สกุลพุนชัส
| สกุลพุนชัส | |
|---|---|
| ปลาเสือสุมาตรา (Puntius tetrazona) สมาชิกชนิดหนึ่งของสกุลพุนชัส | |
| ปลามุมหมาย (Puntius ticto) ปลาซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับชนิด P. stoliczkanus มาก โดยอาจเป็นชื่อพ้องกัน | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | Animalia |
| ไฟลัม: | Chordata |
| ชั้น: | Actinopterygii |
| อันดับ: | Cypriniformes |
| วงศ์: | Cyprinidae |
| วงศ์ย่อย: | Cyprininae |
| สกุล: | Puntius Hamilton, 1822 |
| ชนิดต้นแบบ | |
| Cyprinus sophore Hamilton, 1822 |
|
| ชนิด | |
|
|
|
| ชื่อพ้อง | |
|
|
สกุลพุนชัส (ชื่อวิทยาศาสตร์: Puntius; อังกฤษ: Barb) เป็นสกุลหนึ่งในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด ใช้ชื่อสกุลว่า Puntius
สกุลนี้เดิมทีในปี ค.ศ. 1816 คูเวียร์และโคลเกท ได้เสนอให้ตั้งชื่อสกุลของปลาที่อยู่ในวงศ์ย่อย Cyprininae ว่า Barbus โดยใช้ปลาชนิด Cyprinus barbus (Linnaeus, 1758) เป็นต้นแบบ โดยกำหนดลักษณะของปลาที่อยู่ในสกุลนี้ว่า ปากโค้ง อยู่หน้าสุดหรืออยู่ใต้จะงอยปาก ขากรรไกรหุ้มด้วยริมฝีปากซึ่งอาจจะเป็นแผ่นหนังเรียบ แต่ไม่มีตุ่ม มีหนวด 2 คู่ หรือ 1 คู่ หรือไม่มีหนวด ตาไม่มีเยื่อหุ้มเหมือนวุ้นอยู่รอบ ๆ ฟันที่ลำคอมี 3 แถว ครีบหลังค่อนข้างสั้นอยู่ตรงข้ามกับครีบท้อง ก้านครีบเดี่ยวก้านสุดท้ายของครีบหลังอาจแข็ง ขอบอาจจะเป็นฟันหยักคล้ายจักหรือเรียบ ก้านครีบเดี่ยวอาจมีปลายแหลมและไม่แข็ง ครีบก้นค่อนข้างสั้น บางชนิดอาจมีก้านครีบเดี่ยวก้านที่สองของครีบก้นเป็นหนามแข็ง หรือในบางชนิดก้านครีบเดี่ยวก้านสุดท้ายของครีบก้นมีจักเป็นฟันเลื่อย เกล็ดแบบขอบบางเรียบ เกล็ดบริเวณรูทวารไม่ใหญ่กว่าที่อื่น เส้นข้างลำตัวในบางชนิดอาจสมบูรณ์ ในบางชนิดไม่สมบูรณ์ โดยชนิดที่เส้นข้างลำตัวที่สมบูรณ์ส่วนปลายของเส้นไปสิ้นสุดที่กึ่งกลางของฐานครีบหาง
แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า หลักเกณฑ์นี้มีขอบเขตที่กว้าง ไม่เหมาะแก่การที่จะเป็นลักษณะทางการอนุกรมวิธานของสกุล ซึ่งเมื่อนักมีนวิทยารุ่นหลังได้ศึกษาเพิ่มเติมพบว่าสามารถแบ่งออกเป็นสกุลอื่น ๆ ได้อีกถึง 10 สกุล และได้มีการตั้งชื่อสกุลใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1822 แฮมิลตัน ได้ตั้งชื่อสกุลนี้ใหม่ว่า Puntius และได้กำหนดลักษณะสำคัญของสกุลนี้ไว้ว่า มีลำตัวยาว แบนข้างมากบ้างหรือน้อยบ้าง จะงอยปากทู่สั้น ตำแหน่งของปากอยู่ปลายสุดหรือใต้จะงอยปาก ขากรรไกรบนยื่นมากบ้าง น้อยบ้าง ริมฝีปากบาง มีร่องระหว่างริมฝีปากและกระดูกขากรรไกรบนและล่าง แต่จะมีเอ็นคั่นตรงกึ่งกลางขากรรไกรล่าง นัยน์ตาของบางชนิดมีเยื่อไขมันเป็นวงเล็ก ๆ กระดูกใต้ตาเล็ก มีหนวดที่ริมฝีปากบน 1 คู่ และมุมปาก 1 คู่ บางชนิดอาจไม่มีหนวดที่ริมปาก บนครีบหลังมีก้านครีบแขนง 7-9 ก้าน และที่ฐานครีบมีเกล็ดคลุมตำแหน่งของครีบหลังอาจอยู่ตรงข้ามครีบท้อง หรือาจจะอยู่ด้านหน้าหรือหลังจุดเริ่มต้นของครีบท้อง ก้านครีบเดี่ยวก้านสุดท้ายเป็นหนามแข็ง เกล็ดมีขนาดใหญ่หรือปานกลาง เส้นข้างลำตัวสมบูรณ์ในบางชนิด ไม่สมบูรณ์ในบางชนิด และปลยเส้นข้างลำตัวไปสิ้นสุดที่กึ่งกลางหรือเกือบกึ่งกลางฐานครีบหาง เกล็ดตามแนวเส้นข้างลำตัวมีประมาณ 17-38 แถว ปลายท่อบนเกล็ดเส้นข้างลำตัวไม่แยกเป็นแฉก เยื่อกระดูกแก้มเชื่อมติดกับเอ็นขอบคาง มีฟันที่ลำคอ 3 แถว
ซึ่งแฮมิลตันได้นำไปตั้งให้กับปลาที่พบในประเทศอินเดียเป็นครั้งแรก แต่มิได้ระบุว่าเป็นชนิดใดที่เป็นต้นแบบ ถือเป็นการผิดหลักในการอนุกรมวิธาน เพื่อแก้ปัญหานี้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1863 บลีกเกอร์ ได้เสนอให้ใช้ปลาชนิด Puntius sophore (Hamilton, 1822) ตั้งชื่อไว้เป็นต้นแบบ และได้แบ่งสกุลพันชัสนี้ออกเป็น 3 สกุลย่อย โดยใช้หนวดเป็นเกณฑ์
แต่ทว่าการใช้หนวดเป็นเกณฑ์แบ่งแยกนั้น ก็ยังมีข้อจำกัด และได้ก่อให้เกิดการถกเถียงตามมาตลอด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1996 เรนโบธ ได้เสนอให้แบ่งแยกสกุลของปลาในวงศ์ปลาตะเพียนนี้ที่พบในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ออกเป็น 4 สกุล โดยสกุลพุนชัสเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งก็ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันพบปลาที่อยู่ในสกุลนี้ราว 140 ชนิด[1] และทำให้ชื่อสกุลต่าง ๆ เหล่านี้กลายมาเป็นชื่อพ้องที่ซ้ำซ้อนกันในปัจจุบัน โดยสกุลพุนชัสนี้ได้ข้อสรุปว่า ก้านครีบเดี่ยวของครีบหลังมีขอบเรียบ มีหนวดที่ริมฝีปากบน 1 คู่ และซี่กรองเหงือกของเหงือกอันแรกมีจำนวน 12 ถึง 20 อัน[2]
ดูเพิ่ม [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Puntius |
อ้างอิง [แก้]
- ↑ จาก Fishbase.org
- ↑ หนังสือสาระน่ารู้ ปลาน้ำจืดไทย เล่ม ๑ โดย สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์ พ.ศ. 2547 ISBN 974-00-8701-9
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
ข้อมูลเกี่ยวข้องกับ Puntius จากวิกิสปีชีส์