สภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สภาผู้แทนราษฎรแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
Assemblée Nationale
อาซ็องเบฺลนาซียอนาล
Coat of arms or logo.
ประเภท
ประเภท สภาล่าง เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภาฝรั่งเศส
ผู้บริหาร
ประธาน โกลดด์ บาร์โตโลนน์ (Claude Bartolone) ([[จาก สหภาพเพื่อขบวนการประชาชน (Union for a Popular Movement)]])
โครงสร้าง
สมาชิก 557
กลุ่มการเมือง

     พรรคสังคมนิยม (SP) 293 ที่นั่ง
     สหภาพเพื่อขบวนการประชาชน (UMP) 196 ที่นั่ง
     กลุ่มสหภาพประชาธิปัตย์และเอกราช (UDI) 30 ที่นั่ง
     พรรคเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (Europe Ecology) 17 ที่นั่ง
     กลุ่มฝ่ายซ้าย (RRDP) 16 ที่นั่ง
     พรรคประชาธิปัตย์ซ้ายและสาธารณรัฐ (GDR) 15 ที่นั่ง
     สมาชิกอิสระ 8 ที่นั่ง

     ว่าง 2 ที่นั่ง[1]
การเลือกตั้ง
ระบบการเลือกตั้ง ระบบสองรอบ
การเลือกตั้งล่าสุด 10 และ 17 มิถุนายน 2555
ที่ประชุม
พระราชวังบูร์บง กรุงปารีส
เว็บไซต์
Assemblee-nationale.fr

สภาผู้แทนราษฎรแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Assemblée Nationale, เสียงอ่านภาษาฝรั่งเศส: [asɑ̃ble nasjɔnal]; อังกฤษ: National Assembly) เป็นสภาล่างในรัฐสภาฝรั่งเศส ประกอบด้วยสมาชิกห้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ดคน เรียกว่า "ผู้แทน" (ฝรั่งเศส: député; อังกฤษ: deputy) ผู้แทนสองร้อยแปดสิบเก้าคนถือเป็นจำนวนเสียงส่วนใหญ่ในสภา และมีประธานสภาคนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมการประชุม และมีรองประธานสภาอีกหนึ่งคนหรือกว่านั้น

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยจะสิ้นสุดวาระในวันอังคารของสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายน ปีที่ 5 นับแต่วันเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งใหม่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรชุดเดิมจะหมดอายุลง ประธานาธิบดีสามารถประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ภายหลังจากที่ได้ปรึกษากับนายกรัฐมนตรีและประธานสภาทั้งสองแล้ว โดยเมื่อมีรัฐกฤษฎีกาประกาศยุบสภา จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอย่างน้อยที่สุดภายใน 20 วัน แต่ต้องไม่เกิน 40 วัน

อนึ่ง ในกรณีที่มีการยุบสภา หรือสมาชิกลาออก หรือตาย หรือไปปฏิบัติหน้าที่อื่นซึ่งรวมไปถึงงานของรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะมีการดำรงตำแหน่งน้อยกว่า 5 ปีได้

สภาผู้แทนราษฎรประชุม ณ พระราชวังบูร์บง ริมฝั่งแม่น้ำแซน ในกรุงปารีส (48°51′43″N 2°19′07″E / 48.861899°N 2.318605°E / 48.861899; 2.318605)

ความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร[แก้]

ตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 นั้นได้มีการเพิ่มอำนาจของฝ่ายบริหารมากขึ้นเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ (สาธารณรัฐที่ 3 และสาธารณรัฐที่ 4)[2]

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสนั้นสามารถใช้อำนาจตัดสินใจยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ โดยใช้เป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่สภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่สามารถหาทางออกได้ ซึ่งการยุบสภานั้นเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง การยุบสภาครั้งสุดท้ายนั้นเกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีฌัก ชีรัก ในปีค.ศ. 1997 ภายหลังจากการขาดเสียงสนับสนุนที่เพียงพอต่อนายกรัฐมนตรีอาแล็ง ฌูว์เป อย่างไรก็ตามแผนการยุบสภาครั้งนี้นั้นทำให้เกิดปัญหามากขึ้นอีกเนื่องจากพรรคการเมืองเสียงข้างมากนั้นกลับกลายเป็นฝั่งตรงข้ามแทน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถใช้อำนาจถอดถอนฝ่ายบริหาร (ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี) ผ่านการเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ (motion de censure) ซึ่งเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองเสียงข้างมากหรือพรรคร่วมฯในสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่ประธานาธิบดีกับสภาผู้แทนราษฎรนั้นมาจากพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามกัน จะเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์การบริหารร่วมกัน "Cohabitation" ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดสามครั้ง ย่อมทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างลำบาก ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประธานาธิบดีมีค่อนข้างมาก ดังปรากฏให้เห็นในปี 1997-2002 ที่ประธานาธิบดีฌัก ชีรัก (Jacques Chirac) เป็นฝ่ายขวา ในขณะที่นายกรัฐมนตรีลียอแนล ฌ็อสแป็ง (Lionel Jospin) รัฐบาลและเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายซ้าย ซึ่งต่อไปจะมีโอกาสเกิดน้อยลงภายหลังจากการปรับวาระของประธานาธิบดี และสภาผู้แทนราษฎรให้อยู่ในช่วงเดียวกัน

การเสนอญัตติไม่ไว้วางใจนั้นเกิดขึ้นเป็นช่วงๆโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านซึ่งไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่มักจะไม่สำเร็จ เนื่องจากสมาชิกพรรคการเมืองนั้นจะต้องทำตามมติพรรค เพื่อมิให้มีการถอดถอนฝ่ายบริหารได้จากสภาผู้แทนราษฎร และตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐที่ 5 นั้นมีการผ่านมติไม่ไว้วางใจสำเร็จเพียงครั้งเดียวในปีค.ศ. 1962 หลังจากความพยายามในการแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของประธานาธิบดี[3] เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล ใช้อำนาจยุบสภาภายในไม่กี่วันต่อมา[4]

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถตั้งกระทู้ และถามกระทู้สดเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบได้ โดยทุกวันพุธช่วงบ่ายจะเป็นช่วงเวลาการตั้งกระทู้สด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ ซึ่งชาวฝรั่งเศสมักจะเห็นว่าเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลจะตั้งคำถามเชิงชม ในขณะที่ฝ่ายค้านนั้นมักจะตั้งคำถามเพื่อให้รัฐบาลขายหน้า[5]

การเลือกตั้ง[แก้]

พระราชวังบูร์บง ซึ่งเป็นที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1988 เป็นต้นมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นมาจากการเลือกตั้งทั่วไปในระบบสองรอบแบ่งตามเขตเลือกตั้ง โดยมีวาระละ 5 ปี ในแต่ละเขตเลือกตั้งประกอบด้วยจำนวนประชากรประมาณ 100,000 คน กฎหมายเลือกตั้งปีค.ศ. 1986 ระบุว่าจำนวนประชากรระหว่างเขตเลือกตั้งใดเลือกตั้งหนึ่งนั้น จะต้องไม่เหลื่อมกันมากกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนประชากรเฉลี่ยในแต่ละเขตเลือกตั้งของในแต่ละจังหวัด[6]

อย่างไรก็ตาม การแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นยังไม่ได้มีการแก้ไขในช่วงระหว่างปีค.ศ. 1982 จนถึงปีค.ศ. 2009 ซึ่งในระหว่างนั้นมีความเปลี่ยนแปลงทางจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมาก จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเลือกตั้งที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่าซึ่งมักจะตั้งอยู่ตามเมืองเล็กๆ กับเขตเลือกตั้งที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ ตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนประชากรมากที่สุด มาจากจังหวัดวาล-ดวซ โดยมีจำนวนประชากรผู้มีสิทธิออกเสียงถึง 180,000 คน และสมาชิกที่เป็นผู้แทนประชากรจากเขตเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวนน้อยที่สุด มาจากจังหวัดโลแซร์ ซึ่งประกอบด้วยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 34,000 คน

การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นั้นเกิดขึ้นในปีค.ศ. 2009[7] และมีข้อกังขาเกิดขึ้นมากมาย[8] ยกตัวอย่างเช่น มีการเพิ่มจำนวนเขตเลือกตั้งถึง 11 เขต สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อาศัยอยู่นอกประเทศฝรั่งเศส โดยยังคงมีจำนวนผู้แทนเท่าเดิมคือ 577 ที่นั่ง[9][10]

ในการเลือกตั้งทั่วไปรอบแรกนั้น สมาชิกที่จะถูกเลือกต้องได้รับคะแนนอย่างน้อยร้อยละห้าสิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง และจะต้องมีผู้มาใช้สิทธิอย่างน้อยร้อยละยี่สิบห้าของผู้มีสิทธิทั้งหมดในแต่ละเขต หากยังไม่มีผู้ที่รับเลือกในรอบแรก ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคะแนนมากกว่าร้อยละสิบสองจุดห้าจะสามารถเข้ารับการคัดเลือกในรอบสองได้ หากยังไม่มีใครที่เข้าเกณฑ์ใดๆ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคะแนนสูงสุดสองอันดับจะเป็นผู้มีสิทธิเข้าไปรอบที่สองได้

ในการเลือกตั้งรอบที่สองนั้น จะใช้คะแนนเสียงชี้ขาดเพื่อเลือกตั้ง โดยแต่ละผู้สมัครจะต้องหาตัวแทนหนึ่งคน ไว้ในกรณีที่ผู้สมัครนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนได้สมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ได้รับการคัดเลือกเป็นรัฐมนตรี เป็นต้น

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ได้ระบุถึง การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะนับเป็นรายจังหวัด ซึ่งจะต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อยร้อยละห้าถึงจะได้รับเลือก อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งทั่วไปปีค.ศ. 1986 ได้มีการใช้ระบบนี้ขึ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเปลี่ยนการเลือกตั้งของประเทศฝรั่งเศสเป็นแบบที่กล่าวมา (Plurality voting system)


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 570 คน[11] 5 คนเป็นผู้แทนจากอาณานิคมโพ้นทะเล และ 2 คนจากนิวแคลิโดเนีย ตั้งแต่ปีค.ศ. 1986


ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. [1] www.assemblee-nationale.fr เมื่อ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2012
  2. William G. Andrews, The Constitutional Prescription of Parliamentary Procedures in Gaullist France, Legislative Studies Quarterly, Vol. 3, No. 3 (Aug. 1978), pp. 465–506
  3. Proceedings of the National Assembly, 4 October 1962, second sitting; vote tally on p. 3268. p. 38 in the PDF file
  4. Decree of 9 October 1962
  5. Anne-Laure Nicot, La démocratie en questions. L’usage stratégique de démocratie et de ses dérivés dans les questions au gouvernement de la 11e Législature, Mots. Les langages du politique, E.N.S. Editions, n° 83 2007/1, pp. 9 à 21
  6. Stéphane Mandard, « En 2005, un rapport préconisait le remodelage des circonscriptions avant les législatives de 2007 », Le Monde, 7 June 2007.
  7. Ordonnance n° 2009-935 du 29 juillet 2009 portant répartition des sièges et délimitation des circonscriptions pour l'élection des députés; see the opinion of the advisory commission on redistricting.
  8. Pierre Salvere, La révision des circonscriptions électorales : un échec démocratique annoncé, Fondation Terra Nova, 9 July 2009
  9. "Elections 2012 – Votez à l’étranger", French Ministry of Foreign and European Affairs
  10. "Redécoupage électoral – 11 députés pour les Français de l'étranger", Le Petit Journal, 22 October 2009
  11. Article LO119 of the Electoral Code (ฝรั่งเศส)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]