วรรณกรรมลาว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก สังข์ศิลป์ชัย)

วรรณกรรมลาว ที่มีมาแต่โบราณและเป็นที่รู้จักกันดี มีอยู่หลายเรื่อง โดยมากมักจะเป็นตำนานเรื่องของวีรบุรุษ เช่น พื้นขุนบูลม (ພືນຂຸນບູຣົມ) หนังสือขุน เจือง(ປຶ້ມຫົວຂຸນເຈືອງ) นอกจากนี้ยังมีประเภทนิทานสอนใจหรือคติธรรม เช่น สังข์ศิลป์ชัย (ສັງສິນໄຊ) อินทิญาสอนลูก (ອິນທິຍາສອນຫຼານ) ปู่สอนหลาน (ປູ່ສອນຫຼານ)หนังสือเสียวสวาด (ປຶ້ມສຽວສະຫວາດ) ฯลฯ ในบรรดาวรรณกรรมดังกล่าวนั้น เล่มที่ยอมรับกันว่าอยู่ในชั้นสูงสุด อาจกล่าวว่าเป็นวรรณกรรมสุดยอดของลาวน่าจะได้แก่ หนังสือเสียวสวาด เรื่องสังข์ศิลป์ชัย และเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเจือง

เนื้อหา

[แก้] หนังสือเสียวสวาด

หนังสือเสียวสวาด เป็นหนังสือที่หาอ่านได้ยากในปัจจุบัน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 เมื่อ ค.ศ. 1967 เพียง 100 เล่มเท่านั้น

บางทีก็เรียกว่า นิทานเสียวสวาด เป็นหนังสือที่โบราณจารย์ลาวได้ประพันธ์ไว้ หนังสือนี้แต่งสมัยใดนั้น ไม่อาจยืนยันได้ชัดเจน แต่ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนลาวไม่น้อยกว่า 300 ปีแล้ว สันนิษฐานว่าจะแต่งในสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ต้นฉบับเป็นการจารึกลงไปในใบลาน ซึ่งลาวเรียกว่า หนังสือผูก มีอยู่ 10 ผูก จารึกด้วยตัวอักษรธรรม ซึ่งเป็นอักษรที่เคยใช้แพร่หลายในลาวและในภาคอีสานของไทย ผู้ที่รวบรวมไว้เป็นครั้งแรก คือ ท่านมหาสิลา วีระวงส์ ปราชญ์คนสำคัญของลาว หนังสือเสียวสวาดจัดได้ว่าเป็นนิทานสุภาษิตเค้าเรื่องของหนังสือเล่นนี้ คือ มีกฎุมพีผู้หนึ่งอยู่ที่ กรุงพาราณสี มีบุตรชายสองคน คนแรกชื่อ สีเสลียว คนน้อง ชื่อ เสียวสวาด เมื่อ เสียวสวาดอายุได้ 16 ปี กฎุมพีผู้พ่อเห็นว่าตนเองแก่แล้วจึงเรียกบุตรมาสั่งสอนเมื่อ กฎุมพี ผู้นั้นตายแล้วบุตรทั้งสองจึงได้ครองเรือนสืบมา

ต่อมามีพ่อค้าจากเมืองจำปานคร เอาเรือกำปั่น มาจอดอยู่ที่ท่าน้ำแถบหมู่บ้าน เสียวสวาดได้ไปคุ้นเคยกับนายเรือ ต่อมาเมื่อเรือนั้นจะกลับเมืองจำปานคร เสียวสวาดก็ขอเดินทางไปด้วย นายเรือก็ยินดีนัก รับเอาเสียวสวาดเป็นบุตร เมื่อไปในเรือเสียวสวาดได้แสดงความฉลาดหลักแหลมหลายประการ ต่อมาเมื่อไปถึงเมืองจำปานครแล้วนายเรือก็ยกลอกสาวให้เป็นภรรยา

ต่อมาอีก 3 ปี พระยาจำปานครเจ้าแผ่นดินปกครองบ้านเมืองด้วยความไร้ศีลธรรมจึงเกิดอาเพศขึ้นหลายอย่าง ทรงมีความกลัวจึงเกณฑ์ผู้คนมานอนเฝ้ายามที่พระราชวังคืนละ 500 คน เทวดาก็บันดารให้พวกผู้คนที่มานอนเฝ้ายามหลับสนิททุกคน ครั้นตอนดึกพระยาจำปามาตรวจดูเห็นทุกคนหลับจึงเกิดความกริ้วโกรธ ถึงตอนเช้าได้สั่งประหารคนทั้งหมด เป็นดังนี้มาทุกวัน

นิทานเสียวสวาด พิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2503

ต่อมาถึงเวรของนายเรือที่จะต้องถูกเกณฑ์ไปเฝ้ายาม นายเรือนั้นเห็นว่าตนคงไม่พ้นความตายเหมือนกับคนอื่น ๆ จึงเรียกลูกมาสั่งเสีย เสียวสวาดรู้เช่นนั้นก็อาสาไปแทน ครั้นในตอนดึกพระยาจำปาลุกมาตรวจ เห็นคนอื่น ๆ หลับสนิทหมด เว้นแต่เสียวสวาดคนเดียว เสียวสวาดได้ยินเสียงเปิดประตูก็กระแอมขึ้นกล่าว คำคาถาภาษาบาลี พระยาจำปาตกใจจึงเสด็จขึ้น เป็นเช่นนั้นถึงสามครั้ง ครั้งถึงตอนเช้าพวกที่นอนเฝ้ายามก็รอดตายทุกคน พระยาจำปาจึงให้สืบหาตัวคนที่กล่าวพระคาถา เมื่อได้พบกับเสียวสวาดก็ตอบข้อซักถามต่าง ๆ ของพระยาจำปาโดยยกนิทานเปรียบเทียบ พระยาจำปามีความยินดี ตั้งให้เสียวสวาดเป็นราชบัณฑิตประจำพระองค์ ตั้งแต่นั้นมาเสียวสวาดก็สั่งสอนพระยาจำปาและท้าวพระยาทั้งหลาย ให้ตั้งอยู่ในคุณธรรม นครจำปาก็เจริญรุ่งเรือง ไม่มีข้าศึกมารุกรานในที่สุด เสียวสวาดก็ได้เป็นอัครมหาเสนาบดี[1]

[แก้] เรื่องสังศิลป์ชัย

หนังสือสังศิลป์ชัยถือว่าเป็นวรรณคดีขั้นสุดยอดของลาวอีกเล่มหนึ่ง มหาสิลา วีระวงส์ ซึ้งเป็นผู้รวบรวมแก้ไขได้ให้ความเห็นว่า หนังสือเรื่องนี้แต่งได้ถูกต้องตามแบบแผนของคำกลอนลาวอย่างแท้ ทุกถ้อยคำที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้มีความหมายไพเราะ แม้ว่าในบทที่แสดงความโกรธแค้นก็ใช้ถ้อยคำสุภาพไม่หยาบคาย และผู้รจนาหนังสือเล่นนี้ยังเป็นปราชญ์ที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแตกฉานในภาษาบาลี มีความรู้ภาษาสันสกฤตและราชประเพณีเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น หนังสือเล่นนี้จึงถือเป็นหนังสือสำคัญเล่นหนึ่งของลาว มีคนรู้จักกันแพร่หลาย เรื่องสังข์ศิลป์ชัยนี้ ของเดิมเป็นหนังสือเทศน์ลำ เรียกว่า ลำสังข์ศิลป์ชัย หรือ ศิลป์ชัยชาดก เป็นใบลานจารึกด้วยอักษรธรรม มีอยู่ทั้งสิ้น 21 ผูก

ของเดิมเป็นการเขียนแบบร้อยแก้ว ผู้แต่งหนังสือสังข์ศิลป์ชัยเป็นคำกลอน คือ ท้าวปางคำ ใช้สำหรับอ่านฟังในเวลาโศกเศร้า เช่น ในงานศพ (ลาวเรียกว่า งานเฮือนดี) ท้างปางคำผู้นี้ในชั้นแรก มหาสิลาฯ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนเดียวกับ พระเจ้าต่อนคำ พระราชบิดาของสมเด็จพระเจ้าสุริยะวงศาธรรมิกราช โดยเห็นว่า ในสมัยของพระเจ้าต่อนคำนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อได้สอบดูแล้วมีหลักฐานว่าเป็นคนละคน แต่น่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ไปครองเมืองหนองบัวลำภู

ท้าวปางคำแต่งหนังสือเรื่องสังข์ศิลป์ชัยในราว พ.ศ. 2192 หนังสือเรื่องนี้มีผู้คัดลอกเขียนใส่ใบลานต่อ ๆ มาแมการพิมพ์ทั้งภาษาลาวและภาษาไทยอย่างกว้างขวาง และปรากฏว่ามีบางตอนไม่ตรงกัน ท่านมหาสิลาฯ ได้พยามอ่านอยู่หลายฉบับ และนำมาเทียบเคียงกัน เห็นว่าฉบับที่คัดลอกมาจาก จังหวัดอ่างทองของไทย และฉบับของท่านหยุย อภัยจากเมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดกันมามีข้อความตรงกัน จึงได้ถือเอาต้นฉบับเมืองโขงมาแก้ไขเรียบเรียงและพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในประเทศลาวเมื่อปี พ.ศ. 2492 หนังสือเล่นนี้ได้มีการพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้งจนถึงทุกวันนี้

เรื่องย่อของสังข์ศิลป์ชัย มีอยู่ว่า พระยากุสราชเจ้าแผ่นดินเมืองเป็งจาล มีมเหสีชื่อนางจันทา พระยากุสราชมีน้องสาวคนหนึ่งชื่อ นางสุมนทา ต่อมามียักษ์ชื่อ กุมภัณฑ์ มาลักเอาตัวนางสุมนทาขณะที่ชมสวนไม้อยู่ ไปเป็นเมียมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง

พระยากุสราช คิดถึงน้องสาวเป็นอันมาก จึงออกบวชแล้วไปตามหาน้องสาวจนถึงเมืองจำปา ได้เห็นลูกสาว 7 คนของนันทเศรษฐี เมืองจำปา มาใส่บาตรก็เกิดความรักจึงลาสิกขา แล้วแต่งอำมาตย์ไปขอนางทั้ง 7 มาเป็นมเหสี

ต่อมามเหสีทั้งแปดก็เกิดมีครรถ์ โหรได้ทำนายว่าลูกของนางจันทา มเหสีองค์แรกและลูกของลางลุน ซึ่งเป็นมเหสีองค์สุดท้องในจำนวนนั้นจะเป็นคนดี ส่วนลูกของพี่สาวทั้งหกของนางลุนจะเป็นคนชั่ว ทำให้มเหสีที่สาวทั้งหกคนมีความเคียดแค้น จึงจ้างวานให้โหรกลับคำนายใหม่ และทำเสน่ห์ยาแฝดให้พระยากุสราชหลงนางทั้งหกและเกลียดชังนางจันทาและนางลุน

หนังสือสังข์ศิลป์ชัย พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2494

ครั้งถึงวันคลอด ลูกของนางจันทาเป็นคชสีห์ ชื่อได้ชื่อว่า สีโห(ฉบับภาษาไทยคือสิงหรา) ลูกของนางลุนมีสองคนคนพี่เป็นคนถือดาบกับธนูศิลป์ออกมาด้วย จึงได้ชื่อว่า ศิลป์ชัย ส่วนน้องเป็นหอยสังข์ จึงชื่อว่า สังขาระกุมาร หรือ สังข์ทอง ท้าวกุสราชเชื่อฟังคำทำนายของโหรอสัตย์จึงขับไล่นางทั้งสองพร้อมด้วยลูกออกจากเมือง นางจันทาและนางลุน จึงออกเดินป่า อาสัญผลไม้เป็นเครื่องยังชีพ จนเดือนเศษ พระอินทร์ จึงเนรมิตปราสาทให้ ทั้งห้าคนไดอยู่ในปราสาทนั้นเป็นเวลาถึง 7 ปี

พระยากุสราชคิดถึงน้องสาวไม่ลืม จึงให้ลูกชายทั้งหกออกตามหานางสุมนทา คนทั้งหกเดินทางหลงป่าไปพบศิลป์ชัย จึงโกหกว่าพ่อใช้ให้ศิลป์ชัยไปตามหาอาศิลป์ชัยหลงเชื่อจึงไปกับคนทั้งคน ต้องเผชิญกับสัตว์ร้าย ศิลป์ชัยสามารถปราบสัตว์ร้ายได้เพราะมีฤทธิ์ พอไปถึงแม่น้ำกว้างหนึ่งโยชน์พี่น้องทั้งหกไม่ข้ามไปด้วยเพราะกลัว ศิลป์ชัยจึงให้คอยอยู่ ณ ที่นั้นโดยให้สีโหเป็นผู้คอยระวังภัยให้ศิลป์ชัยกับสังข์ทองก็เดินข้ามทางต่อไป เผชิญกับภยันตรายต่างๆ ทั้งสัตว์ร้าย ยักษ์ ฯลฯ

จากนั้นก็ไปถึงเมืองยักษ์สามารถฆ่ายักษ์กุมภัณฑ์ได้และไปตามลูกสาวของอากลับมาจากเมืองนาค เมื่อกลับมาถึงที่พี่น้องทั้งหกรออยู่ พี่น้องทั้งหกมีความอิจฉาจึงออกอุบายชวนไปอาบน้ำ แล้วผลักตกเหว แต่ศิลป์ชัยรอดตายเพราะพระอินทร์มาช่วยไว้แล้วนำตัวไปส่งแม่ ส่วนพี่น้องทั้งหกคนนั้นก็กลับมาโกหกอาว่าศิลป์ชัยตกน้ำตาย นางสุมนทาไม่เชื่อจึงเอาไม้ซ้องปิ่นเกล้าและสไบแขวนเสี่ยงทายไว้หากศิลป์ชัยตาย ขอให้ของเหล่านั้นสูญหาย หากไม่ตายก็ขอให้มีคนนำของไปส่งคืนที่เมืองเป็งจา

พี่น้องทั้งหกเมื่อไปถึงเมืองเป็งจาก็ไปทูลพระยากุสราชเอาความดีความชอบต่าง ๆ แม้นางสุมนทาจะทูลว่าผู้ที่ช่วยเหลือตนกลับมาคือ ศิลป์ชัย พระยากุสราชก็หาเชื่อไม่ ต่อมามีพ่อค้าที่เป็นนายสำเภาเอาสิ่งของเหล่านั้นไปส่งให้ที่เมือง นางสุมนทาจึงรู้ว่าหลานชายยังไม่ตาย ต่อมาเมื่อพระยากุสราชรู้ความจริงจึงสั่งให้ลูกชายทั้งหกไปขังคุกแล้วเชิญ ศิลป์ชัย มาขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินแทนตน[2]

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ พระราชอาณาจักรลาว, กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวรรณคดี, หนังสือเสียวสวาด พิมพ์ครั้งที่ 3 ปี 1967, 100 เล่ม, เวียงจันทน์
  2. ^ กระทรวงธรรมการ (1951), หนังสือสังสินไซ, เวียงจันทน์
เครื่องมือส่วนตัว
สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ