สัญกรณ์โอใหญ่
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
ในวิชาทฤษฎีความซับซ้อนและคณิตศาสตร์ สัญกรณ์โอใหญ่ (อังกฤษ: Big O notation) เป็นสัญกรณ์คณิตศาสตร์ที่ใช้บรรยายพฤติกรรมเชิงเส้นกำกับของฟังก์ชัน โดยระบุเป็นขนาด (magnitude) ของฟังก์ชันในพจน์ของฟังก์ชันอื่นที่โดยทั่วไปซับซ้อนน้อยกว่า สัญกรณ์โอใหญ่เป็นหนึ่งในสัญกรณ์เชิงเส้นกำกับ หรืออาจเรียกว่า สัญกรณ์ของลันเดา หรือ สัญกรณ์ของบัคแมนน์-ลันเดา (ตั้งชื่อตามเอ็ดมุนด์ ลานเดาและเพาล์ บาคมันน์) สัญกรณ์โอใหญ่ใช้ในการเขียนเพื่อประมาณพจน์ในคณิตศาสตร์ ประยุกต์ใช้ในวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อธิบายความเร็วประมาณในการทำงานของโปรแกรมในกรณีต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก และใช้เพื่ออธิบายประสิทธิภาพของขั้นตอนวิธีหรือโครงสร้างข้อมูลนั้น ๆ
สัญกรณ์โอใหญ่ระบุลักษณะของฟังก์ชันตามอัตราการเติบโต ถึงแม้ฟังก์ชันจะต่างกัน แต่ถ้ามีอัตราการเติบโตเท่ากันก็จะมีสัญกรณ์โอใหญ่เท่ากัน สำหรับสัญกรณ์โอใหญ่แล้ว จะพิจารณาเฉพาะขอบเขตบนของอัตราการเติบโตของฟังก์ชัน อาทิฟังก์ชัน
และ
ล้วนมีอัตราการเติบโตน้อยกว่าหรือเท่ากับ
นั่นคืออัตราการเติบโตของฟังก์ชัน
เป็นขอบเขตบนของ
และ
จึงอาจกล่าวได้ว่า
และ
เป็นสมาชิกของเซตของฟังก์ชัน
ในขณะที่สัญกรณ์เชิงเส้นกำกับอื่น พิจารณาขอบเขตอื่น ๆ เช่นสัญกรณ์โอเมกาใหญ่พิจารณาขอบเขตล่างของอัตราการเติบโตของฟังก์ชันแทน
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
แนวคิดของสัญกรณ์โอใหญ่ถูกคิดโดยนักทฤษฎีจำนวนที่ชื่อเพาล์ บาคมันน์ (Paul Bachmann) จากงานตีพิมพ์ของเขาที่ชื่อว่า Analytische Zahlentheorie (ทฤษฎีจำนวนวิเคราะห์) ในปี 1894 โดยครั้งนั้นยังไม่ได้ใช้ตัวสัญกรณ์โอใหญ่ สำหรับตัวสัญกรณ์โอใหญ่เองได้รับการใช้อย่างแพร่หลายโดยนักทฤษฎีจำนวนชาวเยอรมัน ที่มีชื่อว่า เอ็ดมุนด์ ลานเดา (Edmund Landau) ชื่อของเขาบางครั้งได้รับการยกย่องให้เป็นชื่อของสัญกรณ์โอใหญ่ว่าเป็น สัญกรณ์ของลานเดา (Landau notation) หรือ สัญกรณ์แบชมาน-ลานเดา (Bachmann-Landau notation) สำหรับตัวสัญกรณ์ที่เขียนเป็นรูปโอใหญ่นั้นได้แนวคิดมาจากคำว่า "order of" ซึ่งเดิมทีนั้นเขียนโดยใช้เป็นโอไมครอนใหญ่
นิยาม [แก้]
อัตราการเติบโตของฟังก์ชันใดๆ มีค่าเป็นสัญกรณ์โอใหญ่ของอีกฟังก์ชันหนึ่งแล้ว แสดงว่าอัตราการเติบโตของฟังก์ชันใดๆนั้นจะโตน้อยกว่าหรือเท่ากับอัตราการเติบโตของฟังก์ชันดังกล่าว ดังนั้นจึงอาจนิยามได้ว่า
- ให้
และ
เป็นฟังก์ชันบนจำนวนจริงใด ๆ แล้ว จะกล่าวว่า
เมื่อ
- ก็ต่อเมื่อมีจำนวนจริง
และ
ค่าหนึ่งที่ทำให้
ทุกๆ
อย่างไรก็ตาม นิยามนี้จำกัดเฉพาะกรณี
เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการอธิบายในกรณีที่
ดังนั้นจึงอาจใช้นิยามในอีกรูปแบบ ในการขยายไปถึงสัญกรณ์โอใหญ่กณิกนันต์ ซึ่งเป็นพิจารณาอัตราการเติบโตของฟังกชันรอบ ๆ จุด a ใด ๆ
- ให้
และ
เป็นฟังก์ชันใด ๆ จะกล่าวว่า
ขณะ x เข้าใกล้ a
- ก็ต่อเมื่อ
การขยายนิยามไปหลายตัวแปร [แก้]
นิยามทั้งสองรูปแบบสามารถขยายไปหลายตัวแปรได้
- ให้
และ
เป็นฟังก์ชันหลายตัวแปรใด ๆ จะกล่าวได้ว่า
- ก็ต่อเมื่อมีจำนวนจริง
และ
ค่าหนึ่งที่ทำให้
ทุก ๆ
หรือในอีกนิยามที่พิจารณาอัตราการเติบโตของฟังก์ชันรอบๆพิกัด
ใดๆว่า
- ก็ต่อเมื่อ
ตัวอย่าง [แก้]
หรือ
เพราะฉะนั้น 
เพราะฉะนั้น 
การใช้งาน [แก้]
สัญกรณ์โอใหญ่มีการใช้ในสองกรณีด้วยกัน ได้แก่ กรณีเส้นกำกับอนันต์ และ กรณีเส้นกำกับกณิกนันต์ ความแตกต่างระหว่างสองกรณีนี้เป็นความแตกต่างในขั้นการประยุกต์ใช้ มิใช่ในขั้นหลักการ อย่างไรก็ตาม นิยามเชิงรูปนัยของ "โอใหญ่" นั้นเหมือนกันในทั้งสองกรณี มีเพียงลิมิตสำหรับอาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชันเท่านั้นที่แตกต่างกัน
กรณีเส้นกำกับอนันต์ [แก้]
สัญกรณ์โอใหญ่มีประโยชน์ในการใช้วิเคราะห์ขั้นตอนวิธี เพื่อหาประสิทธิภาพของขั้นตอนวิธี ตัวอย่างเช่น สมมติให้เวลา (หรือจำนวนขั้นตอน) ที่ใช้ในการแก้ปัญหาขนาด n มีฟังก์ชันเป็น 
เมื่อ n มีค่ามากขึ้น พจน์ n2 จะใหญ่ขึ้นครอบงำพจน์อื่น ๆ จนกระทั่งเราสามารถละเลยพจน์อื่น ๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สัมประสิทธิ์ของแต่ละพจน์จะขึ้นกับรายละเอียดปลีกย่อยของการนำขั้นตอนวิธีไปปฏิบัติ ตลอดจนฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการดำเนินการ ฉะนั้นจึงสามารถละเลยได้เช่นกัน สัญกรณ์โอใหญ่จะเก็บเฉพาะส่วนที่เหลือจากที่ละเลยได้ข้างต้น จึงเขียนได้ว่า
และกล่าวได้ว่า ขั้นตอนวิธีดังตัวอย่างนี้มีความซับซ้อนเชิงเวลาเป็นอันดับของ n2
กรณีเส้นกำกับกณิกนันต์ [แก้]
สัญกรณ์โอใหญ่ยังใช้เพื่อแสดงพจน์ของค่าคลาดเคลื่อนโดยประมาณในฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น
หมายความว่า เมื่อ x มีค่าเข้าใกล้ศูนย์ ผลต่างของฟังก์ชัน
กับ
(หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นความคลาดเคลื่อนของสองฟังก์ชันนี้) จะมีอยู่ในสับเซตของ
นั่นเอง หรือเขียนเป็นสัญลักษณ์ว่า
คุณสมบัติ [แก้]
การคูณ [แก้]
การคูณด้วยค่าคงที่ [แก้]
ให้ k เป็นค่าคงที่ใดๆ ที่เป็นบวก
การซ้อนสัญกรณ์โอใหญ่ [แก้]
ให้ h (n) เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่ง
สัญกรณ์โอใหญ่มาตรฐานน้อยสุด [แก้]
ในบางครั้งสัญกรณ์โอใหญ่อาจมีการครอบคลุมมากเกินไป เช่น
เป็นต้น จึงทำให้สำหรับฟังก์ชันใดๆ อาจอยู่ในเซตของสัญกรณ์โอใหญ่หลายค่า จึงมีการกำหนดรูปแบบฟังก์ชันอย่างง่าย ให้ตอบในรูปสัญกรณ์โอใหญ่มาตรฐานน้อยสุด กล่าวคือตอบในรูปแบบมาตรฐานที่เล็กที่สุด เรามักจะอนุโลมให้ใช้จากสัญลักษณ์เท่ากับ (
) แทนสัญลักษณ์สมาชิก (
) เมื่อใช้กับรูปสัญกรณ์โอใหญ่มาตรฐานน้อยสุดนี้ เช่น 
ในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ การทำงานที่มีสัญกรณ์โอใหญ่มาตรฐานน้อยสุดมีขนาดยิ่งเล็กเท่าใด แสดงว่าทำงานได้ยิ่งเร็วเท่านั้น
สัญกรณ์โอใหญ่มาตรฐานเรียงจากขนาดเล็กไปใหญ่ (ขนาดเล็กหมายถึงจะเป็นซับเซตของขนาดที่ใหญ่กว่า) ให้ m เป็นค่าคงที่ใดๆ ที่มากกว่าศูนย์ และ n เป็นโดเมนของฟังก์ชัน
| สัญกรณ์โอใหญ่มาตรฐาน | ชื่อฟังก์ชัน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
![]() |
ค่าคงที่ | ไม่ใช้ค่าคงที่อื่นในการแสดงสัญกรณ์ เช่นไม่มีการใช้ O (2) |
![]() |
ลอการิทึม | ลอการิทึมทุกฐานอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะเปลี่ยนฐานได้โดยคูณค่าคงที่ |
0<k<1 |
เอกซ์โพเนนเชียลฐานเศษส่วนแท้ | ยิ่งค่าฐานมากยิ่งใหญ่ |
![]() |
โพลีลอการิทึม | ยิ่งเลขชี้กำลังมากระดับยิ่งใหญ่ |
![]() |
ยกกำลังที่เป็นเศษส่วนแท้ (ติดราก) | ยิ่งเลขชี้กำลังมากระดับยิ่งใหญ่ |
![]() |
เชิงเส้น | จริงๆแล้วเป็นพหุนามรูปแบบหนึ่ง แยกมาเรียกเพราะใช้บ่อย |
![]() |
พหุนาม | ยิ่งเลขชี้กำลังมากระดับยิ่งใหญ่ |
k>1 |
เอกซ์โพเนนเชียล | ยิ่งค่าฐานมากยิ่งใหญ่ |
![]() |
แฟกทอเรียล | อาจรวมถึงการเรียงลำดับสับเปลี่ยน (permutation) |
![]() |
n ยกกำลัง n | มีบางครั้งคนใช้ O (nn) แทน O (n!) แต่ที่จริง O (nn) ใหญ่กว่า O (n!) เล็กน้อย |
บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้การผสมโดยการคูณเช่น
เกิดจากการคูณระหว่างเชิงเส้นและลอการิทึมย่อมทำได้
และ
เป็น
เมื่อ
และ
ค่าหนึ่งที่ทำให้
ทุกๆ 
และ
เป็น
ขณะ x เข้าใกล้ a
และ
เป็น
ทุก ๆ 


ทุกๆ
(หาได้จากการแก้
(
)
ทุกๆ
(หาได้จากการแก้
(
)
เพราะฉะนั้น
เพราะฉะนั้น 








0<k<1




