สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย
| สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย |
|
|---|---|
| พระปรมาภิไธย | สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย แห่งเวียดนาม |
| ราชวงศ์ | เหงียน |
| ครองราชย์ | 8 มกราคม พ.ศ. 2469 – 25 สิงหาคม พ.ศ. 2488 |
| ระยะครองราชย์ | 19 ปี |
| รัชกาลก่อนหน้า | สมเด็จพระจักรพรรดิขายดิ่ญ |
| รัชกาลถัดไป | ไม่มี (สิ้นสุดระบอบกษัตริย์) |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| พระราชสมภพ | 22 ตุลาคม พ.ศ. 2456 เว้ อินโดจีนของฝรั่งเศส |
| สวรรคต | 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ปารีส ประเทศฝรั่งเศส (พระชนมายุ 83 พรรษา) |
| ฝังศพ | สุสานปาซี ปารีส ประเทศฝรั่งเศส |
| พระราชบิดา | สมเด็จพระจักรพรรดิขาย ดิ่ญ |
| พระราชมารดา | เจ้าหญิงดวาน ฮวี |
| พระมเหสี | เหงียน หืว ถิ ลาน ฟี อั๊ญ ฮหว่าง เตี๋ยว ลาน บู่ย หม่ง เดี่ยป มอนิก โบโด |
จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย (โกว๊กหงือ: Bảo Đại; จื๋อโนม: 保大; 22 ตุลาคม พ.ศ. 2456 - 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2540) ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 13 และพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2488 ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอันนัมในอารักขาของฝรั่งเศส ซึ่งขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม ในช่วงนี้พระองค์ทรงได้รับความคุ้มครองจากฝรั่งเศสโดยอินโดจีนของฝรั่งเศส พระองค์ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2475 เมื่อมีพระชนมายุ 19 พรรษา ต่อมาญี่ปุ่นได้ทำการขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนนี้ในปีพ.ศ. 2488 และใช้อำนาจการปกครองผ่านจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ในช่วงนี้พระองค์ทรงตั้งชื่อประเทศใหม่ว่า "เวียดนาม" พระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคมเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม
พระองค์ทรงเป็นหัวหน้ารัฐในเวียดนามใต้ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 จนกระทั่ง พ.ศ. 2498 จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงมีความใกล้ชิดกับฝรั่งเศสและเสด็จประทับต่างประเทศบ่อยครั้ง นายโง ดิ่ญ เสี่ยม นายกรัฐมนตรีได้ขับไล่พระองค์ในการลงประชามติปลดจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ออกจากราชบัลลังก์เมื่อปี พ.ศ. 2498
เนื้อหา |
ช่วงต้นของชีวิต [แก้]
พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ประสูติในพระยศเจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ถวิ (Nguyễn Phúc Vĩnh Thụy) ณ พระราชวังดวาน-จาง-เวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเมืองต้องห้ามสีม่วง ซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้นมีความเก่าแก่สืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณโดยมีพระยศเหงียน ฟุก หวิญ ถวิ พระราชบิดาของพระองค์คือ สมเด็จพระจักรพรรดิขาย ดิ่ญ แห่งอันนัม พระมารดาของพระองค์เป็นพระมเหสีพระองค์ที่ 2 ของพระจักรพรรดิคือ เจ้าหญิงตื่อ กุง ผู้ซึ่งได้เปลี่ยนพระนามเป็น ดวาน ฮวี เมื่อพระนางทรงอภิเษกสมรสในปี พ.ศ. 2456 และพระนางได้เป็นสมเด็จพระพันปีหลวงในปี พ.ศ. 2476 และด้วยพระยศพระราชวงศ์ชั้นสูงในปี พ.ศ. 2488
จากปี พ.ศ. 2345 ประเทศซึ่งรู้จักก่อนหน้าว่า เวียดนามและอันนัมได้เป็นรัฐบรรณาการของจีนปกครองโดยพระจักรพรรดิ ตำแหน่งนั้นได้ถูกลดความสำคัญลงโดยรัฐบาลฝรั่งเศส หลังศตวรรษที่ 19 ที่เข้ามายึดครองอันนัม ตองกิง และอาณานิคมแห่งโคชินไชนา ราชวงศ์เหงียนได้ปกครองส่วนประเทศอันนัม
เมื่อพระชนมายุ 9 พรรษา เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ถวิ ถูกส่งไปยังฝรั่งเศส เพื่อศึกษาที่โรงเรียนมัธยมปลายกงดอร์แซ (Lycée Condorcet) และหลังจากนั้นเข้าศึกษาในสถาบันรัฐศึกษาปารีส (Institut d'Études Politiques de Paris) ในปี พ.ศ. 2466 เมื่อมีพระชนมายุ 13 พรรษา พระองค์ทรงครองราชสมบัติหลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบิดา ในพระนาม บ๋าว ดั่ย (Bảo Đại) แต่พระองค์ทรงไม่ได้ขึ้นครองราชย์อย่างเต็มรูปแบบ ทรงต้องกับไปศึกษาที่ฝรั่งเศส พระองค์ทรงถูกควบคุมโดยรัฐบาลฝรั่งเศส อันนัมได้เป็นส่วนหนึ่งในสหภาพฝรั่งเศสอินโดจีน โดยตลอดศตวรรษที่ 20 พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงได้รับการรู้อย่างกว้างขวางว่าทรงเป็นผู้นำหุ่นเชิดของอาณานิคมฝรั่งเศส
อภิเษกสมรส [แก้]
ในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2477 ณ พระราชวังหลวงแห่งเว้ สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงอภิเษกสมรสกับ มารี-เตแรซ เหงียน หืว ถิ ลาน สามัญชนคาทอลิกชาวเวียดนามในตระกูลผู้มั่งมี พระนางทรงเปลี่ยนพระนามใหม่ว่า "นาม เฟือง" หรือ "น้ำหอมแห่งแดนใต้" ทั้งสองพระองค์มีพระโอรส-ธิดารวม 5 พระองค์ ได้แก่
- มกุฎราชกุมารเหงียน ฟุก บ๋าว ล็อง
- เจ้าหญิงเฟือง มาย แห่งเวียดนาม
- เจ้าหญิงเฟือง เลียน แห่งเวียดนาม
- เจ้าหญิงเฟือง ซุง แห่งเวียดนาม
- เจ้าชายบ๋าว ทั้ง แห่งเวียดนาม
พระนางทรงได้รับพระราชทานพระยศ "สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งเวียดนาม" ในปี พ.ศ. 2488
พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย มีพระมเหสีอีก 4 พระองค์ โดย 3 พระองค์แรกทรงรับเป็นพระมเหสีในระหว่างการอภิเษกสมรสกับพระจักรพรรดินีนาม เฟืองได้แก่
- เจ้าหญิงฟี อั๊ญ (Phi Ánh) ผู้เป็นพระญาติทางพระราชมารดา ทรงอภิเษกสมรสราวปี พ.ศ. 2478 ที่ฮ่องกง
- เจ้าหญิงฮหว่าง เตี๋ยว ลาน (Hoàng Tiểu Lan) หรือเจนนี่ วุง (Jenny Woong) สตรีเชื้อสายจีน ทรงอภิเษกสมรสกันในปี พ.ศ. 2489 ที่เมืองไซ่ง่อน มีพระธิดา 1 พระองค์ คือ เจ้าหญิงเฟือง ถาว หรือแกลร์ เฟือง ถาว (Claire Phuong Tao)
- เจ้าหญิงบู่ย หม่ง เดี่ยป (Bùi Mộng Điệp) อภิเษกสมรสกันในปี พ.ศ. 2498 มีพระโอรส-ธิดารวม 2 พระองค์คือ เจ้าหญิงเฟือง มิญ และเจ้าชายบ๋าว เอิน
- เจ้าหญิงทาย เฟือง หรือมอนิก โบโด (Monique Baudot) พลเมืองชาวฝรั่งเศส อภิเษกสมรสในปี พ.ศ. 2515 ได้รับพระยศชั้นเจ้าหญิง และเปลี่ยนพระนามเป็นหวิญ ถวิ และได้รับการเลื่อนพระยศเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีทาย เฟือง แห่งเวียดนามหลังพระสวามีเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2540
และมีพระสนมลับ 1 พระองค์คือ นักเต้นรำชาวเวียดนามจากฮานอย ชื่อ ลี้ เหละ ห่า (Lý Lệ Hà)
อิสรภาพและการสละราชบัลลังก์ [แก้]
ในปีพ.ศ. 2483 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประจวบกับเหตุการณ์ที่กองทัพเยอรมนีบุกฝรั่งเศส กองทัพญี่ปุ่นได้โจมตีอินโดจีนของฝรั่งเศส ขณะที่ได้ขับไล่คณะบริหารอาณานิคมของฝรั่งเศส ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นได้เข้ามาปกครองโดยมีระบอบวีชีอยู่เบื้องหลัง
ญี่ปุ่นได้ให้สัญญาว่าจะไม่ก้าวก่ายกิจการของสภาแห่งเว้ แต่ใน พ.ศ. 2488 ได้บีบบังคับให้จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงประกาศอิสรภาพต่อฝรั่งเศสและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นในวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา ประเทศจึงกลายเป็นจักรวรรดิเวียดนาม ญี่ปุ่นได้มีผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์เวียดนามคือ เจ้าชายเกื่อง เด๋ ได้เตรียมการที่จะเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่โดยทำการกำจัดจักรพรรดิองค์ปัจจุบันด้วยการสนับสนุนของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 และเวียดมินห์ภายใต้การนำของโฮจิมินห์ต้องการปลดปล่อยเวียดนามให้เป็นอิสระ เขาได้รับการรวมกลุ่มโดยสมาคมชาวญี่ปุ่น โฮจิมินห์ได้โน้มน้าวให้พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย สละราชบัลลังก์ในวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เพื่อเพิ่มพลังอำนาจให้เวียดมินห์ พระองค์ได้เป็น "ที่ปรึกษาสูงสุด" ให้กับเวียดนามเหนือของโฮจิมินห์ในฮานอย ที่ซึ่งเรียกร้องอิสรภาพในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 แต่โดนเพิกถอนจากฝรั่งเศสในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2489
ขณะที่เวียดนามได้เข้าสู่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย เสด็จออกจากเวียดนามหลังจากหนึ่งปีในบทบาทเป็นที่ปรึกษา พระองค์พำนักอยู่ทั้งฮ่องกงและจีน แต่สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 4 ได้ชักชวนให้พระองค์กลับประเทศในปี พ.ศ. 2492 เพื่อให้เป็นประมุขแห่งเวียดนาม ไม่ใช่ยศพระจักรพรรดิ พระองค์กลับฝรั่งเศสในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ได้สนพระทัยในกิจการการต่าง ๆ ของประเทศมากนักเมื่อความสนพระทัยส่วนพระองค์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง
ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์ในจีนในปีพ.ศ. 2492 ได้ปลุกกระแสศรัทธาต่อคอมมิวนิสต์ในเวียดมินห์ สหรัฐอเมริกาได้เสนอการยอมรับแผนทางการทูตให้รัฐบาลของจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2493 หลังจากที่ชาติคอมมิวนิสต์ให้การยอมรับรัฐบาลของโฮจิมินห์ การปะทุขึ้นของสงครามเกาหลีในเดือนมิถุนายน ทำให้กองทัพสหรัฐสนับสนุนฝรั่งเศสในสงครามที่อินโดจีน ทำให้พวกต่อต้านคอมมิวนิสต์มีมากกว่าการต่อต้านอาณานิคม
แต่การต่อสู้ระหว่างกองทัพฝรั่งเศสและกองทัพเวียดมินห์ยังคงดำเนินต่อไปและสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2497 สั้นๆหลังจากชัยชนะของเวียดมินห์ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู เกิดการเจรจาสันติภาพในปีพ.ศ. 2497 ระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ในการประชุมที่เจนีวา พ.ศ. 2497 ทำให้มีการแบ่งแยกเวียดนามออกเป็นสองส่วนตามแบบเกาหลีคือ รัฐบาลบริหารเวียดนาม "ตอนเหนือ" และรัฐบาลบริหารเวียดนาม "ตอนใต้" พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย เดินทางไปพำนักที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีพระยศใหม่คือ ประมุขแห่งเวียดนามใต้ ทรงแต่งตั้งนักชาตินิยม คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกคือ โง ดิ่ญ เสี่ยมเป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2498 โง ดิ่ญ เสี่ยม ได้จัดการลงประชามติเพื่อขับไล่พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ออกจากราชบัลลังก์และเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐโดยเขาเป็นประธานาธิบดี พระองค์จึงต้องสละราชบัลลังก์อีกครั้งและลี้ภัยไปที่ปารีสและพำนักอยู่ที่นั่นตลอดพระชนม์ชีพ
ซึ่งในปี พ.ศ. 2497 เมื่อพระองค์ถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ พระองค์ได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งไซง่อน แต่ทว่าด้วยการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในขณะที่ยังทรงอยู่ในพระราชสมบัติ ทำให้พระองค์แทบไม่เหลือทรัพย์สินเงินทองอยู่เลย ทำให้ต้องเร่ขายตำแหน่งนี้ด้วยเงินราคา 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บรรดามาเฟียในเมืองไซง่อน[1]
พระชนม์ชีพระหว่างการลี้ภัย [แก้]
ในปี พ.ศ. 2515 พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงประกาศแถลงการจากการลี้ภัย ร้องขอให้ชาวเวียดนามปรองดองกันเพื่อประเทศชาติ แถลงว่า "โอกาสนี้ได้มาเพื่อจุดจบของสงครามฆ่าพี่ฆ่าน้อง เพื่อฟื้นฟูสันติภาพและความปรองดองกัน"
รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามเหนือได้ส่งผู้แทนมาฝรั่งเศสหวังให้พระองค์เป็นสมาชิกในรัฐบาลผสม ที่ซึ่งเป็นการรวมตัวใหม่ของเวียดนาม ในการหวังโน้มน้าวใจพระองค์ช่วยการรวมภูมิภาคที่ซึ่งพระองค์มีพระบารมีต่อผู้คนแถบนั้น
จากการพบกันครั้งนี้ พระองค์ได้พูดอย่างเป็นทางการทรงแสดงท่าทีต่อต้านทหารอเมริกันที่เข้ามาในเวียดนามใต้ในช่วงสงครามเวียดนาม พระองค์ทรงวิจารณ์ระบอบการปกครองของประธานาธิบดีเหงียน วัน เถี่ยว ของเวียดนามใต้ พระองค์เรียกร้องให้นักการเมืองทุกคนมีความคิดสร้างอิสระ เป็นกลาง และรักสันติภาพ
ในปี พ.ศ. 2525 พระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย, หวิญ ถวิ (พระมเหสี) และพระราชวงศ์เวียดนามได้เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา ขณะประทับอยู่ที่นั่น พระองค์ได้ประเมินความคิดเห็นระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา หวังให้ชาติก้าวไกลและปรองดองกัน
สวรรคต [แก้]
สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลวาล-เดอ-กรัส กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2540 พระศพของพระองค์ได้ฝังที่สุสานปาซี หลังจากพระองค์สวรรคต พระโอรสของพระองค์ คือ มกุฎราชกุมารเหงียน ฟุก บ๋าว ล็อง ได้สืบทอดตำแหน่งพระประมุขของราชวงศ์เหงียน
อ้างอิง [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย |
- ↑ สงครามเวียดนาม, "แฟนพันธุ์แท้". เกมโชว์ทางช่อง 5: ศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2556
- Abdication of Emperor Bảo Đại
- Emperor Bảo Đại and Princess Vĩnh Thụy visit Thiên-Lý Bửu-Tòa Cao Dai Temple Dec. 2, 1982 at San Martin, California
- On 20 May 2006, a ceremony at the inauguration of the monument raised in memory Emperor Bao Dai.
- Emperor Bảo Đại and Princess Vĩnh Thụy meet supporters in France (in French)
- Emperor Bao Dai's Rolex watch sells for record price at Geneva auction from USA TODAY
- Bao Dai at Find-A-Grave
- Biography and photos throughout Emperor Bảo Đại's life
- Emperor Bao Dai's MERCEDES 600 SEDAN LIMOUSINE
| สมัยก่อนหน้า | สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| สมเด็จพระจักรพรรดิขาย ดิ่ญ | สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งเวียดนาม (เหงียน) (พ.ศ. 2469 – พ.ศ. 2488) |
สละราชบัลลังก์ | ||
| เหงียน วัน ซวน ดำรงเป็นประธานาธิบดี |
ประมุขแห่งเวียดนาม (พ.ศ. 2492 – พ.ศ. 2498) |
โง ดิ่ญ เสี่ยม | ||
| สูญเสียพระอิศริยยศ (สละราชบัลลังก์) |
ผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์เวียดนาม (เหงียน) (พ.ศ. 2488 – พ.ศ. 2540) |
มกุฎราชกุมารบ๋าว ล็อง |
