ศิลปะตะวันออก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศิลปะตะวันออก[แก้]

ได้แก่ ลักษณะของศิลปะที่แสดงคุณลักษณะเฉพาะอย่างของรูปแบบ ศิลปะจะแสดงออกทางอิทธิพลทางภูมิอากาศ ขนบประเพณี รูปแบบของศิลปะตะวันออกจะเด่นชัดทางอิทธิพลทางศาสนา เช่น งานทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ตลอดจนประยุกต์ศิลป์ งานประณีตศิลป์และงานหัตถกรรม ซึ่งมีส่วนในการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของชาวตะวันออกตามพื้นเพเดิมของการดำรงชีวิต ชาวตะวันออก คือ มนุษย์ที่อยู่อาศัยในประเทศแถบตะวันออก ตั้งแต่ตะวันออกกลางจนถึงตะวันออกไกล โดยมีรูปร่างทางร่างกายและวัฒนธรรมเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปด้วย การนับถือศาสนาก็มีอิสระต่อกัน ประกอบด้วย ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ลัทธิเต๋า และศาสนาคริสต์ เป็นต้น สภาพความเป็นอยู่จะเป็นไปตามลักษณะของภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งทำให้ลักษณะบ้านเรือน เครื่องแต่งกายและสิ่งของเครื่องใช้เป็นไปตามสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์ศิลปะจึงเป็นไปอีกแบบหนึ่ง ศิลปะในประเทศตะวันตกนั้น มีโอกาสที่จะเป็นลักษณะเดียวกันในบางยุคบางสมัย เพราะมีความนิยมร่วมกัน แต่ในประเทศตะวันออกนั้น ล้วนมีเอกลักษณ์ประจำชาติของตนเองมาแต่ยุคโบราณ และต่างก็สืบต่อลักษณะทางศิลปะกันลงมาไม่ขาดสายจึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าชาวตะวันออกซึ่งประกอบด้วยเชื้อชาติต่าง ๆ นั้น มีความเคารพนับถือในขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเองยิ่งกว่าชีวิต ทำให้ศิลปะของชาวตะวันออกมีลักษณะรูปแบบตนเอง “ ศิลปะประจำชาติ ” เด่นชัด และไม่ถือเอาความเป็นจริงตามธรรมชาติเป็นสำคัญ จึงสร้างสรรค์ศิลปะให้บังเกิดความงามที่เหนือขึ้นไปจากธรรมชาติตามรสนิยมและความรู้สึกของตน

ลักษณะทั่วไปของศิลปะตะวันออก[แก้]

โดยทั่วไปแล้วมักจะลงความเห็นกันว่า ศิลปะตะวันออกเป็นศิลปะอุดมคติ อันเป็นศิลปะที่มิได้ยึดถือเอาความจริงตามธรรมชาติเป็นหลักจนเกินไป หรือทำเหมือนธรรมชาติทุกกระเบียดนิ้ว และแม้ว่าจะใช้ลักษณะรูปแบบของธรรมชาติเป็นพื้นฐาน แต่ก็มิได้เน้นจนเกิดความสำคัญเท่ากับลักษณะรูปแบบที่สร้างสรรค์โดยจินตนาการ เพราะฉะนั้นเมื่อสร้างสรรค์รูปที่ประสงค์จะเอาไว้สักการบูชา จึงพยายามถ่ายทอดแนวคิดออกมาให้มีลักษณะที่สูงกว่าธรรมชาติ สังเกตได้จากพระพุทธรูป ซึ่งมีส่วนประกอบพระวรกาย เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ก็มิได้คล้อยตามลักษณะอันแท้จริงของมนุษย์ตามธรรมชาติ

ศิลปะตะวันออก เป็นศิลปะที่มีลักษณะเด่นชัดในเรื่องของเอกลักษณ์ อันเนื่องมาจากความคิดที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงของคนในชาติ นอกจากนั้นศิลปะยังแบ่งออกตามฐานะของบุคคล เช่น ในราชสำนักก็ย่อมจะต้องประณีตวิจิตรตระการตา เพราะเป็นสิ่งของใกล้ชิดกับกษัตริย์ ส่วนศิลปะของบุคคลทั่วไปก็แสดงฐานะที่แตกต่างกันอีกด้วย เช่น สิ่งของเครื่องใช้ของเศรษฐีกับสามัญชนทั่วไป เป็นต้น ที่เป็นไปตามฐานะของบุคคลเช่นนี้ ก็เพื่อความเหมาะสมกับโอกาสที่จะใช้ด้วย เช่น เครื่องราชูปโภคของกษัตริย์ ก็เพื่อแสดงความสง่างามสมศักดิ์ศรีของการเป็นกษัตริย์ อันเป็นประมุขของประเทศ เพราะกษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกราชของชาติอีกด้วย

ศิลปะตะวันออกได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างฉลาดและแฝงไว้ด้วยแนวคิดและรูปแบบอันสร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น การสร้างสถูปเจดีย์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พ.ศ. 300 ก็มีสิ่งสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ องค์สถูป บัลลังก์ ฉัตร ดังนั้น แม้ว่ามีการสร้างสรรค์ขึ้นในสมัยต่อมา ก็ยังรักษาแนวคิดเดิมไว้ แต่รูปแบบอาจแปรเปลี่ยนไปบ้างตามแนวความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละยุคสมัยของแต่ละชาติ เพราะความคิดของคนแต่ละยุคแต่ละสมัยไม่เหมือนกัน ความเปลี่ยนแปลงนี้เองเรียกว่า “ วิวัฒนาการ ” ซึ่งเป็นไปอย่างช้า ๆ แต่มั่นคงอยู่ในรากฐานดั้งเดิม

ศิลปะตะวันออกสามารถจำแนกแหล่งอิทธิพลได้เป็น 2 แหล่งด้วยกัน คือ

  1. ประเทศที่อยู่ในสาย วัฒนธรรมอินเดียมี ไทย พม่า อินโดนีเซีย ลาว เป็นต้น
  2. ประเทศที่อยู่ในสายวัฒนธรรมจีนมี เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม เป็นต้น

ดังนั้นการศึกษาลักษณะทั่วไปของศิลปะตะวันออกจึงต้องเข้าใจแหล่งอิทธิพลทั้ง 2 แหล่งนี้เป็นพื้นฐานด้วย จะช่วยให้สามารถชี้ระบุได้ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ประยุกต์ศิลป์ และงานหัตถกรรม


ความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณี[แก้]

มนุษย์ในโลกตะวันออกแต่ละชาติแต่ละภาษา มีความเชื่อถือที่แตกต่างกันออกไปบ้างและคล้ายคลึงกันบ้าง ส่วนที่คล้ายคลึงกันนั้น เป็นเพียงเรื่องของศาสนา ซึ่งเป็นสื่อที่ปฏิบัติอย่างเดียวกันเพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น ศาสนาพุทธ เป็นต้น มีการอุปสมบทกุลบุตร และพิธีกรรมทางศาสนาเหมือนกัน แต่การสร้างสรรค์ศิลปะของแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป เช่น ประเทศไทยกับประเทศพม่า เวียดนาม เป็นต้น แสดงให้เห็นว่า ขนบธรรมเนียม ประเพณี และการประพฤติปฏิบัติที่กระทำอย่างเดียวกันในแต่ละชาตินั้น ยังแตกต่างกันออกไปด้วยและทุกประเทศในตะวันออก ก็มีเอกลักษณ์ประจำชาติของตนอย่างชัดเจนในเรื่องของความเชื่อถือและขนบธรรมเนียมประเพณีอาจศึกษาได้ดังต่อไปนี้

  1. มนุษย์ในตะวันออกมิได้มีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่เป็นแกนสำคัญของสังคมร่วมกัน แต่จะแยกกันออกไปตามความเชื่อถือและแม้ว่าส่วนหนึ่งจะนับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่มีศูนย์กลางอันเป็นแกนสำคัญร่วมกันเหมือนคริสต์ศาสนาโรมันคาทอริก ส่วนศาสนาอิสลามแม้ว่าจะมีแหล่งศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่ก็มิได้เป็นไปในรูปองค์กรเหมือนแหล่งกลางที่กรุงวาติกันของโรมันคาทอลิก นอกจากนั้นในประเทศยังมีความเชื่อถือที่แตกต่างกันออกไปมาก เช่น ในอินเดียมีลัทธิมากมาย ในญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกันแต่ก็มีขนบธรรมเนียมทางสังคมที่เข้มแข็งเคร่งครัดอย่างยิ่ง จึงทำให้มีการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อจรรโลงศาสนาที่แตกต่างกันไปมากและเห้นได้อย่างเด่นชัดอีกด้วย
  2. ความเชื่อถือในศาสนาของชาวตะวันออก แตกต่างกันออกไปแต่ละศาสนา บางศาสนาเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาด้วยกรรม ซึ่งตนเองได้กระทำไว้แต่ในชาติปางก่อน ผลอันบังเกิดในชาตินี้ก็ป็นกระแสของกรรมแต่ชาติปางก่อนมีส่วนให้เป็นไปด้วย และการกระทำในชาตินี้ก็ยังมีผลไปถึงชาติหน้าด้วย แต่บางศาสนามีความเชื่อรุนแรงมากกว่านั้น โดยเชื่อว่าหากกระทำตนเองให้ต่ำต้อย หรือกดดันตัวเองให้ทนทุกข์ทรมานมากก็จะยิ่งได้บุญกุศลมาก โดยการปล่อยจิตใจให้ลุล่วงพ้นไปสู่ภพที่สูงกว่าและในบางศาสนามีความเชื่อในเรื่องวิญญาณบรรพบุรษอยู่มาก การน้อมเคารพบรรพบุรุษและการควบคุมจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัคิเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ทั้งหมดนี้จึงมีส่วนสร้างสรรค์ศิลปะที่แตกต่างกันออกไปตามแนวปรัชญาของศาสนา
  3. ชาติตะวันตกให้ความสนใจกับจิตวิญญาณมาก ความผูกพันระหว่างคนเป็นกับคนตาย ยังเป็นเยื่อใยที่เคร่งครัด จึงมีการเซ่นไหว้และบวงสรวงระลึกถึงกัน แม้บางประเทศจะมีการเผาศพ เช่น ประเทศไทย แต่บางประเทศก็ยังนิยมนิยมฝังศพ เพื่อรักษาเรือนร่างไว้ชั่วนิรันดร จะถูกทำลายไม่ได้ ในการตกแต่งตามพิธีการเหล่านี้เอง ที่ใช้ศิลปะเข้าช่วยเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดแบบอย่างศิลปะเป็นพิธีการขึ้นอีกรูปแบบหนึ่ง
  4. ขนบประเพณีต่าง ๆ ของชาวตะวันออก เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดมั่นผูกพันอยู่กับชนชาติในอดีต

See also[แก้]