเม็กซิโก พรมแดนทางตะวันออกกับสหรัฐอเมริกาถูกกำหนดโดยสนธิสัญญาแอดัมส์-โอนิสที่ทำขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสเปนในปี ค.ศ. 1819 ส่วนพรมแดนทางตอนใต้และทางตะวันตกซึ่งติดกับเม็กซิโกนั้นตกเป็นข้อพิพาทระหว่างสองประเทศตลอดระยะเวลาที่สาธารณรัฐดำรงอยู่ โดยเทกซัสใช้สองฝั่งของแม่น้ำรีโอแกรนด์เป็นตัวขีดเส้นแบ่งพรมแดน ในขณะที่เม็กซิโกใช้แม่น้ำนูเอซิสในการปักปันเขตแดน ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวกลายเป็นเหตุชนวนสงครามเม็กซิโก-อเมริกา หลังจากการผนวกเทกซัสเข้ามาเป็นรัฐในสหรัฐอเมริกา

ประวัติศาสตร์[แก้]

การสถาปนารัฐ[แก้]

สาธารณรัฐเทกซัสสถาปนาตนเองขึ้นมาจากรัฐโกอาวีลาอีเตคัส (Coahuila y Tejas) ของเม็กซิโกจากเหตุการณ์การปฏิวัติเทกซัส ในขณะนั้นเม็กซิโกกำลังอยู่ในความสับสนอลหม่านขณะที่ผู้นำของประเทศในแต่ละสมัยพยายามที่จะกำหนดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศ ในปี ค.ศ. 1835 เมื่อประธานาธิบดีอันโตนิโอ โลเปซ เด ซานตา อันนา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญแห่งปี 1824 ทำให้เขามีอำนาจมหาศาลในการควบคุมรัฐบาล ชาวอาณานิคมในเทกซัสจึงเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวและเริ่มก่อตั้งคณะกรรมการเพื่อการตอบโต้และความปลอดภัย โดยมีคณะกรรมการกลางในแซนฟิลิปดิออสตินเป็นผู้ประสานการทำงาน [1] ขณะที่ในเม็กซิโกชั้นใน ก็มีการต่อต้านนโยบายรวมอำนาจใหม่นี้ ในหลาย ๆ รัฐเช่นกัน [2] การปฏิวัติเทกซัสเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1835 ในยุทธการกอนซาเลส แม้ว่าเริ่มแรกนั้นชาวเทกซัสจะต่อสู้เพื่อให้กลับมาใช้รัฐธรรมนูญแห่งปี 1824 อีกครั้ง แต่ต่อมาในปี 1836 เป้าหมายของสงครามก็เปลี่ยนไป โดยได้มีการประกาศเอกราชที่การชุมนุมแห่งปี 1836 ในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1836 และสถานปนาตนเองเป็นสาธารณรัฐเทกซัสอย่างเป็นทางการ

1836-1845[แก้]

การประชุมรัฐสภาครั้งแรกของสาธารณรัฐเทกซัสเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1836 ที่เมืองโคลัมเบีย (ปัจจุบันคือเวสต์โคลัมเบีย) สตีเฟน เอฟ. ออสติน หรือที่เป็นรู้จักในนามว่า บิดาแห่งเทกซัส ถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1836 หลังจากดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเวลาสองเดือนให้กับสาธารณรัฐใหม่

ในปี ค.ศ. 1836 มีเมืองห้าแห่งด้วยกันที่ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงชั่วคราวให้กับเทกซัส ได้แก่เมืองวอชิงตัน-ออน-เดอะ-แบรซัส, แฮร์ริสเบิร์ก, แกลวิสตัน, วิลาสโก และโคลัมเบีย ก่อนที่ประธานาธิบดีแซม ฮิวสตันจะย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองฮิวสตันในปี 1837 เมืองหลวงถูกย้ายไปที่เมืองสร้างใหม่ที่ชื่อว่าออสตินในปี 1839 โดยประธานาธิบดีคนต่อมา มิราโบ บี. ลามาร์ ธงชาติผืนแรกของสาธารณรัฐเทกซัสคือ “ธงเบอร์เน็ต” (Burnet Flag) มีลักษณะเป็นธงผืนน้ำเงินที่มีดาวทองอยู่ตรงกลาง ตามมาด้วยการประกาศใช้อย่างเป็นทางการของธงดาวเดียว (Lone Star Flag) ที่ยังเป็นธงประจำรัฐเทกซัสมาจนถึงทุกวันนี้

การเมืองภายในสาธารณรัฐมาจากความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม ได้แก่พรรคชาตินิยม นำโดยลามาร์ ซึ่งต้องการให้สาธารณรัฐเทกซัสดำรงอยู่เป็นรัฐเอกราชต่อไป และสนับสนุนให้มีการขับไล่ชนพื้นเมืองอเมริกันออกจากดินแดน รวมถึงขยายอาณาเขตของเทกซัสไปยังทิศตะวันตกจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามของคนกลุ่มแรก นำโดยฮิวสตัน สนับสนุนให้เทกซัสผนวกดินแดนเข้ากับสหรัฐอเมริกา และอยู่ร่วมกับชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างสันติ รัฐสภาเทกซัสในขณะนั้นขัดแย้งกันถึงขนาดที่มีการผ่านมติเพื่ออ้างสิทธิ์ในดินแดนแคลิฟอร์เนียเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ครั้งแรกถูกคัดค้านให้ตกไปโดยอำนาจของประธานาธิบดีฮิวสตัน ด้วยคะแนนเสียงเกินสองในสามจนทำให้อำนาจในการยับยั้งของประธานาธิบดีเป็นโมฆะ[3] จนกระทั่งมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1844 ซึ่งผลการลงคะแนนแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคะแนนเสียงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มตามภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด โดยภูมิภาคตะวันตกที่เป็นดินแดนใหม่ในเทกซัสสนับสนุนผู้สมัครพรรคชาตินิยม เอ็ดเวิร์ด เบิร์ลสัน ในขณะที่เขตปลูกฝ้าย โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทรินิตี สนับสนุนแอนสัน โจนส์[4]

เผ่าโคแมนชีเป็นชนเผ่าอเมริกันพื้นเมืองหลักที่ต่อต้านการปกครองของสาธารณรัฐเทกซัส ในปลายทศวรรษที่ 1830 แซม ฮิวสตันได้ทำการเจรจาสงบศึกกับชนเผ่าโคแมนชี แต่เมื่อลามาร์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากฮิวสตันในปี 1838 เขาก็พลิกนโยบายกลายเป็นการต่อกรกับชนเผ่าอินเดียน และเริ่มสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโคแมนชี ด้วยการรุกรานโคแมนชีเรีย ดินแดนของชาวโคแมนชี ทำให้เผ่าโคแมนชีตอบโต้เทกซัสด้วยการบุกโจมตีในที่ต่าง ๆ หลังจากที่การเจรจาสงบศึกในปี 1840 จบลงด้วยการสังหารหมู่ผู้นำโคแมนชี 34 คนในซานอันโตนีโอ ชาวโคแมนชีก็เปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ลึกเข้าไปในดินแดนเทกซัส เป็นที่รู้จักในนามว่า การบุกโจมตีครั้งใหญ่แห่งปี 1840 ภายใต้การบังคับบัญชาของพอตซานาควาฮิป (ฉายาบัฟฟาโลฮัมป์ หรือหลังกระบือ) นักรบเผ่าโคแมนชีประมาณ 500-700 นาย บุกผ่านห้วยเขาแห่งแม่น้ำกัวดาลูป ทำการสังหารประชาชนและปล้นสะดมไปตลอดทางจนถึงชายฝั่งของอ่าวเม็กซิโก ที่ซึ่งพวกเขาทำการเผาเมืองวิกตอเรียและลินน์วิลล์ เมื่อฮิวสตันได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 1841 ทั้งฝ่ายเทกซัสและโคแมนชีต่างก็หมดกำลังจากสงคราม จึงทำให้เจรจาสงบศึกในที่สุด[5]

แม้ว่าเทกซัสจะเป็นรัฐที่ปกครองตนเอง แต่เม็กซิโกปฏิเสธที่จะยอมรับเทกซัสเป็นรัฐเอกราช[6] ในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1842 กองกำลังเม็กซิโกกว่า 500 นาย นำโดยราฟาเอล บัสเกซ ทำการรุกรานเทกซัสเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการปฏิวัติมา พวกเขาร่นถอยกลับไปยังแม่น้ำรีโอแกรนด์หลังจากเข้ายึดครองแซนแอนโทนีโอเป็นเวลาสั้น ๆ ในเวลาต่อมาทหารเม็กซิโกอีก 1,400 นาย นำโดยนายพลรับจ้างชาวฝรั่งเศส อาดรีย็อง โวล เปิดฉากโจมตีเป็นครั้งที่สองและเข้ายึดเมืองแซนแอนโทนีโอได้อีกครั้งในวันที่ 11 กันยายน ปี 1842 ทหารอาสาสมัครเทกซัสจึงทำการตอบโต้ในยุทธการที่ซาลาโดครีก[7] แต่ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อทหารเม็กซิโกและชาวเผ่าเชอโรคีที่อาศัยอยู่ในเทกซัสในวันที่ 18 กันยายนในเหตุการณ์ที่เรียกว่า การสังหารหมู่ดอว์สัน[8] แต่ในเวลาต่อมากองทัพเม็กซิโกก็ถอนทัพออกจากเมืองแซนแอนโทนีโอกลับไปยังเม็กซิโก

หนึ่งในผลกระทบที่เกิดจากการรุกรานเทกซัสของเม็กซิโกคือความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างกลุ่มพรรคการเมือง ซึ่งรวมไปถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกว่า สงครามจดหมายเหตุเทกซัส โดยเหตุเริ่มมาจากการที่ประธานาธิบดีแซม ฮิวสตันสั่งให้ย้ายจดหมายเหตุออกจากออสตินเพื่อปกป้องคลังจดหมายเหตุแห่งชาติของเทกซัส โดยมีนัยยะเพื่อเริ่มดำเนินการย้ายเมืองหลวงจากออสตินไปยังฮิวสตัน แต่ประชาชนและทหารอาสาสมัครของเมืองออสตินได้ใช้กำลังบังคับให้คลังจดหมายเหตุกลับมาที่ออสตินเหมือนเดิม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีฮิวสตันถูกตำหนิโดยรัฐสภาเทกซัส และเสริมสร้างความมั่นคงในสถานะความเป็นเมืองหลวงของออสตินจนมาถึงทุกวันนี้[9]

นอกจากนี้ยังมีความวุ่นวายภายในประเทศ โดยเกิดสงครามที่ดินระหว่างเทศมณฑลแฮร์ริสันกับเทศมณฑลเชลบีในภูมิภาคตะวันออกของเทกซัส ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเขตที่มีระยะเวลายืนยาวถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี 1839 จนถึง 1844 โดยมีผู้เกี่ยวข้องได้แก่เทศมณฑลแนคะโดชิส, แซนออกัสติน และเทศมณฑลอื่น ๆ ทางภาคตะวันออก ในที่สุดนายอำเภอของเทศมณฑลแฮร์ริสัน จอห์น เจ. เคนเนดี กับผู้พิพากษาเขต โจเซฟ ยู. ฟิลด์ส ก็ช่วยยุติข้อพิพาทโดยการเข้าร่วมกับฝ่ายรักษากฎหมายบ้านเมือง โดยในความขัดแย้งนี้ ประธานาธิบดีฮิวสตันจำเป็นจะต้องใช้ทหารอาสาสมัครถึง 500 นายเพื่อช่วยในการยุติข้อพิพาท

การปกครอง[แก้]

แซม ฮิวสตันและสตีเฟน เอฟ. ออสติน
ตราไปรษณียากรที่ออกมาในปี 1936 เพื่อฉลองวันคล้ายวันสถาปนาสาธารณรัฐเทกซัสครบรอบ 100 ปี

หลังจากได้รับอิสรภาพ ในเดือนกันยายน ปี 1836 ชาวเทกซัสก็จัดการเลือกตั้งลงคะแนนเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกเข้าสู่รัฐสภา ประกอบไปด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 14 คนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 29 คน รัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้นอนุญาตให้ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเทกซัสดำรงตำแหน่งแค่สองปีเท่านั้น แต่ต่อมาได้เพิ่มวาระเป็นสามปีให้กับประธานาธิบดีในสมัยต่อๆ มา

การประชุมรัฐสภาสาธารณรัฐเทกซัสครั้งแรกเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 1836 ที่เมืองโคลัมเบีย (เวสต์โคลัมเบียในปัจจุบัน) สตีเฟน เอฟ. ออสติน ผู้ได้รับสมญานาม “บิดาแห่งเทกซัส” ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1836 หลังจากดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สาธารณรัฐใหม่ได้เพียงแค่สองเดือน เนื่องจากในช่วงสถาปนารัฐ เกิดสงครามต่อสู้เพื่ออิสรภาพอยู่ จึงมีการกำหนดให้เมืองห้าแห่งมีหน้าที่เป็นเมืองหลวงชั่วคราวของเทกซัสในปี 1836 ได้แก่เมืองวอชิงตัน-ออน-เดอะ-แบรซัส, แฮร์ริสเบิร์ก, แกลวิสตัน, วิลาสโก และโคลัมเบีย ต่อมาได้มีการย้ายเมืองหลวงไปที่ฮิวสตัน ซึ่งเป็นเมืองสร้างใหม่ ในปี 1837 ในปี 1839 เมืองหลวงถูกย้ายอีกครั้งไปยังนิคมเล็กๆ บริเวณชายแดนเลียบแม่น้ำโคลาราโด ที่เรียกว่าวอเตอร์ลู ซึ่งได้มีการผังเมืองใหม่ที่เมืองดังกล่าว และทำการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็นเมืองหลวงชื่อว่าออสติน

ระบบศาลยุติธรรมมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐสภา ซึ่งรวมไปถึงศาลฎีกาอันประกอบไปด้วยผู้พิพากษาสูงสุดที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี กับผู้ช่วยผู้พิพากษาสูงสุดอีกสี่คน ซึ่งมาจากการลงคะแนนของทั้งสภาบนและสภาล่าง โดยมีวาระดำรงตำแหน่งเป็นเวลาสี่ปีและสามารถได้รับการคัดเลือกอีกครั้งได้ ผู้ช่วยผู้พิพากษาสูงสุดแต่ละท่านยังเป็นผู้รับผิดชอบเขตศาลแต่ละแห่งจากสี่แห่ง ฮิวสตันเสนอชื่อเจมส์ คอลลินสเวิร์ธให้เป็นผู้พิพากษาสูงสุดคนแรก ในส่วนของระบบศาลในแต่ละเทศมณฑลประกอบไปด้วยผู้พิพากษาหนึ่งคนและผู้ช่วยผู้พิพากษาอีกสองคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคณะผู้พิพากษาศาลแขวงในเทศมณฑลนั้นๆ นอกจากนี้แต่ละเทศมณฑลยังมีนายอำเภอหนึ่งนาย เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพหนึ่งนาย ผู้พิพากษาศาลแขวง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ประจำเทศมณฑลมีวาระการทำงานสองปี รัฐสภาจัดแบ่งเทศมณฑลออกเป็น 23 เขต โดยขอบเขตของแต่ละท้องที่มักจะตรงกับเขตของเทศบาลที่มีอยู่แล้ว

ในปี 1839 เทกซัสกลายเป็นชาติแรกในโลกที่ประกาศใช้ข้อกำหนดการยกเว้นเคหสถาน ซึ่งกำหนดไว้ว่า สถานที่อยู่หลักของประชาชนไม่สามารถถูกยึดโดยเจ้าหนี้ได้

เขตแดน[แก้]

เริ่มแรก ผู้นำของเทกซัสตั้งใจที่จะขยายแนวพรมแดนของประเทศไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ในสุดท้ายแล้วตัดสินใจที่จะอ้างสิทธิ์พรมแดนที่แม่น้ำริโอแกรนด์ ซึ่งรวมพื้นที่ส่วนใหญ่ของนิวเม็กซิโกเข้าไปด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทกซัสไม่เคยมีอำนาจปกครองในดินแดนดังกล่าวเลย นอกจากนี้ ผู้นำเทกซัสยังมีความคิดที่จะสร้างรางรถไฟไปยังอ่าวแคลิฟอร์เนียเพื่อทำการค้ากับชาวอินเดียตะวันออก, ชาวเปรูและชาวชิลี หลังจากที่สงบศึกกับเม็กซิโกแล้ว[10] ขณะที่ทำการเจรจาหาความเป็นไปได้ที่จะผนวกเทกซัสเข้ามาในสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายปี 1836 รัฐบาลเทกซัสได้มอบคำสั่งให้รัฐมนตรีวาร์ตันในวอชิงตันซึ่งระบุไว้ว่า ถ้าประเด็นเรื่องพรมแดนกลายเป็นปัญหา เทกซัสยินยอมที่จะถอยร่นเขตแดนที่อ้างสิทธิ์ไว้กลับมาที่สันปันน้ำระหว่างแม่น้ำนูเอซิสกับแม่น้ำริโอแกรนด์ และไม่อ้างสิทธิ์ปกครองดินแดนนิวเม็กซิโกอีกต่อไป[11]

ความสัมพันธ์ทางการทูต[แก้]

ในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1837 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แอนดรูว์ แจ็คสันได้แต่งตั้งให้อัลซี ลาบอนช์ เป็นอุปทูตประจำสาธารณรัฐเทกซัส ซึ่งถือเป็นการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเทกซัสเป็นสาธารณรัฐที่เป็นเอกราช ประเทศฝรั่งเศสรับรองเทกซัสอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1839 โดยแต่งตั้งให้อัลพอนซ์ ดูบัว ดี ซาลินยี ดำรงตำแหน่งเป็นอุปทูต สถานอัครราชทูตฝรั่งเศส (French Legation) ถูกสร้างขึ้นในปี 1841 และในปัจจุบันก็ยังคงตั้งอยู่ในออสตินในฐานะสิ่งก่อสร้างแบบมีโครงสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ในทางกลับกัน สถานทูตสาธารณรัฐเทกซัสถูกสร้างขึ้นในกรุงปารีส ซึ่งปัจจุบันได้กลายไปเป็นโรงแรมโฮเทลดีวองเดิม ตั้งอยู่ในข้างๆ กับจตุรัสพลาสวองเดิม ในท้องถิ่นการปกครองที่สองของปารีส[12]

สาธารณรัฐเทกซัสยังได้รับการรับรองทางการทูตจากประเทศเบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และสาธารณรัฐยูกาตัง สหราชอาณาจักรไม่รับรองเทกซัสอย่างเป็นทางการเนื่องด้วยสัมพันธไมตรีอันดีที่มีต่อเม็กซิโก แต่ยอมรับสินค้าของเทกซัสเข้าสู่ท่าเรือของบริเตนโดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตนกำหนด อาคารสถานทูตสาธารณรัฐเทกซัสยังคงตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน โดยตั้งอยู่ตรงข้ามกับประตูพระราชวังเซนต์เจมส์ ปัจจุบันอาคารดังกล่าวได้กลายเป็นที่ตั้งของร้านขายหมวก แต่ยังคงมีป้ายแผ่นเหล็กระบุไว้ว่าเป็นสถานทูตเทกซัส อีกทั้งยังมีภัตตาคารชื่อว่า Texas Embassy (สถานทูตเทกซัส) ตั้งอยู่ใกล้เคียง[13]

ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี[แก้]

ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเทกซัส
ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี เริ่มต้นวาระ สิ้นสุดวาระ
เดวิด จี. เบอร์เน็ต
(ระหว่างกาล)
David g burnet.jpg ลอเรนโซ เด ซาวาลา
(ระหว่างกาล)
16 มีนาคม 1836
ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะผู้แทน
ในการชุมนุมแห่งปี 1836
22 ตุลาคม 1836
แซม ฮิวสตัน Samuel houston.jpg มิราโบ บี. ลามาร์ 22 ตุลาคม 1836 10 ธันวาคม 1838
มิราโบ บี. ลามาร์ Mirabeaulamar.jpg เดวิด จี. เบอร์เน็ต 10 ธันวาคม 1838 13 ธันวาคม 1841
แซม ฮิวสตัน
(สมัยที่สอง)
Samuel houston.jpg เอ็ดเวิร์ด เบิร์ลสัน 13 ธันวาคม 1841 9 ธันวาคม 1844
แอนสัน โจนส์ Anson jones.png เคนเน็ธ แอล. แอนเดอร์สัน 9 ธันวาคม 1844 19 กุมภาพันธ์ 1846
แอนเดอร์สันถึงแก่อนิจกรรม
ขณะยังดำรงตำแหน่งในวันที่ 3 กรกฎาคม 1845

ความเป็นรัฐในสหรัฐฯ[แก้]

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1845 รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาสามารถผนวกสาธารณรัฐเทกซัสเข้าไปเป็นรัฐ ในวันที่ 1 มีนาคม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอห์น ไทเลอร์ลงนามรับรองกฎหมาย โดยกฎหมายบัญญัติวันผนวกไว้เป็นวันที่ 29 ธันวาคมของปีเดียวกัน เมื่อเห็นว่าสหรัฐฯ กำลังจะดำเนินการผนวกเทกซัสเข้าไปเป็นรัฐ ชาร์ลส เอลเลียตและอัลพอนซ์ ดี ซาลินยี อัครราชทูตแห่งเทกซัสของบริเตนและฝรั่งเศสตามลำดับ จึงถูกรัฐบาลส่งไปยังกรุงเม็กซิโกซิตีเพื่อพบกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเม็กซิโก ทั้งสองประเทศได้ลงนามใน “รัฐบัญญัติทางการทูต” โดยเม็กซิโกเสนอที่จะรับรองเทกซัสเป็นรัฐเอกราช โดยพรมแดนจะถูกกำหนดภายใต้การไกล่เกลี่ยของบริเตนและฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเทกซัส แอนสัน โจนส์ยื่นของเสนอของทั้งสหรัฐฯ และเม็กซิโกไปยังการชุมนุมของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษ ณ กรุงออสติน โดยข้อเสนอของสหรัฐฯ ได้รับการสนองรับโดยมีเสียงค้านเพียงหนึ่งเสียง ในขณะที่ข้อเสนอของเม็กซิโกไม่ได้รับการพิจารณาให้ลงคะแนน ตามกฤษฎีกาที่ ปธน. โจนส์ออกมาก่อนหน้านี้ ข้อเสนอที่ได้รับการสนองรับมากที่สุด จึงเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนระดับชาติ

แสตมป์ฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งความเป็นรัฐของเท็กซัส
ออกใน ค.ศ. 1945
ข้อเสนอแบ่งแยกขอบเขตระหว่างภูมิภาคเหนือและตะวันตกของเทกซัสใน ค.ศ. 1850

ในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1845 ผู้ลงคะแนนส่วนมากในเทกซัสเห็นชอบกับข้อเสนอของสหรัฐฯ อีกทั้งยังเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนระบบทาส และสนับสนุนให้ผู้ย้ายถิ่นนำทาสมายังเทกซัสด้วย[14] รัฐธรรมนูญดังกล่าวได้รับการสนองรับโดยรัฐสภาสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา ทำให้เทกซัสกลายเป็นรัฐของสหรัฐฯ ในวันเดียวกับที่วันที่มีบังคับใช้กฎหมายผนวกเทกซัส (ซึ่งทำให้เทกซัสมีสถานะเป็นรัฐในทันที โดยไม่ต้องมีสถานะเป็นอาณาเขตมาก่อน)[15] หนึ่งในแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการผนวกขึ้นมาจากการที่รัฐบาลเทกซัสก่อหนี้ไว้มหาศาลซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ตกลงที่จะรับไว้หลังจากที่ผนวกแล้ว โดยหนึ่งในข้อตกลงในข้อตกลงประนีประนอมแห่งปี 1850 ระบุไว้ว่าเพื่อแลกกับการรับรองการจ่ายหนี้จำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทกซัสจะยุติการอ้างสิทธิ์ในดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐโคโลราโด, แคนซัส, โอคลาโฮมา, นิวเม็กซิโก และไวโอมิงในปัจจุบัน อันเป็นดินแดนที่เทกซัสไม่เคยควบคุมและเป็นดินแดนที่รัฐบาลกลางยึดมาจากเมกซิโกในช่วงต้นของสงครามเม็กซิโก-อเมริกาโดยมีอำนาจปกครองเหนือดินแดนดังกล่าวโดยตรง

ข้อตกลงของการผนวกเคยเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันในด้านเนื้อหาสาระทางประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงความเชื่อเดียวที่เล่าว่าในข้อตกลงมีบทบัญญัติหนึ่งที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเทกซัสมีสิทธิ์ที่จะแบ่งแยกจากสหรัฐฯ แต่ก็มีการถกเถียงกันว่าทุกรัฐล้วนมีสิทธิ์นี้อยู่แล้วโดยนัย แม้ว่าศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกาจะตัดสินคดีระหว่างรัฐเทกซัสกับไวท์ในปี 1869 โดยตัดสินว่าไม่มีรัฐใดมีสิทธิ์ที่จะแบ่งแยกออกจากสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงมีบทบัญญัติอยู่สองข้อที่ทำให้เทกซัสมีสิทธิ์แตกต่างจากรัฐอื่น ข้อหนึ่งระบุว่ารัฐเทกซัสมีสิทธิ์เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบที่จะสถาปนารัฐใหม่ขึ้นมาอีกสี่รัฐโดยแบ่งอาณาเขตตามพื้นที่ของเทกซัส (โดยรัฐใหม่ที่อยู่เหนือแนวประนีประนอมมิสซูรีจะมีสถานะเป็นรัฐอิสระ) ข้อตกลงไม่ได้เพิ่มข้อยกเว้นพิเศษที่อยู่นอกเหนือจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญสหรัฐว่าด้วยความเป็นรัฐ สิทธิ์ที่จากสถาปนารัฐใหม่ไม่ได้ถูกสงวนไว้ให้เทกซัสอย่างที่เป็นที่กล่าวกัน[16] ข้อสองระบุว่าเทกซัสไม่ต้องจำนนพื้นที่ให้กับรัฐบาลกลาง แม้ว่าเทกซัสจะจำนนพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ครอบครองแต่ไม่ได้ครอบครองจริงให้กับรัฐบาลกลางก็ตาม แต่พื้นที่ที่เทกซัสมีอาณาเขตอยู่จริงก็ไม่ได้ถูกจำนนให้กับรัฐบาลกลางแต่อย่างใด ดังนั้น พื้นที่ที่รัฐบาลกลางครอบครองในรัฐเทกซัสนั้นถือว่าถูกซื้อมา ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลแห่งรัฐมีสิทธิ์เหนือแหล่งน้ำมันสำรอง ซึ่งในเวลาต่อมาถูกนำมาใช้เพื่อเป็นทุนสนับสนุนระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐ ผ่านกองทุนมหาวิทยาลัยถาวร[17] นอกจากนี้ รัฐเทกซัสยังควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองนอกชายฝั่งเป็นระยะ 3 โยชน์ทะเล (9 ไมล์ทะเล หรือ 16.668 กม.) ต่างจากรัฐอื่นๆ ที่มีสิทธิ์ครอบครองออกจากฝั่งไปแค่ 3 ไมล์ทะเล (5.56 กม.)[18] มีความเชื่อผิดๆ ว่าเทกซัสเป็นรัฐเดียวที่เป็นเอกราชก่อนที่จะมาเป็นรัฐในสหรัฐฯ นี่ไม่ใช่ความจริงเนื่องจากก่อนที่จะรวมกันเป็นสหรัฐฯ อาณานิคมผู้ก่อตั้งทั้ง 13 อาณานิคมต่างก็เคยเป็นรัฐเอกราชมาก่อนที่จะกลายมาเป็นรัฐในสหรัฐฯ ในปี 1778 นอกจากนี้สาธารณรัฐเวอร์มอนต์ก็ถูกสถาปนาเป็นรัฐเอกราชในปี 1777 และมีรัฐบาลเป็นของตนเองเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในปี 1791 ส่วนฮาวายก็เคยเป็นรัฐที่มีเอกราชทางการเมืองมาก่อนที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ โดยเป็นถิ่นฐานของชนพื้นเมืองมาแต่โบราณ จนกระทั่งสถาปนาเป็นราชอาณาจักร, สาธารณรัฐ และดินแดนของสหรัฐฯ ตามลำดับ ก่อนที่จะได้รับความเป็นรัฐฯ ในปี 1959

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Huson 1974, p. 4.
  2. Lack 1992, p. 7.
  3. #Fehrenbach, page 263
  4. #Fehrenbach, page 265
  5. Hämäläinen 2008, pp. 215–217.
  6. Jack W. Gunn, "MEXICAN INVASIONS OF 1842," Handbook of Texas Online (http://www.tshaonline.org/handbook/online/articles/qem02), เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2544 ตีพิมพ์โดย The Texas State Historical Association
  7. Thomas W. Cutrer, "SALADO CREEK, BATTLE OF," Handbook of Texas Online (http://www.tshaonline.org/handbook/online/articles/qfs01), เข้าถึงข้อมูลเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2544 ตีพิมพ์โดย The Texas State Historical Association
  8. "Dawson Massacre". Handbook of Texas Online. ได้ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2549
  9. "The Archives War". Texas Treasures- The Republic. The Texas State Library and Archives Commission. 2 พ.ย. 2549. สืบค้นเมื่อ 1 มี.ค. 2552. 
  10. George Rives, The United States and Mexico vol. 1, p. 390
  11. Rives, p. 403
  12. [1]
  13. Diplomatic Relations of the Republic of Texas
  14. http://tarlton.law.utexas.edu/constitutions/text/DART08.html
  15. The Avalon Project at Yale Law School: Texas - From Independence to Annexation
  16. Joint Resolution for Annexing Texas to the United States
  17. Texas Annexation : Questions and Answers, Texas State Library & Archives Commission.
  18. Overview of US Legislation and Regulations Affecting Offshore Natural Gas and Oil Activity

อ้างอิง[แก้]