วิกฤตตัวประกันมะนิลา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รถบัสทัวร์ซึ่งมีการจี้ตัวประกัน

วิกฤตตัวประกันมะนิลา เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งได้ยึดรถบัสทัวร์หน้าควิริโนแกรนด์สแตนด์ในสวนรีซัล กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553 อดีตสารวัตรตำรวจอาวุโสซึ่งไม่พอใจ (มียศเทียบเท่าร้อยเอกในกองทัพบก) โรลันโด เมนโดซา จากสถานีตำรวจมะนิลาได้จี้รถบัสทัวร์ซึ่งมีผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงจำนวน 25 คน ในความพยายามที่จะได้รับตำแหน่งงานกลับคืน[1] เขากล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยไม่มีโอกาสที่จะปกป้องตนเองอย่างเหมาะสม และสิ่งที่เขาต้องการมีเพียงการรับฟังอย่างยุติธรรมเท่านั้น

จากผลของการปิดล้อมนานสิบชั่วโมง ความพยายามช่วยเหลือตัวประกันที่ผิดพลาดของตำรวจกรุงมะนิลาได้ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ถ่ายทอดสดแก่ผู้ชมหลายล้านคนที่กำลังชมข่าวอยู่ ตัวประกัน 8 คน[2]และเมนโดซา[3]เสียชีวิต และอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศเตือนภัยท่องเที่ยวขั้นสูงสุด "สีดำ" ทันที[4]

ผู้ก่อการ[แก้]

ผู้ก่อการจี้ชิงตัวประกันในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ระบุว่าเป็นโรลันโด เมนโดซา อดีตนายตำรวจสัญญาบัตรระดับสูง[5] ผู้ซึ่งต้องการที่จะกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมพร้อมกับสิทธิประโยชน์ไปยังสถานีตำรวจเดิมที่เขาทำงานอยู่ในกรุงมะนิลา เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี พ.ศ. 2552 เนื่องจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกรรโชกทรัพย์[1][6]

เมนโดซาสำเร็จการศึกษาด้านอาชญวิทยา สมัครเข้าเป็นตำรวจในตำแหน่งสายตรวจ จากนั้นได้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสารวัตรอาวุโส เขาได้รับมอบเหรียญตรา 17 ครั้งในความกล้าหาญและเกียรติยศ ผู้ร่วมงานในสถานีตำรวจกรุงมะนิลากล่าวว่า เขาเป็นคนทำงานหนักและใจดี[7] ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 เมนโดซานำกลุ่มตำรวจโบกสัญญาณให้กับรถตู้ซึ่งกำลังขนกล่องเงินจำนวน 13 กล่อง ซึ่งอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส พยายามที่จะลักลอบนำออกนอกประเทศ เมนโดซาและทีมของเขาได้ส่งเงินดังกล่าวคืนให้กับทางการ[7] ในปีนั้น เมนโดซาได้รับรางวัลในฐานะที่เป็นสิบตำรวจยอดเยี่ยมของฟิลิปปินส์[8]

เชฟโรงแรม คริสเตียน คาลอว์ กล่าวว่า เขาถูกกล่าวหาจากเมนโดซาและตำรวจคนอื่น ๆ ในข้อหาละเมิดการจอดรถเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2551 พวกเขาได้นำถุงเล็ก ๆ ซึ่งภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีนในรถของเขา บีบบังคับให้เขารับยาเสพติด กล่าวหาว่าเขาติดยา และต้องการให้เขาส่งเงินในเอทีเอ็มทั้งหมด คาลอว์กล่าวว่าตำรวจได้ปล่อยตัวเขาหลังจากที่เพื่อนของเขาได้ส่งเงินให้กับตำรวจจำนวน 20,000 เปโซ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่าเมนโดซาและพวกอีก 4 คนมีความผิดจริงในการประพฤติที่ไม่เหมาะสมและสั่งให้เมนโดซาออกจากราชการและยกเลิกสิทธิประโยชน์ทั้งหมดของเขา[7] ข้อกล่าวหาต่อเมนโดซาได้ลงบันทึกไว้เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551 หลังจากเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งหน่วยลาดตระเวนเคลื่อนที่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 กองที่แปดของสำนักงานอัยการมะนิลาได้ยกฟ้องคดีหลังจากคาลอว์ไม่สามารถเข้าร่วมการพิจารณาคดีได้ ส่วนกิจการภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์แนะนำให้ยกฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ด้วยเหตุผลเดียวกัน น้องชาย เกรโกรีโอ กล่าวว่าสิ่งที่พี่ชายของเขาต้องการ คือ การได้รับฟังอย่างเป็นธรรมโดยผู้ตรจการแผ่นดิน ผู้ซึ่ง "ไม่เคยให้โอกาสเขาที่จะป้องกันตัวเอง พวกเขาปลดออกจากตำแหน่งในทันที"[7]

การจี้ตัวประกัน[แก้]

การขึ้นรถ[แก้]

ขณะที่รถบัสทัวร์ของคังไท่ ทราเวล เซอร์วิส กำลังรับนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงจำนวน 25 คนหน้าควิริโนแกรนด์สแตนด์ในสวนรีซัล มือปืน โรลันโด เมนโดซา พยายามที่จะตามนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนรถและขอโดยสารฟรี เมื่อคนขับปฏิเสธความต้องการของเขา เมนโดซาได้ชักอาวุธของตนเองมา และใส่กุญแจมือคนขับเข้ากับพวงมาลัยและทำการจี้รถบัส[9] อย่างไรก็ตาม ผู้รอดชีวิต ลี อิก บิว ได้เล่าว่าการขึ้นรถนั้นเกิดขึ้นที่ฟอร์ตซานเตียโก[10][11] ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการยืนยันโดยคนขับ อัลเบร์โต ลูบัง ผู้ซึ่งกล่าวว่าเมนโดซาได้ประกาศเจตนาที่แท้จริงของเขาที่สวนรีซัล[12]

เมนโดซามีอาวุธปืนขนาดเล็กและไรเฟิลเอ็ม 16[13] แสดงความต้องการขอกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมพร้อมกับคืนสิทธิประโยชน์ให้แก่เขา พร้อมทั้งกล่าวว่าเขาถูกใส่ร้าย นายกเทศมนตรีกรุงมะนิลา อัลเฟรโด ลิม กล่าวว่าเขาสามารถทำตามความปรารถนาของเมนโดซาที่จะกลับเข้าทำงานได้หากเขาสามารถพิสูจน์ตนเอง[14]

การเจรจา[แก้]

อีกเกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา นักท่องเที่ยวฮ่องกงหกคนได้รับการปล่อยตัว:[15] หญิงชราซึ่งบ่นถึงความเจ็บปวดที่ท้องเป็นรายแรกที่ได้รับการปล่อยตัวจากรถบัส สามีของเธอและผู้ป่วยโรคเบาหวานคนหนึ่งในรับการปล่อยตัว จากนั้น หญิงวัยกลางคนและลูกอีกสองคนได้รับการป่อยตัว และเมื่อเธอออกมา เธอได้ขอให้เด็กคนที่สาม (เป็นเด็กชายวัย 12 ปี) ได้รับการปล่อยตัวเช่นกัน โดยอ้างว่าเด็กชายคนดังกล่าวเป็นลูกของเธอ ช่างภาพชาวฟิลิปปินส์สองคนขึ้นมาบนรถบัสและอาสาที่จะถูกจับเป็นตัวประกันแทนการปล่อยตัวก่อนหน้า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวได้ถูกนำไปยังพื้นที่ตำรวจในสวนรีซัล[16]

จนถึงเวลาเที่ยง ตัวประกันอีกสี่คน (รวมไปถึงไกด์ทัวร์และช่างภาพอีกสองคน) ได้รับการปล่อยตัว ทำให้มีตัวประกันถูกปล่อยตัวไปแล้ว 10 คน นักข่าวทีวี 5 เออร์วิน ทัลโฟ ยังคงติดต่อกับเมนโดซาอย่างต่อเนื่อง โดยมีออร์ลันโด เยบรา ผู้อำนวยการ และโรเมโอ ซัลวาดอร์ หัวหน้าสารวัตร เป็นผู้นำการเจรจา ยังเหลือตัวประกันอีก 17 คนบนรถ[17] ในเวลานี้ สถานีโทรทัศน์หลายแห่ง (ABS-CBN, GMA, TV5 และ NBN) ได้ถ่ายทอดสดในมะนิลา TVB และ Cable TV ยังได้ถ่ายทอดสอดในฮ่องกงหลังเที่ยงเป็นต้นไป และด้วยการยืมใช้การเชื่อมต่อดาวเทียมจากเครือข่าย GMA ทำให้ CNN, Channel News Asia, และรอยเตอร์ สามารถถ่ายทอดข่าวไปได้ทั่วโลก [18]

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่อนุญาตตามความต้องการของเมนโดซาที่จะรับเขากลับเข้ารับราชการตำรวจอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยืนยันกับเมนโดซาว่าคดีของเขาจะได้รับการพิจารณาใหม่ อิสโก โมเรโน รองนายกเทศมนตรีกรุงมะนิลา ส่งจดหมายจากผู้ตรวจการแผ่นดินมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุการณ์จี้ตัวประกันหลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน[19] อย่างไรก็ตาม เมนโดซากล่าวถึงการตัดสินใจของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าเป็น "ขยะ" และกล่าวว่าข้อความดังกล่าวมิได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของเขา[20] นายกเทศมนตรีลิมกล่าวทางวิทยุท้องถิ่นว่าทางการตกลงที่จะรับเมนโดซากลับเข้ารับราชการและยุติวิกฤตดังกล่าว แต่ข้อความไม่สามารถส่งไปได้เนื่องจากการจราจรที่เลวร้าย[21][22]

เมื่อหน่วยสวาทของสถานีตำรวจมะนิลามาถึง เมนโดซาประกาศทางการสัมภาษณ์ทางวิทยุบน DZXL ว่าเขาจะสังหารผู้โดยสารและต้องการให้หน่วยสวาทออกจากพื้นที่[23] เกรโกรีโอ เมนโดซา น้องชายของเขา ตำแหน่งนายตำรวจอาวุโส-2 (SPO2 เทียบเท่าสิบโทในกองทัพบก) เดินออกไปหลังจากเจรจากับพี่ชาย เขากระตุ้นพี่ชายให้ยอมมอบตัวโดยสันติและกล่าวว่า "ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่"[24] เกรกอรืโอถูกจับกุมหลังจากนั้น โดยกล่าวว่าเขามิได้ถูกร้องขอให้มีส่วนในการเจรจา และเขาฝ่าพื้นที่กีดกันในขณะที่มีอาวุธปืน[25][26] ประธานาธิบดีอากีโนกล่าวในภายหลังว่าน้องชายของมือปืนได้มีส่วนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงโดยการสร้างความเกลียดชังต่อผู้เจรจา[21]

การโจมตี[แก้]

หลังจากเมนโดซาเห็นน้องชายของตนถูกจับกุมทางทีวีและวิทยุบนรถบัสซึ่งถ่ายทอดสดทางสื่อ พบว่าเขามีอาการกระสับกระส่าย เขาคิดว่าเขาถูกยิงเตือนเมื่อเห็นน้องชายและลูกชายถูกฉุดออกไปโดยตำรวจ[27] เขาเรียกร้องผ่านทางการสัมภาษณ์ทางวิทยุให้ตำรวจปล่อยตัวน้องชายของเขา มิฉะนั้นเขาจะเริ่มการสังหารตัวประกัน เมนโดซาได้กล่าวอ้างในภายหลังสดทางวิทยุไม่นานก่อนที่ตำรวจจะจู่โจมและเขาได้ยิงตัวประกันไปสองคน[6][28]

กระสุนปืนนัดแรกยิงมาจากในรถบัสเมื่อเวลา 19.21 น. ในเวลาใกล้เคียงกัน มีรายงานว่าพลแม่นปืนได้ยิงยางรถบัสทำให้รถไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้หลังจากพบว่ารถกำลังจะเคลื่อนที่ คนขับรถบัสสามารถหลบหนีออกมาได้เมื่อราว 19.30 น. และเล่าแก่ตำรวจว่าตัวประกันทั้งหมดบนรถถูกฆ่าแล้ว เขาได้ยอมรับในภายหลังว่าการสันนิษฐานของเขามาจากการได้เห็นเมนโดซายิงตัวประกันสามคนและยิงกระสุนออกไปไม่ทราบจำนวนบนรถบัส[12][25][29]

ทีมสวาทได้เริ่มล้อมรถบัสเมื่อเวลา 19.37 น.[29] ตำรวจได้พังกระจกรถบัสด้วยค้อนขนาดใหญ่และพยายามที่จะเข้าสู่ตัวรถ แต่ก็ไม่สามารถทำไดเนื่องจากถูกยิงขัดขวาง ความพยายามที่จะขึ้นใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้น ระเบิดแก๊สน้ำตาสี่ลูกได้ถูกโยนเข้ามาในรถเมื่อตำรวจพยายามที่จะเปิดประตูรถ ไม่มีตำรวจนายได้ทราบถึงที่เปิดประตูฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและความพยายามของพวกเขา ความพยายามที่จะพังประตูเขามาโดยผูกเชือกเข้ากับยานพาหนะของตำรถทำให้เชือกกระชาก และกลายเป็นการดันประตูไปแทน[30] นักแม่นปืนตำรวจ ผู้ซึ่งเข้าตำแหน่งก่อนหน้านี้ ได้ยิงเมนโดซาเข้าที่หัวระหว่างการโจมตี ในเวลานั้น ตามที่โฆษกประธานาธิบดี เอ็ดวิน ลาเซียร์ดา มีตัวประกันอีกสี่คนที่ได้รับยืนยันว่าเสียชีวิต ตัวประกันอีกหกคนได้รับยืนยันว่ารอดชีวิตและไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส[31] มีรายงานว่ามีสองคนนอกรถ ได้แก่วิศวกรของ TVB วัย 47 ปีและเด็กผู้มุงดูเหตุการณ์ ได้รับลูกหลงบาดเจ็บจากกระสุนที่ยิงออกมา[9]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Carcamo, Dennis (2010-08-23). "Report: Disgruntled cop takes tourists hostage in Manila". The Philippine Star. Manila, Philippines. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. "A dismissed police official has taken hostage 25 passengers of a tourist bus, including some children, in Manila this morning, a radio report said."  More than one of |author= และ |last= specified (help)
  2. "Manila hostage incident victim name list". Hong Kong's Information Services Department Press Release. 24 August 2010. สืบค้นเมื่อ 24 August 2010. 
  3. Conde, Carlos (23 August 2010). "Gunman and 8 Hostages Dead in the Philippines". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 24 August 2010. 
  4. "Hong Kong bans Philippines travel after hijack deaths". BBC News. 2010-08-24. สืบค้นเมื่อ 24 August 2010. 
  5. "PNP statement on the hostage-taking incident at Quirino Grandstand, August 23, 2010, as of 1:14 PM". Philippine National Police. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  6. 6.0 6.1 "Driver escapes, claims Chinese hostages killed". Philippine Daily Inquirer. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23.  Unknown parameter |co-authors= ignored (help)
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Robles, Alan (24 August 2010). "Disgrace of a model policeman thrown out of force for corruption", South China Morning Post
  8. Papa, Alcuin (2010-08-23). "Who is this hostage-taking cop?". Philippine Daily Inquirer. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  9. 9.0 9.1 Natalie Wong (2010-08-24). "Tour leader calmly sent SOS to office". The Standard. Hong Kong. สืบค้นเมื่อ 2010-08-24. 
  10. "英勇与怯懦 就这一瞬间 (Translation: Bravery and Cowardice in a Blink of an Eye)". Jinling Evening News (via Wangyi News) (ใน Simplified Chinese). 27 August 2010. สืบค้นเมื่อ 27 August 2010. 
  11. "甩身李太曾想再登旅巴 (Translation: Released Mrs. Lee Wanted to Re-Board the Tour Bus)". Apple Daily (ใน Traditional Chinese). 27 August 2010. สืบค้นเมื่อ 27 August 2010. 
  12. 12.0 12.1 "Bus driver: Hostage-taker got mad after brod's arrest". ABS-CBN News. 2010-08-24. สืบค้นเมื่อ 2010-08-24. 
  13. Chong, Dennis (August 26, 2010). "Police may go it alone in deaths probe", The Standard (Hong Kong)
  14. Carcamo, Dennis (2010-08-23). "Lim calls for review of Manila hostage-taker's case". Manila, Philippines: The Philippine Star. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. "Manila mayor Alfredo Lim has called for a review of the case involving a disgruntled former police officer who hijacked a tourist bus with 25 people on board today at the Luneta Grandstand."  More than one of |author= และ |last= specified (help)
  15. Carcamo, Dennis (2010-08-23). "6 freed in Manila hostage drama". The Philippine Star. Manila, Philippines. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. "Six hostages, including three children have been released to police by a dismissed police officer who took hijacked a bus carrying 25 tourists n Manila, a radio report said."  More than one of |author= และ |last= specified (help)
  16. "Ex-cop holds tourist bus passengers hostage in Manila". GMANews.tv. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  17. "9th hostage freed, 17 others left onboard bus". Philippine Daily Inquirer, INQUIRER.net. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23.  |coauthors= requires |author= (help)
  18. "菲人質事件陷僵局 槍手貼出字條「3p.m. dead lock」". Radio Taiwan International. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-24.  แม่แบบ:Zh-tw icon
  19. "Policeman’s demand for reinstatement nixed". Philippine Daily Inquirer (INQUIRER.net). 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23.  |coauthors= requires |author= (help)
  20. http://www.abs-cbnnews.com/-depth/08/24/10/bus-driver-hostage-taker-got-mad-after-brods-arrest
  21. 21.0 21.1 Chong, Dennis &agencies (August 25, 2010). "Letter reinstating Mendoza stuck in traffic", The Standard
  22. "Police were ready to reinstate hostage-taker at the last minute", Manila Standard Today
  23. "Police hostage-taker threatens to kill hostages". Agence France Presse (INQUIRER.net). 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  24. Andrade, Jeannette (2010-08-23). "Hostage-taking cop’s brother walks out of negotiations". Philippine Daily Inquirer. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  25. 25.0 25.1 "Shots fired in Manila hostage crisis — report". GMANews.tv. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  26. "President Aquino: SPO2 Gregorio Mendoza in custody". ANC News. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  27. "Dismissed cop kills most of Chinese hostages—tourist bus driver". INQUIRER.net. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-28. 
  28. "Gunman tells live radio he shot two Hong Kong hostages". Agence France Presse (INQUIRER.net). 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  29. 29.0 29.1 Abella, Jerrie, Pia Faustino, et al. (2010-08-24). Massacre in nation's heart: Timeline of Manila bus siege. GMA News. Retrieved 2010-08-26.
  30. "Assault starts vs Manila hostage-taker — report". GMANews.tv. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23.  Text "last-Edep " ignored (help)
  31. "Hostage crisis ends in bloody carnage; 4 hostages dead". GMANews.tv. 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23.  Text "last-Abella " ignored (help)

พิกัดภูมิศาสตร์: 14°34′52″N 120°58′30″E / 14.58104°N 120.974922°E / 14.58104; 120.974922