วิตนีย์ ฮิวสตัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วิตนีย์ ฮิวสตัน
Flickr Whitney Houston performing on GMA 2009 4.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด วิตนีย์ เอลิซาเบธ ฮิวสตัน
วันเกิด 9 สิงหาคม พ.ศ. 2506
เสียชีวิต 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 (48 ปี)
แนวเพลง ป็อป,อาร์แอนด์บี
อาชีพ นักร้อง,นักแสดง
ปี ค.ศ. 1977 - 2012
ค่าย Sony Music/Arista
เว็บไซต์ WhitneyHouston.com

วิตนีย์ ฮิวสตัน (อังกฤษ: Whitney Houston) หรือชื่อจริงว่า วิตนีย์ เอลิซาเบธ ฮิวสตัน (Whitney Elizabeth Houston; 9 สิงหาคม 250611 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นนักร้องอเมริกัน , นักแสดง , โปรดิวเซอร์ , และนางแบบในปี พ.ศ. 2552 , บันทึกสถิติโลกกินเนสส์ อ้างถึงในฐานะที่เป็นหญิงที่ได้รับรางวัลมากที่สุด[1] ฮิวสตัน ยังเป็นหนึ่งในนักร้องเพลงป็อปที่มียอดขายดีตลอดกาล โดยประมาณ 170-200 ล้านแผ่นเสียง[2][3] โดยเธอเองมีผลงานสตูดิโออัลบั้มหกอัลบั้ม , โดยมีอัลบั้มเทศกาลพิเศษ One Wish : The Holiday Album (อัลบั้มฉลองปีใหม่) และสามอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ , โดยทั้งหมดที่กล่าวมายังได้รับรางวัลอัลบั้มตราเพรช , รางวัลยอดการขายยอดเยี่ยม , แพลตินัมและอัลบั้มคุณภาพ ฮาวตันก้าวข้ามและติดชาร์จเพลงฮิตจำนวนมาก ,เช่นเดียวกับความโดดเด่นของเธอใน เอ็มทีวี , เริ่มต้นด้วยวิดิโอมิวสิคเพลง How Will I Know[4] และส่งผลให้เป็นแรงบันดาลใจแก่ศิลปินหญิงแอฟริกันอเมริกันจำนวนมากที่เดินตามรอยเท้าเธอ.[5][6]

วิตนีย์ ฮิวสตันเป็นนักร้องคนเดียวที่ติดชาร์จอันดับที่ 7 ติดต่อกันจนขึ้นแท่นอันดับ 1 ใน บิลบอร์ดฮอต 100[7] เธอยังเป็นนักร้องอันดับที่ 2 รองจาก เอลตัน จอห์น และยังเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ได้อันดับ 1 ติดต่อกัน 2 ครั้งใน บิลบอร์ด 200 และได้รับรางวัลอัลบั้มโดดเด่นในบิลบอร์ดแม็กกาซีนชาร์จสิ้นปี [8] อัลบั้มเปิดตัวของเธอ Whitney Houston กลายเป็นอัลบั้มเปิดตัวที่ขายดีที่สุดของนักร้องหญิงในประวัติศาสตร์ [9] นิตรสาร โรลลิงสโตน บอกว่ามันเป็นอัลบั้มที่ขายดีในปี 2529 และยังติดใน 500 อัลบั้มที่ดีที่สุดตลอดกาล และติดอยู่ในอันดับ 254 ซึ่งจัดโดยแม็กกาซีนโรลลิงสโตน[9] อัลบั้มสตูดิโอที่สองของเธอ Whitney (2530) กลายเป็นอัลบั้มแรกของนักร้องหญิงที่ขึ้นแท่นอันดับในบิลบอร์ด 200 [9]

ฮิวสตันยังได้แสดงภาพยนตร์ครั้งแรกใน The Bodyguard' (2535) (ชื่อไทย : เดอะบอดี้การ์ด เกิดมาเจ็บ เพื่อเธอ) โดยวิตนิย์ยังได้รางวัล รางวัลแกรมมี จากภาพยนตร์เรื่องนี้ จากเพลงประกอบภาพยนตร์ ใน รางวัลแกรมมี สาขาอัลบั้มแห่งปี โดยมีเพลงโดดเด่นคือ I Will Always Love You , ส่งผลให้กลายเป็นซิงเกิ้ลที่ขายดีโดยนักร้องหญิงในประวัติศาสตร์เพลง ในอัลบั้ม , ฮิวสตันยังแสดงบทบาทผลงานเดี่ยว และคณะกลุ่มผู้ชายและหญิง และขายได้มากกว่าล้านแผ่นเสียงของอัลบั้มในสัปดาห์เดียวภายใต้การตรวจสอบของระบบ Nielsen SoundScan[9] โดยอัลบั้มนี้ยังทำให้เธอติดอันดับความชั้นนำของนักร้องหญิงในท็อป 10 อันดับของยอดการขายที่ดีที่สุดตลอดการ , เธอติดอันดับที่ 4 , ฮิวสตันยังเริ่มต้นงานการแสดงอย่างต่อเนื่องและยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลงานเพลงพวกเขา , เช่นภาพยนตร์ Waiting to Exhale (2538) และ The Preacher's Wife (2539) อีกทั้งเพลงประกอบ The Preacher's Wife กลายเป็นอัลบั้มขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของแนวเพลง กอสเปล[10]

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ , 2555 ฮิวสตันเสียชีวิตในห้องพักของเธอที่ณ เบเวอร์ลีฮิลตันโฮเทล , ใน เบเวอร์ลี ฮิลส์ , รัฐแคลิฟอร์เนีย รายงานการชันสูตรศพได้พิจารณาแล้วว่าเธอจมน้ำในอ่างอาบน้ำ อีกทั้งเธอเองก็เป็นโรคหัวใจและยังมีการใช้โคเคน ซึ่งคาดว่าเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบ[11] ข่าวการเสียชีวิตเธอก่อนจะประกาศผลรางวัลแกรมมี่อวอร์ดครั้งที่ 54 ในอีกวัน ซึ่งสื่ออเมริกาและต่างประเทศต่างนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของวิตนีย์ ฮิวสตัน[12]

ประวัติ[แก้]

2506 - 2527 ชีวิตวัยเด็กและเริ่มต้นอาชีพ

วิสนีย์ ฮุสตันเกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2506 ในครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางในนครนวร์ก (รัฐนิวเจอร์ซีย์) , รัฐนิวเจอร์ซีย์[13] เธอเป็นลูกสาวทหารและผู้บริหาร จอร์จ รัสเซล ฮุตตัส จูเนียร์ (13 กันยายน 2460 - 2 กุมภาพันธ์ 2546) และเป็นลูกของนักร้องกอสเปล เอมิลี่ ซิสซี ฮิวสตัน [14] พี่ชายของเธอชื่อไมเคิลเป็นนักร้อง และพี่น้องร่วมบิดายังเป็นอดีตผู้เล่นบาสเก็ตบอล แกรี่ กาแลนด์[15][16] พ่อแม่ของเธอทั้งสองคนเป็นแอฟริกันอเมริกัน โดยเธอมีเชื้อสายอเมริกาและดัตซ์[17] จากแม่ของเธอ , ฮุสตันเป็นลูกพี่ลูกน้องของนักร้อง ดิออน วอร์วิค , ดีดี วอร์วิก แม่อุปถัมภ์ของเธอคือ ดารลีน เลิฟ[18] และป้ากิตติมศักดิ์ของเธอเป็น อารีธา แฟรงคลิน [19][20] เธอได้พบกับป้ากิตติมศักดิ์เมื่อเธออายุ 8 - 9 ขวบ เมื่อแม่ของเธอพาเธอยังห้องอัดเพลง[21] แต่ก็ยังสัมผัสกับโบสถ์ของคริสต์ หลังเกิดจลาจลในนครนวร์กเมื่อปี 2510 ทำให้ครอบครัวต้องย้ายไปยังอีสต์ออเรนจ์ , นิวเจอร์ซี เมื่อเธออายุสี่ขวบ[22]

เมื่ออายุ 11 , ฮุสตันเริ่มการแสดงในฐานะศิลปะเดี่ยวกับคณะประสานเสียงกลุ่ม กอสเปล ในโบสถ์ New hope baptist ในนครนวร์ก ซึ่งเธอก็ได้รับการเรียนรู้เปียโนด้วย[23] ผลงานการแสดงของเธอในโบสถ์คือเพลง "Guide Me, O Thou Great Jehovah"[24] เมื่อฮูสตันเข้าสู่วัยรุ่น , เธอได้เข้าเรียนที่ Mount Saint Dominic Academy เด็กสาวคาทอลิกในโรงเรียนมํธยมที่เคสเวตย์ , นิวเจอร์ซี เมื่อเธอพบกับเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ ร็อบบิ้น แคลทฟอร์ด ซึ่งเธออธิบายว่า เธอไม่เคยมีน้องสาว[25] เมื่อตอนที่ฮุสตันยังเรียนหนังสือ , แม่ของเธอสอนเธอร้องเพลง[5] และฮุสตันยังได้สัมผัสกับเพลงต่างอาทิ ชากา คาน , แกลดีส์ ไนต์ และ โรเบอร์ตา แฟล็ก ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมามีอิทธิพลต่อเธอในฐานะนักร้องและนักดนตรีอย่างมาก[26]

ฮุสตันในช่วงวัยรุ่นได้ใช่เวลาบางส่วนไปพับที่แม่ของเธอซิสซี่ได้ดำเนินการไว้ , และเธอมักจะได้รับการขึ้นเวทีและการแสดงเป็นบางครั้งบางคราว , ในปี 2520 ขณะอายุ 14 เธอเป็นแบ็คอัพในการร้องให้กับวงไมเคิล เซเจอร์ ในซิงเกิ้ลเพลง "Life's a Party"[27] ในปี 2521 ขณะอายุ 15 เธอได้ร่วมร้องประสานในซิงเกิ้ลเพลง I'm Every Woman ของ ชากา คาน โดยเพลงนั้นได้เริ่มทำให้เป็นที่รู้จักตัวของวิตนีย์และมียอดขายที่สูงสำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์ เดอะ บอดี้การ์ด[28][29] เธอยังร้องแบ็คอัพให้กับอัลบั้มของ Lou Rawls และ Jermaine Jackson[28]

ในต้นยุค 1980s ฮิวสตันทำงานเป็นนางแบบหลังจากที่มีตากล้องไปเห็นเธอใน Carnegie Hall ร้องเพลงกับแม่ ทำให้เธอได้ถูกติดอยู่ในแม็กกาซีน เซเว่นทีน[30] และกลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงคนแรกผิวสีที่สง่างามในหน้าปกของนิตยสาร[31] เธอยังเป็นจุดเด่นในหน้าแม็กกาซีน Glamour, Cosmopolitan , Young Miss และปรากฏในโฆษณาเครื่องดิ่ม Canada Dry.[28] รูปลักษณ์และความมีเสนห์ของเธอทำให้กลายเป็นหนึ่งในนางแบบวัยรุ่นในช่วงเวลาขณะนั้น[28] ในขณะเป็นนางแบบ , เธอก็ยังเดินหน้าอัดเพลงโดยมีโปรดิวเซอร์ ไมเคิล เบออินฮอน บิล รัสเวล และ มาร์ติน บิซี ซึ่งเป็นอัลบั้มหัวหอกของพวกเขา One Down จากคณะวง เมททีเรียล หลังโปรเจกต์นั้น , ฮุสตันมีส่วนในเพลง Memerois เพลงโคฟเวอร์โดย ฮิฟ โฮปเปอร์ จากวงซอฟทแมชชีน โรเบริ์ต คริสเกิล จากวง ดิ วิลเลท์ วอยซ์ เรียกผลงานของเธอว่า หนึ่งในเพลงที่งดงามที่คุณเคยได้ยิน"[32] เธอยังได้ร่วมร้องเพลงในอัลบั้ม พอล จูบาราและพ้องเพื่อน ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 4 ของพอล จูบารา วางจำหน่ายโดยค่ายเพลง โคลัมเบีย เรดคอร์ดส เมื่อปี 2526[33]

วันที่เสียชีวิต[แก้]

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 วิทนีย์ถูกพบเสียชีวิตที่โรงแรมเบเวอร์ลีฮิลตัน ในเบเวอร์ลี ฮิลส์, รัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตยังคงไม่เป็นที่แน่ชัด เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของเบเวอร์ลีฮิลส์ระบุว่าพบนักร้องสาวในร่างซึ่งไร้การตอบสนองและได้ทำการนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพเป็นเวลาประมาณ 20 นาที ก่อนที่จะประกาศว่าเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว ณ เวลา 15:55 นาฬิกา[34] ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า "ไม่มีข้อบ่งชี้ใดที่แน่ชัดว่าการเสียชีวิตเป็นเหตุอาชญากรรม"

ผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายแขนงต่างร่วมแสดงความเสียใจต่อการตายของวิทนีย์ เช่น ดอลลี พาร์ตันผู้ที่ร้องเพลง ไอวิลออลเวย์สเลิฟยู ซึ่งวิทนีย์นำมาร้องคัฟเวอร์ใหม่แสดงความเห็นว่า "จะยังคงรู้สึกสำนึกและเกรงขามต่อการแสดงอันน่าตื่นตะลึงที่เธอได้กระทำกับเพลงของฉัน และขอพูดมันจากก้นบึ้งของหัวใจ 'วิทนีย์ ฉันจะยังคงรักคุณเสมอไป คุณจะยังคงเป็นที่โหยหาจากผู้คน'." ส่วนแม่บุญธรรมของวิทนีย์ อาเรธา แฟรงคลิน กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและชวนตกตะลึง ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองเพิ่งจะได้อ่านข่าวนี้ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ไป"[35]

ทางด้านอดีตสามีของวิทนีย์อย่าง บ็อบบี้ บราวน์ ระบุว่าเขา "ร้องไห้ไม่หยุด" หลังจากที่ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิต เขาไม่ได้ยกเลิกตารางการแสดงของตัวเองที่กำลังดำเนินอยู่ ภายในหนึ่งชั่วโมงของการตาย บ็อบบี้ได้จุมพิตแล้วโบกไปยังท้องฟ้าพร้อมกับหลั่งน้ำตาก่อนจะพูดว่า "วิทนีย์, ผมรักคุณ" ซึ่งผู้ชมการแสดงของเขาในมิสซิสซิปปีต่างร่วมเป็นสักขีพยาน[36][37][38][39]

ผลงาน[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

คอนเสิร์ต[แก้]

ปีที่ฉายหนัง ชื่อภาพยนตร์ บทบาท รางวัล
2535 The Bodyguard ราเชล มอลรอน * ถูกเสนอชื่อเข้าชิง - 1993 เอ็มทีวี มูฟวี่ อวอร์ด สำหรับบทบาทหญิงยอดเยี่ยม[40]
  • ถูกเสนอชื่อเข้าชิง - 1993 เอ็มทีวี มูฟวี่ อวอร์ด สำหรับบทบาทการแสดงที่มีประสิทธิภาพ[41]
  • ถูกเสนอชื่อเข้าชิง - 1993 เอ็มทีวี มูฟวี่ อวอร์ด สำหรับนักแสดงยอดเยี่ยมคู่กับ เควิน คอสต์เนอร์[42]
2538 Waiting to Exhale ซาวานน่า แจ็คสัน * ถูกเสนอชื่อเข้าชิง - 1996 NAACP อิมเมจ อะวอร์ดสำหรับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม[43]
2539 The Preacher's Wife จูลี่ บิกสส์ * เข้าชิงรางวัล - 1997 NAACP อิมเมจ อะวอร์ดสำหรับนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม[44]
  • ถูกเสนอเข้าชิง - 1997 บล็อกบัสเตอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์ อะวอร์ด สำหรับ นักแสดงหญิงที่โปรดปราน (คอเมดี้/โรแมนติด)[45]
  • ถูกเสนอเข้าชิง - 1997 คิดส์ ชอยส์ อะวอร์ดสำหรับนักแสดงหญิงจากภาพยนตร์สุดโปรดปราน[46]

อัลบั้มรวมเพลงอย่างเป็นทางการ[แก้]

  • Whitney: The Greatest Hits - 2000
  • I Will Always Love You: The Best of Whitney Houston - 2012

References[แก้]

  1. Encyclopedia of African American history, 1896 to the present: from the age of segregation to the twenty-first century. Oxford University Press; 2009. ISBN 978-0-19-516779-5. p. 459–460.
  2. Dobuzinskis, Alex (2009-09-15). "Whitney Houston says she is "drug-free"". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2009-11-01. 
  3. Sullivan, Caroline (2012-02-12). "Whitney Houston obituary". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2012-02-12. 
  4. The 1986 MTV Video Music Awards The Winners!. Billboard. October 11, 1986 [cited February 7, 2011];98(41).
  5. 5.0 5.1 The Prom Queen of Soul. July 13, 1987 [cited March 17, 2007]. Time Inc..
  6. แม่แบบ:Vcite episode
  7. "Saving All My Love for You"; "How Will I Know"; "Greatest Love of All"; "I Wanna Dance with Somebody (Who Loves Me)"; "Didn't We Almost Have It All"; "So Emotional" and "Where Do Broken Hearts Go"
  8. Whitney Houston and The Bodyguard: Original Soundtrack Album
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 AllMusic. Whitney Houston biography; 2006 [cited April 13, 2009].
  10. Whitney Houston Biography [cited March 17, 2011].
  11. "Whitney Houston: Cocaine in system not a fatal dose, expert says". Los Angeles Times. April 5, 2012. สืบค้นเมื่อ March 28, 2013. 
  12. Christopher, Tommy (February 13, 2012). "Howard Kurtz Asks If Whitney Houston's Death 'Is Worth' Intense News Coverage". สืบค้นเมื่อ February 13, 2012. 
  13. nytimesobit
  14. Notable Black American women. VNR AG; 1996. ISBN 978-0-8103-9177-2. p. 304–305.
  15. "Top 10 Things You May Not Know About Whitney Houston". ABC. February 16, 2012. Retrieved November 4, 2012.
  16. "Michael Houston 'Devastated' At Death Of Sister". Entertainment Wise. February 12, 2012. Retrieved November 4, 2012.
  17. Visionary Project Video Interview (bottom of page) -Cissy Houston: My Family, go to the 1:00 mark. September 2, 2009 [cited February 11, 2012].
  18. Whitney's godmother: 'She was a light'. Nancy Grace spoke with Whitney Houston's godmother and Rock and Roll Hall of Fame singer Darlene Love.. February 13, 2012 [cited February 17, 2012].
  19. The Detroit News. Aretha Franklin recalls meeting a young Whitney Houston [cited February 18, 2012].
  20. Whitney Houston Sings Her Way to Stardom. Johnson Publishing Company; August 26, 1985. p. 59.
  21. The Detroit News. Aretha Franklin recalls meeting a young Whitney Houston [cited February 18, 2012].
  22. Whitney Houston. Chelsea House Publishers; January 1998. ISBN 978-0-7910-4456-8. p. 21.
  23. Whitney & Bobby – Addicted to Love. September 2005 [cited March 17, 2007]. Vibe Magazine.
  24. Jet. Johnson Publishing Company; February 17, 1986. p. 59.
  25. Vibe. Vibe Media Group; June 2007 [cited February 13, 2012]. p. 78.
  26. Whitney Houston: Down and Dirty. Rolling Stone; Jann S. Wenner, editor and publisher. June 10, 1993 [cited March 17, 2007].
  27. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Bronson2003ad
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 Singer Whitney Houston a Model of Success. Johnson Publishing Company; July 16, 1990. p. 32.
  29. Whitney and Cissy Houston on the Joys and Worries of Motherhood. Johnson Publishing Company; May 1995 [cited February 15, 2012]. p. 30–.
  30. The Soul of Whitney. December 2023 [cited February 15, 2008]. Essence Magazine.
  31. Salon.com. Didn't She Almost Have It All; April 13, 2006 [cited December 12, 2007].
  32. RobertChristgau.com. Material she was a great song writer [cited December 12, 2007].
  33. Allmusic. Paul Jabara & Friends Album Review [cited January 14, 2010].
  34. February 11, 2012 . "Whitney Houston's death: Medics performed CPR for about 20 minutes — latimes.com". Latimesblogs.latimes.com. สืบค้นเมื่อ 2012-02-12.  Text "  6:32 pm " ignored (help)
  35. "Singer Whitney Houston dies at 48". Edition.cnn.com. 1963-08-09. สืบค้นเมื่อ 2012-02-12. 
  36. http://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-2100022/Whitney-Houston-dead-Bobby-Brown-makes-tearful-tribute-performs-onstage-shortly-death-ex-wife.html
  37. http://www.thairath.co.th/content/oversea/237818 จบตำนาน วิทนีย์ ฮุสตัน เสียชีวิตแล้ว
  38. http://www.thairath.co.th/content/oversea/237991 อดีตสามีร่ำไห้ หลังทราบข่าว 'วิทนีย์ ฮุสตัน' เสียชีวิต
  39. http://www.thairath.co.th/content/oversea/237886 ปริศนาการตาย 'วิทนีย์ ฮุสตัน' เพราะยาเสพติดทำลายชีวิต?
  40. swaptree.com. MTV Movie Awards: Best Female Performance; July 13, 1993 [cited January 11, 2010].
  41. swaptree.com. MTV Movie Awards: Best Breakthrough Performance; July 13, 1993 [cited January 11, 2010].
  42. swaptree.com. MTV Movie Awards: Best On-Screen Duo; July 13, 1993 [cited January 11, 2010].
  43. tv.com. Whitney Houston: Blurbs [cited January 11, 2010].
  44. EBONY's 50th Anniversary Show, Denzel Washington Among NAACP Image Award Winners (p60). March 3, 1997 [cited January 8, 2010].
  45. 1996 Blockbuster Entertainment Awards Nominees Announced. February 1, 1997 [cited June 15, 2010].
  46. Internet Movie Database. 1997 Kids' Choice Awards [cited January 13, 2010].


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]