ศัมภลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดู ศัมภลา (แก้ความกำกวม)

ส่วนหนึ่งของ
ศาสนาพุทธ

Dhamma Cakra.svg สถานีย่อย


Dharmacakra flag (Thailand).svg
ประวัติศาสนาพุทธ

ศาสดา

พระโคตมพุทธเจ้า
(พระพุทธเจ้า)

จุดมุ่งหมาย
นิพพาน
พระรัตนตรัย

พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์

ความเชื่อและการปฏิบัติ
ศีล (ศีลห้า) · ธรรม (เบญจธรรม)
สมถะ · วิปัสสนา
บทสวดมนต์และพระคาถา
คัมภีร์และหนังสือ
พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก · พระอภิธรรมปิฎก
หลักธรรมที่น่าสนใจ
ไตรลักษณ์ · อริยสัจ ๔ · มรรค ๘
· ปฏิจจสมุปบาท · มงคล ๓๘
นิกาย
เถรวาท · มหายาน · วัชรยาน
สังคมศาสนาพุทธ
ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน
การจาริกแสวงบุญ
พุทธสังเวชนียสถาน ·
การแสวงบุญในพุทธภูมิ
ดูเพิ่มเติม
อภิธานศัพท์ศาสนาพุทธ
หมวดหมู่ศาสนาพุทธ

ศัมภลา (สันสกฤต: Śambhalā; ทิเบต: བདེ་འབྱུང; ฮินดี: शम्भला) เป็นชื่อนครแห่งหนึ่งซึ่งพุทธศาสนาแบบทิเบตและอินเดียเชื่อว่ารี้เร้นอยู่ ณ เอเชียใน นครนี้ปรากฏอยู่ในตำรับตำราโบราณหลายฉบับ รวมถึงกาลจักรตันตระ (Kalachakra Tantra) และเอกสารโบราณในวัฒนธรรมเซี่ยงสฺยง (Zhang Zhung)[1][2] แต่ไม่ว่าจะมีเค้ามูลทางประวัติศาสตร์หรือไม่อย่างไร ก็มีผู้ถือว่าศัมภลานครเป็นเมืองแห่งสุขาวดีกันเรื่อย ๆ มา และศัมภลานครในรูปแบบสุขาวดีนี้เองที่แพร่ไปในวัฒนธรรมตะวันตกจนเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทั้งผู้เป็นและไม่เป็นพุทธศาสนิกชน

ในคัมภีร์กาลจักรตันตระ[แก้]

พระเจ้ามัญชุศรีกีรติ
ดูบทความหลักที่: กาลจักร

ศัมภลาเป็นคำภาษาสันสกฤตซึ่งยังไม่ทราบรากศัพท์แน่ชัด ความเชื่อเรื่องศัมภลานครในพุทธศาสนานั้น แท้จริงรับเอามาจากคติพราหมณ์เรื่องพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นบุรุษชื่อกัลกีแห่งศัมภลานครซึ่งปรากฏอยู่ในกาพย์มหาภารตะและคัมภีร์ปุราณะ แต่ก็มีผู้เห็นว่าเป็นการสร้างอุดมคติจากวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่แล้ว โดยเอาภูมิภาคในกลางหรือตะวันออกไกลของเอเชียมาปรุงแต่งเป็นศัมภลานคร

ตามความเชื่อในพุทธศาสนา ศัมภลานครเป็นดินแดนแห่งความสงบร่มเย็นและปีติศานติ์ ว่ากันว่าศากยมุนีเคยมีพระพุทธฎีกาตรัสสอนเรื่องกาลจักรให้แก่พระเจ้าสุจันทร (Suchandra) แห่งศัมภลานคร ซึ่งต่อมาได้รับการบันทึกเป็นคัมภีร์ชื่อกาลจักรตันตระ และคัมภีร์นั้นว่าศัมภลานครเป็นสังคมซึ่งไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงมีความรู้ เป็นสุขาวดีโดยแท้จริง ตั้งอยู่กลางกรุงที่ชื่อ กลปะ (Kalapa) ศัมภลากษัตริย์นั้นมีตำแหน่งเรียกว่า "กัลกี" ทรงปกครองแผ่นดินโดยดำรงอยู่ในราชธรรมตามคัมภีร์กาลจักรตันตระ[3][4][5]

คัมภีร์กาลจักรตันตระยังพยากรณ์ว่า เมื่อโลกถดถอยเข้าสู่กลียุค สรรพสิ่งจะถึงแก่ความดับสูญ ครั้งนั้น ศัมภลากษัตริย์พระองค์ที่ยี่สิบห้าจะเสด็จกรีธาพยุหะรี้พลมหึมาออกจากนครเพื่อกระทำสงครามต่อต้านความชั่วร้าย และจะทรงบำรุงโลกให้เป็นยุคทอง นักวิชาการหลายคน เช่น อเลกซ์ เบอร์ซิน (Alex Berzin) อาศัยคัมภีร์กาลจักรตันตระนี้คำนวณว่า เหตุการณ์ดังกล่าวตกใน ค.ศ. 2424[6]

อนึ่ง ยังเชื่อกันด้วยว่า พระเจ้ามัญชุศรีกีรติ (Manjushrikirti) มีพระประสูติกาลในปีที่ 159 ก่อนคริสตกาล และได้เป็นศัมภลากษัตริย์พระองค์ที่แปด ในแว่นแคว้นของพระองค์นั้น พลเมืองสามแสนห้าร้อยสิบคนถือศาสนามฤจฉา (Mleccha) หรือศาสนาอันเห็นผิดเป็นชอบ และบางคนบวงสรวงสุริยเทพ ต่อมา พระองค์จึงทรงขับไล่นักพรตมฤจฉาไปเสียจากนคร แต่ภายหลังเมื่อสดับตรับฟังฎีกาพวกเขาเหล่านั้นแล้ว ก็ทรงอภัยโทษให้กลับเข้ามาได้ ทว่า เพื่อประโยชน์สุขแห่งแว่นแคว้น พระองค์จึงเสด็จเที่ยวสั่งสอนคัมภีร์กาลจักรตันตระแก่ประชาชนพลเมือง ครั้นปีที่ 59 ก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงสละพระราชสมบัติให้พระราชกุมารปุณฑริก (Puṇdaŕika) เสวยสืบต่อมา ไม่ช้าก็เสด็จนฤพาน และทรงกลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

การตีความ[แก้]

มีผู้กำหนดแนวคิดเกี่ยวกับศัมภลานครไว้มากมาย บ้างก็ว่า ศัมภลานครมีความหมายภายนอก ความหมายภายใน และความหมายเผื่อเลือก สำหรับความหมายภายนอกนั้นเห็นว่า ศัมภลานครเป็นสถานที่มีอยู่จริง แต่เฉพาะบุคคลที่ประกอบกรรมอันสมควรเท่านั้นจึงจะเข้าถึงและรับรู้ได้ ทะไลลามะองค์ที่สิบสี่ตรัสไว้เมื่อปี 1985 ว่า ศัมภลานครนั้นมิใช่แว่นแคว้นธรรมดา พระองค์ทรงว่า "แม้ว่าบุคคลซึ่งมีกำเนิดพิเศษย่อมสามารถเข้าสู่ที่นั้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ทางกรรมได้ ทว่า นครนี้มิใช่สถานที่อันจับต้องได้ซึ่งเราจะพบเจอกันได้ พวกเราพูดได้ก็แต่ว่าเป็นสุขาวดี สุขาวดีบนดินแดนมนุษย์ และถ้าการกระทำกับคุณงามความดีไม่สัมพันธ์สอดคล้องกันแล้ว ก็ไม่สามารถถึงที่นั่นได้โดยแท้"

มีผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับที่ตั้งของศัมภลานครเช่นกัน ที่นิยมที่สุดว่าตั้งอยู่กลางเอเชีย ไม่ก็เหนือหรือตะวันตกของประเทศทิเบต ตำราโบราณของวัฒนธรรมเซี่ยงสฺยงระบุว่า ศัมภลานครคือหุบเขาษุตุทริ (Śutudri) รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ส่วนชาวมองโกลเห็นว่า ศัมภลานครเป็นหุบเขาบางแห่งทางใต้ของไซบีเรีย ขณะที่คติชนอัลไตเชื่อว่า ภูเขาเบลุกา (Belukha Mountain) ในประเทศรัสเซีย เป็นปากทางศัมภลานคร ฝ่ายนักพุทธศาสตร์ในปัจจุบันราวกับจะได้ข้อยุติว่า ศัมภลานครเป็นหมู่เขาอยู่ทางตอนเหนือของหิมาลัยซึ่งเรียกว่า เธาลธาร (Dhauladhar)

ส่วนความหมายภายในและความหมายเผื่อเลือกนั้น มุ่งหมายถึง การทำความเข้าใจโดยแยบคายว่า ศัมภลานครสื่อถึงสิ่งใดในกายและใจของมนุษย์ และในทางวิปัสสนา การสั่งสอนความหมายทั้งสองประการนี้มักเป็นไปในระหว่างอาจารย์กับศิษย์แบบปากต่อปาก

เชิงอรรถ[แก้]

  1. The Tantra by Victor M. Fic, Abhinav Publications, 2003, p.49.
  2. The Bon Religion of Tibet by Per Kavǣrne, Shambhala, 1996
  3. 香巴拉—时轮金刚的清净刹土(上) (ใน Chinese), CN: Sina .
  4. 时轮金刚与香巴拉王朝 (ใน Chinese), FJDH 
  5. 香巴拉净土_罗鸣_新浪博客 (ใน Chinese), CN: Sina .
  6. [Alexander] Check |authorlink= value (help) (1997). "Taking the Kalachakra Initiation". สืบค้นเมื่อ 2008-10-27. 

อ้างอิง[แก้]

  • Berzin, Alexander (2003). The Berzin Archives. Mistaken Foreign Myths about Shambhala.
  • Martin, Dean. (1999). "'Ol-mo-lung-ring, the Original Holy Place." In: Sacred Spaces and Powerful Places In Tibetan Culture: A Collection of Essays. (1999) Edited by Toni Huber, pp. 125–153. The Library of Tibetan Works and Archives, Dharamsala, H.P., India. ISBN 81-86470-22-0.
  • Meyer, Karl Ernest and Brysac, Shareen Blair (2006) Tournament of Shadows: The Great Game And the Race for Empire in Central Asia ISBN 0-465-04576-6
  • Bernbaum, Edwin. (1980). The Way to Shambhala: A Search for the Mythical Kingdom Beyond the Himalayas. Reprint: (1989) St. Martin's Press, New York. ISBN 0-87477-518-3.
  • Jeffrey, Jason. Mystery of Shambhala in New Dawn, No. 72 (May–June 2002).
  • Trungpa, Chogyam. Shambhala: The Sacred Path of the Warrior. Shambhala Publications. ISBN 0-87773-264-7
  • Le Page, Victoria. [1] Shambhala: The Fascinating Truth behind the Myth of Shangri-La. Quest ISBN 0-8356-0750-X
  • Znamenski, Andrei. (2011). Red Shambhala: Magic, Prophecy, and Geopolitics in the Heart of Asia. Quest Books, Wheaton, IL (2011) ISBN 978-0-8356-0891-6.

อ่านเพิ่ม[แก้]