ศึกน้ำผึ้งพระจันทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
น้ำผึ้งพระจันทร์
(ศึกน้ำผึ้งพระจันทร์)
Honeymoonfight2010-x2 9442ba.jpg
ประเภท วาไรตี้, เกมโชว์
ผู้ผลิต บริษัท เซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
พิธีกร กรรชัย กำเนิดพลอย
(02-02-255307-12-2553)
ปาณิสรา พิมพ์ปรุ
(02-02-2553 - ปัจจุบัน)
สมพล ปิยะพงศ์สิริ
(14-12-2553 - ปัจจุบัน)
พิธีกรรับเชิญ
ภัคจีรา พสวงศ์
(02-03-2553-09-03-2553)
พุทธชาติ พงษ์สุชาติ
(11-01-2554 -18-01-2554)
ต้นกำเนิด ประเทศไทย
ภาษา ไทย
ประเภท รายการที่ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำแก่ผู้ชมที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี
การผลิต
ความยาวตอน 55 นาที
การออกอากาศ
เครือข่าย/สถานี สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
ออกอากาศ 02-02-2553 – ปัจจุบัน
รายการที่เกี่ยวข้อง
รายการก่อนหน้า สะบัดช่อ (02-02-255312-07-2554)
จับประเด็นข่าวร้อน (18-07-2554--)
รายการถัดไป รายงานข่าวเที่ยงคืน (02-02-255312-07-2554)
ฅ.คนรักรถ (18-07-2554--)
เว็บไซต์ทางการ

ศึกน้ำผึ้งพระจันทร์ เป็นรายการวาไรตี้เกมโชว์รายการแรก และเป็นรายการโทรทัศน์รายการแรกของ บริษัท เซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เริ่มออกอากาศครั้งแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกวันอังคาร เวลา 23.15 - 00.10 น. ปัจจุบันออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 22.30 - 23.30 น. โดยใช้ชื่อรายการว่า "น้ำผึ้งพระจันทร์" มี สมพล ปิยะพงศ์สิริ และ ปาณิสรา พิมพ์ปรุ เป็นพิธีกร

รูปแบบรายการ[แก้]

ระยะที่ 1 (2 ก.พ. 2553-12 ก.ค. 2554)[แก้]

รูปแบบรายการเป็นเกมโชว์ และเรียลลิตี้ โดยมีเกมการแข่งขันพิสูจน์ความรักของคู่รักคนดังที่เข้าร่วมรายการในห้องส่ง นัดละ 2 คู่ โดยจะออกอากาศ 2 สัปดาห์ แบ่งเป็นช่วง เร็วหรือช้า และ กล้าหรือกลัว ในสัปดาห์แรก ส่วนสัปดาห์สุดท้ายเป็นช่วงกล้าหรือกลัว, ชัวร์หรือไม่ และ รอบแจ็คพอต รวมทั้งสิ้น 4 เกม และยังมีช่วงเรียลลิตี้ "CP Will you Marry Me แต่งงานกันเถอะ"

เร็วหรือช้า[แก้]

ผู้แข่งขันทั้ง 2 คู่ จะเริ่มเล่นเกมสานความสัมพันธ์ของคู่รัก ซึ่งมีการเปลี่ยนเกมทุกครั้ง เช่น เกมจูบปากแล้วใบ้คำ เกมแกะเปลือกลูกอมโดยใช้ปากแล้วคาบใส่จาน โดยคู่ที่ทำเวลาได้ดีหรือเร็วที่สุด หรือมีคะแนนมากที่สุดภายในเวลาจำกัด จะได้รับ 1 แต้ม พร้อมของรางวัลเป็นที่พัก

กล้าหรือกลัว[แก้]

ผู้แข่งขันทั้ง 2 คู่ยังคงเล่นเกมต่อ โดยจะต้องทำการสารภาพความรักของตนเองจากความลับที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สารภาพ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับฟังผ่านเครื่องจับชีพจร คู่ที่มีอัตราชีพจรสูงสุดต่อนาทีได้จำนวนมากครั้งกว่าจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ โดยคู่ที่ทำคะแนนรวมสองเกมได้มากกว่าจะผ่านเข้ารอบสุดท้าย หรือว่า รอบแจ็คพอต กรณีคะแนนเสมอกันก็จะเข้ารอบแจ็คพอตเช่นกัน แต่เทปวันที่ 21 กันยายน 2553 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนให้ผู้แข่งขันทั้ง 2 คู่เล่นเกมนี้ และเกมชัวร์หรือไม่ เพื่อหาผู้ชนะเข้ารอบแจ็คพอต

ชัวร์หรือไม่[แก้]

เดิมเป็นเกมรอบแจ็คพอต โดยคู่ที่ผ่านเข้ารอบ จะต้องตอบคำถามทายใจตรงกันถึง 4 ข้อ ซึ่งเป็นคำถามชีวิตส่วนตัว กรณีมีคู่เข้ารอบทั้ง 2 คู่จะต้องตอบคำถามเพื่อหาผู้ชนะ โดยคู่ที่ตอบคำถามถูกต้องทั้งหมด จะได้ไปฮันนีมูนที่ใดก็ได้ในโลกตามความประสงค์ของผู้แข่งขัน แต่เทปวันที่ 21 กันยายน 2553 เป็นต้นมา ได้ย้ายช่วงนี้ให้เป็นเกมก่อนรอบแจ็คพอต โดยคู่ที่ตอบคำถามได้ถูกต้องมากกว่าใน 3 ข้อจะได้ 2 แต้ม และผ่านเข้ารอบสุดท้าย

รอบแจ็คพอต[แก้]

ผู้ชนะประจำนัด จะต้องเล่นเกมรอบแจ็คพอตให้ได้ เช่น โยนถั่วเข้าปาก ขว้างหมอนข้างให้ตรงช่อง ยิงลูกโป่งให้งับถั่ว โดยถ้าทำได้ถึง 4 ครั้ง จะได้ไปฮันนีมูนที่ใดก็ได้ในโลก แต่ถ้าทำได้ 3 ครั้งจะไปประเทศญี่ปุ่น ทำได้ 2 ครั้ง ไปประเทศเกาหลี ทำได้ 1 ครั้ง ไปประเทศฮ่องกง ซึ่งผู้ชนะมีสิทธิ์ในการขอลดหย่อนรางวัลได้ หากพลาดโอกาสไปฮันนีมูนที่ใดในโลก

CP Will you Marry Me แต่งงานกันเถอะ[แก้]

เป็นช่วงเรียลลิตี้โชว์ที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมอีกช่วงหนึ่ง โดยเปิดโอกาสให้คู่ทางบ้านที่กำลังมีความรัก ได้มาบอกรักกันผ่านทางรายการ ด้วยแผนการที่แตกต่างกันออกไป มีความยาวออกอากาศประมาณ 10 นาที

ตัวอย่างคู่รักที่ได้รับความสนใจและมีการพาดหัวข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น คู่ของคุณกาญจนา ศรีสวยสกุล กับ ส.อ.ณัฐพงษ์ ชินวงศ์ นายทหารสังกัดกองพลทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งไปปฏิบัติหน้าที่สลายการชุมนุมของ นปช.จนได้รับบาดเจ็บ โดยได้เข้าพิธีมงคลสมรสในวันที่ 16 เมษายน 2553 ที่บ้านของฝ่ายเจ้าสาวในจังหวัดสระบุรี จากนั้นเจ้าบ่าวต้องกลับเข้าสังกัด เพื่อรับภารกิจเป็นครูฝึกทหารใหม่ โดยมีเจ้าสาวตามไปด้วย (ออกอากาศวันที่ 6, 13 และ 20 เมษายน 2553) [1] [2] และคู่ของคุณปิติพล วังธิยอง ลงทุนปั่นจักรยานจากจังหวัดระยองไปยังจังหวัดเชียงราย เป็นระยะทาง 964 กิโลเมตร เพื่อขอความรักจาก พ.ญ.ศศิญา เรืองธนานนท์ แต่ฝ่ายชายเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บระหว่างทางที่จังหวัดนครสวรรค์ แผนการจึงไม่สำเร็จ (ออกอากาศวันที่ 1 และ 8 มีนาคม 2554) [3] และคู่ของคุณคริสโตเฟอร์ เบญจกุล ดารารณรงค์เมาไม่ขับ พิสูจน์รักแท้ขอแต่งงานกับแฟนสาว เป็นต้น

ระยะที่ 2 (18 ก.ค. 2554 -)[แก้]

รายการได้ปรับเปลี่ยนฉากและเกม โดยคู่รักคนดังทั้ง 2 คู่ที่เข้าแข่งขันจะต้องผ่านด่านให้ได้ 3 เกม ในเวลาออกอากาศ 2 สัปดาห์ โดยเกมในสัปดาห์แรกเป็นช่วง กรณีศึกษา รอบที่ 1 และ กล้าหรือกลัวกับคำสารภาพของคู่ที่ 1 ส่วนสัปดาห์สุดท้ายเป็นช่วงกรณีศึกษา รอบที่ 2, ช่วงกล้าหรือกลัวกับคำสารภาพของคู่ที่ 2 และ รอบแจ็คพอต พร้อมกับช่วง CP Will you Marry Me แต่งงานกันเถอะ ที่ยังคงดำเนินอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์

กรณีศึกษา[แก้]

ทางรายการได้เชิญแขกรับเชิญทางบ้านที่มีปัญหาชีวิตคู่ มาเป็นกรณีศึกษาในแต่ละสัปดาห์ โดยให้ดาราที่มาแข่งรับชมละครจำลองเหตุการณ์ และรับฟังเรื่องราวจากแขกรับเชิญ แล้วทายว่า แขกรับเชิญท่านนี้กำลังประสบปัญหาความรักอะไรอยู่ โดยกรณีศึกษาของแขกรับเชิญแต่ละท่านจะมีเรื่องราวหลากหลายแง่มุมและข้อคิดที่ดีเพื่อให้ผู้ชมได้นำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ [4]

กล้าหรือกลัวกับคำสารภาพ[แก้]

ผู้แข่งขันทั้ง 2 คู่จะต้องทำการสารภาพความรักของตนเองจากความลับที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สารภาพ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับฟังผ่านเครื่องจับชีพจร คู่ที่มีอัตราชีพจรสูงสุดต่อนาทีได้จำนวนมากครั้งกว่าจะเป็นผู้ชนะในเกม และคู่ที่มีคะแนนมากกว่าทั้งสองเกมก็จะผ่านเข้ารอบแจ็คพอต

แจ็คพอต[แก้]

ผู้ชนะจะต้องเล่นเกมรอบแจ็คพอตที่ทางรายการจัดไว้ให้ โดยถ้าทำได้ถึง 4 ครั้ง จะได้ไปฮันนีมูนที่ใดก็ได้ในโลก แต่ถ้าทำได้ 3 ครั้งจะไปประเทศญี่ปุ่น ทำได้ 2 ครั้ง ไปประเทศเกาหลี ทำได้ 1 ครั้ง ไปประเทศฮ่องกง ซึ่งผู้ชนะมีสิทธิ์ในการขอลดหย่อนรางวัลได้ หากพลาดโอกาสไปฮันนีมูนที่ใดในโลก

CP Will you Marry Me แต่งงานกันเถอะ[แก้]

เกร็ด[แก้]

  • เสียงเปียโนที่ใช้เป็นแบ็คกราวนด์ในช่วงแต่งงานกันเถอะ และกล้าหรือกลัว มาจากเพลง อยู่บำรุง ของ ว่าน AF2
  • ในปี พ.ศ. 2553 รายการงดออกอากาศ วันอังคาร ที่ 7 กันยายน, 5 ตุลาคม และ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เนื่องจากมีรายการพิเศษจากทางสถานี
  • ในปี พ.ศ. 2556 รายการงดออกอากาศ วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556 เนื่องจากมีรายการพิเศษจากทางสถานี "150 ปี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และ 111 ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย"

อ้างอิง[แก้]