สงครามโบะชิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามโบะชิง
戊辰戦争
(1868–1869)
Satsuma-samurai-during-boshin-war-period.jpg
ซามูไรแคว้นซะสึมะซึ่งสนับสนุนราชสำนักญี่ปุ่นในช่วงสงครามโบะชิง ภาพถ่ายโดย เฟลีเซ บีอาโต
วันที่ 3 ม.ค. 1868 – 18 พ.ค. 1869
สถานที่ ญี่ปุ่น
ผลลัพธ์ ชัยชนะของฝ่ายราชสำนัก;
สิ้นสุดยุครัฐบาลโชกุน;
การฟื้นฟูพระราชอำนาจของจักรพรรดิ
คู่ขัดแย้ง
Flag of the Japanese Emperor.svg ราชสำนักจักรพรรดิญี่ปุ่น
War flag of the Imperial Japanese Army.svg แคว้นซะสึมะ
War flag of the Imperial Japanese Army.svg แคว้นโชชู
War flag of the Imperial Japanese Army.svg แคว้นโทะซะ
War flag of the Imperial Japanese Army.svg แคว้นฮิโระชิมะ
War flag of the Imperial Japanese Army.svg แคว้นซะงะ
Flag of the Tokugawa Shogunate.svg รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ
Flag of the Republic of Ezo.svg สาธารณรัฐเอะโสะ
Flag of Ouetsu Reppan Domei or the Northen Alliance in Japan.svg พันธมิตรแว่นแคว้นฝ่ายเหนือ
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
Flag of the Japanese Emperor.svg จักรพรรดิเมจิ
War flag of the Imperial Japanese Army.svg ไซโง ทะกะโมะริ
Naval Ensign of Japan.svg คุโระดะ คิโยะทะกะ
Flag of the Tokugawa Shogunate.svg โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ
Flag of the Tokugawa Shogunate.svg คะสึ ไคชู
Flag of the Tokugawa Shogunate.svg เอะโนะโมะโตะ ทะเกะอะกิ
Flag of the Republic of Ezo.svg เอะโนะโมะโตะ ทะเกะอะกิ
Flag of the Republic of Ezo.svg โอะโตะริ เคซุเกะ
Flag of the Republic of Ezo.svg อะระอิ อิคุโนะซุเกะ
กำลัง
~30,000 ~80,000
กำลังพลสูญเสีย
~1,000 เสียชีวิต[1] ~3,000 เสียชีวิต[1]
แผนที่การรบในสงครามโบะชิง (ค.ศ. 1868–1869) แคว้นซะสึมะ โชชู และโทซะ ซึ่งอยู่ทางตะวันตก (สีแดง) รวมกำลังเพื่อโค่นล้มกองทัพฝ่ายโชกุนที่โทะบะ-ฟุชิมิ หลังจากนั้นได้รุกคืบเพื่อควบคุมส่วนที่เหลือของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในภาคเหนือที่เกาะฮกไกโด

สงครามโบะชิง (ญี่ปุ่น: 戊辰戦争 ぼしんせんそう Boshin Sensōโบะชิงเซ็งโซ, นิยมเรียกแบบกึ่งทับศัพท์ว่า "สงครามโบชิน" ?, "สงครามปีมะโรง") [2] เป็นชื่อของสงครามกลางเมืองในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1868 - 1869 ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะกับฝ่ายผู้พยายามฟื้นฟูอำนาจทางการเมืองให้แก่ราชสำนักของจักรพรรดิญี่ปุ่น

สงครามครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากความไม่พอใจของขุนนาง (คะโซะคุ) และซามูไรรุ่นหนุ่มจำนวนมาก จากการที่รัฐบาลโชกุนเอาใจชาวต่างชาติภายหลังจากการเปิดประเทศในระยะเวลาก่อนหน้านั้นร่วมทศวรรษ คณะพันธมิตรของซามูไรทางตะวันตก (ซึ่งหลักๆ แล้วประกอบด้วยแคว้นโชชู แคว้นซะสึมะ และแคว้นโทะซะ) และข้าราชบริพารในราชสำนักได้ควบคุมราชสำนักไว้อย่างมั่นคง และมีอิทธิพลต่อจักรพรรดิเมจิผู้ยังทรงพระเยาว์ โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ผู้ดำรงตำแหน่งโชกุนในเวลานั้น ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่หมดหวังของตน จึงได้สละตำแหน่งและถวายพระราชอำนาจการปกครองคืนแก่องค์จักรพรรดิ โดยหวังไว้ว่าการกระทำดังกล่าวของตนจะช่วยรักษาตระกูลโทะกุงะวะ และเปิดทางให้คนในตระกูลเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐบาลชุดใหม่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวทางการทหารของกองทัพราชสำนัก การก่อความรุนแรงของกลุ่มผู้สนับสนุนราชสำนักที่อยู่ในเอะโดะ และพระราชโองการซึ่งแต่งตั้งให้แคว้นซะสึมะและแคว้นโชชูล้มล้างตระกูลโทะกุงะวะ ได้ทำให้โยะชิโนะบุต้องเปิดฉากการรบเพื่อยึดราชสำนักของพระจักรพรรดิที่เกียวโต กระแสของสงครามได้พลิกกลับไปยังกองทัพของฝ่ายราชสำนักซึ่งถึงแม้จะมีขนาดเล็กแต่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว หลังการการรบต่างๆ ได้มาถึงจุดสูงสุดในการยอมจำนนของเอะโดะ โยะชิโนะบุจึงได้ขอยอมแพ้เป็นการส่วนตัว ส่วนกองกำลังของผู้ภักดีต่อตระกูลโทะกุงะวะได้ล่าทัพขึ้นไปยังตอนเหนือของเกาะฮนชูและไปที่เกาะฮกไกโดในภายหลัง ซึ่งพวกเขาได้ก่อตั้งสาธารณรัฐเอะโสะขึ้นที่นั่น ความพ่ายแพ้ในยุทธการฮะโกะดะเตะได้ทำลายที่มั่นแห่งสุดท้ายของฝ่ายโทะกุงะวะ และทำให้อำนาจการปกครองของราชสำนักแผ่ไปทั่วญี่ปุ่นอย่างแท้จริง นับเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนทางการทหารในการคืนสู่ราชบัลลังก์ของจักรพรรดิเมจิ

ในระหว่างความขัดแย้งแย้งครั้งนี้มีการใช้กำลังพลทหารร่วม 120,000 คน และมีผู้เสียชีวิตในสงครามราว 3,500 คน[1] ในบั้นปลายนั้น ฝ่ายราชสำนักผู้ชนะได้ล้มเลิกเป้าหมายในการขับไล่ชาวต่างชาติให้ออกไปจากญี่ปุ่น และแทนที่ด้วยการดำเนินนโยบายปรับปรุงไปสู่ความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาไปเป็นธรรมกับชาติมาหาอำนาจตะวันตกเป็นลำดับถัดมา ด้วยการยืนกรานของของไซโง ทะกะโมะริ ผู้นำคนสำคัญของฝ่ายสนับสนุนจักรพรรดิ ฝ่ายผู้ภักดีต่อตระกูลโทะกุงะวะจึงได้รับการอภัยโทษ และในเวลาต่อมา อดีตผู้นำในรัฐบาลโชกุนหลายคนจึงได้รับตำแหน่งรับผิดชอบงานภายใต้รัฐบาลใหม่

สงครามโบะชิงเป็นพยานถึงความสำเร็จของญี่ปุ่นในการก้าวไปสู่ความสมัยใหม่ในเวลาเพียง 14 ปีภายหลังจากการเปิดประเทศ การเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งของชาติตะวันตก (โดยเฉพาะอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) และฝรั่งเศส) ในนโยบายของประเทศ และการสถาปนาพระราชอำนาจของจักรพรรดิที่ค่อนข้างจะรุนแรง เมื่อเวลาล่วงเลยไป สงครามครั้งนี้ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องโรแมนติก (romanticized) โดยชาวญี่ปุ่นและบุคคลอื่นๆ ซึ่งมองการคืนสู่ราชบัลลังก์ของจักรพรรดิเมจิว่าเป็น "การปฏิวัติที่ไม่นองเลือด" ("bloodless revolution") ถึงแม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตในสงครามนี้เป็นจำนวนมากก็ตาม

ภูมิหลังทางการเมือง[แก้]

ความไม่พอใจในรัฐบาลโชกุน[แก้]

ดูบทความหลักที่: บะกุมะสึ

สองศตวรรษก่อนหน้าปี ค.ศ. 1854 ญี่ปุ่นดำเนินการปิดกั้นการติดต่อกับต่างประเทศอย่างเคร่งครัด มีการยกเว้นไว้เฉพาะการติดต่อกับเกาหลีผ่านทางเกาะสึชิมะ จักรวรรดิต้าชิงของจีนผ่านทางหมู่เกาะริวกิว และชาวดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) ผ่านทางสถานีการค้าที่เกาะเดะจิมะเท่านั้น[3] ในปี ค.ศ. 1854 พลเรือจัตวาเพอร์รีได้ใช้กำลังบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศสู่ตลาดการค้าของโลก นำมาซึ่งยุคสมัยของการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านการค้าต่างประเทศและการปรับปรุงไปสู่ความเป็นตะวันตก (Westernization) การทำสนธิสัญญาไม่เสมอภาคต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาจากหลังจากนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ในไม่ช้ารัฐบาลโชกุนต้องเผชิญกับความเป็นปรปักษ์ภายในประเทศ ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรมในลักษณะของขบวนการต่อต้านชาวต่างชาติหัวรุนแรงที่เรียกว่า "ซนโนโจอิ" (ความหมายตามตัวแปลว่า "เทิดทูนจักรพรรดิ ขับคนป่าเถื่อน").[4]

เรือรบฝ่ายรัฐบาลโชกุน "คังรินมะรุ" เรือกลไฟใช้เครื่องจักรไอน้ำลำแรกของญี่ปุ่น สร้างปี ค.ศ. 1855 รัฐบาลโชกุนไล่ตามความทันสมัยอย่างกระตือรือล้น แต่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่พอใจภายในประเทศจากการเปิดประเทศกับชาติตะวันตก ซึ่งนับวันจะยิ่งเติบใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

จักรพรรดิโคเมทรงเห็นด้วยกับท่าทีความรู้สึกดังกล่าว ทรงเริ่มแสดงบทบาทในกิจการของรัฐ อันเป็นการทำลายธรรมเนียมของราชสำนักญี่ปุ่นที่มีมานานหลายศตวรรษ เมื่อโอกาสมาถึง พระองค์ได้ทรงวิพากษ์วิจารณ์สนธิสัญญาต่างๆ อย่างรุนแรง และทรงพยายามเข้าไปก้าวก่ายการสืบทอดตำแหน่งโชกุน ความพยายามของพระองค์ได้มาถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1863 ด้วยการตรา "พระราชโองการขับไล่คนป่าเถื่อน" แม้รัฐบาลโชกุนจะไม่มีความตั้งใจปฏิบัติตามพระราชโองการดังกล่าว แต่อย่างน้อยพระราชโองการนั้นก็ได้จุดประกายการต่อต้านตัวรัฐบาลโชกุนเองและชาวต่างชาติในญี่ปุ่นขึ้นมา กรณีที่โด่งดังที่สุดจากเรื่องนี้คือการเสียชีวิตของพ่อค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ ชาร์ล เล็นน็อกซ์ ริชาร์ดสัน (Charles Lennox Richardson) ซึ่งทำให้รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะต้องจ่ายค่าสินไหมชดใช้ให้ฝ่ายอังกฤษถึง 100,000 ปอนด์สเตอร์ลิง[5] นอกจากนี้ยังรวมถึงการโจมตีเรือสินค้าของชาวต่างชาติที่อยู่ในน่านน้ำของเมืองชิโมะโนะเซะกิอีกด้วย[6]

ในช่วงปี ค.ศ. 1864 การกระทำต่างๆ เหล่านี้ถูกตอบโต้กลับอย่างได้ผลจากการใช้กำลังทหารโต้ตอบของชาวต่างชาติ เช่น การยิงถล่มคะโงะชิมะโดยอังกฤษ และการยิงถล่มชิโมะโนะเซะกิโดยกองเรือนานาชาติ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง กองกำลังของแคว้นโชชูพร้อมด้วยบรรดาโรนินที่ต่อต้านชาวต่างชาติได้ก่อกบฏฮะมะกุริเพื่อยึดนครหลวงเกียวโตอันเป็นที่ตั้งของราชสำนักพระจักรพรรดิ แต่ถูกขับไล่โดยกองกำลังของโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ผู้ซึ่งจะเป็นโชกุนในอนาคต รัฐบาลโชกุนได้ออกคำสั่งเพิ่มเติมให้มีการยกทัพไปลงโทษแคว้นโชชู และได้รับการยอมอ่อนน้อมของโชชูโดยปราศจากการรบอย่างจริงจัง ณ จุดนี้การริเริ่มต่อต้านในหมู่ผู้นำของแคว้นโชชูและฝ่ายราชสำนักได้เพลาลงไป แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ปีถัดมา รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะก็ไม่อาจอ้างอำนาจอันชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการปกครองประเทศได้ เนื่องจากไดเมียวส่วนใหญ่ได้เริ่มเมินเฉยต่อคำสั่งและตั้งคำถามกับทางเอะโดะ[7]

ความช่วยเหลือด้านการทหารจากต่างชาติ[แก้]

ดูบทความหลักที่: French military mission to Japan (1867–1868)
ภาพวาดกองทหารยุคบะกุมะสึบริเวณใกล้ภูเขาฟุจิในปี ค.ศ. 1867 โดยจูลส์ บรูเนต์ นายทหารชาวฝรั่งเศส แสดงภาพการผสมผสานระหว่างญี่ปุ่นและชาติตะวันตกจากแหล่งต่างๆ

แม้จะเกิดการยิงถล่มเมืองคะโงะชิมะ แคว้นซะสึมะก็ยังคงติดต่อกับอังกฤษอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และได้ดำเนินการปรับปรุงกองทัพบกและกองทัพเรือของตนให้ทันสมัยโดยได้รับการสนับสนุนจากชาติดังกล่าว[8] โทมัส เบลก โกลเวอร์ พ่อค้าชาวสก็อตได้ขายอาวุธปืนและเรือรบจำนวนมากให้แก่แคว้นต่างๆ ในทางใต้[9] ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารหลายคนที่เป็นชาวอเมริกันและชาวอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักเป็นอดีตนายทหารสัญญาบัตร อาจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการด้านการทหารที่เกิดขึ้นด้วย[10] แฮร์รี สมิธ ปาร์ก ราชทูตอังกฤษประจำญี่ปุ่น ได้ให้การสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลโชกุน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดอำนาจการปกครองอันชอบธรรมและเป็นเอกภาพของจักรพรรดิญี่ปุ่น และเพื่อต่อต้านอิทธิพลของฝรั่งเศสที่มีต่อรัฐบาลโชกุน ในระยะเวลาดังกล่าวนั้นผู้นำในญี่ปุ่นภาคใต้ เช่น ไซโง ทะกโมะริ แห่งซะสึมะ หรืออิโต ฮิโระบุมิและอิโนะอุเอะ คะโอะรุ แห่งโชชู ได้เริ่มสร้างสายสัมพันธ์เฉพาะบุคคลกับนักการทูตชาวอังกฤษหลายคน ที่สำคัญได้แก่ เออร์เนสต์ เมสัน ซาโตว์ (Ernest Mason Satow).[11]

รัฐประหาร[แก้]

กองทัพของรัฐบาลโชกุนในปี ค.ศ. 1866 กองทัพสมัยใหม่ของรัฐบาลโชกุนในเวลานั้นปรากฏชัดว่ายังเป็นรองกองทัพของแคว้นโชชู

จากการรัฐประหารภายในแคว้นโชชูซึ่งส่งผลให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลโชกุนหัวรุนแรงขึ้นมามีอำนาจในแคว้น รัฐบาลโชกุนจึงได้ประกาศเจตนาในการส่งกองทัพไปปราบแคว้นโชชูเป็นครั้งที่สองเพื่อลงโทษการทรยศของแคว้นดังกล่าว สิ่งนี้ได้กระตุ้นให้แคว้นโชชูลักลอบเป็นพันธมิตรกับแคว้นซะสึมะอย่างลับๆ อย่างไรก็ตามในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1866 โชกุนโทะกุงะวะ อิเอะโมะชิได้เสียชีวิต และจักรพรรดิโคเมได้เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ตำแหน่งโชกุนได้ตกเป็นของโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ และมีการสืบราชบัลลังก์โดยจักรพรรดิเมจิตามลำดับ เหตุการณ์เหล่านี้ได้ทำให้ "เกิดการสงบศึกโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"[12]

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 พระราชโองการลับได้ถูกเขียนขึ้นโดยแคว้นซะสึมะและแคว้นโชชูในพระปรมาภิไธยจักรพรรดิเมจิ มีเนื้อหาในการสั่งให้ทั้งสองแคว้น "กวาดล้างโยะชิโนะบุคนทรยศ" [13] ทว่าก่อนหน้าการตราพระราชโองการนี้ และติดตามด้วยการยื่นข้อเสนอจากไดเมียวแห่งแคว้นโทะซะะ โยะชิโนะบุได้ลาออกจากตำแหน่งโชกุน และถวายคืนอำนาจการปกครองทั้งหมดให้กลับเป็นพระราชอำนาจของจักรพรรดิ โดยแสดงการยอมรับที่จะ "เป็นเครื่องมือในการทำให้พระราชโองการต่างๆ บรรลุผล"[14]

ขณะที่การลาออกของโยะชิโนะบุได้ทำให้เกิดสุญญากาศในตำแหน่งระดับสูงสุดของรัฐบาล ระบบกลไกรัฐของเขานั้นก็ยังดำรงอยู่ ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลโชกุน ซึ่งโดยทั่วไปย่อมหมายถึงตระกูลโทะกุงะวะ ยังคงเป็นกำลังสำคัญในระเบียบทางการเมืองที่มีพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องและยังคงมีอำนาจในการบริหารงานอยู่มาก[15] ภาพที่ปรากฏดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งแคว้นซะสึมะและแคว้นโชชูไม่อาจทนยอมรับได้ [16] เหตุการณ์ต่างๆ ได้มาถึงจุดสูงสุดในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 เมื่อทั้งสองแคว้นได้ยึดพระราชวังหลวงที่เกียวโต และในวันถัดมา จักรพรรดิเมจิผู้มีพระชนมายุได้ 15 พรรษา ได้ประกาศฟื้นฟูพระราชอำนาจของพระองค์โดยสมบูรณ์ ถึงแม้คณะองคมนตรีส่วนใหญ่จะยินดีกับการประกาศอำนาจการปกครองโดยตรงของราชสำนักอย่างเป็นทางการ และมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนความร่วมมือกับตระกูลโทะกุงะวะภายใต้แนวคิด "โคกิเซไต" (ญี่ปุ่น: 公議政体 kōgiseitai ?; "รัฐบาลเดียว") ก็ตาม ไซโง ทะกะโมะริ ได้ข่มขู่คณะองคมนตรีให้ยกเลิกตำแหน่ง "โชกุน" และมีคำสั่งให้ริบที่ดินทั้งหมดที่โยะชิโนะบุครอบครองเสีย[17]

ถึงแม้จะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าวในชั้นต้น แต่ในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1868 โยะชิโนะบุได้ประกาศว่า "ตนมิได้มีพันธะต่อการประกาศฟื้นฟูพระราชอำนาจ และขอเรียกร้องให้ราชสำนักเพิกถอนคำสั่งนั้น"[18] ต่อมาในวันที่ 24 มกราคม โยะชิโนะบุได้ตัดสินใจเตรียมการโจมตีนครหลวงเกียวโตซึ่งถูกยึดครองโดยกองกำลังของแคว้นซะสึมะและแคว้นโชชู การตัดสินใจดังกล่าวนี้ถูกกระตุ้นจากเหตุวางเพลิงต่อเนื่องในนครเอะโดะ ซึ่งเริ่มต้นจากการวางเพลิงในฝ่ายหน้าของปราสาทเอะโดะ อันเป็นสถานที่พำนักหลักของตระกูลโทะกุงะวะ เหตุการณ์นี้ถูกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของโรนินแคว้นซะสึมะซึ่งได้โจมตีอาคารของรัฐบาลแห่งหนึ่งภายในวันเดียวกัน ในวันถัดมากองทัพของรัฐบาลโชกุนได้ตอบสนองด้วยการโจมตีจวนของแคว้นซะสึมะในนครเอะโดะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ต่อต้านรัฐบาลโชกุนจำนวนมากภายใต้การบงการของไซโง ทะกะโมะริ ได้ใช้เป็นที่วางแผนและหลบซ่อนตัว มีการเผาจวนทิ้ง ฝ่ายตรงข้ามถูกสังหารหรือถูกประหารชีวิตในภายหลังเป็นจำนวนมาก[19]

ความขัดแย้งโดยเปิดเผย[แก้]

ฉากการรบในยุทธการโทะบะ-ฟุชิมิ กองทัพฝ่ายโชกุนอยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งรวมถึงกองพันจากแคว้นไอสึ ด้านขวาเป็นกองกำลังจากแคว้นโชชูและแคว้นโทะซะ กองทัพเหล่านี้ล้วนเป็นกองพันทหารตามแบบสมัยใหม่ แต่บางส่วนก็อยู่ในชุดตามธรรมเนียมของซามูไร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายโชกุน)
การสังหารกะลาสีเรือชาวฝรั่งเศสโดยทหารจากแคว้นโทะซะในกรณีซะคะอิ, 8 มีนาคม ค.ศ. 1868, ภาพจาก "Le Monde Illustré"

เอะโดะยอมจำนน[แก้]

คนโด อิซะมิ ผู้นำกลุ่มผู้สนับสนุนโชกุน "ชินเซ็งงุมิ" เผชิญหน้ากับทหารของแคว้นโทะซะ (สังเกตจากเครื่องสวมศีรษะ "ชะกุมะ" (赤熊, Shaguma - "หมีแดง") ซึ่งใช้สำหรับนายทหารของแคว้นนั้น) ในยุทธการโคชู-คะสึนุมะ

การต้านทานของพันธมิตรแว่นแคว้นฝ่ายเหนือ[แก้]

ดูบทความหลักที่: โออุเอะสึเร็ปปังโดเม
กองทหารจากเมืองเซ็นไดซึ่งเคลื่อนพลตั้งแต่เดือนเมษายน เข้าสมทบกับกองทัพพันธมิตรแว่นแคว้นฝ่ายเหนือเพื่อต่อต้านกองทัพฝ่ายจักรพรรดิ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1868

หลังการยอมจำนนของโยะชิโนะบุ[20] ส่วนใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นได้ยอมรับพระราชอำนาจการปกครองของจักรพรรดิ แต่แกนกลางของแว่นแคว้นในภาคเหนือซึ่งสนับสนุนแคว้นไอสึยังคงมีการแข็งข้ออยู่[21] ในเดือนพฤษภาคม ไดเมียวจากหลายแคว้นในภาคเหนือได้รวมตัวเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านกองทัพฝ่ายราชสำนักพระจักรพรรดิ เรียกชื่อว่า "โออุเอะสึเร็ปปังโดเม" (ญี่ปุ่น: 奥羽越列藩同盟 Ōuetsu Reppan Dōmei, "Alliance attended almost Hans of Mutsu, Dewa and Echigo?) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ "โฮะคุบุโดเม" (ญี่ปุ่น: 北部同盟 Hokubu Dōmei ?) ซึ่งชื่อหลังนี้อาจแปลความได้ว่า "พันธมิตรแว่นแคว้นฝ่ายเหนือ" กำลังหลักประกอบด้วยกองทัพจากแคว้นเซ็นได แคว้นโยะเนะซะวะ แคว้นไอสึ แคว้นโชไน และแคว้นนะงะโอะกะ มีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 50,000 คน[22] เจ้าชายองค์หนึ่งจากราชสำนักคือ เจ้าชายคิตะชิระกะวะ โยะชิฮิซะ ได้หนีไปยังภาคเหนือพร้อมกับกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ และได้เป็นผู้นำคณะพันธมิตรแว่นแคว้นฝ่ายเหนือ โดยมีความตั้งใจที่จะให้ขนานพระนามของพระองค์ว่า "จักรพรรดิโทะบุ"

กองเรือรบของเอะโนะโมะโตะได้มาถึงท่าเรือเมืองเซ็นไดในวันที่ 26 สิงหาคม ถึงแม้ว่ากำลังพลของพันธมิตรแว่นแคว้นฝ่ายเหนือจะมีอยู่มาก แต่ว่าได้รับการติดอาวุธอย่างเลวและใช้วิธีการรบตามแบบแผนธรรมเนียมในอดีต ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ขาดแคลนมาก ทำให้ในช่วงเวลาสุดท้ายของการรบต้องมีการสร้างปืนใหญ่ที่ทำจากไม้ซึ่งเสริมความแข็งแรงด้วยการรัดเชือกและใช้ยิงกระสุนที่ทำด้วยหิน ปืนใหญ่ลักษณะเช่นนี้ซึ่งติดตั้งตามอาคารที่ใช้ตั้งรับ สามารถยิงได้เพียง 4-5 ครั้งเท่านั้นก่อนที่ปืนจะแตก[23] ในอีกด้านหนึ่ง ไดเมียวแห่งแคว้นนะงะโอะกะได้ดำเนินการจัดหาปืนกลแก็ตลิ่งในญี่ปุ่นได้ 2-3 กระบอก และได้ปืนเล็กยาวสมัยใหม่ของฝรั่งเศส 2,000 จากพ่อค้าอาวุธชาวเยอรมันชื่อ เฮนรี ชเนลล์ (Henry Schnell)

ปืนใหญ่ไม้ซึ่งใช้โดยกองกำลังของเมืองเซ็นไดในช่วงสงครามโบะชิง, พิพิธภัณฑ์เมืองเซ็นได

การทัพฮกไกโด[แก้]

สถาปนาสาธารณรัฐเอะโสะ[แก้]

ดูบทความหลักที่: สาธารณรัฐเอะโสะ
โฮะโซะยะ ยะซุทะโร ร้อยเอก จูลส์ บรูเนต์ ผู้บัญชาการมะสึไดระ ทะโร ทะจิมะ คินทะโร ร้อยเอกกาเซอเนิฟ สิบเอกฌอง มาร์แลง ฟุกุชิมะ โทะกิโนะซุเกะ สิบเอกอาเธอร์ ฟอร์ตังต์ ใช้เคอร์เซอร์ชี้ที่ภาพเพื่อระบุตัวบุคคล
ชาวญี่ปุ่นและที่ปรึกษาด้านการทหารชาวฝรั่งเศสที่ฮกไกโด - ใช้เคอร์เซอร์ชี้ที่ภาพเพื่อระบุตัวบุคคล

หลังการพ่ายแพ้บทเกาะฮนชู เอะโนะโมะโตะ ทะเกะอะกิ ได้หนีไปยังเกาะฮกไกโดพร้อมด้วยกองทัพเรือที่เหลืออยู่และที่ปรึกษาการทหารชาวฝรั่งเศสอีกจำนวนเล็กน้อย พวกเขาได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสถาปนารัฐชาติอิสระขึ้นบนเกาะสำหรับการพัฒนาเกาะฮกไกโด โดยได้จัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐเอะโสะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ตามแม่แบบการปกครองของสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นสาธารณรัฐเดียวที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และเอะโนะโมะโตะได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีโดยเสียงข้างมาก สาธารณรัฐใหม่ได้พยายามชักจูงให้ชาติต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และจักรวรรดิรัสเซียส่งคณะทูตมาประจำอยู่ที่เมืองฮะโกะดะเตะ แต่ไม่อาจแสวงหาการยอมรับทางการทูตหรือการสนับสนุนจากต่างประเทศได้ เอะโนะโมะโตะได้เสนอให้มีการเจรจาเพื่อให้โชกุนตระกูลโทะกุงะวะได้ปกครองดินแดนนี้โดยอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของจักรพรรดิ แต่สภาการปกครองของราชสำนักได้ตอบปฏิเสธ[24]

ในช่วงฤดูหนาว ฝ่ายเอะโสะได้เสริมกำลังป้องกันไว้ทั่วบริเวณทิศใต้ของคาบสมุทรฮะโกะดะเตะ โดยมี "ป้อมโกะเรียวคะคุ" ป้อมห้าดาวแห่งใหม่เป็นจุดศูนย์กลาง มีการจัดกองทัพภายใต้การบัญชาการร่วมของชาวญี่ปุ่นและทหารฝรั่งเศส โดยมีโอะโตะริ เคซุกะ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจูลส์ เบรเนต์ เป็นรองผู้บัญชาการ และแบ่งกำลังออกเป็น 4 กองพลน้อย แต่ละกองพลน้อยบัญชาการโดยนายทหารชั้นประทวนชาวฝรั่งเศส (อาเธอร์ ฟอร์ตังต์, ฌอง มาร์แลง, อังเดร กาเซอเนิฟ, ฟรองซัวส์ บูฟฟิเยร์) และแบ่งกำลังย่อยออกเป็น 8 กึ่งกองพลน้อย แต่ละกึ่งกองพลน้อยมีผู้บังคับบัญชาเป็นชาวญี่ปุ่น[25]

ความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายและการยอมจำนน[แก้]

เรือรบเหล็กของกองทัพเรือฝ่ายจักรพรรดิ "โคะเทะสึ" สร้างโดยฝรั่งเศส

ผลสืบเนื่อง[แก้]

ดูบทความหลักที่: ยุคเมจิ
จักรพรรดิเมจิ พระชนมายุ 16 พรรษา เสด็จจากกรุงเกียวโตเข้าสู่นครโตเกียว, ปลาย ค.ศ. 1868.
จักรพรรดิเมจิเสด็จออกให้คณะผู้แทนทูตต่างประเทศเข้าเฝ้า, ราว ค.ศ. 1868-1870
จักรพรรดิเมจิทรงต้อนรับคณะทูตทหารฝรั่งเศสซึ่งมาเยือนญี่ปุ่นเป็นชุดที่ 2, ค.ศ. 1872

การนำเสนอในยุคหลัง[แก้]

A romanticized Japanese vision of the Battle of Hakodate (函館戦争の図), painted circa 1880. The cavalry charge, with a sinking sailship in the background, is led by the leaders of the rebellion in anachronistic samurai attire.[26] French soldiers are shown behind the cavalry charge in white trousers. With a modern steam warship visible in the background, imperial troops with modern uniforms are on the right.[27]

อาวุธในสงครามโบะชิง[แก้]

ปืนประจำกาย[แก้]

ปืนในสงครามโบะชิง (จากบนลงล่าง) ปืนสไนเดอร์-เอ็นฟิลด์ (Snider-Enfield), ปืนสตาร์ คาร์ไบน์ (Starr Carbine), ปืนเกแวหร์ (Gewehr)

ปืนใหญ่[แก้]

ปืนครก (ปืนใหญ่ยิงกระสุนวิถีโค้ง) พร้อมด้วยกระสุนปืนแบบกลวง, สงครามโบะชิง (ค.ศ. 1868-1869), ญี่ปุ่น

เรือรบ[แก้]

เครื่องแบบ[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 ประมาณการใน Hagiwara, p. 50.
  2. โบะชิง (ญี่ปุ่น: 戊辰 Boshin ?) เป็นชื่อของปีที่ 5 ในรอบหกสิบปีตามธรรมเนียมปฏิทินที่ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก อักษร 戊辰 นี้ในภาษาญี่ปุ่นยังสามารถอ่านอีกอย่างได้ว่า "สึจิโนะเอะ-ทะสึ" แปลตามตัวว่า "มังกรดินผู้ใหญ่" ตามที่มาของคำในภาษาจีน คำนี้มีความหมายว่า "มังกรดินธาตุหยาง" ซึ่งเกี่ยวข้องกับชื่อปีที่ปรากฏในระบบปฏิทินดังกล่าว ในเชิงศัพทมูลวิทยานั้น อักษร และ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า "มังกร" หรือ "ธาตุดินผู้ใหญ่" ฉะนั้นการอ่านว่า "สึจิโนะเอะ-ทะสึ" จึงถือว่าเป็นการอ่านอักษรแบบหนึ่งด้วยวิธีการอ่านเสียงคุน (คุนโยะมิ) เมื่อพิจารณาตามบริบทของยุคสมัยนั้น ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นในศักราชเคโอ ปีที่ 4 ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นศักราชเมจิ ปีที่ 1 ในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน และจะสิ้นสุดในศักราชเมจิ ปีที่ 2 (อนึ่ง ปีมังกรของจีนและญี่ปุ่น จะตรงกับปีมะโรงเมื่อเทียบตามระบบปีนักษัตรที่ใช้ในประเทศไทย)
  3. Thanks to the interaction with the Dutch, the study of Western science continued during this period under the name of Rangaku, allowing Japan to study and follow most of the steps of the scientific and industrial revolution. See Jansen (pp. 210–15) discusses the vibrancy of Edo period rangaku, and later (p. 346) notes the competition in the early Meiji period for foreign experts and rangaku scholars. See also: "The technology of Edo" (見て楽しむ江戸のテクノロジー), 2006, ISBN 4-410-13886-3 (Japanese) and "The intellectual world of Edo" (江戸の思想空間) Timon Screech, 1998, ISBN 4-7917-5690-8 (Japanese).
  4. Hagiwara, p. 34.
  5. Jansen, pp. 314–5.
  6. Hagiwara, p. 35.
  7. Jansen, pp. 303–5.
  8. Hagiwara, pp. 34–5
  9. As early as 1865, Thomas Blake Glover sold 7500 Minié rifles to the Chōshū clan, allowing it to become totally modernized. Nakaoka Shintaro a few months later remarked that "in every way the forces of the han have been renewed; only companies of rifle and cannon exist, and the rifles are Minies, the cannon breech loaders using shells" (Brown)
  10. This is a claim made by Jules Brunet in a letter to Napoleon III: "I must signal to the Emperor the presence of numerous American and British officers, retired or on leave, in this party [of the southern daimyo] which is hostile to French interests. The presence of Western leaders among our enemies may jeopardize my success from a political standpoint, but nobody can stop me from reporting from this campaign information Your Majesty will without a doubt find interesting." Original quotation (French) : "Je dois signaler à l'Empereur la présence de nombreux officers américains et anglais, hors cadre et en congé, dans ce parti hostile aux intérêts français. La présence de ces chefs occidentaux chez nos adversaires peut m'empêcher peut-être de réussir au point de vue politique, mais nul ne pourra m'empêcher de rapporter de cette campagne des renseignements que Votre Majesté trouvera sans doute intéressants." Polak, p. 81. As an example, the English Lieutenant Horse is known to have been a gunnery instructor for the Saga domain during the Bakumatsu period ("Togo Heiachiro", 17)
  11. These encounters are described in Satow's 1869 A Diplomat in Japan, where he famously describes Saigō as a man with "an eye that sparkled like a big black diamond."
  12. Jansen, p. 307.
  13. There is debate as to the authenticity of the order, due to its violent language and the fact that, despite using the ญี่ปุ่น: imperial pronoun  chin ?, it did not bear Meiji's signature. Keene, pp. 115–6.
  14. Keene, p. 116. See also Jansen, pp. 310–1.
  15. Keene, pp. 120–1, and Satow, p. 283. Moreover, Satow (p. 285) speculates that Yoshinobu had agreed to an assembly of daimyos on the hope that such a body would restore him,
  16. Satow, p. 286.
  17. During a recess, Saigō, who had his troops outside, "remarked that it would take only one short sword to settle the discussion" (Keene, p. 122). Original quotation (ญี่ปุ่น): "短刀一本あればかたづくことだ." in Hagiwara, p. 42. The specific word used for "dagger" was "tantō".
  18. Keene, p. 124.
  19. Keene, p. 125.
  20. Tokugawa Yoshinobu was placed under house arrest, and stripped of all titles, land and power. He was later on released, when he demonstrated no further interest and ambition in national affairs. He retired to Shizuoka, the place to which his ancestor Tokugawa Ieyasu, had also retired.
  21. Bolitho, p. 246; Black, p. 214.
  22. Polak, pp. 79–91. Apart from those core domains, most of the northern domains were part of the alliance.
  23. A detailed presentation of artifacts from that phase of the war is visible at the Sendai City Museum, in Sendai, Japan.
  24. In a letter of Enomoto to the Imperial Governing Council: "We pray that this portion of the Empire may be conferred upon our late lord, Tokugawa Kamenosuke; and in that case, we shall repay your beneficence by our faithful guardianship of the northern gate." Black, pp. 240–241
  25. Polak, pp. 85–9.
  26. The Shogunate leaders are labeled from left to right, Enomoto (Kinjiro) Takeaki, Otori Keisuke, Matsudaira Taro. The samurai in yellow garment is Hijikata Toshizo.
  27. The ญี่ปุ่น: "Red bear" 赤熊 Shaguma ? wigs indicate soldiers from Tosa, the ญี่ปุ่น: "White bear" 白熊 Haguma ? wigs for Chōshū, and the ญี่ปุ่น: "Black bear" 黒熊 Koguma ? wigs for Satsuma.

อ้างอิง[แก้]

  • Le Monde Illustré, No. 583, June 13, 1868
  • Polak, Christian. (2001). Soie et lumières: L'âge d'or des échanges franco-japonais (des origines aux années 1950). Tokyo: Chambre de Commerce et d'Industrie Française du Japon, Hachette Fujin Gahōsha (アシェット婦人画報社).
  • ______________. (2002). 絹と光: 知られざる日仏交流100年の歴史 (江戶時代-1950年代) Kinu to hikariō: shirarezaru Nichi-Futsu kōryū 100-nen no rekishi (Edo jidai-1950-nendai). Tokyo: Ashetto Fujin Gahōsha, 2002. 10-ISBN 4-573-06210-6/13-ISBN 978-4-573-06210-8; OCLC 50875162
  • ______________, et al. (1988). 函館の幕末・維新 "End of the Bakufu and Restoration in Hakodate." ISBN 4-12-001699-4 (in Japanese).
  • Satow, Ernest (1968) [1921]. A Diplomat in Japan. Tokyo: Oxford. 
  • Tōgō Shrine and Tōgō Association (東郷神社・東郷会), Togo Heihachiro in Images: Illustrated Meiji Navy (図説東郷平八郎、目で見る明治の海軍), (Japanese)

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Jansen, Marius B. (1999). The Cambridge History of Japan Volume 5: The Nineteenth Century, Chapter 5, "The Meiji Restoration". Cambridge. ISBN 0-521-65728-8. 
  • Ravina, Mark (2005). The Last Samurai: The Life and Battles of Saigō Takamori. Wiley. ISBN 0-471-70537-3. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]