ศาลอาญาระหว่างประเทศ
|
ศาลอาญาระหว่างประเทศ
International Criminal Court Cour Pénale Internationale (ฝรั่งเศส) |
||||
|---|---|---|---|---|
|
|
||||
|
สมาชิกภาพ (ตั้งแต่สิงหาคม 2553)
= รัฐที่ลงลายมือชื่อและให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมแล้ว = รัฐที่ลงลายมือชื่อในธรรมนูญกรุงโรมแล้ว แต่ยังไม่ให้สัตยาบัน |
||||
| บัลลังก์ | มานเวิก 174, กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ 52°04′06″N 4°21′13″E / 52.068333°N 4.353611°E |
|||
| ภาษาราชการ | ภาษาอังกฤษ และ ภาษาฝรั่งเศส | |||
| รัฐภาคี | 114 รัฐ | |||
| ผู้นำ | ||||
| - | ประธานศาล | • ซง ซัง-ฮยุน (Song Sang-Hyun) | ||
| - | รองประธานคนที่ 1 | • ฟาทูมาทา เดมเบเล ดีอาร์รา (Fatoumata Dembélé Diarra) | ||
| - | รองประธานคนที่ 2 | • ฮันส์-พีเทอร์ โคล (Hans-Peter Kaul) | ||
| - | ตุลาการ | • อิลิซาเบธ ออดิโอ เบนิโท (Elizabeth Odio Benito) • อากูอา เควนเยเฮีย (Akua Kuenyehia) • เอิร์กกี คูรูลา (Erkki Kourula) • แอนิทา อูซักคา (Anita Ušacka) • เอเดรียน ฟุลฟอร์ด (Adrian Fulford) • ซิลเวีย สไตน์เนอร์ (Sylvia Steiner) • เอคาเทรินา เทร็นดาฟิโลวา (Ekaterina Trendafilova) • แดเนียล เดวิด แทนดา เซเรโค (Daniel David Ntanda Nsereko) • บรูโน คอตที (Bruno Cotte) • จอยซ์ อลูอ็อช (Joyce Aluoch) • ซันจิ มาเซโนโน โมนาเก็ง (Sanji Mmasenono Monageng) • คริสทิน ฟาน เดน ไวน์กาแอร์ท (Christine Van Den Wyngaert) • คูโน ทาร์ฟัสเซอร์ (Cuno Tarfusser) • เรอเน บลัตแมน (René Blattmann) |
||
| - | อัยการ | • ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno Ocampo) | ||
| - | รองอัยการ | • ฟาทู เบนซูดา (Fatou Bensouda) | ||
| - | หัวหน้างานเขตอำนาจ การเสริมกำลัง และการประสานงาน | • เบอาทรีซ เล ฟราแปร์ ดู แอลล็อง (Béatrice Le Fraper du Hellen) | ||
| - | หัวหน้างานสืบสวน | • มิเชล เดอ สเม็ดต์ (Michel de Smedt) | ||
| - | นายทะเบียน | • ซิลวานา อาร์เบีย (Silvana Arbia) | ||
| ก่อตั้ง | ||||
| - | ตกลงรับธรรมนูญกรุงโรม | 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1998 | ||
| - | ใช้ธรรมนูญกรุงโรมบังคับ | 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 | ||
| เว็บไซต์ทางการ Icc-cpi.int |
||||
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (อังกฤษ: International Criminal Court (ย่อ: ICC); ฝรั่งเศส: Cour Pénale Internationale) เป็น ศาลสถิตยุติธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นตาม ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545[1] โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 เป็นต้นมา มีรัฐชาติหนึ่งร้อยสิบสี่รัฐเข้าเป็นรัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรม[2][3][4] อีกสามสิบสี่รัฐ ซึ่งรวมถึง ประเทศรัสเซีย ได้ลงลายมือชื่อในธรรมนูญกรุงโรมดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ให้สัตยาบัน[2] สหรัฐอเมริกาลงลายมือชื่อในปี 2543 แล้วบอกถอนเสียในสองปีให้หลัง[5] อีกหลายรัฐซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอินเดียติเตียนเรื่องการจัดตั้งศาลนี้เป็นอันมาก ทั้งไม่ยอมทั้งลงลายมือชื่อและให้สัตยาบันแก่ธรรมนูญกรุงโรม
ศาลอาญาระหว่างประเทศมีบัลลังก์อยู่ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา ณ แห่งหนตำบลใดก็ได้ทั้งสิ้น[6] และธรรมนูญกรุงโรมให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจชำระคดีเฉพาะที่เป็นไปตามธรรมนูญเท่านั้น ข้อมูลทางสถิติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2553 ปรากฏว่า มีคำกล่าวโทษถึงร้อยละแปดสิบถูกยก เพราะยื่นมาโดยที่ไม่อยู่ในอำนาจศาล[7]
เนื้อหา |
โครงสร้าง [แก้]
ภาพรวม [แก้]
ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น อยู่ในความควบคุมของ "สมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรม" (Assembly of States Parties to the Rome Statute)[8]
ส่วนตัวศาลเองนั้น แบ่งองค์กรเป็นสี่ฝ่าย คือ คณะประธาน (Presidency), แผนกตุลาการ (Judicial Divisions), สำนักงานอัยการ (Office of the Prosecutor) และสำนักทะเบียน (Registry)[9]
สมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรม [แก้]
สมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Assembly of the States Parties to the Rome Statute of the International Criminal Court) เป็นองค์กรด้านบริหารและนิติบัญญัติของศาล ประกอบด้วย ผู้แทนคนหนึ่งจากแต่ละรัฐภาคีรัฐหนึ่ง[10] รัฐภาคีหนึ่ง ๆ มีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ในเบื้องต้น ทุก ๆ รัฐภาคีต้องใช้ "ความพยายามทุกวิถีทาง" (every effort) ในอันที่จะให้การวินิจฉัยของสมัชชาเป็นไปโดยเอกฉันท์ (consensus)[10] ถ้าไม่ได้เอกฉันท์ การวินิจฉัยเรื่องนั้นจะกระทำกันโดยคะแนนเสียงข้างมาก[10]
สมัชชานั้นประชุมสามัญกันเต็มคณะปีละหนึ่งครั้งที่นครนิวยอร์ก หรือบางทีก็ที่กรุงเฮก และจะให้มีการประชุมวิสามัญก็ได้แล้วแต่พฤติการณ์อำนวย[10] ในการประชุมแต่ละครั้ง ประธานหนึ่งคน และรองประธานอีกสองคนของสมัชชา ซึ่งได้รับเลือกมาจากสมาชิกของสมัชชาให้ดำรงตำแหน่งคราละสามปี จะเป็นประธานที่ประชุม การประชุมนั้นเปิดให้รัฐผู้สังเกตการณ์และองค์การเอกชนทั้งหลายเข้าร่วมด้วยได้[11]
สมัชชาจะเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการและอัยการ, กำหนดงบประมาณของศาล, ตกลงรับบทกฎหมายสำคัญ ๆ เช่น ระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาความและพยานหลักฐาน (Rules of Procedure and Evidence), และกำกับดูแลองค์กรอื่น ๆ ของศาลด้วย[8][10] ข้อ 46 ของธรรมนูญกรุงโรมยังให้อำนาจสมัชชาถอดถอนตุลาการหรืออัยการได้ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้นมีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรง หรือละเลยหน้าที่ของตนอย่างร้ายแรง หรือไม่สามารถปฏิบัติการหน้าที่ตามธรรมนูญกรุงโรมได้[12]
แต่สมัชชาก็ดี หรือรัฐภาคีก็ดี หาอาจจะสอดแทรกการหน้าที่ทางตุลาการของศาลได้ไม่ การวินิจฉัยอรรถคดีนั้นย่อมเป็นกิจของศาลโดยแท้[13]
ในการประชุมสมัชชาครั้งที่เจ็ดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 สมัชชาได้กำหนดให้มีการประชุมทบทวนธรรมนูญกรุงโรมขึ้น ณ เมืองกัมปาลา ประเทศอูกันดา ราว ๆ ต้นปี 2553[13]
คณะประธาน [แก้]
คณะประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ (Presidency of the International Criminal Court) เป็นองค์กรด้านบริหารศาลแต่ไม่รวมถึงการบริหารสำนักงานอัยการของศาล[14] โดยประกอบด้วย ประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ (President of the International Criminal Court) และรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ คนที่หนึ่ง และคนที่สอง (First and Second Vice-Presidents of the International Criminal Court) ทั้งสามคนนี้ได้รับเลือกตั้งโดยตุลาการที่เหลือ มีวาระดำรงตำแหน่งคราละสามปี[15]
ประธานศาลคนปัจจุบัน คือ ซง ซัง-ฮยุน (Song Sang-Hyun) ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552[16]
แผนกตุลาการ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ตุลาการศาลอาญาระหว่างประเทศ
ตุลาการศาลอาญาระหว่างประเทศ (judges of the International Criminal Court) มีทั้งหมดสิบแปดคน ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งแบ่งกันเป็นสามแผนก (Division) คือ แผนกพิจารณาเบื้องต้น (Pre-Trial Division), แผนกพิจารณา (Trial Division) และแผนกอุทธรณ์ (Appeals Division)[17]
เป็นอำนาจของสมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมในอันที่จะเลือกตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลอาญาระหว่างประเทศ ตุลาการแต่ละคนอยู่ในตำแหน่งเก้าปี และได้เพียงวาระเดียวเท่านั้น[17] คุณสมบัติของผู้จะเป็นตุลาการ คือ ต้องมีสัญชาติของรัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรม และในบรรดาตุลาการทั้งสิบแปดคนนั้น ห้ามมีสัญชาติซ้ำกันเลย นอกจากนี้ ข้อ 36 แห่งธรรมนูญกรุงโรมยังกำหนดว่า ตุลาการต้องเป็น "บุคคลผู้พร้อมด้วยจริยลักษณะอันสูง ความเป็นกลาง และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งมีคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับแต่งตั้งข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ในรัฐของตน"[18]
ข้อ 41 แห่งธรรมนูญกรุงโรมยังว่า อัยการ หรือบุคคลที่กำลังถูกสืบสวนหรือฟ้องคดี จะร้องขอคัดค้านตุลาการคนใดก็ได้ "ในกรณีที่มีเหตุควรกังขาถึงความเป็นกลางของตุลาการผู้นั้น ไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใด" [19] คำร้องขอคัดค้านมิให้ตุลาการคนใดเข้าร่วมทำคดีใด ๆ นั้น จะได้รับการวินิจฉัยโดยเสียงข้างมากเด็ดขาดของตุลาการคนอื่น ๆ ที่เหลือ[19]
อนึ่ง ตุลาการอาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้ ถ้า "ปรากฏว่าตุลาการผู้นั้นมีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรง หรือละเลยหน้าที่ร้ายแรง" หรือไม่สามารถปฏิบัติการหน้าที่ของตนได้[12] การจะสั่งให้ตุลาการคนใดพ้นจากตำแหน่งนั้น ต้องได้รับเสียงข้างมากสองในสามของตุลาการคนอื่น ๆ ที่เหลือ และเสียงข้างมากสองในสามของรัฐภาคีทั้งหลาย[12]
สำนักงานอัยการ [แก้]
สำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (Office of the Prosecutor of the International Criminal Court) รับผิดชอบงานสืบสวนและงานฟ้องคดี[20] มีผู้บังคับบัญชา คือ อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (Prosecutor of the International Criminal Court) โดบมีรองอัยการ (Deputy Prosecutor) สองคนคอยแบ่งเบาภาระหน้าที่ แต่ละคนดำรงตำแหน่งเก้าปี และอยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว[9]
ธรรมนูญกรุงโรมกำหนดให้สำนักงานอัยการมีอิสระในการดำเนินงานของตน[21] เพราะฉะนั้น พนักงานอัยการทุกคนของสำนักงานอัยการจะไม่เสาะหาหรือรับฟังคำสั่งของผู้ใดอีก ไม่ว่าเป็นรัฐ องค์การระหว่างประเทศ องค์การระหว่างรัฐบาล หรือบุคคลใดก็ดี[20]
สำนักงานอัยการนั้นจะเริ่มสืบสวน เมื่อมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้[20]
- เมื่อรัฐภาคีหนึ่งยื่นเรื่องราวสถานการณ์ใดมา
- เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยื่นเรื่องราวสถานการณ์ใดมา เพื่อเตือนให้ทราบถึงภัยอันคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
- เมื่อองค์คณะตุลาการชั้นไต่สวนมูลฟ้องอนุญาตให้สืบสวน บนฐานแห่งข้อมูลข่าวสารที่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้รับมาจากแหล่งอื่น ๆ เช่น มีบุคคลหรือหน่วยงานเอกชนแจ้งมา
บุคคลใดที่กำลังถูกสืบสวนหรือฟ้องคดีจะร้องขอคัดค้านพนักงานอัยการคนใด ๆ ไม่ให้ทำคดีของตนก็ได้ ถ้า "ปรากฏว่ามีเหตุสมควรกังขาถึงความเป็นกลางของอัยการ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใด"[21] คำร้องคัดค้านพนักงานอัยการเช่นนี้ จะได้รับการวินิจฉัยโดยแผนกอุทธรณ์ของศาล[21] พนักงานอัยการผู้ใดอาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดของรัฐภาคีทั้งหลายก็ได้ ถ้าปรากฏว่าพนักงานอัยการผู้นั้นมีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรง หรือละเลยหน้าที่ร้ายแรง หรือไม่สามารถปฏิบัติการหน้าที่ของตนได้[12]
สหรัฐอเมริกาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ธรรมนูญกรุงโรมไม่ได้วางระบบให้เพียงพอสำหรับคานอำนาจและตรวจสอบกันระหว่างพนักงานอัยการและตุลาการของศาลอาญาระหว่างประเทศ และยังปราศจากระบบป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือใช้อำนาจไม่โดยมิชอบประการอื่นด้วย[22] เฮนรี คิสซิงเงอร์ (Henry Kissinger) ว่า ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลนั้นอ่อนถึงขนาดที่ในทางปฏิบัติแล้วอัยการสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างไม่จำกัด[23]
อัยการคนปัจจุบัน คือ ลูอีส มอเรโน โอคัมโพ (Luis Moreno Ocampo) ชาวอาร์เจนตินา ซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมัชชารัฐภาคีแห่งธรรมนูญกรุงโรมเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 และดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ปีนั้นเป็นต้นมา[24]
สำนักทะเบียน [แก้]
สำนักทะเบียนศาลอาญาระหว่างประเทศ (Registry of the International Criminal Court) รับผิดชอบงานธุรการและงานบริการของศาล[25] งานเหล่านี้รวมถึง งานให้ความช่วยเหลือทางคดี การบริหารจัดการของศาล กิจการเกี่ยวกับผู้เสียหายและพยานบุคคล งานจัดหาทนายฝ่ายจำเลย งานของหน่วยขัง และงานทั่วไปตามจำเป็นสำหรับธุรการ เช่น งานทะเบียน งานแปล งานอาคารสถานที่ งานบุคลาการ งานงบประมาณ ฯลฯ[25]
สำนักทะเบียนนั้น มีผู้บังคับบัญชา คือ นายทะเบียนศาลอาญาระหว่างประเทศ (Registrar of the International Criminal Court) ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาโดยตุลาการทั้งปวง และอยู่ในตำแหน่งคราละห้าปี นายทะเบียนคนปัจจุบัน คือ ซิลวานา อาร์เบีย (Silvana Arbia) ผู้ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552
สถานที่ของศาล [แก้]
บัลลังก์ และกองบัญชาการ [แก้]
ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้นออกนั่งบัลลังก์ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ถ้าเห็นสมควรแล้ว จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ใดก็ได้ทุกแห่งหน[6] กองบัญชาการของศาลก็ตั้งอยู่ที่เดียวกันโดยอาศัยความตกลงกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเรียก "ความตกลงเรื่องกองบัญชาการ ระหว่างศาลอาญาระหว่างประเทศกับรัฐเหย้า" (Headquarter Agreement between the International Criminal Court and the Host State) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551[26] ปัจจุบัน กองบัญชาการของศาลตั้งอยู่ชั่วคราวทางด้านตะวันออกของกรุงเฮก[27] ส่วนกองบัญชาการถาวรนั้นกำลังสถาปนาขึ้นที่อเล็กซันเดอร์คาเซือร์น (Alexanderkazerne) ทางตอนเหนือของกรุงเฮก[27][28]
อนึ่ง ศาลยังมีสำนักประสานงาน (liaison office) อยู่ในกรุงนิวยอร์ก[29] และมีสำนักงานภาคสนาม (field office) ที่อื่น ๆ อีกสำหรับกิจการของศาลโดยตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2550 สืบมา ศาลมีสำนักงานภาคสนามใน เมืองคัมปาลา, คินชาซา, บูเนีย, อาเบเช และ แบนกูอี [30]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ Amnesty International (2002.04.11). "The International Criminal Court — a historic development in the fight for justice". Unknown parameter
|accessyear=ignored (help) - ↑ 2.0 2.1 United Nations Treaty Collection. "Rome Statute of the International Criminal Court". Unknown parameter
|accessyear=ignored (help) - ↑ International Criminal Court. "The States Parties to the Rome Statute". Unknown parameter
|accessyear=ignored (help) - ↑ Coalition for the International Criminal Court (2010.08.18). "The States Parties having ratified the Rome Statute". Unknown parameter
|accessyear=ignored (help) - ↑ "ICC: The U.S. and the ICC". Human Rights Watch. สืบค้นเมื่อ 2011.03.01.
- ↑ 6.0 6.1 ดู ข้อ 3 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม
- ↑ International Criminal Court, September 2010, Communications, Referrals and Preliminary Examinations, Accessed 27 February 2011
- ↑ 8.0 8.1 International Criminal Court. "Assembly of States Parties". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 9.0 9.1 International Criminal Court. "Structure of the Court". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 ดู ข้อ 112 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม.
- ↑ Amnesty International (2007.11.11). "Assembly of States Parties of the International Criminal Court". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 12.0 12.1 12.2 12.3 ดู ข้อ 46 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม.
- ↑ 13.0 13.1 Coalition for the International Criminal Court. "Assembly of States Parties". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ International Criminal Court. "The Presidency". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ ดู ข้อ 38 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม.
- ↑ International Criminal Court (2009.03.11). "Judge Song (Republic of Korea) elected President of the International Criminal Court; Judges Diarra (Mali) and Kaul (Germany) elected First and Second Vice-Presidents respectively". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 17.0 17.1 International Criminal Court (2009). "Chambers". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ ดู ข้อ 36 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม.
- ↑ 19.0 19.1 ดู ข้อ 41 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม.
- ↑ 20.0 20.1 20.2 International Criminal Court (2009). "Office of the Prosecutor". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 21.0 21.1 21.2 ดู ข้อ 42 แห่ง ธรรมนูญกรุงโรม.
- ↑ US Department of State (2003.06.30). "Frequently Asked Questions About the U.S. Government's Policy Regarding the International Criminal Court (ICC)". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ Henry A. Kissinger. “The Pitfalls of Universal Jurisdiction”. Foreign Affairs, July/August 2001, p. 95. Accessed 31 December 2006.
- ↑ International Criminal Court (2003.04.24). "Election of the Prosecutor". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 25.0 25.1 International Criminal Court. "The Registry". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ International Criminal Court (2008). "Headquarter Agreement between the International Criminal Court and the Host State". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ 27.0 27.1 International Criminal Court (2008). "Building — ICC Premises". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ Assembly of States Parties (2007.12.14). "Resolution: Permanent premises". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ Assembly of States Parties (2007). "Socorro Flores Liera Head of the Liaison Office to the UN". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
- ↑ Assembly of States Parties (2007.10.18). "The Registrar Inaugurates the ICC Field Office in Bangui". สืบค้นเมื่อ 2010.03.05.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: ICC |
- เว็บไซต์ทางการ
- เว็บไซต์องค์กรเอกชน
- เว็บไซต์พันธมิตรศาลอาญาระหว่างประเทศ
- เว็บไซต์ของศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดทำโดยองค์กรนิรโทษกรรมระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกา
- บล็อกเกี่ยวกับคดีอาญาระหว่างประเทศ โดยสมาคมแม็กแน็บ (McNabb Associates)
- Victims' เว็บไซต์กลุ่มทำงานเพื่อสิทธิ
|
|||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||