ประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สัญชาติไทย)
"ไทย" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ไทย (แก้ความกำกวม)
ราชอาณาจักรไทย
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เพลงชาติเพลงชาติไทย
เพลงชาติไทย (บรรเลง)

เพลงสรรเสริญพระบารมีสรรเสริญพระบารมี
สรรเสริญพระบารมี (บรรเลง)
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
กรุงเทพมหานคร
13°44′N 100°30′E / 13.733°N 100.500°E / 13.733; 100.500
ภาษาราชการ ภาษาไทย
ชื่อเรียกประชาชน ชาวไทย
การปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (นิตินัย)[1]
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ, เผด็จการทหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (พฤตินัย)
 -  พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
 -  นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นิติบัญญัติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สถาปนา
 -  กรุงสุโขทัย พ.ศ. 1792–1981 
 -  กรุงศรีอยุธยา 3 เมษายน พ.ศ. 1893 – 7 เมษายน พ.ศ. 2310 
 -  กรุงธนบุรี 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 – 6 เมษายน พ.ศ. 2325 
 -  กรุงรัตนโกสินทร์ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 
 -  ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 
 -  รัฐธรรมนูญปัจจุบัน 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 
พื้นที่
 -  รวม 513,115 ตร.กม. (51)
198,115 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 0.4 (2,230 km2)
ประชากร
 -  2556 (ประเมิน) 64,785,909[2] (20)
 -  2553 (สำมะโน) 65,981,659[3] 
 -  ความหนาแน่น 132.1 คน/ตร.กม. (88)
342 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2556 (ประมาณ)
 -  รวม 673,725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] 
 -  ต่อหัว 9,874 ดอลลาร์สหรัฐ[4] 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2556 (ประมาณ)
 -  รวม 387,156 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] 
 -  ต่อหัว 5,674 ดอลลาร์สหรัฐ[4] 
จีนี (2552) 42.5 [5] 
HDI (2556) 0.722[6] (สูง) (89)
สกุลเงิน บาท (฿) (THB)
เขตเวลา (UTC+7)
ระบบจราจร ซ้ายมือ
โดเมนบนสุด .th
รหัสโทรศัพท์ +66

ประเทศไทย หรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐชาติอันตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนและมลายู ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนด้านตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใต้เป็นแดนต่อแดนประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า และทิศเหนือติดประเทศพม่าและลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นบางช่วง มีศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และการปกครองส่วนภูมิภาค จัดระเบียบเป็น 76 จังหวัด[ก] แม้จะมีการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยระบบรัฐสภาใน พ.ศ. 2475 แต่กองทัพยังมีบทบาทในการเมืองไทย ล่าสุด เกิดรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 และประเทศไทยปกครองแบบเผด็จการทหาร

ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 51 ของโลก มีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร[7] และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก คือ ประมาณ 66 ล้านคน[8] กับทั้งยังเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่[9][10][11][12] โดยมีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการ[13] ไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอันมาก อาทิ พัทยา, ภูเก็ต, กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ เช่นเดียวกับการส่งออกอันมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ[14] และด้วยจีดีพีของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าราว 334,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ประมาณใน พ.ศ. 2553 เศรษฐกิจของประเทศไทยนับว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 32 ของโลก

ในอาณาเขตประเทศไทย พบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดถึงห้าแสนปี[15] นักประวัติศาสตร์มักถือว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งต่อมาตกอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรอยุธยา อันมีความยิ่งใหญ่กว่า และมีการติดต่อกับชาติตะวันตก อาณาจักรอยุธยามีอายุยืนยาว 417 ปีก็เสื่อมอำนาจและล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราชและสถาปนาอาณาจักรธนบุรี เหตุการณ์ความวุ่นวายในช่วงปลายอาณาจักร นำไปสู่ยุคสมัยของราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ช่วงต้นกรุง ประเทศเผชิญภัยคุกคามจากชาติใกล้เคียง แต่หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ชาติตะวันตกเริ่มมีอิทธิพลในภูมิภาคเป็นอย่างมาก นำไปสู่การเข้าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาหลายฉบับ และการเสียดินแดนบางส่วน กระนั้น ไทยก็ยังธำรงตนมิได้เป็นอาณานิคมของชาติใด ๆ ต่อมาจนช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร และในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย และไทยได้เข้ากับฝ่ายอักษะในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จนช่วงสงครามเย็น ไทยได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ทหารเข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยอย่างมาก หลังปฏิวัติสยามอยู่หลายสิบปี จนมีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน และเข้าสู่ยุคโลกเสรี

เนื้อหา

ชื่อเรียก

ดูเพิ่มเติมที่: สยาม

ชาวต่างชาติเรียกอาณาจักรอยุธยาว่า "สยาม" เมื่อราว พ.ศ. 2000[16] เดิมประเทศไทยเองก็เคยใช้ชื่อว่า สยาม มาแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยปรากฏใช้เป็นชื่อประเทศชัดเจนใน พ.ศ. 2399[17] ทว่าคนไทยไม่เคยเรียกตนเองว่า "สยาม" หรือ "ชาวสยาม" อย่างชาวต่างชาติหรือชื่อประเทศอย่างเป็นทางการในสมัยนั้นเลย[18] ส่วนคำว่า "คนไทย" นั้น จดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกไว้ชัดเจนว่า ชาวอยุธยาเรียกตนเองเช่นนั้นมานานแล้ว[19]

ต่อมา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 1 เปลี่ยนชื่อประเทศ พร้อมกับเรียกประชาชน และสัญชาติจาก "สยาม" มาเป็น "ไทย"[20] ซึ่งจอมพล ป. ต้องการบอกว่าดินแดนนี้เป็นของชาวไทย มิใช่ของเชื้อชาติอื่น ตามลัทธิชาตินิยมในเวลานั้น[21] โดยในช่วงต่อมาได้เปลี่ยนกลับเป็นสยามเมื่อปี พ.ศ. 2488[20] แต่ก็ได้เปลี่ยนกลับมาชื่อไทยอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2491 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ยังเปลี่ยนจาก "Siam" ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส เป็น "Thaïlande" ในภาษาฝรั่งเศส และ "Thailand" ในภาษาอังกฤษอย่างในปัจจุบัน[18] อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษมักถูกจำสับสนกับไต้หวันอยู่บ่อย ๆ[22]

ภูมิประเทศ ภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ดูบทความหลักที่: ภูมิศาสตร์ไทย และ ภูมิอากาศไทย
ภาพถ่ายประเทศไทยจากดาวเทียม

ประเทศไทยตั้งอยู่กลางคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังอยู่บนคาบสมุทรมลายูด้วย อยู่ระหว่างละติจูด 5° ถึง 21° เหนือ และลองติจูด 97° ถึง 106° ตะวันออก ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับที่ 51 ของโลกและอันดับที่ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซียและพม่า

ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ภาคเหนือเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน จุดสูงที่สุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์ ณ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล[23] รวมทั้งยังปกคลุมด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของที่ราบสูงโคราช สภาพของดินค่อนข้างแห้งแล้งและไม่ค่อยเอื้อต่อการเพาะปลูก ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งเกิดจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ภาคกลางเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และถือได้ว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[24] ภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของคาบสมุทรไทย-มลายู[25] ขนาบด้วยทะเลทั้งสองด้าน มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แล้วขยายใหญ่เป็นคาบสมุทรมลายู ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ส่วนภาคตะวันตกเป็นหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตัวมาจากทางตะวันตกของภาคเหนือ

แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขงถือเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศไทย การผลิตของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรต้องอาศัยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จากแม่น้ำทั้งสองและสาขา อ่าวไทยมีพื้นที่ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร รองรับน้ำซึ่งไหลมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำตาปี ถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เนื่องจากน้ำตื้นใสตามแนวชายฝั่งของภาคใต้และคอคอดกระ นอกจากนี้ อ่าวไทยยังเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมของประเทศ เพราะมีท่าเรือหลักที่สัตหีบ ถือได้ว่าเป็นประตูที่จะนำไปสู่ท่าเรืออื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร ภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมาก ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดตรัง และหมู่เกาะตามแนวชายฝั่งของทะเลอันดามัน

ช้างเอเชีย (Elephas maximus) สัตว์ประจำชาติไทย

ภูมิอากาศของไทยเป็นแบบเขตร้อน หรือแบบสะวันนา มีอุณหภูมิเฉลี่ย 18-34 °C และมีปริมาณฝนตกเฉลี่ยตลอดปีกว่า 1,500 มิลลิเมตร สามารถแบ่งได้เป็น 3 ฤดูกาล คือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนเป็นฤดูร้อน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นฤดูฝน ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลจีนใต้และพายุหมุนเขตร้อน ส่วนในเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคมเป็นฤดูหนาว ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีน[26] ส่วนภาคใต้มีสภาพอากาศแบบป่าดงดิบ ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปี แบ่งได้เป็น 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูร้อน โดยฝั่งทะเลตะวันออก ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน และฝั่งทะเลตะวันตก ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน[26]

ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์อยู่มาก อันเป็นรากฐานอันมั่นคงของการผลิตในภาคเกษตรกรรม และประเทศไทยมีผลไม้เมืองร้อนหลากชนิด[24] พื้นที่ราว 29% ของประเทศเป็นป่าไม้ รวมไปถึงพื้นที่ปลูกยางพาราและกิจกรรมปลูกป่าบางแห่ง[27] ประเทศไทยมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากว่า 50 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 56 แห่ง โดยพื้นที่ 12% ของประเทศเป็นอุทยานแห่งชาติ (ปัจจุบันมี 110 แห่ง[28]) และอีกเกือบ 20% เป็นเขตป่าสงวน[27] ประเทศไทยมีพืช 15,000 สปีชีส์ คิดเป็น 8% ของสปีชีส์พืชทั้งหมดบนโลก[29] ในประเทศไทย พบนก 982 ชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และสัตว์เลื้อยคลานกว่า 1,715 สปีชีส์ซึ่งมีการบันทึก[30]

ประวัติศาสตร์

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์ไทย

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เครื่องปั้นดินเผาซึ่งถูกพบใกล้กับบ้านเชียง สันนิษฐานว่ามีอายุกว่า 2,000 ปี

ในอดีต พื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศไทยนั้นมีมนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ยุคหินเก่า คือ ราว 20,000 ปีที่แล้ว ภูมิภาคดังกล่าวได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและทางศาสนาจากอินเดีย นับตั้งแต่อาณาจักรฟูนัน เมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 1[31] แต่สำหรับรัฐของคนไทยแล้ว ตามตำนานโยนกได้บันทึกว่า การก่อตั้งอาณาจักรของคนไทยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 1400[32]

อาณาจักรสุโขทัย

ดูบทความหลักที่: อาณาจักรสุโขทัย

ภายหลังการล่มสลายของจักรวรรดิขะแมร์ เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13[33] ทำให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน อาทิ ชาวไท มอญ เขมรและมาเลย์ นักประวัติศาสตร์ไทยเริ่มถือเอาสมัยอาณาจักรสุโขทัย นับตั้งแต่ พ.ศ. 1781 เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งตรงกับสมัยรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรสุโขทัยมีการปกครองแบบ ปิตุราชา หรือ พ่อปกครองลูก ที่ผู้ปกครองใกล้ชิดกับผู้ใต้ปกครอง อาณาจักรสุโขทัยแผ่ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ประดิษฐ์อักษรไทย แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลงภายหลังการสวรรคตของพระองค์ รัชสมัยพญาลิไทมีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นธรรมราชา จากการรับอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรวาท แบบลังกาวงศ์ อาณาจักรสุโขทัยเสื่อมลงและตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรอยุธยา

อาณาจักรอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น

พระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรของคนไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 มีการปกครองแบบเทวราชา ซึ่งยึดตามหลักของศาสนาพราหมณ์ การเข้าแทรกแซงสุโขทัยอย่างต่อเนื่องทำให้อาณาจักรสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ ซึ่งบางส่วนได้ใช้มาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงตราพระราชกำหนดศักดินา ทำให้อาณาจักรอยุธยากลายเป็นสังคมศักดินา

การยึดครองมะละกาของโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2054 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทำให้อยุธยาเริ่มติดต่อกับชาติตะวันตก[34] ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ตองอูของพม่าเริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระทั่งขยายดินแดนมายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และพระเจ้าบุเรงนอง การสงครามยืดเยื้อนับสิบปีส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรตองอูใน พ.ศ. 2112[35] สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เวลา 15 ปีสร้างภาวะครอบงำในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่ง[36]

จากนั้น กรุงศรีอยุธยาได้รุ่งเรืองถึงขีดสุด[37] ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของอยุธยารุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส ฮอลันดา และอังกฤษ อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาที่เพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้พระเพทราชาประหารชีวิตคอนสแตนติน ฟอลคอน[38] ความขัดแย้งภายในทำให้การติดต่อกับชาติตะวันตกซบเซาลง[39]

อาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมอำนาจลงราวพุทธศตวรรษที่ 24 การสงครามกับราชวงศ์คองบอง (อลองพญา) จนส่งผลให้เสียกรุงครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2310 ในที่สุด ทว่า ในปีเดียวกัน พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลกอบกู้เอกราช และย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคนไทยอยู่ 15 ปี ถือเป็นช่วงเวลาของการทำสงครามและการฟื้นฟูความเจริญของชาติ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325

ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไทยเผชิญกับการรุกรานจากชาติเพื่อนบ้านหลายครั้งจนถึงรัชกาลที่ 4 พระราชนโยบายของพระมหากษัตริย์ในช่วงนี้ คือ การป้องกันตนเองจากมหาอำนาจอาณานิคม แต่ก็ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เทคโนโลยีตะวันตก และการศึกษาอันทันสมัย[40]

การเผชิญลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก

การยกดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษ ระหว่าง พ.ศ. 2393-2451

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เซอร์จอห์น เบาริ่ง ราชทูตอังกฤษ ได้เข้ามาทำสนธิสัญญาเบาว์ริง อันนำมาสู่การทำสนธิสัญญากับชาติอื่น ๆ ด้วยเงื่อนไขที่คล้ายกัน[41] หากก็นำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครและการค้าระหว่างประเทศ[42] ต่อมา การคุกคามของจักรวรรดินิยมทำให้สยามยอมยกดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และดำรงบทบาทของตนเป็นรัฐกันชนระหว่างเจ้าอาณานิคมทั้งสอง[43] หากแม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากชาติมหาอำนาจ สยามก็ยังสามารถธำรงตนเป็นรัฐเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แต่ก็ต้องรับอิทธิพลจากประเทศตะวันตกเข้ามาอย่างมาก จนนำไปสู่การปฏิรูปทางสังคมและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเทศได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ นำไปสู่การแก้ไขสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมทั้งหลายเพื่อให้ชาติมีอธิปไตยอย่างแท้จริง แต่กว่าจะเสร็จก็ล่วงถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล[44]

ปฏิวัติ สงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้ลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร แต่เนื่องจากประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรให้การยอมรับขบวนการเสรีไทย ประเทศไทยจึงรอดพ้นจากสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม

ช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา โดยมีนโยบายต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม ต่อมา ประเทศไทยประสบกับปัญหาการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในประเทศ การสู้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ยุติลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อปี พ.ศ. 2523[45]

ร่วมสมัย

ผู้ร่วมชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน ในเหตุการณ์ 14 ตุลา

หลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในระบอบเผด็จการทหารในทางปฏิบัติอยู่หลายทศวรรษ การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2516 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ยังให้มีนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรก[ต้องการอ้างอิง] ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยประสบกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และได้มีการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหารผ่านรัฐประหารกว่าสิบครั้ง อย่างไรก็ดี มีเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญถึงสองครั้งในเหตุการณ์ 6 ตุลา และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาธิปไตยในประเทศไทยจึงมั่นคงยิ่งขึ้น[ต้องการอ้างอิง]

ช่วงพุทธทศวรรรษ 2540 เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ทำให้ไทยต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต่อมา ทักษิณ ชินวัตรได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองสมัยติดต่อกัน เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด ได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจนประสบผลหลายอย่าง แต่ก็ตกเป็นที่กล่าวหาอย่างกว้างขวางเช่นกัน ในปี พ.ศ. 2547 เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มภาคใต้และเริ่มต้นความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ ขณะทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สอง เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น ใน พ.ศ. 2549 มีรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปใน พ.ศ. 2550 ทำให้ประเทศกลับเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตยอีกครั้ง

วิกฤตการณ์การเมืองนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มมวลชนสองกลุ่ม คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ กลุ่มแรกชุมนุมประท้วงรัฐบาลทักษิณ เรื่อยมาถึงรัฐบาลสมัครและสมชาย โดยมีการชุมนุมใหญ่ในห้วง พ.ศ. 2551 ส่วนกลุ่มหลังชุมนุมประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ใน พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 ในการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปใน พ.ศ. 2554 ผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้ง และเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ในปีเดียวกัน เกิดมหาอุทกภัย มีพื้นที่ประสบภัย 65 จังหวัด

ปลาย พ.ศ. 2556 บังเกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่ มีสาเหตุหลักจากสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ[46] เกิดการชุมนุมประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แต่ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนการเลือกตั้ง วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 กองทัพบกประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ และอีกสองวันต่อมาได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศ

การเมืองการปกครอง

ห้องประชุมรัฐสภาไทย
ที่ทำการศาลฎีกา

เดิมประเทศไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา มีการปกครองแบบรวมศูนย์เด็ดขาดตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[47] ครั้นวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรปฏิวัติในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ

ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้ว 19 ฉบับ ซึ่งมากที่สุดในทวีปเอเชีย ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมืองสูงและมีรัฐประหารหลายครั้ง หลังเปลี่ยนรัฐบาลสำเร็จ รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการเปลี่ยนสมดุลอำนาจฝ่ายการปกครองเรื่อยมา นอกจากนี้ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ยังเปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญด้วย[48]

ในทางพฤตินัย ปัจจุบันประเทศไทยปกครองในระบอบเผด็จการทหาร ใน พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ต่อมา มีประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แทน ซึ่งในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ระบุว่า ประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือใช้ว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดรูปแบบองค์กรบริหารอำนาจทั้งสามส่วนดังนี้

สำหรับราชการส่วนท้องถิ่น มีการแบ่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นและสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งข้าราชการฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนแทบทุกระดับ

เดิมประเทศไทยมีรัฐสภา ซึ่งใช้ระบบสภาคู่ ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นสภานิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 375 คน แบบสัดส่วน 125 คน มีวาระ 4 ปี วุฒิสภามีสมาชิก 150 คน มาจากการเลือกตั้ง 77 คน มีวาระ 6 ปี นายกรัฐมนตรีมีวาระ 4 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน นายกรัฐมนตรีมิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แต่มาจากมติของสภาผู้แทนราษฎร

ระบบพรรคการเมืองของไทยเป็นแบบหลายพรรค นายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองต่าง ๆ แต่ก็มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหารหลายคน หลัง พ.ศ. 2544 มีพรรคการเมืองครอบงำสองพรรค คือ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเปลี่ยนมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทยตามลำดับ และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งตั้งแต่ปีนั้น พรรคการเมืองอื่น เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น

การแบ่งเขตการปกครอง

การแบ่งภูมิภาคของประเทศไทยโดยใช้เกณฑ์อย่างเป็นทางการของราชบัณฑิตยสถาน[49]

ประเทศไทยแบ่งเขตการบริหารออกเป็น (1) ราชการส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง, ทบวง และกรม (2) ราชการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล[50] และ (3) ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

ใน พ.ศ. 2458 ประเทศสยามแบ่งการปกครองเป็น 72 จังหวัด หลัง พ.ศ. 2476 จังหวัดกลายเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคระดับสูงสุด หลังยุบมณฑลเทศาภิบาล พ.ศ. 2514 มีการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นเขตการปกครองแบบพิเศษชื่อ "นครหลวงกรุงเทพธนบุรี" ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรุงเทพมหานคร" ใน พ.ศ. 2515 ปีเดียวกัน มีการแยกจังหวัดอุบลราชธานีจัดตั้งเป็นจังหวัดยโสธร พ.ศ. 2520 มีการแบ่งจังหวัดเชียงรายจัดตั้งเป็นจังหวัดพะเยา พ.ศ. 2525 มีการแบ่งจังหวัดนครพนมตั้งเป็นจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ. 2536 มีการแยกจังหวัดอุดรธานีจัดตั้งเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู, จังหวัดสระแก้วจัดตั้งเป็นจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดอุบลราชธานีจัดตั้งเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดล่าสุดของประเทศไทย คือ จังหวัดบึงกาฬซึ่งแยกจากจังหวัดหนองคายใน พ.ศ. 2554

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทหาร

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศและองค์การท้องถิ่น ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา และยังได้กระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การธนาคาร การเมือง และด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ให้ความร่วมมือกับองค์การท้องถิ่น อาทิ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป[51] นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเคยส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก, อัฟกานิสถาน, อิรัก[52], บุรุนดี[53] และปัจจุบัน ในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน[54]

พระมหากษัตริย์ไทยดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยโดยนิตินัย ซึ่งปัจจุบันคือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่ในทางปฏิบัติ กองทัพอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สั่งการ และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีผู้บัญชาการกองทัพไทยเป็นผู้บัญชาการ กองทัพไทยแบ่งออกเป็น 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ทุกวันนี้กองทัพไทยมีกำลังทหารทั้งสิ้น 1,025,640 นาย และมีกำลังหนุนกว่า 200,000 นาย และมีกำลังกึ่งทหารประจำการกว่า 113,700 นาย[55] เมื่อ พ.ศ. 2553 กระทรวงกลาโหมได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 154,032,478,600 บาท[56] ใน พ.ศ. 2554 สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์มรายงานว่า รายจ่ายทางทหารของไทยคิดเป็น 168,000 ล้านบาท[57] ใน พ.ศ. 2557 เว็บไซต์โกลบอลไฟเออร์พาวเวอร์ (GlobalFirepower) จัดอันดับความแข็งแกร่งของกองทัพไทยอยู่อันดับที่ 24 ของโลก (จาก 106 ประเทศ)[58]

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติไว้ว่าการป้องกันประเทศเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคน[59] ชายไทยทุกคนมีหน้าที่รับราชการทหาร โดยชายสัญชาติไทยต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินในปีที่อายุย่างเข้าสิบแปดปี และจักมีสภาพเป็นทหารกองเกิน[60] กองทัพจะเรียกเกณฑ์ทหารกองเกินชายซึ่งมีอายุย่างเข้า 21 ปี[61] ส่วนทหารกองเกินที่เป็นนักศึกษาวิชาทหารจะได้รับการยกเว้นการเรียกเข้ามาตรวจเลือกเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการในยามปกติ[62]

เศรษฐกิจ

ดูบทความหลักที่: เศรษฐกิจไทย
เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน 11.375 ล้านล้านบาท (2555) [63]
การเติบโตของจีดีพี 2.9% (2556) [64]
ดัชนีราคาผู้บริโภค 3.02% (ทั่วไป)
2.09% (พื้นฐาน) (2555)
[65]
อัตราการว่างงาน 0.7% (2556) [66]
หนี้สาธารณะรวม 5.64 ล้านล้านบาท (มิ.ย. 2557) [67]
ความยากจน 13.15% (2554) [68]
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ

ประเทศไทยมีเศรษฐกิจแบบผสม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจัดให้ประเทศไทยเป็น "ผู้ประสบความสำเร็จสูง" ในเอเชียตะวันออก ซึ่งประชาชนพ้นจากความยากจนและเข้าสู่ชนชั้นกลางที่เติบโตเร็ว เนื่องจากสาธารณสุขและระบบการศึกษาที่ดีขึ้น แต่ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทาย เช่น ประชากรสูงอายุ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แรงกดดันทางการเมืองและความเหลื่อมล้ำ[6] ใน พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีดัชนีการรับรู้การทุจริตค่อนข้างต่ำ โดยอยู่อันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศ[69] เมื่อเดือนกันยายน 2557 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติถูกมองว่าเป็นองค์การต่อต้านทุจริตเป็นองค์การที่ถูกใช้ทางการเมืองมากที่สุดในการสำรวจองค์การต่อต้านทุจริต 12 แห่งในทวีปเอเชีย[70] ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ใน พ.ศ. 2556 กองทุนการเงินระหว่างประเทศรายงานว่า ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงินเป็นอันดับที่ 29 ของโลก อยู่ที่ 387,156 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[71] และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อเป็นอันดับที่ 24 ของโลก อยู่ที่ 673,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[72] ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่งเป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง-สูงใน พ.ศ. 2554[73] สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ มูดีส์จัดที่ Baa1 และฟิทช์จัดที่ BBB+

ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และมีมูลค่าการนำเข้าเป็นอันดับที่ 23 ของโลก ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออสเตรเลีย ฮ่องกงและเกาหลีใต้[74] เครื่องจักรเป็นทั้งสินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย[75] ใน พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีการส่งออกสุทธิ 390,957 ล้านบาท[64] ธนาคารโลกเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทย[76]

ในปี 2556 จีดีพีมาจากการใช้จ่ายของครัวเรือน 54.4% การใช้จ่ายของรัฐบาล 13.8% การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 26.7%[64] การส่งออกเป็นสัดส่วน 74% ของจีดีพี[77] ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพีมากที่สุดคือ 38.1% ภาคการค้าส่ง ค้าปลีกมีสัดส่วนต่อจีดีพี 13.4% ภาคการขนส่งและการสื่อสารมีสัดส่วนต่อจีดีพี 10.2% ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนต่อจีดีพี 8.3%[78] ในปี 2552–2553 ประเทศไทยส่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบออก ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ มูลค่า 48,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่าการส่งสินค้าออก[6] ในปี 2555 ประเทศไทยมีที่ดินเพาะปลูกได้ 165,600 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 32.3% ของพื้นที่ประเทศ[79] ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 55% ใช้ปลูกข้าว ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก ในปี 2551 ประเทศไทยส่งข้าวออกราว 10 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 33% ของการค้าข้าวทั่วโลก[80] ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก[81] พืชที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดอื่น ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง เนื้อไก่ เนื้อหมู มะม่วง มังคุด ฝรั่ง สัปปะรด รวมทั้งพวกผลไม้เขตร้อน[79] ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก[82]

ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน 39.38 ล้านคน อยู่ในภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 15.41 ล้านคน หรือ 39.1% ของกำลังแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ค่าแรงขั้นต่ำทางการทุกจังหวัดเป็น 300 บาท[66] อัตราการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 0.7% ซึ่งน้อยเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากประเทศกัมพูชา โมนาโกและกาตาร์[83]

ความเหลื่อมล้ำของรายได้ในประเทศไทยถือว่าสูงสุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครัวเรือนที่รวยที่สุด 20% มีรายได้ครัวเรือนเกินครึ่ง ดัชนีจีนีของรายได้ครัวเรือนอยู่ที่ 0.51 ความแตกต่างของระดับการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเป็นปัจจัยกำหนดความยากจนและความเหลื่อมล้ำของภูมิภาคในประเทศไทย ครอบครัวรายได้น้อยและยากจนกระจุกอยู่ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก และ 90% ของผู้ยากจนอาศัยอยู่ในชนบท[84] กรุงเทพมหานครซึ่งมีผลิตภัณฑ์จังหวัดสูงสุดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็น 406.9 เท่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีน้อยที่สุด

ด้วยการขาดเสถียรภาพจากการประท้วงใหญ่ในปี 2553 การเติบโตของจีดีพีของประเทศไทยอยู่ที่ราว 4–5% ลดลงจาก 5–7% ในรัฐบาลพลเรือนก่อน ความไม่แน่นอนทางการเมืองถูกระบุเป็นสาเหตุหลักของการเสื่อมของความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำนายว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างแข็งแรงจากจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.1% ในปี 2554 เป็น 5.5% ในปี 2555 และ 7.5% ในปี 2556 เนื่องจากนโยบายการเงินที่อำนวยความสะดวกของธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการคลังรวมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เสนอ[85] หลังรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สำนักข่าวทั่วโลกเอเอฟพีจัดพิมพ์บทความซึ่งอ้างว่า ประเทศไทยอยู่ ณ "ขอบภาวะเศรษฐกิจถดถอย" บทความดังกล่าวมุ่งสนใจชาวกัมพูชาเกือบ 180,000 คนที่ออกนอกประเทศเนื่องจากเกรงการจำกัดการเข้าเมือง ก่อนสรุปด้วยสารสนเทศว่าเศรษฐกิจไทยหดตัว 2.1% ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงปลายเดือนมีนาคม 2557[86]

พลังงาน

ประเทศไทยเป็นผู้นำน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเข้าสุทธิ มีการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันน้อยและต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่เพื่อการบริโภค แม้ว่ามีปริมาณสำรองแก๊สธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วขนาดใหญ่ แต่ยังต้องนำเข้าเพื่อให้ทันอุปทานในประเทศ การบริโภคพลังงานหลักของประเทศไทยมาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ คิดเป็นกว่า 80% ของทั้งหมด ในปี 2553 ประเทศไทยบริโภคพลังงานจากน้ำมันมากที่สุด (39%) รองลงมาคือ แก๊สธรรมชาติ (31%) ชีวมวลและของเสีย (16%) และถ่านหิน (13%) ในเดือนมกราคม 2556 ออยล์แอนด์แก๊สเจอร์นัล ว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง 453 ล้านบาร์เรลและมีแก๊สธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้ว 10.1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศสิงคโปร์ เชื้อเพลิงดีเซลเป็นสัดส่วนหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์น้ำมัน และเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขนส่ง[87]

ในปี 2554 ประเทศไทยมีสมรรถภาพติดตั้งผลิตไฟฟ้าประมาณ 32.4 กิกะวัตต์ โดยผลิตจากแก๊สธรรมชาติมากที่สุด (71%) ประเทศไทยคิดสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพื่อลดการพึ่งพาแก๊สธรรมชาติ แต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิในปีนั้น ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่เสนอถูกเลื่อนไปหลังปี 2569[87]

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายภาพแขกต่างประเทศ ณ ค่ายหลวงหว้ากอ

ได้มีการบรรจุแผนการใช้และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) เป็นต้นมา แต่ในขณะนั้นยังพบว่ามีอุปสรรคด้านสมรรถภาพของประเทศในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศยังไม่เข้มแข็ง จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) จึงได้จัดแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็น 1 ใน 10 ของแผน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการผลิตและการแปรรูปสินค้า[88]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับพระสมัญญานามว่า "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" จากการที่ได้ทรงคำนวณสุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 อย่างแม่นยำ เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2525 รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ[89]

ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในประเทศไทยมากขึ้นในเรื่องการแพทย์ การคมนาคม การศึกษา การสื่อสารทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว[90]

การขนส่ง

ดูบทความหลักที่: การขนส่งในประเทศไทย
รถสามล้อหรือตุ๊กตุ๊ก รูปแบบการขนส่งอย่างหนึ่ง

การขนส่งส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะใช้การขนส่งทางบกเป็นหลัก เมื่อวันที 31 ธันวาคม 2556 ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนสะสม 34,624,406 คัน เป็นรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมากที่สุด คือ 19,853,157 คัน รองลงมาเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน 6,736,602 คัน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล 5,734,302 คัน มีใบอนุญาตประกอบการขนส่ง 405,378 ฉบับ ในปี 2556 มีผู้โดยสารใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารที่กรมการขนส่งทางบกกำกับดูแล 395,509,573 คน[91] รางรถไฟใช้ประโยชน์ในประเทศไทยมี 4,044 กิโลเมตร[92] ในปี 2555 มีผู้โดยสารทางราง 40.8 ล้านคน[93]

ประเทศไทยมีทางน้ำในประเทศที่ใช้เดินเรือได้ 3,700 กิโลเมตร แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองแสนแสบเป็นวิธีการขนส่งทางน้ำหลัก มีผู้โดยสารกว่า 360,000 คนต่อวัน ท่าเรือหลักของไทย คือ ท่าเรือคลองเตยและแหลมฉบัง ในปี 2547 มีสินค้านำเข้าและส่งออกราว 47.7 ล้านตัน[92]

ในปี 2556 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากเป็นอันดับที่ 17 ของโลก[94]

การสื่อสาร

การสื่อสารในประเทศไทยเดิมใช้จดหมาย โดยไปรษณีย์ไทยเป็นผู้รับส่งจดหมาย แต่การเขียนจดหมายที่ล่าช้าจึงได้มีการนำโทรเลขมาใช้ในประเทศไทย โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขและเลิกใช้ไปแล้วในปัจจุบัน โดยมีโทรศัพท์และโทรสารเป็นเครื่องสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วที่สุดและราคาประหยัด อย่างไรก็ตามยังมีอินเทอร์เน็ตใช้เป็นเครื่องสื่อสารอยู่กันไม่น้อย

การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวทำรายได้ให้กับประเทศเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนของหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย (ราว 6% ของจีดีพี) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมายังประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวตามชายหาดและพักผ่อน ถึงแม้ว่าจะมีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ตาม [95] โดยแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน และจังหวัดเชียงใหม่[14][96]

ในปี พ.ศ. 2553 มีนักท่องเที่ยวรวม 15.94 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 12.63 โดยมากกว่า 1 ใน 4 เป็นนักท่องเที่ยวจากอาเซียน[97]

ประชากรศาสตร์

ดูเพิ่มเติมที่: ประชากรศาสตร์ไทย

ประชากร

ประชากรไทย
ปี ประชากร   ±%  
2453 8,131,247 —    
2462 9,207,355 +13.2%
2472 11,506,207 +25.0%
2480 14,464,105 +25.7%
2490 17,442,689 +20.6%
2503 26,257,916 +50.5%
2513 34,397,371 +31.0%
2523 44,824,540 +30.3%
2533 54,548,530 +21.7%
2543 60,916,441 +11.7%
2553 65,926,261 +8.2%
แหล่งที่มา: [3] สำนักงานสถิติแห่งชาติ

กระทรวงมหาดไทยประมาณว่า ประเทศไทยมีประชากร 64,785,909 คน[2] ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก

ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ราว 75–95% ของประชากรเป็นชาติพันธุ์ไท ซึ่งรวมสี่ภูมิภาคหลัก คือ ไทยกลาง 30% อีสานหรือลาว 22% ล้านนา 9% และใต้ 7% และมีไทยเชื้อสายจีน 14% ของประชากร ที่เหลือเป็นไทยเชื้อสายมลายู ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวเขาหลายเผ่า[98] ขณะที่ไทยที่มีบรรพบุรุษจีนบางส่วนมีถึง 40% ของประชากร[99]

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์ลดลงเร็วที่สุดในโลก ระหว่างปี 2513 ถึง 2533 อัตราเจริญพันธุ์ระหว่างประเทศลดลงจาก 5.5 เหลือ 2.2 สาเหตุจากการคุมกำเนิด ขนาดครอบครัวที่ปรารถนาลดลง สัดส่วนผู้สมรสลดลง และการสมรสช้า ในปี 2552 อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยอยู่ที่ 1.5 ในปี 2553 อัตราการเกิดอย่างหยาบอยู่ที่ 13 ต่อ 1,000 ประชากรมากกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงปี 2553–2573 จำนวนประชากรในวัยทำงานทั้งหมดจะเริ่มลดลงหลังปี 2563[100]

จำนวนการเกิดของวัยรุ่นสูงขึ้น โดยสถิติหญิงอายุ 15–19 ปีที่เคยสมรสในปี 2553 มีประมาณ 330,000 คน และในปี 2552 มีจำนวนการเกิดจากแม่อายุไม่เกิน 19 ปีจำนวน 765,000 คน การทำแท้งไม่ชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย ยกเว้นผู้ประกอบกิจแพทย์ภายใต้บางเงื่อนไขเท่านั้น ในปี 2549–2552 มีการทำแท้งชักนำเกิน 60,000 คนต่อปี[100]

ประเทศไทยมีการย้ายถิ่นเข้ามากกว่าย้ายถิ่นออกมาก เนื่องจากระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยเป็นแรงจูงใจให้แรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาหางานในประเทศไทย ประเทศไทยมีการเคลื่อนสู่พื้นที่เมืองถาวรพอสมควร การย้ายถิ่นเข้าประเทศช่วยเร่งการทำให้เป็นเมือง ในปี 2553 ประเทศไทยมีการมีลักษณะแบบเมือง 34% ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีเครื่องชี้ภาวะการพัฒนาพอ ๆ กัน (เช่น ประเทศโคลัมเบียและเปรู กว่า 75%) กรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างสุดโต่งของความเป็นเอกนคร (urban primacy) โดยในปี 2536 กรุงเทพมหานครมีประชากรมากกว่านครใหญ่ที่สุดสามอันดับถัดมารวมกันระหว่าง 7.5 ถึง 11 เท่า ผู้อพยพออกชาวไทยส่วนมากเป็นชายและส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างสัญญาในอาชีพทักษะต่ำ คาดว่าจำนวนผู้ย้ายถิ่นออกระยะสั้นไปประเทศมาเลเซียมีสูง เมื่อปลายปี 2550 ประเมินว่าชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศไทยมี 2.8 ล้านคน เป็นผู้ใช้แรงงานจากประเทศพม่า กัมพูชาและลาว 70,000 คน เมื่อปลายปี 2552 มีผู้ย้ายถิ่นไม่มีบันทึกประมาณ 1,314,382 คน มาจากพม่ามากที่สุด (82%) มีผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีทักษะการจัดการ เทคโนโลยี วิศวกรรมหรืออุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อปลายปี 2552 ชาวต่างชาติ 210,745 คนมีใบอนุญาตทำงานไทย นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเพราะการสมรสและผู้ที่ตั้งถิ่นฐานหลังการเกษียณอายุ นักท่องเที่ยวบางส่วนยังอยู่เกินวีซาและกลายเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร[100]

เมื่อปี 2553 ในประชากรอายุมากกว่า 13 ปี มีผู้สมรส 38,001,676 คน หม้าย 3,833,699 คน หย่า 670,030 คน และไม่เคยสมรส 16,957,651 คน[101]

เมืองใหญ่

รายชื่อเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 20 อันดับแรก


ศาสนา

ดูเพิ่มเติมที่: ศาสนาในประเทศไทย
จำนวนผู้นับถือศาสนาในประเทศไทย[102]
ศาสนา %
พุทธ
  
93.4%
อิสลาม
  
5.2%
อื่น ๆ
  
1.4%

ตามสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 93.4[102] ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศไทยโดยพฤตินัย[103] แม้ว่าจะยังไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใดเลยก็ตาม ทั้งนี้ ประเทศไทยถือได้ว่ามีผู้นับถือศาสนาพุทธมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

รองลงมา ได้แก่ ศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือประมาณร้อยละ 5.2[102] ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ประชาชนในจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส บางพื้นที่ของสงขลาและชุมพรนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีผู้นับถือศาสนาอื่นอีก เช่น คริสต์ ซิกข์และฮินดู รวมประมาณร้อยละ 1.4 สำหรับประชาคมชาวยิวนั้น มีประวัติยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17

ภาษา

ดูบทความหลักที่: ภาษาในประเทศไทย

ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาทางการ และเป็นภาษาหลักที่ใช้ติดต่อสื่อสาร การศึกษาและเป็นภาษาพูดที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยใช้อักษรไทยเป็นรูปแบบมาตรฐานในการเขียน ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยสุโขทัย นอกเหนือจากภาษาไทยกลางแล้ว ภาษาไทยสำเนียงอื่นยังมีการใช้งานในแต่ละภูมิภาคเช่น ภาษาไทยถิ่นเหนือ ถิ่นใต้ และถิ่นอีสาน

นอกเหนือจากภาษาไทยแล้ว ในประเทศไทยยังมีการใช้ภาษาของชนกลุ่มน้อยเช่น ภาษาจีนโดยเฉพาะสำเนียงแต้จิ๋ว ภาษาลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งบางครั้งนิยามว่าภาษาลาวสำเนียงไทย ภาษามลายูปัตตานีทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็มีภาษาอื่นเช่น ภาษากวย ภาษากะยาตะวันออก ภาษาพวน ภาษาไทลื้อ ภาษาไทใหญ่ รวมไปถึงภาษาที่ใช้กันในชนเผ่าภูเขา ประกอบด้วยตระกูลภาษามอญ-เขมร เช่น ภาษามอญ ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม และภาษามลาบรี; ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน เช่น ภาษาจาม; ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต เช่น ภาษาม้ง ภาษากะเหรี่ยง และภาษาไตอื่น ๆ เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาแสก เป็นต้น

ภาษาอังกฤษมีสอนในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แต่ผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องในประเทศไทยยังมีน้อยอยู่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองและในครอบครัวมีการศึกษาดีเท่านั้น สำหรับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษนั้น จากที่ไทยเคยอยู่ในระดับแนวหน้าใน พ.ศ. 2540 แต่เมื่อกลาง พ.ศ. 2549 กลับล้าหลังลาวและเวียดนาม[104]

การศึกษา

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในประเทศไทย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย สถาปนาเมื่อ พ.ศ. 2459

การศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2464[105] กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบให้เปล่าแก่ประชาชนเป็นเวลา 12 ปี ส่วนการศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้ 9 ปี (ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3) ในปีการศึกษา 2555 มีผู้เรียนในและนอกระบบโรงเรียน 16,376,906 คน แบ่งเป็นในระบบ 13,931,095 คน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 2,445,811 คน นักเรียน นิสิต นักศึกษาในระบบโรงเรียนมีสัดส่วนในสถานศึกษารัฐบาลมากกว่าเอกชน[106]

มหาวิทยาลัยของไทย 5 แห่งติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยดีที่สุดในทวีปเอเชีย[107] ในบรรดาคนไทยอายุ 25 ปีขึ้นไป 43,703,789 คน มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา 24,706,916 คน ระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 9,604,156 คน ระดับอุดมศึกษา (สามัญ) 5,603,086 คน และระดับอุดมศึกษา (อาชีวศึกษา) 1,533,790 คน[108] อัตรารู้หนังสือของไทยอยู่ที่ 93.5%[109]

ในปีงบประมาณ 2556 งบประมาณการศึกษาไทยเป็นสัดส่วน 3.9% ของจีดีพี และ 20.6% ของงบประมาณแผ่นดิน[106] ซึ่งมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ทว่า สภาเศรษฐกิจโลกจัดให้คุณภาพการศึกษาของไทยต่ำสุดใน 8 ประเทศอาเซียนที่พิจารณา[110]

ในการสำรวจเด็กไทย 72,780 คนระหว่างเดือนธันวาคม 2553 ถึงมกราคม 2554 ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนชาวไทยมีระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ย 98.53 ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานระหว่างประเทศที่ 100 อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต ว่า ไม่ควรโทษระบบการศึกษาไทยว่าทำให้เยาวชนไทยมีเชาวน์ปัญญาต่ำ เพราะสาเหตุหลักเกิดจากการพร่องไอโอดีน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอย่างขาดความอบอุ่นในครอบครัว ถูกแยกจากธรรมชาติและอาหารไม่เหมาะสม[111]

สาธารณสุข

ในปี 2551 ประเทศไทยมีความคาดหมายการคงชีพเมื่อเกิด 70 ปี ในปี 2548–2549 มีอัตราตายทารก 11.3 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ระหว่างปี 2548–2551 สาเหตุการตายอันดับแรก คือ เส้นเลือดในสมองแตกทั้งชายและหญิง โรคที่พบอันดับถัดมาในชาย ได้แก่ อุบัติเหตุบนท้องถนน เอดส์ หัวใจขาดเลือด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และตับแข็ง ในหญิง ได้แก่ โรคเบาหวาน หัวใจขาดเลือด เอดส์ ไตวายเรื้อรังและปอดอักเสบ สาเหุตการป่วยที่พบมาก เช่น กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ, กลุ่มโรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ, กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร, กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และกลุ่มโรคของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น สาเหตุความพิการที่พบมาก เช่น สายตาเลือนลางทั้ง 2 ข้าง, สายตาเลือนลางข้างเดียว, หูตึง 2 ข้าง, อัมพฤกษ์ และแขนขาลีบ/เหยียดงอไม่ได้ โรคเอดส์เป็นปัญหาการเสียปีสุขภาวะของคนไทยเป็นอันดับแรก รองลงมาในชายคือ อุบัติเหตุจราจรและติดสุรา รองลงมาในหญิงคือเอดส์และเบาหวาน[112] ประเทศไทยมีอุบัติการณ์มะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก[113]

ในปี 2555 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านสาธารณสุขคิดเป็น 3.9% ของจีดีพี หรือ 14.2% ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมด[114] ประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งครอบคลุมคนไทย 99%[115]

วัฒนธรรม

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลหลักจากวัฒนธรรมอินเดีย จีน ขอม ตลอดจนวิญญาณนิยม ศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู

วัฒนธรรมแห่งชาติของไทยเป็นการสร้างสรรค์ใหม่ซึ่งสิ่งที่ปัจจุบันถือเป็นวัฒนธรรมไทยเดิมไม่มีอยู่ในรูปแบบนั้นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน บ่อเกิดสามารถสืบย้อนไปได้ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพิบูลสงครามสนับสนุนการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยกลางเป็นวัฒนธรรมแห่งชาตินิยามและยับยั้งมิให้ชนกลุ่มน้อยแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมของตน วัฒนธรรมพลเมืองรุ่นปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่ยึดรุ่นอุดมคติของวัฒนธรรมไทยกลางเป็นการสร้างสรรค์ใหม่ซึ่งรวมลักษณะชาตินิยมสมัยรัชกาลที่ 5 ราชย์กัมพูชา และลัทธิอิงสามัญชนที่นิยมบุคคลลักษณะ หรือสรุปคือ วัฒนธรรมพลเมืองของไทยปัจจุบันนิยามว่าประเทศไทยเป็นดินแดนของคนไทยกลาง มีศาสนาเดียวคือ พุทธนิกายเถรวาท และปกครองโดยราชวงศ์จักรี[116]

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเน้นว่า คนส่วนใหญ่ไม่สามารถตรัสรู้และไปถึงนิพพาน และดีที่สุดที่ทำได้คือ การสะสมบุญผ่านการปฏิบัติที่เป็นพิธีกรรมอย่างสูง เช่น การถวายอาหารพระสงฆ์และการบริจาคเงินเข้าวัด คำสอนทางศาสนาถูกเลือกให้สนับสนุนมุมมองทางโลกแบบศาสนาขงจื๊อใหม่ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สามเสาหลัก ศาสนาพุทธของไทยยังรวมการบูชาวิญญาณของกัมพูชาและความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ นอกจากนี้ยังเน้นรูปแบบมากกว่าแก่นสาร[116]

คนไทยเน้นและให้คุณค่ารูปแบบมารยาทภายนอกอย่างยิ่งเพื่อรักษาความสัมพันธ์ประสานกัน กฎมารยาทหลายอย่างเป็นผลพลอยได้ของศาสนาพุทธ สังคมไทยเป็นสังคมไม่เผชิญหน้าที่เลี่ยงการวิจารณ์ในที่สาธารณะ การเสียหน้าเป็นความเสื่อมเสียแก่คนไทย จึงเลี่ยงการเผชิญหน้าและมุ่งประนีประนอมในสถานการณ์ลำบาก หากสองฝ่ายไม่เห็นด้วยกัน การไหว้เป็นแบบการทักทายและแสดงความเคารพของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ตามประเพณีและมีแบบพิธีเข้มงวด คนไทยใช้ชื่อต้นมิใช่นามสกุล และใช้คำว่า "คุณ" ก่อนชื่อ[117]

คนไทยเคารพความสัมพันธ์แบบมีลำดับชั้น ความสัมพันธ์ทางสังคมนิยามว่า บุคคลหนึ่งสูงกว่าอีกคนหนึ่ง บิดามารดาสูงกว่าบุตรธิดา ครูอาจารย์สูงกว่านักเรียนนักศึกษา และเจ้านายสูงกว่าผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อคนไทยพบคนแปลกหน้า จะพยายามจัดให้อยู่ในลำดับชั้นทันทีเพื่อให้ทราบว่าควรปฏิบัติด้วยอย่างไร มักโดยการถามสิ่งที่วัฒนธรรมอื่นมองว่าเป็นคำถามส่วนตัวอย่างยิ่ง สถานภาพกำหนดได้โดยเสื้อผ้า ลักษณะปรากฏทั่วไป อายุ อาชีพ การศึกษา นามสกุลและความเชื่อมโยงทางสังคม[117]

ครอบครัวเป็นเสาหลักของสังคมไทยและชีวิตครอบครัวมักอยู่ใกล้ชิดกว่าวัฒนธรรมตะวันตก ครอบครัวไทยเป็นลำดับชั้นทางสังคมอย่างหนึ่ง และเด็กถูกสอนให้เคารพบิดามารดา สังคมคาดหวังให้สมาชิกครอบครัวดูแลผู้อาวุโสและบ้านพักคนชราและโรงพยาบาลเป็นทางเลือกสุดท้าย คนชรามักอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัวและหลานและเกี่ยวข้องในชีวิตครอบครัว[117]

ศิลปะ

ดูบทความหลักที่: ศิลปะไทย
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จิตรกรรมไทยเป็นลักษณะอุดมคติ เป็นภาพ 2 มิติ โดยนำสิ่งใกล้ไว้ตอนล่างของภาพ สิ่งไกลไว้ตอนบนของภาพ ใช้สีแบบเอกรงค์ คือ ใช้หลายสี แต่มีสีที่โดดเด่นเพียงสีเดียว[118]

ประติมากรรมไทยเดิมนั้นช่างไทยทำงานประติมากรรมเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป เทวรูป โดยมีสกุลช่างต่างๆ นับตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย เรียกว่า สกุลช่างเชียงแสน สกุลช่างสุโขทัย อยุธยา และกระทั่งรัตนโกสินทร์ โดยใช้ทองสำริดเป็นวัสดุหลักในงานประติมากรรม เนื่องจากสามารถแกะแบบด้วยขี้ผึ้งและตกแต่งได้ แล้วจึงนำไปหล่อโลหะ เมื่อเทียบกับประติมากรรมศิลาในยุคก่อนนั้น งานสำริดนับว่าอ่อนช้อยงดงามกว่ามาก

สถาปัตยกรรมไทยมีปรากฏให้เห็นในชั้นหลัง เนื่องจากงานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ชำรุดทรุดโทรมได้ง่าย โดยเฉพาะงานไม้ ไม่ปรากฏร่องรอยสมัยโบราณเลย สถาปัตยกรรมไทยมีให้เห็นอยู่ในรูปของบ้านเรือนไทย โบสถ์ วัด และปราสาทราชวัง ซึ่งล้วนแต่สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและการใช้สอยจริง

อาหาร

แกงมัสมั่น
ดูบทความหลักที่: อาหารไทย

อาหารไทยเป็นการผสมผสานรสชาติความหวาน ความเผ็ด ความเปรี้ยว ความขมและความเค็ม ส่วนประกอบซึ่งมักจะใช้ในการปรุงอาหารไทย รวมไปถึง กระเทียม พริก น้ำมะนาว และน้ำปลา และวัตถุดิบสำคัญของอาหารในประเทศไทย คือ ข้าว โดยมีข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือเป็นพื้น มีคุณลักษณะพิเศษ คือ ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และให้สรรพคุณทางยาและสมุนไพร[82] ตามสถิติพบว่า ชาวไทยรับประทานข้าวขาวมากกว่า 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี[119] อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของคนไทย คือ น้ำพริกปลาทู พร้อมกับเครื่องเคียงที่จัดมาเป็นชุด[120] ส่วนอาหารที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นคือ ต้มยำกุ้ง[121] เมื่อ พ.ศ. 2554 เว็บไซต์ CNNGO ได้จัดอันดับ 50 เมนูอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกโดยการลงคะแนนเสียงทางเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า แกงมัสมั่นได้รับเลือกให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก[122]

วัฒนธรรมสมัยนิยมได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของคนไทย โดยหันมาบริโภคอาหารจานด่วนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคจากภาวะโภชนาการเกิน แต่กลับไม่สามารถขจัดโรคขาดสารอาหารได้[82]

ภาพยนตร์

ดูบทความหลักที่: ภาพยนตร์ไทย
จำรัส สุวคนธ์ และ มานี สุมนนัฎ ดาราคู่แรกของไทย

ภาพยนตร์ไทยมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกถ่ายทำในเมืองไทย คือ เรื่อง นางสาวสุวรรณ ผู้สร้าง คือ บริษัทภาพยนตร์ ยูนิเวอร์ซัล ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ผู้แสดงทั้งหมดเป็นคนไทย[123] พ.ศ. 2470 ภาพยนตร์เรื่อง โชคสองชั้น เป็นภาพยนตร์ขนาด 35 มิลลิเมตร ขาว-ดำ ไม่มีเสียง ได้รับการยอมรับให้เป็นภาพยนตร์ประเภทเรื่องแสดงเพื่อการค้าเรื่องแรกที่สร้างโดยคนไทย[124]

ช่วงหลัง พ.ศ. 2490 ถือเป็นช่วงยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ไทย สตูดิโอถ่ายทำและภาพยนตร์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์ไทยก็ซบเซาลง กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ กิจการภาพยนตร์ในประเทศไทยค่อย ๆ ฟื้นตัว ได้เปลี่ยนไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาด 16 มิลลิเมตรแทน และเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะคับขัน ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องได้แสดงบทบาทของตนในฐานะกระจกสะท้อนปัญหาการเมือง และสังคมระหว่าง พ.ศ. 2516-2529 ต่อมาภาพยนตร์ไทยในช่วงปี พ.ศ. 2530-2539 โดยในตอนต้นทศวรรษวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ นอกจากภาพยนตร์ประเภทวัยรุ่นแล้ว หนังผี และหนังบู๊ รวมทั้งหนังโป๊ และหนังเกรดบี ก็มีการผลิตมามากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีภาพยนตร์ที่มุ่งสู่ตลาดโลก เช่น ภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่สามารถขึ้นไปอยู่บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิสในสหรัฐอเมริกา และยังมีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่เป็นที่ยอมรับในเทศกาลภาพยนตร์ ล่าสุด ภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ กำกับโดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 63 นับเป็นภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้ [125] ปัจจุบันภาพยนตร์เรื่อง พี่มาก..พระโขนง ที่ออกฉายใน พ.ศ. 2556 เป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดในประเทศ โดยทางจีทีเอช ผู้ผลิต ประมาณว่าภาพยนตร์ทำรายได้ทั่วประเทศ 1,000 ล้านบาท[126]

การแสดงนาฏศิลป์ไทยที่มีลักษณะงดงาม อ่อนช้อย

ดนตรี

ดูบทความหลักที่: ดนตรีไทย

ดนตรีไทยเกิดจากชนชาติไทยเองและได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย มอญ เขมร[127] ดนตรีไทยแต่ละภาคเป็นดนตรีพื้นบ้านที่ถ่ายทอดกันมาด้วยคำพูดซึ่งเรียนรู้ผ่านการฟังมากกว่าการอ่าน และเป็นสิ่งที่พูดต่อกันมาแบบปากต่อปาก เป็นลักษณะการสืบทอดทางวัฒนธรรมของชาวบ้านตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เป็นเอกลักษณ์ทางพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้น ๆ สืบต่อไป[128] เครื่องดนตรีไทยสามารถแบ่งได้ตามประเภทการบรรเลง มี 4 ประเภท ได้แก่ ดีด สี ตี เป่า และแบ่งตามภูมิภาคของประเทศเป็น ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ในอดีตดนตรีไทยนิยมเล่นในการขับลำนำและร้องเล่น ต่อมามีการนำเอาเครื่องดนตรีจากต่างประเทศเข้ามาผสม[129] ดนตรีไทยนิยมเล่นกันเป็นวง เช่น วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรี วงดนตรีไทยแต่ละวงนิยมบรรเลงแตกต่างกันไปตามโอกาสและสถานที่ ดนตรีไทยเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน โดยใช้ประกอบงานมงคล งานอวมงคล ฯลฯ ในปัจจุบันดนตรีไทยไม่ค่อยเป็นที่นิยมกันแพร่หลายนักเนื่องจากการวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาแทน การเล่นดนตรีสากลเป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้ดนตรีไทยหาดูได้ยาก คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จักดนตรีไทยสักเท่าไรนัก[130]

การปล่อยโคมลอยในงานประเพณียี่เป็ง

นาฏศิลป์

ดูบทความหลักที่: นาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงประกอบดนตรีเช่น ฟ้อน รำ ระบำ โขน แต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป นาฏศิลป์ไทยได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสาน เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เป็นเรื่องของเทพเจ้าและตำนานการฟ้อนรำโดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมคือผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรียน ขนบธรรมเนียมมาจนถึงปัจจุบัน[131]

เทศกาลประเพณี

เทศกาลประเพณีในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายและอลังการแต่ก็มีบ้างพื้นที่ที่เทศกาลประเพณีในประเทศไทยนั้นรับอิทธิพลมาจากประเทศอื่น[132] เช่น เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ เทศกาลวันตรุษจีน เทศกาลวันสงกรานต์ เทศกาลวันคริสต์มาส ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ประเพณีลอยกระทง ประเพณียี่เป็ง ฯลฯ

วันสำคัญ

ดูบทความหลักที่: รายชื่อวันสำคัญของไทย

วันสำคัญในประเทศไทยมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่มิใช่วันหยุดราชการ และตั้งขึ้นเนื่องในเหตุการณ์สำคัญ วันสำคัญอาจจะมาจากวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้าน อนึ่ง ปัจจุบัน วันเฉลิมฉลองของชาติไทย คือ วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี[133]

กีฬา

มวยไทย กีฬาประจำชาติของไทย

มวยไทยถือได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติของไทยโดยพฤตินัย เป็นศิลปะการต่อสู้ที่เผยแพร่ออกไปทั่วโลก มวยไทยมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับศิลปะการต่อสู้ของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ นอกจากนี้ กีฬาอื่นที่รู้จักกันว่าเป็นของไทย เช่น ตะกร้อ

ส่วนกีฬาที่กำลังเติบโตในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ได้แก่ รักบี้และกอล์ฟ โดยผลงานของนักกีฬารักบี้ทีมชาติไทย ทำผลงานได้ถึงอันดับที่ 61 ของโลก[134] ประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้ทัวร์นาเมนต์รุ่นเวลเทอร์เวท 80 กิโลกรัมในปี พ.ศ. 2548[135] ส่วนกีฬากอล์ฟนั้น ไทยได้รับสมญานามว่าเป็น "เมืองหลวงของกอล์ฟในทวีปเอเชีย"[136] ในประเทศไทย มีสนามกอล์ฟคุณภาพระดับโลกกว่า 200 แห่ง[137] ซึ่งดึงดูดนักกอล์ฟจำนวนมากจากเกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้และประเทศตะวันตกทุกปี[138]

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่นิยมที่สุดในประเทศไทย โดยฟุตบอลทีมชาติไทยได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศและเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[139]

สำหรับผลงานทางด้านกีฬา ประเทศไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในระดับโลกหลายอย่าง เช่น โอลิมปิกฤดูร้อน โอลิมปิกฤดูหนาว เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์ ซึ่งประเทศไทยเองได้รับสิทธิจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 4 ครั้ง และซีเกมส์ 6 ครั้ง นอกจากนี้ยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชียนคัพและฟุตบอลโลกหญิงเยาวชนอีกด้วย สมรักษ์ คำสิงห์เป็นนักกีฬาชาวไทยคนแรกผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นในโอลิมปิกฤดูร้อน 1996

เชิงอรรถ

. ^ ตามข้อมูลของกรมการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2552 ประเทศไทยแบ่งการปกครองออกเป็น 75 จังหวัด[140] และต่อมา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554 ซึ่งทำให้จังหวัดบึงกาฬเป็นจังหวัดที่ 76 ของไทย[141]

อ้างอิง

  1. "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" เป็นคำในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
  2. 2.0 2.1 ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเนกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖, เล่ม ๑๓๑, ตอน ๔๑ ง , ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗, หน้า ๑
  3. ตารางที่ 1 ประชากร จำแนกตามเพศ ครัวเรือนจำแนกตามประเภทของครัวเรือน จังหวัด และเขตการปกครอง. สำนักงานสถิติแห่งชาติใ สืบค้น 7-9-2557.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 "Thailand". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 18 April 2013. 
  5. "Human Development Report". UNDP. 2009. สืบค้นเมื่อ 2011-10-27. 
  6. 6.0 6.1 6.2 "Human Development Report 2014". Human Development Report. pp. 127–130. สืบค้นเมื่อ 2 November 2011.  Text "HDRO (Human Development Report Office United Nations Development Programme" ignored (help)
  7. ราชบัณฑิตยสถาน. (2545). อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1. ราชบัณฑิตยสถาน. หน้า 4.
  8. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ CIA_factbook
  9. Paweł Bożyk (2006). "Newly Industrialized Countries". Globalization and the Transformation of Foreign Economic Policy. Ashgate Publishing, Ltd. p. 164. ISBN 0-75-464638-6. 
  10. Mauro F. Guillén (2003). "Multinationals, Ideology, and Organized Labor". The Limits of Convergence. Princeton University Press. pp. 126 (Table 5.1). ISBN 0-69-111633-4. 
  11. David Waugh (3rd edition 2000). "Manufacturing industries (chapter 19), World development (chapter 22)". Geography, An Integrated Approach. Nelson Thornes Ltd. pp. 563, 576–579, 633, and 640. ISBN 0-17-444706-X. 
  12. N. Gregory Mankiw (4th Edition 2007). Principles of Economics. ISBN 0-32-422472-9. 
  13. "ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจไทย". ธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 07-05-2010. 
  14. 14.0 14.1 "Thailand and the World Bank" (ใน English). World Bank. สืบค้นเมื่อ 07-05-2010. 
  15. วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. (2545). บรรพบุรุษไทย: สมัยก่อนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ISBN 974-13-1780-8. หน้า 2.
  16. สุจิตต์ วงษ์เทศ. คนไทยมาจากไหน?. สำนักพิมพ์มติชน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน). หน้า 73.
  17. ชัย เรืองศิลป์ (2541). ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ. 2352-2453 ด้านเศรษฐกิจ. ไทยวัฒนาพานิช. ISBN 974-08-4124-4. หน้า 183.
  18. 18.0 18.1 "ประเทศไทย หรือประเทศสยาม". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. Archived from the original on 2008-01-31. สืบค้นเมื่อ 07-05-2010. 
  19. สุจิตต์ วงษ์เทศ. คนไทยมาจากไหน?. สำนักพิมพ์มติชน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน). หน้า 217.
  20. 20.0 20.1 วีรวิท คงศักดิ์. "ร้องเพลงชาติ...ต้องร้องด้วย “ใจ”". คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม. สืบค้นเมื่อ 08-05-2010. 
  21. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 57-58.
  22. Tourism Authority of Thailand. หน้า 10.
  23. "Doi Inthanon National Park". National Park of Thailand. สืบค้นเมื่อ 09-05-2010.  Unknown parameter |langague= ignored (help);
  24. 24.0 24.1 ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 103.
  25. Tourism Authority of Thailand. หน้า 22.
  26. 26.0 26.1 "ข้อมูลประเทศไทย - ภูมิอากาศ". การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. Archived from the original on 2008-01-19. สืบค้นเมื่อ 07-05-2010. 
  27. 27.0 27.1 "Thai Forests > Dept. National Parks, Wildlife & Plants". Thai Society for the Conservation of Wild Animals. สืบค้นเมื่อ 23-06-2010.  Unknown parameter |langugae= ignored (help);
  28. "Nature of National Park". National Park of Thailand. สืบค้นเมื่อ 26-07-2010.  Unknown parameter |langugae= ignored (help);
  29. "Thai Forests > Geography of the Forest Regions". Thai Society for the Conservation of Wild Animals. สืบค้นเมื่อ 23-06-2010.  Unknown parameter |langugae= ignored (help);
  30. "THAILAND: Environmental Profle". Mongabay.com. สืบค้นเมื่อ 26-07-2010.  Unknown parameter |langugae= ignored (help);
  31. Thailand. History. Encyclopædia Britannica Online
  32. พลาดิสัย สิทธิธัญกิจ. (2547). ประวัติศาสตร์ไทย. ฝ่ายโรงพิมพ์ บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด. หน้า 401.
  33. 4th edition "ANKOR an introduction to the temples" Dawn Rooney ISBN 962-217-683-6
  34. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. (2542). หน้า 39.
  35. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 39-40.
  36. Christopher John Baker; Pasuk Phongpaichit (2005). "A history of Thailand" (ใน English). Everbest Printing Co., Ltd. p. 11.  Unknown parameter |accessedate= ignored (|accessdate= suggested) (help);
  37. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 40.
  38. ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 298.
  39. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 43.
  40. Tourism Authority of Thailand. หน้า 110.
  41. "Siam". Encyclopædia Britannica Eleventh Edition. London. 1911. Retrieved 2007-04-24.
  42. "Ode to Friendship, Celebrating Singapore - Thailand Relations: Introduction". National Archives of Singapore. 2004. สืบค้นเมื่อ 2007-04-24. 
  43. เพ็ญศรี ดุ๊ก. (2542). การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย. บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด. หน้า 3.
  44. เพ็ญศรี ดุ๊ก. (2542). การต่างประเทศกับเอกราชและอธิปไตยของไทย. บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่น จำกัด. หน้า 186.
  45. ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. หน้า 60.
  46. "Protests as Thailand senators debate amnesty bill". The Guardian. 11 November 2013. สืบค้นเมื่อ 13 January 2014. 
  47. ธเนศวร์ เจริญเมือง. (2547). รัฐศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ แนวคิดประชาธิปไตย, การเมืองไทย และแผ่นดินแม่. ยูโรปา เพรส บริษัท จำกัด. หน้า 82.
  48. IDE DISCUSSION PAPER No. 164
  49. การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ จาก ราชบัณฑิตยสถาน
  50. http://www.dopa.go.th/newweb/filedoc/DOPA%20annoucement0001.pdf
  51. OSCE. Partners for Co-operation. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  52. ส่องโลก. ปฏิบัติการเปี่ยมมนุษยธรรมในอิรัก. อ้างจาก วารสารกรมประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนเมษายน 2547. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  53. ทีมข่าวความมั่นคง คม ชัด ลึก. ผ่าภารกิจ"กองทัพไทย"ในดาร์ฟูร์!"รักษาสันติภาพก็เหมือนได้ซ้อมรบ". สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  54. กองบัญชาการกองทัพไทย. บทความประชาสัมพันธ์ กองกำลังกองทัพไทยในภารกิจรักษาสันติภาพผสมสหประชาชาติ-สหภาพแอฟริกาในดาร์ฟูร์. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  55. Mongabay.com. COUNTRY PROFILES Thailand: NATIONAL SECURITY. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2553.
  56. พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๓. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 126 ตอนที่ 79 ก. วันที่ 22 ตุลาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2553.
  57. SIPRI Military Expenditure Database – Thailand. SIPRI, 2012. Retrieved 3 May 2012.
  58. Countries Ranked by Military Strength (2014). สืบค้น 3-9-2557.
  59. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก ราชกิจจานุเบกษา 24 สิงหาคม 2550 หน้า 20.
  60. มาตรา 4 (2), มาตรา 16 และ 18 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  61. มาตรา 22 ถึง 27 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  62. มาตรา 14 (3) แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  63. "Thai Economic Performance in Q1 and Outlook for 2013". Office of the National Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 20 May 2013. 
  64. 64.0 64.1 64.2 ภาวะเศรษฐกิจไทย ปี 2556. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้น 3-9-2557.
  65. "Change in Price Level". Bank of Thailand. สืบค้นเมื่อ 9 April 2013. 
  66. 66.0 66.1 เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญ. สืบค้น 3-9-2557.
  67. ข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้าง. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ. สืบค้น 3-9-2557.
  68. "Indicators ทางสังคม". Office of the Economic and Social Development Board. สืบค้นเมื่อ 1 March 2013. 
  69. Corruption Perceptions Index 2013. Transparency International. สืบค้น 4-9-2557.
  70. เปิดรายงาน PERC ฉบับเต็ม! ทำไมถึงให้คะแนนเสียง "Boo-โห่ไล่" ป.ป.ช.
  71. "Report for Selected Countries and Subjects". World Economic Outlook. International Monetary Fund. April 2014. สืบค้นเมื่อ 31 May 2014. 
  72. "Report for Selected Countries and Subjects (PPP valuation of country GDP)". IMF. April 2014. 
  73. Thailand Overview. The World Bank. สืบค้น 4-9-2557.
  74. ระบบรายงานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทย สืบค้น 4-9-2557.
  75. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สินค้าออกและสินค้าเข้าจำแนกตามกลุ่มสินค้า
  76. ข้อมูลหนี้ต่างประเทศจำแนกตามแหล่งเงินกู้. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ. สืบค้น 4-9-2557.
  77. Exports of goods and services (% of GDP). The World Bank. สืบค้น 8-9-2557.
  78. ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจไทย. ธนาคารแห่งประเทศไทย. สืบค้น 4-9-2557.
  79. 79.0 79.1 Country profile. FAOSTAT. สืบค้น 4-9-2557. (อังกฤษ)
  80. Thailand. IRRI. สืบค้น 4-9-2557. (อังกฤษ)
  81. Thailand Leads World in Rubber Production and Advance R&D Bank of Thailand. สืบค้น 4-9-2557.
  82. 82.0 82.1 82.2 เอกลักษณ์ประจำชาติของไทย. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. สืบค้น 9-12-2553.
  83. "Unemployment Rate". CIA - The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 17 July 2012. 
  84. Bird, Kelly; Hattel, Kelly; Sasaki, Eiichi; Attapich, Luxmon. (2011). Poverty, Income Inequality, and Microfinance in Thailand. Asian Development Bank. สืบค้น 4-9-2557.
  85. Phisanu Phromchanya (24 February 2012). "Thailand Economy To Rebound Strongly In 2012,". Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 26 April 2012. 
  86. "Cambodian exodus from Thailand jumps to nearly 180,000". AFP. AFP. 17 June 2014. สืบค้นเมื่อ 17 June 2014. 
  87. 87.0 87.1 Thailand – Analysis – U.S. Energy Information Administration (EIA). EIA. (02-20-2013). Retrieved on 5-9-2014.
  88. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 116.
  89. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 117.
  90. http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/science/unit4_13.html
  91. รายงานสถิติการขนส่งประจำปี 2556. กรมการขนส่งทางบก. สืบค้น 7-9-2557.
  92. 92.0 92.1 Transport in Thailand. World Bank. สืบค้น 7-9-2557.
  93. Rail Transport of Thailand. AJTP Information Center. สืบค้น 7-9-2557.
  94. Preliminary World Airport Traffic and Rankings 2013 - High Growth Dubai Moves Up to 7th Busiest Airport - Mar 31, 2014 ACI. สืบค้น 7-9-2557.
  95. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. International tourist arrival to Thailand by nationality and mode of transport
  96. The Guardian, Country profile: Thailand, 25 April 2009.
  97. กรมการท่องเที่ยว. [1]. สืบค้นข้อมูล 31 กรกฎาคม 2554
  98. Barbara A. West (2009), Encyclopedia of the Peoples of Asia and Oceania, Facts on File, p. 794, ISBN 1438119135 
  99. Theraphan Luangthomkun (2007). "The Position of Non-Thai Languages in Thailand". Language, Nation and Development in Southeast Asia (ISEAS Publishing): 191. 
  100. 100.0 100.1 100.2 Impact of Demographic Change in Thailand. United Nations Population Fund. สืบค้น 7-9-2557.
  101. ตารางที่ 11 ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพสมรส กลุ่มอายุ เพศ และเขตการปกครอง. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้น 7-9-2557.
  102. 102.0 102.1 102.2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. "บทสรุปสาหรับผู้บริหาร สามะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 (รายงานผลล่วงหน้า)" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: [2] 2553. สืบค้น 30 มกราคม 2555.
  103. พระธรรมโกศาจารย์. "ศาสนาประจำชาติไทย". มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2553.
  104. SAMEO Conference, Singapore, April 2006
  105. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 104.
  106. 106.0 106.1 สถิติการศึกษาฉบับย่อ 2555. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้น 7-9-2557.
  107. http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2011
  108. ตารางที่ 9 ประชากรอายุ 3 ปีขึ้นไป จำแนกตามระดับชั้นที่เรียนสำเร็จ กลุ่มอายุ เพศ และเขตการปกครอง. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. สืบค้น 7-9-2557.
  109. BTI 2014 | Thailand country Report
  110. อึ้ง!การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน. คมชัดลึก. 3-9-2556. สืบค้น 8-9-2557.
  111. MOPH reports low IQ among Thai youth. NNT. สืบค้น 8-9-2557.
  112. บทที่ 5 สถานสุขภาพและปัญหาสุขภาพของคนไทย. จาก รายงานการสาธารณสุขไทย ๒๕๕๑-๒๕๕๓. กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้น 7-9-2557.
  113. Vatanasapt, V; Sriamporn, S; Vatanasapt, P (2002). "Cancer control in Thailand". Japanese journal of clinical oncology. 32 Suppl: S82–91. PMID 11959881. 
  114. Thailand statistics summary (2002 - present). WHO. สืบค้น 7-9-2557.
  115. Country Cooperation at a Glance: Thailand. WHO. สืบค้น 7-9-2557.
  116. 116.0 116.1 Otto F. von Feigenblatt. The Thai Ethnocracy Unravels: A Critical Cultural Analysis of Thailand’s Socio-Political Unrest. Journal of Alternative Perspectives in the Social Sciences. สืบค้น 7-9-2557.
  117. 117.0 117.1 117.2 Thai Cultural Profile 2012. Tablelands Regional Council Community Partners Program. สืบค้น 7-9-2557.
  118. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 44.
  119. IRRI country profile Thailand
  120. คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. หน้า 45.
  121. ข้าวสวยกับต้มยำกุ้งก้ามกรามจานนี้ได้อะไร. หมอชาวบ้าน. (16-10-2554)
  122. World's 50 most delicious foods
  123. "ประวัติภาพยนตร์ไทย" เว็บไซต์ rimpingfunds.com
  124. "ความรุ่งโรจน์ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคบุคเบิก" เว็บไซต์ thaifilm.com
  125. "ลุงบุญมีระลึกชาติ"ของ"เจ้ย"คว้าปาล์มทองคำ
  126. “จีทีเอช” จัดงานฉลองรายได้ “พี่มาก..พระโขนง”10 ล้านคนดู 1000 ล้านรายได้ 10000 ล้านคำขอบคุณอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา แขกร่วมงานมากมาย
  127. http://web.archive.org/20071123102145/www.dsc.ac.th/inweb/student_job/art411/sheet3.htm
  128. http://web.archive.org/20071123102123/www.dsc.ac.th/inweb/student_job/art411/sheet1.htm
  129. http://www.thainame.net/project/musicthai/n8.html
  130. http://rilca.mahidol.ac.th/mcc/pic_2.htm
  131. http://web.archive.org/20071121115319/www.dsc.ac.th/inweb/student_job/art411/sheet4.htm
  132. http://thai.tourismthailand.org/see-do/events-festivals/
  133. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพ เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย; ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 77 ตอน 43 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 หน้า 1452
  134. "International Rugby Board - THAILAND". Irb.com. สืบค้นเมื่อ 2010-04-25. 
  135. The Nation, Rugby Tournament 19 July 2005
  136. http://www.golfasia.com/golfthailand.php
  137. http://www.golf2thailand.com/golf_course_thailand.asp
  138. Chawadee Nualkhair (2009-07-10). "Thailand woos foreign golfers with sun, sand traps". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2010-04-25. 
  139. http://www.tdedballleague.com/news_bal_detaill.php?id_news=509
  140. "ประกาศกรมการปกครอง เรื่อง แจ้งข้อมูลทางการปกครอง". กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย. 4 มีนาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 08-05-2010. 
  141. "พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554". ราชกิจจานุเบกษา (ใน Thai) 128 (18 ก): 1. 2011-03-22. 

บรรณานุกรม

  • ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. (2542). ท่องเที่ยวไทย. บริษัท สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง จำกัด. ISBN 974-86261-9-9.
  • Tourism Authority of Thailand. (1996). The 'Personality' of Thailand. Darnsitha Press Co., Ltd. ISBN 974-8236-29-5.
  • คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดทำหนังสือเมืองไทยของเรา เล่ม 2. (2535) เมืองไทยของเรา ฉบับที่สอง. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. ISBN 974-7771-27-6.

แหล่งข้อมูลอื่น

คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประเทศไทย ได้โดยค้นหาจาก
โครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย:
Wiktionary-logo-th.png หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
Wikibooks-logo.svg หนังสือ จากวิกิตำรา
Wikiquote-logo.svg คำคม จากวิกิคำคม
Wikisource-logo.svg ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
Commons-logo.svg ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
Wikinews-logo.svg เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
Wikiversity-logo-en.svg แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย

Wikivoyage-Logo-v3-icon.svg ประเทศไทย ข้อมูลการท่องเที่ยวจาก วิกิท่องเที่ยว

รัฐบาล
อื่น ๆ