สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
| สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง |
|
|---|---|
| พระอิสริยยศ | สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งเกาหลี |
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์โชซอน |
| ระยะครองราชย์ | 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1873-1 กรกฎาคม ค.ศ. 1894 (12 ปี) 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1894-10 ตุลาคม ค.ศ. 1895 (96 วัน) |
| รัชกาลก่อนหน้า | สมเด็จพระราชินีโชริน |
| รัชกาลถัดไป | สมเด็จพระจักรพรรดินีซุนเมียง |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| พระราชสมภพ | 19 ตุลาคม ค.ศ. 1851 จังหวัดคยองกี อาณาจักรโชซอน |
| สวรรคต | 8 ตุลาคม ค.ศ. 1895 (43 ปี) พระราชวังคยองบกกุง กรุงโซล อาณาจักรโชซอน |
| พระราชบิดา | มิน ชิ-ร็อก |
| พระราชมารดา | อี ฮันชัง |
| พระราชสวามี | สมเด็จพระจักรพรรดิโกจง |
| พระราชโอรส/ธิดา | สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง |
สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซองแห่งเกาหลี หรือ พระราชินีมิน (ภาษาเกาหลี:명성황후 มยองซองฮวางฮู) (19 ตุลาคม 1851–8 ตุลาคม 1895) เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิเกาหลี (พระเจ้าโกจง) พระนางทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลี และเรื่องราวของพระนางยังคงเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญทั้งในด้านการต่อสู้ของ วีรสตรีผู้รักชาติ และประวัติศาสตร์อันเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์และนักอาชญวิทยาต่างๆ ที่ต่างพยายามค้นหาหลักฐานการสวรรคตที่แท้จริงของพระนาง ซึ่งทั้งฝ่ายเกาหลีเองหรือฝ่ายญี่ปุ่นปิดบังตลอดมา
เนื้อหา |
บทบาทของพระนางในราชสำนัก [แก้]
สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซองแห่งเกาหลี ประสูติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1851 ณ จังหวัดคยองกี[1] ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าโกจง (ระหว่างนั้นยังไม่ได้สถาปนาอาณาจักรโชซอนเป็นจักรวรรดิเกาหลี) มาตั้งแต่ครั้งยังพระชนม์เพียง 16 ชันษา พระนางสืบสายตระกูลมาจากตระกูลมิน ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางซึ่งไม่มีชื่อเสียงเท่าใดนักและอยู่นอกสายตาของกลุ่มผู้มีอำนาจมาก่อน และด้วยสาเหตุนี้เองพระนางจึงได้ถูกเลือกขึ้นวางพระองค์เป็นพระมเหสีของ พระเจ้าโกจง เพราะการที่พระนางมาจากผู้ที่ไม่มีอำนาจก็ไม่สามารถที่จะสร้างเสริมอำนาจใดให้แก่เหล่าขุนนางอื่นได้
พระนางมีพระนามเดิมว่า มิน จายอง (민자영) เป็นธิดาของนายมิน ชิรอก (민치록,閔致祿) พระนางเป็นสตรีที่ฉลาดและใฝ่การศึกษามาตั้งแต่เด็ก เมื่อมกุฎราชกุมารองค์ชายแดวอนได้วางมือจากการบริหารในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระนางจึงได้ขึ้นมาบริหารกิจการบ้านเมืองแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าโกจง (แม้จะดำรงตำแหน่งเพียงแค่องค์หญิงผู้สำเร็จราชการ) พระนางทรงบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเข้มแข็ง ทำให้เห็นถึงความปราดเปรื่องและฉายแววมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้ไม่เป็นผลดีต่อพวกขุนนางที่กุมอำนาจอยู่ เมื่อพระเจ้าโกจงขึ้นเสวยราชสมบัติ พระนางจึงมีบทบาทในการถวายคำปรึกษางานด้านต่างๆ ให้แก่ พระเจ้าโกจง และยังสามารถบริหารกิจบ้านเมืองได้ด้วยพระองค์เอง เช่นเดียวกับพระเจ้าโกจงอีกด้วย ผิดกับพระมเหสีองค์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ทั้งหมด
บทบาทหนึ่งของพระนางที่ชัดเจน คือ พระราชวิสัยทัศน์ที่ต่อต้านความฟุ่มเฟือยในราชสำนัก พระนางทรงเห็นว่า ราชสำนักจับจ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือยไปกับวัฒนธรรมที่ไร้สาระอันสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน เช่นงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ ในหมู่ราชนิกูลและในหมู่ขุนนางอย่างบ่อยครั้งซึ่งมากเกินไป การแต่งกายและการจับจ่ายซื้อหาเครื่องประดับราคาแพงของเหล่าบรรดานางในราชสำนัก รวมทั้งการไม่ทำงานทำการของนางในชั้นสูงต่าง ๆ โดยทรงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือต้นเหตุของความฟุ้งเฟ้ออันนำมาซึ่งการทุจริตเบียดบังเงินหลวงในราชสำนักหรือในวงราชการ ในขณะที่ราษฎรภายนอกอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ ราชสำนักก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้กับคนภายนอกตามอย่างในการเบียดบังและฉ้อโกงเงินทองกันอย่างเป็นที่เอิกเกริก ด้วยพระวิสัยทัศน์เช่นนี้จึงมักไม่ค่อยเห็นพระนางออกงานต่างๆ ที่จัดขึ้นอย่างฟุ่มเฟือยมากนัก ตรงกันข้าม พระองค์กลับใช้เวลาในการทรงหนังสือ ร่ำเรียนวิชาการต่าง ๆ จนรอบรู้ทั้งเรื่องสังคมและปรัชญาต่าง ๆ ที่จะสามารถนำมาบริหารบ้านเมือง รวมทั้งเรื่องราวของการเมืองการปกครอง และการเศรษฐกิจอีกด้วย
นอกจากนี้ พระนางยังสนใจในเรื่องการต่างประเทศเป็นพิเศษ ทรงศึกษาความเจริญของสังคมในประเทศต่างๆ พระนางยังมักเรียกเหล่าเสนาบดีที่คุ้นเคยเข้าปรึกษาราชการและโปรดให้ผู้รอบรู้สรรพวิชาต่างๆ อย่างเป็นพิเศษคอยถวายคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ เสมอ ด้วยพระจริยาวัตรเช่นนี้ พระนางจึงมักเป็นที่ติฉินนินทากันในหมู่ชนชั้นสูงว่า พระนางพยายามจะทำตัวเสมือนบุรุษที่ชอบเข้าไปก้าวก่ายงานกิจการบ้านเมืองจนเกินงาม และด้วยความปราดเปรื่องของพระนางนี้เองจึงกลายเป็นความหวาดระแวงของพวกขุนนางผู้พยายามกุมอำนาจในวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสกุลโจ และ องค์ชายแดวอน พระบิดาของพระเจ้าโกจง ที่ไม่ต้องการให้พระจักรพรรดินีขึ้นมามีอำนาจเหนือพวกพ้องของตน
ต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซองกับองค์ชายแดวอน [แก้]
ความขัดแย้งระหว่างพระนางกับองค์ชายแดวอนเริ่มต้นขึ้นมานานสืบเนื่องจากความไม่ลงรอยในแนวคิดสมัยใหม่ของพระนาง ที่ทรงต้องการปฏิรูประบบต่าง ๆ ที่เก่าคร่ำคร่าของราชสำนัก แต่ทางฝ่ายองค์ชายแดวอน แล้วกลับเห็นตรงกันข้าม ถึงแม้ภายนอกขององค์ชายแดวอนจะดูเหมือนพยายามปฏิรูปราชสำนักให้ไปในทิศทางที่แตกต่างไปจากเดิม แต่องค์ชายแดวอนก็ทรงมีความคิดแบบอนุรักษนิยมตามแนวทางของขงจื๊อที่รับมาจากจีนอย่างยึดติดการปฏิรูปแนวทางสมัยใหม่จึงเป็นเรื่องที่ขัดต่อแนวหลักของลัทธิขงจื๊อเป็นอย่างมาก
ในช่วงต้นรัชกาลของพระเจ้าโกจง [แก้]
เมื่อพระนางมีพระชนมายุ 20 ชันษา พระองค์ก็ยิ่งฉายแววในการทรงงานด้านกิจการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ พระนางมักออกจากตำหนักชางยอง เพื่อไปพบปะและพูดคุยกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ โดยมีที่ปรึกษาของพระนางเป็นผู้จัดการให้ ซึ่งในช่วงนั้นเกาหลีได้เข้าสู่ช่วงสมัยแห่งความสับสนแล้ว แต่ภายในราชสำนักก็ยังคงหลงอยู่กับภาพเก่า ๆ วิธิคิดแบบเก่าๆทั้งราชนิกูล ขุนนาง และชนชั้นสูงซึ่งต่างก็ยังคงอยู่อย่างสุขสบายโดยไม่คิดหวาดภัยร้ายต่าง ๆ จากภานอกที่กำลังคืบเข้ามาแทะโลมในทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ซึ่งมีทีท่าที่มักจะเข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในเกาหลีอย่างออกนอกหน้าเสมอ และแฝงด้วยเลศนัยบางอย่างที่ไม่จริงใจให้เห็น
พระนางทรงมองเห็นถึงสถานการณ์ร้ายที่อาจลุกลามใหญ่โตได้ทุกขณะ หากศัตรูสบโอกาส แต่ความคิดของพระนาง กับองค์ชายแดวอน ก็มักสวนทางกันแทบจะทุกเรื่อง และความไม่พอพระทัยที่พระเจ้าโกจงมักจะให้พระนางว่าราชการใด ๆ ไปโดยที่ไม่ค่อยปรึกษากับกลุ่มขุนนางในสายขององค์ชายแดวอนจึงมักคิดหาหนทางที่จะลิดรอนอำนาจของพระนางตลอดเวลา แผนการโค่นล้ำอำนาจพระจักรพรรดินีสบโอกาสขึ้น เมื่อพระนางทรงให้กำเนิดพระโอรส เพียงไม่กี่นาทีพระโอรสที่ทรงคลอดก็สิ้นพระชนม์ลง องค์ชายแดวอนจึงได้ถือโอกาสนี้ทำลายพระเกียรติของพระนาง โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่นำโชคร้ายมาสู่ราชวงศ์ จึงทำให้ต้องสูญเสียพระโอรสไป และยังให้ร้ายอีกว่า ถึงแม้พระนางจะทรงครรภ์อีกก็จะไม่สามารถให้พระโอรสพระองค์ใหม่ที่มีพระพลานามัยสมบูรณ์ได้อีก และเพื่อให้เหตุการณ์นี้สมบูรณ์องค์ชายแดวอนจึงได้จัดหานางสนมพระองค์ใหม่มาให้พระเจ้าโกจงเพื่อที่จะได้สามารถมอบโอรสให้กับกษัตริย์ได้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2423 พระสนมยองก็มีพระครรภ์ขึ้น และสามารถมอบพระโอรสพระนามว่าองค์ชายวันฮา และทันทีที่มีประสูติกาล องค์ชายแดวอนจึงชิงประกาศตำแหน่งองค์รัชทายาทให้แก่องค์ชายน้อยพระองค์ใหม่นี้อย่างรวดเร็ว และรอเพียงเวลาที่จะสถาปนาพระสนมยองขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโกจง
แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของพระจักรพรรดินีเมียงซอง พระนางจึงชิงลงมิอตัดหน้าเสียก่อน พระนางทรงเรียกเสนาบดีระดับสูงฝ่ายที่รับใช้พระนาง และด้วยแรงสนับสนุนจากคนตระกูลมินของพระนางเอง ทั้งหมดได้ร่วมกันวางแผนที่จะถอดถอนองค์ชายแดวอน ออกจากอำนาจโดยฉับพลัน โดยทำหนังสือรายงานต่อสภาขุนนางกล่าวหาว่าองค์ชายแดวอน พยายามคิดร้อยต่อราชบัลลังก์ คบหาต่างชาติและซ่องสุมผู้คนเพื่อหมายสถาปนาองค์รัชทายาทขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระเจ้าโกจง ซึ่งข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงมากเมื่อหนังสือร้องเรียนนี้ถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าโกจง องค์ชายแดวอนก็เข้าตาจน แต่ด้วยความที่องค์ชายเป็นพระบิดาของพระเจ้าโกจง พระองค์จึงเพียงกำหนดโทษให้เนรเทศออกนอกพระราชวังเท่านั้น ส่วนพระสนมยองกับองค์ชายวันฮาได้ถูกถอดออกจากตำแหน่ง และหลังจากนั้นไม่ปรากฏเรื่องราวของทั้ง 2 พระองค์อีกเลย
จากจุดนี้นี่เองที่ทำให้อำนาจทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระนางและคนของพระนาง ซึ่งต่อจากนั้นพระนางก็ดำเนินแผนการโยกย้ายคนของสกุลโจออกไปจากตำแหน่งสำคัญ ๆ จนหมดสิ้น แล้วแทนที่ด้วยคนสกุลมินและเหล่าขุนนางที่ไว้ใจได้ทั้งสิ้น อำนาจเบ็ดเสร็จจึงได้มาอยู่ในมือของพระนาง และดูเหมือนมีพระราชอำนาจกว่าพระเจ้าโกจงเสียอีกด้วย
ปัญหากับญี่ปุ่น [แก้]
และในช่วงเวลาเดียวกันนี่เอง ประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้นซึ่งอยู่ในรัชสมัยเมจิ ปกครองโดยพระจักรพรรดิเมจิ หรือ เจ้าชายมะสึฮิโตะ พระองค์ทรงปฏิรูปประเทศไปสู่ความทันสมัยแบบก้าวกระโดด เพื่อให้ทัดเทียมกับประเทศทางยุโรปในทุกๆด้าน และผลพวงจากการปฏิรูปครั้งนี้ได้ทำให้ญี่ปุ่นเกิดแนวความคิดที่ต้องการสร้างจักรวรรดิให้เกรียงไกรอย่างเช่นจักรวรรดิของบรรดาประเทศในทวีปยุโรปต่างๆ จึงได้พยายามสร้างแสนยานุภาพทางทหารเพื่อหมายขยายอิทธิพลแผ่ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชีย
แผนการนี้ส่วนหนึ่งมาจากการยุยงของพวกพ่อค้าและบุคคลชั้นสูงในสังคมยุคใหม่ของญี่ปุ่น ที่มองเห็นประโยชน์ทางการค้าอันมหาศาลจะเกิดขึ้น หากญี่ปุ่นสามารถเป็นเจ้าแห่งภูมิภาคนี้ได้ จึงได้เสนอความคิดเห็นต่อองค์จักรพรรดิเมจิ โน้มน้าวพระองค์จนทรงเห็นด้วยให้แผ่นแสนยานุภาพของญี่ปุ่นขยายออกไป ความคิดที่จะเข้ายึดครองแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ของจีนจึงเกิดขึ้น แต่ประตูบานแรกที่จะเปิดเข้าสู่จีนคือ เปิดจากเกาหลีเข้าไป ดังนั้นแผนการยึดครองเกาหลีจึงเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2418 ญี่ปุ่นส่งเรือรบอุงโยะ มุ่งหน้าสู่คาบสมุทรเกาหลี เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างทหารเกาหลีกับญี่ปุ่นที่บริเวณเกาะคังฮวา แต่ฝ่ายเกาหลีไม่อาจต้านทานได้เพราะมีกำลังที่น้อยกว่ามาก ญี่ปุ่นจึงยึดเกาะคังฮวาได้ แล้วจึงบ่ายมาที่เมืองปูซาน โดยมุ่งเข้าปิดอ่าวยงฮัง ทางฝ่ายเกาหลีเห็นว่าไม่อาจต่อสู้ได้จึงต้องขอเปิดเจรจา ซึ่งทำให้เกิดเป็นสนธิสัญญากังฮวา ขึ้นในปีนั้น พ.ศ. 2419 อันเป็นสัญญาที่ญี่ปุ่นจัดขึ้นเพื่อเอาเปรียบเกาหลีในทุก ๆ ด้าน
สนธิสัญญากังฮวา [แก้]
ในสนธิสัญญากวางฮา เกาหลีต้องยินยอมเปิดเมืองท่า 2 เมืองคือ อินชอน และ วันซาน เพื่อให้เรือสินค้าจากญี่ปุ่นสามารถเข้าเทียบท่าใดๆได้อย่างอิสระและต้องยินยอมให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าเทียบท่าใด ๆ ก็ได้โดยอิสระ และต้องยินยอมให้ชาวญี่ปุ่นสามารถจับจองที่ดินในเกาหลีได้โดยที่รัฐบาลจะต้องไม่ขัดขวางใด ๆ การทำสนธิสัญญาแบบนี้เท่ากับเป็นการขายประเทศให้กับญี่ปุ่นไปอย่าง่ายๆ ซึ่งญี่ปุ่นได้เลียนแบบการทำสนธิสัญญาแบบนี้จากชาติตะวันตกที่ต่างทำสนธิสัญญากับประเทศต่างๆในอาเซียน โดยแม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ถูกกระทำมาก่อน การร่างสนธิสัญญาแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เมื่อฝ่ายที่ถูกขอให้เปิดการเจรจาด้วยนั้นถือว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ จึงต้องมีแต้มต่อที่เหนือกว่าในการเรียกร้องใดๆก็ได้โดยที่อีกฝ่ายต้องไม่บิดพลิ้ว แต่จากสนธิสัญญาฉบับนี้ก็สามารถทำให้ญี่ปุ่นไม่เข้ามารุกรานเกาหลีได้สำเร็จ
นโยบายการพัฒนาประเทศ [แก้]
หลังจากทำสนธิสัญญากังฮวาแล้ว ราชินีมินจึงคิดที่จะใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ถึงพัฒนาการด้านต่างๆของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด และรู้วิธีการที่ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนสังคมอย่างตะวันตกจากสังคมเดิมของเอเชียได้อย่างไร พระนางจึงได้ของความเห็นชอบจากพระเจ้าโกจงเพื่อที่จะส่งกลุ่มศึกษาวิจัยไปที่กรุงโตเกียว ในการศึกษาพัฒนาแบบก้าวกระโดดของญี่ปุ่น และได้มอบหมายให้ คิม กวางจิบ เป็นหัวหน้าทีมเดินทางไปญี่ปุ่น คณะทำงานของคิมกวางจิบชุดนี้เข้าไปทำการสำรวจและศึกษาเรื่องต่างๆโดยได้รับความช่วยเหลือจากทูตจีนประจำกรุงโตเกียวชื่อ หวง ชุนเฉียน ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้คิมฉวายรายงานต่อพระเจ้าโกจง และ พระจักรพรรดินีเมียงซอง ในสิ่งที่เกาหลีจะต้องปรับเปลี่ยนลู่ทางไปตามกระแสโลกตะวันตกอย่างที่ญี่ปุ่นได้กระทำ รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมและระบบการปกครองของประเทศตามสภาวะโลกที่เปลี่ยนไปอีกด้วยซึ่งจีนได้กระทำวิธีเดียวกันนี้อยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ออกจากปากของที่ปรึกษาชาวจีนผู้นี้คือการมองโลกเชิงวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคต ที่ภาพต่างๆยังไม่ชัดเจนนัก เขามองว่าจีนกำลังสูญเสียอิทธิพลอย่างมาก และให้เลือกคบหากับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาให้แนบแน่น เพื่อเป็นการคานอำนาจของรัสเซียไว้ และให้เรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆจากยุโรปให้มากขึ้น และเพื่อเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดด้วยการถ่วงดุลอำนาจระหว่างชาติต่างๆ หวง ยังบอกอีกด้วยว่าเกาหลีมีขนาดประเทศที่เล็กและเป็นรัฐกันชนระหว่างจีนกับญี่ปุ่น จึงน่าจะถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายได้ จึงน่าจะมีอนาคตกว่าถ้าเดินตามนโยบายที่เขาแนะนำ
สวรรคต [แก้]
หลังจากที่ญี่ปุ่นได้รับชัยชนะจากสงครามจีน-ญีปุ่น ครั้งที่ 1 ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1895 นั้นทำให้ชาวเกาหลีทุกคนรับรู้ว่าสิ่งนั้นเปรียบเสมือนกับการเร่งให้เกิดภัยพิบัติเข้าสู่ราชวงศ์โชซอนมากยิ่งขึ้น และคนที่คาดการณ์เรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ พระมเหสีมินจายอง และพระเจ้าโกจง
พระมเหสีมินจายองทรงดำเนินการติดต่อกับรัสเซียเพื่อให้ช่วยหาทางสกัดกั้นอำนาจญี่ปุ่นที่ทำท่าจะกลืนเกาหลีให้ได้ทุกวิถีทาง ผู้ที่ออกหน้าในการช่วยเร่งให้ญี่ปุ่นมีอำนาจมากยิ่งขึ้นก็คือองค์ชายแทวอน ฮึงซอน พระบิดาของพระเจ้าโคจง ซึ่งเวลานั้นมีผู้สำเร็จราชการจากญี่ปุ่นที่ชื่อ มิอูระ โกโร่ ช่วยสนับสนุนญี่ปุ่น โดยวางแผนกำจัดพระมเหสีมินจายอง
แผนการกำจัดพระมเหสีมินจายองนั้นได้กระทำในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1895 หน่วยสังหารบุกเข้าพระราชวังคยองบกกุง และเข้าไปยังฝ่ายใน กลุ่มผู้บุกรุกเข้าไปอย่างอุกอาจมีทั้งที่เป็นฝ่ายญี่ปุ่นและเกาหลีที่นิยมญี่ปุ่น นำโดยนายพลเบียมเซียม และ ลีดูวัง
การบุกรุกเข้าไปสังหารพระมเหสีมินจายองนั้นไม่ง่ายนัก เพราะกลุ่มติดอาวุธพบกับการขัดขวางจากทหารรักษาพระองค์ของเกาหลีที่ชื่อ ฮงจีฮุน และ คังจองซู ที่บริเวณสวนควางฮวามุน ในเขตพระราชฐานฝ่ายใน แต่หน่วยสังหารที่มีกำลังมากและมีฝีมือสูงจากญี่ปุ่นนั้นสามรถฆ่าผู้ปกป้องพระราชินีมินได้ในจุดนั้น ฮงจีฮุน และ เสนาบดีลีจองจิก แล้วเข้าสังหารพระมเหสีมินจายองแต่เหล่าซังกุงและนางกำนัลร่วมกันปกป้องพระมเหสีมินสุดชีวิตและซังกุงคนสนิทของพระมเหสีมินจายองก็เสียชีวิตพร้อมกับซังกุงและนางกำนัลของพระนาง โจอันองครักษ์ของพระองค์ได้เข้าขัดขวางจนถูกยิงเสียชีวิต แล้วจึงสังหารพระมเหสีมินจายอง ก่อนที่จะถูกสังหารพระนางได้กล่าวว่า "ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะยังปกป้องแผ่นดินนี้ไว้เพื่อไม่ให้พวกเจ้ามาแตะต้องอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้" พร้อมกับสังหารพระสนมอีก 2 พระองค์เพื่อให้แน่ใจว่าสังหารแน่นอนแล้ว แล้วนำพระศพของพระนางไปที่สวนหน้าพระตำหนักคโยแทจอนแล้วเผาพระศพของพระนางจนกลายเป็นขี้เถ้าแล้วนำไปฝัง การจากไปของสมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซองเป็นช่วงที่พระนางมีพระชนมายุ 43 ชันษาเท่านั้น[2]
อ้างอิง [แก้]
- ^ Queen Min of Korea: Coming to Power http://www.gkn-la.net/history_resources/queen_min_tmsimbirtseva_1996.htm
- ^ http://www.gkn-la.net/history_resources/queen_min.htm
ดูเพิ่ม [แก้]
บรรณานุกรม [แก้]
- Frederick Arthur Mackenzie, The Tragedy of Korea, (1st 1908, Reprinted 2006) ISBN 1-901903-09-5
- Frederick Arthur Mackenzie, Korea's Fight for Freedom, (Revised 2006) ISBN 1-4280-1207-9 (See also Project Gutenberg.)
- Isabella Bird, Korea and her Neighbours (1898, Reprinted 1987 ) ISBN 0-8048-1489-9
- Martina Dechler, Culture and the State in Late Choson Korea (1999) ISBN 0-674-00774-3
- Woo-Keun Han, The History of Korea (1996) ISBN 0824803345
- James Bryant Lewis, Frontier Contact between Choson Korea and Tokugawa Japan (2003) ISBN 0-7007-1301-8
- Andrew C. Nahm, Introduction to Korean History and Culture (1997) ISBN 0-930878-08-6
- Andrew C. Nahm, A History of the Korean People: Tradition & Transformation (1996) ISBN 0930878566
- Hongjong Yu, The Last Empress of the Lost Empire: A Comprehensive Study of Empress Myeongseong Hwanghu (2003)
- Donald Keene Emperor of Japan: Meiji and His World, 1852-1912 Columbia University Press (2002) ISBN 023112340X
- Andre Schmid, Korea Between Empires, 1895-1919, Columbia University Press (2002) ISBN 0231125380
- Peter Duus, The Abacus and the Sword: The Japanese Penetration of Korea, 1895-1910, University of California Press (1998) ISBN 0520213610
- Han, Young-woo, Empress Myeongseong and Korean Empire (명성황후와 대한제국)(2001). Hyohyeong Publishing ISBN 8986361574
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- Making of an Asian hit: A Korean royal tragedy in the Broadway style by Ricardo Saludo, Asia Week (18 ธันวาคม ค.ศ. 1998)
- Characteristics of Queen of Corea, The New York Times, 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1895.
- Japanese Document Sheds New Light on Korean Queen's Murder by Yoo Seok-jae, The Chosun Ilbo (12 มกราคม ค.ศ. 2005)
- Empress Myeongseong OST วิดีโอ ที่ยูทูบ
| สมัยก่อนหน้า | สมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| พระมหสีโชริน | พระมเหสีในพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโชซอน (1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1873-1 กรกฎาคม ค.ศ. 1894 และ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1894-10 ตุลาคม ค.ศ. 1895) |
สถาปนาพระอิสริยยศใหม่ | ||
| ไม่มี
(สถาปนาพระอิสริยยศใหม่) |
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิเกาหลี (สถาปนาภายหลังการสวรรคต) |
สมเด็จพระจักรพรรดินีซุนเมียง |