วันสะบาโต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันสะบาโต (ภาษาอังกฤษ: Sabbath) เป็นวันสำคัญทางศาสนายิว และศาสนาคริสต์บางคณะนิกาย สะบาโต มาจากภาษาฮีบรู "ซับบาธ" แปลว่า "พัก" พระเจ้าทรงสร้างโลก เว้นและพักวันที่ 7 เพื่อให้มนุษย์ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ถือเป็นวันบริสุทธิ์ห้ามทำกิจกรรมใดๆ ทุกอย่างได้ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อน เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้ทำกิจกรรมที่เป็นกุศล เช่น การสวดมนต์อธิษฐานภาวนาการอ่านพระคัมภีร์ และขอบคุณพระเจ้า

คริสเตียนกับวันสะบาโต                    
                            ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีข้อพระธรรมหลายข้อที่กล่าวถึงคำบัญชาของพระเจ้าให้ถือรักษาวันสะบาโต      และมีคำตำหนิอย่างรุนแรงสำหรับคนที่ไม่ถือรักษาวันสะบาโต(อพย.๓๑.๑๒-๑๗  อสย.๕๘.๑๓-๑๔ ยรม.๑๗.๒๑-๒๒ กดว.๑๕.๓๒-๓๖)     และคำสั่งเรื่องการถือรักษาวันสะบาโตก็เป็นพระบัญญัติข้อที่๔ของพระบัญญัติสิบประการที่พระเจ้าทรงประทานผ่านทางท่านโมเสส  (อพย.๒๐.๘-๑๑)    ซึ่งข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้สร้างความรู้สึกไม่สบายใจต่อ คริสเตียนจำนวนมาก   เนื่องจากเกรงว่าตนเองกำลังละเมิดพระบัญชาเรื่องวันสะบาโต   อีกทั้งคริสตจักรคณะต่างๆก็มีความเห็นแตกต่างกัน    เกี่ยวกับเรื่องวันสะบาโตเราจะมีคำถามหลักอยู่ ๒ ประการคือ ๑.วันสะบาโตคือวันเสาร์หรือวันอาทิตย์  และ๒.คริสเตียนต้องถือรักษาวันสะบาโตหรือไม่
                                   
                              ๑.วันสะบาโตคือวันเสาร์หรือวันอาทิตย์                                                                          
                                วันสะบาโตเป็นวันเสาร์หรือเป็นวันอาทิต์เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันของคริสเตียนสองกลุ่ม    กลุ่มหนึ่งถือว่าวันสะบาโตเป็นวันเสาร์    กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มคริสตจักรวันเสาร์หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นเคยว่าคริสตจักรเซเว่นเดย์แอดแวนทิส   กลุ่มนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการถือรักษาวันสะบาโตในวันเสาร์   จะยึดถือปฏิบัติตามกฎระเบียบเรื่องวันสะบาโตตามที่บันทึกในพระคัมภีร์เดิม       นอกจากกฎเรื่องวันสะบาโตแล้วกลุ่มคริสตจักรวันเสาร์ก็ยังรักษากฎอื่นๆในพระคัมภีร์เดิมด้วย เช่นกฎเกี่ยวกับอาหาร         คริสตจักรวันเสาร์เป็นกลุ่มคริสเตียนที่มีวิถีปฏิบัติที่ใกล้เคียงกับศาสนายูดายมากที่สุด    แต่ก็มีกฎบางประการที่คริสตจักรวันเสาร์ไม่ได้ยึดถือปฏิบัติคือ พิธีปัศคาและพิธีสุหนัต             ซึ่งพิธีทั้งสองก็เป็นเรื่องสำคัญในระดับเดียวกันกับวันสะบาโต  และพระเจ้าก็ทรงบัญชาอย่างหนักแน่นชัดเจนให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับวันสะบาโต (อพย.๑๒.๑๔  ปฐก.๑๗.๑๐-๑๔)     คำถามที่ตามมาก็คือกลุ่มคริสตจักรวันเสาร์ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการที่จะเลือกปฏิบัติพระบัญญัติบางประการ  และไม่ปฏิบัติตามพระบัญญัติบางประการ
                                        คริสเตียนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าวันสะบาโตคือวันอาทิตย์      กลุ่มคริสเตียนที่ถือว่าวันสะบาโตเป็นวันอาทิตย์คือคริสตจักรคาธอลิคและคริสตจักรส่วนใหญ่ของโปรเตสแตนท์           กลุ่มนี้เชื่อว่าเดิมทีวันสะบาโตเป็นวันเสาร์แต่ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นวันอาทิตย์   โดยได้ให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงไว้สองประการคือ         หนึ่งเมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินได้เปลี่ยนจักวรรดิโรมมาเป็นคริสเตียนในศตวรรษที่๔ก็ได้ร่วมกับคริสตจักรประกาศให้เปลี่ยนแปลงวันสะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์    คำถามที่ตามมาก็คือว่ามนุษย์เราเอาอำนาจอะไรมาเปลี่ยนแปลงพระบัญญัติของพระเจ้า   เหตุผลประการที่สองคือคริสตจักรในยุคอัครทูตก็ได้นมัสการในวันอาทิตย์(๑คร.๑๖.๒  กจ.๒๐.๗)  โดยให้เหตุผลว่าสาเหตุที่คริสตจักรนมัสการวันอาทิตย์ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูในวันอาทิตย์          เป็นความจริงที่มีการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ของคริสตจักรในสมัยแรก   แต่นี้ก็ไม่ได้มีเหตุผลเพียงพอที่จะอ้างว่าวันสะบาโตได้เปลี่ยนจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์    เพราะเราพบจากพระคัมภีร์ว่าทุกวันเสาร์อัครทูตก็ยังไปที่ธรรมศาลา  อีกทั้งคริสตจักรยุคอัครทูตในเวลาเริ่มต้นมีการนมัสการทุกวัน(กจ.๒.๔๖) 
                         วันสะบาโตเป็นวันที่สถาปนาโดยพระเจ้าและพระองค์ตรัสว่าเป็นพันธสัญญาตลอดชั่วชาติพันธุ์   ดังนั้นวันสะบาโตจึงตรงกับวันเสาร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง(เริ่มจากเย็นวันศุกร์จนถึงเย็นวันเสาร์ตามการนับวันของพระคัมภีร์)                    วันสะบาโตตั้งขึ้นโดยอำนาจของพระเจ้า  ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องเปลี่ยนโดยอำนาจของพระเจ้าไม่ใช่อำนาจของคริสตจักรหรือรัฐ        และเราไม่เคยพบข้อความใดในพระคัมภีร์ที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเปลี่ยนวันสะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์
                     ๒.คริสเตียนต้องถือรักษาวันสะบาโตหรือไม่
                    ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นคริสเตียนส่วนใหญ่เชื่อว่าตนยังต้องถือรักษาวันสะบาโตอยู่    เพียงแต่บางส่วนยึดถือว่าวันสะบาโตเป็นวันเสาร์และบางส่วนถือว่าวันสะบาโตได้เปลี่ยนจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์     แต่จากนี้ไปจะเป็นเหตุผลและหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าคริสเตียนไม่ได้อยู่ภายใต้พันธสัญญาเรื่องวันสะบาโต    คริสเตียนจึงไม่ได้มีหน้าที่ในการถือรักษาวันสะบาโต
                   ๑.คำสั่งเรื่องวันสะบาโตเป็นคำสั่งเฉพาะสำหรับคนอิสราเอลเท่านั้น   หากเราพิจารณาดูทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงคำสั่งของพระเจ้าเรื่องการถือรักษาวันสะบาโตจะเป็นการกล่าวกับชนชาติอิสราเอล               และจะเป็นการกล่าวภายใต้พันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล    โดยตั้งอยู่บนเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์(อพย.๒๐ข้อ๒และข้อ๘)      วันสะบาโตเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างอิสราเอลกับพระเจ้า         และคนอิสราเอลได้รับพระบัญชาถือรักษาวันสะบาโตไว้ตราบเท่าที่ยังมีคนอิสราเอลอยู่(อพย.๓๑.๑๒-๑๓)             ดังนั้นคริสเตียนจึงไม่ต้องถือรักษาวันสะบาโตเพราะเราไม่ใช่คนอิสราเอลที่ต้องอยู่ภายใต้พันธสัญญาระหว่างคนอิสราเอลกับพระเจ้า         คริสเตียนไม่ได้อยู่ภายใต้พันธสัญญาที่ตั้งอยู่บนการช่วยกู้จากอียิปต์เหมือนคนอิสราเอล  แต่อยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่ที่ตั้งอยู่บนการช่วยกู้ให้พ้นจากบาปโดยพระคริสต์    และเรามีเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับพระเจ้าคือพิธีบัพติศมาและพิธีมหาสนิท(มธ.๒๖.๒๖-๒๘  ๑ คร.๑๑.๒๓-๒๖ กจ.๒.๓๗-๓๙)   สรุปให้เข้าใจโดยง่ายก็คือคริสเตียนและคนยิวถือหนังสือสัญญาคนละฉบับ         เนื้อหาของหนังสือสัญญาแต่ละฉบับย่อมมีความแตกต่างกัน   การนำเนื้อหาและเงื่อนไขทั้งสองฉบับมาปะปนกันย่อมก่อให้เกิดปัญหาทั้งในด้านการทำความเข้าใจและในการปฏิบัติ    ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้ก็เป็นดังที่พระเยซูตรัสเปรียบเทียบว่าเหมือนการนำเหล้าองุ่นหมักใหม่มาใส่ในถุงหนังใบเก่า   ซึ่งผลที่ตามมาคือความเสียหายเพราะถุงหนังเก่าจะไม่สามารถทนแรงดันของเหล้าองุ่นหมักใหม่(มัทธิว ๙.๑๗)
                   ๒.สภาของอัครทูตและผู้ปกครองในกรุงเยรูซาเล็มตามที่บันทึกในพระธรรมกิจการบทที่ ๑๕  มีมติให้คริสเตียนที่เป็นชาวต่างชาติไม่ต้องเข้าพิธีสุหนัตหรือถือตามกฎข้อปฏิบัติของคนอิสราเอล       ปัญหาใหญ่ของคริสตจักรยุคแรกเกิดจากความเข้าใจเรื่องข้อปฏิบัติต่างๆในศาสนายูดาย     พระเยซูคริสต์ทรงเกิดเป็นชาวยิว   อัครทูตและสาวกกลุ่มแรกก็เป็นชาวยิว   ความเข้าใจเรื่องพระเจ้าของคริสเตียนก็มีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์เดิมของชาวยิว            ดังนั้นจึงมีคริสเตียนกลุ่มใหญ่ที่เชื่อว่าเมื่อคนต่างชาติจะมาเป็นคริสเตียนนั้นจะต้องเข้าพิธีสุหนัตก่อน  เพราะพิธีสุหนัตเป็นเหมือนประตูเข้าสู่ศาสนายูดาย    เหมือนพิธีบัพติศมาเป็นประตูเข้าสู่ศาสนาคริสต์         และเมื่อรับพิธีสุหนัตแล้วก็ต้องถือรักษาระเบียบพิธีต่างๆแบบคนยิว(กาลาเทีย ๕:๓)    แต่ท่านเปาโลและพวกได้ต่อสู้กับความเชื่อดังกล่าวอย่างเต็มที่   ความขัดแย้งนี้จึงถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมของสภาอัครทูตและผู้ปกครองในพระธรรมกิจการบทที่ ๑๕   ซึ่งที่ประชุมมีมติให้คริสเตียนต่างชาติไม่ต้องเข้าพิธีสุหนัต         และเมื่อไม่ต้องเข้าพิธีสุหนัตก็หมายความว่าไม่ต้องเข้าสู่พันธสัญญาระหว่างคนอิสราเอลกับพระเจ้า   ดังนั้นกฎอื่นๆในศาสนายูดายจึงไม่เป็นกฎที่คริสเตียนถูกผูกมัดให้ถือปฏิบัติ        เมื่อเราอ่านถึงสิ่งที่คริสเตียนในพระธรรมกิจการกระทำ       เราต้องเข้าใจว่ามีวิถีการปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างคริสเตียนยิวกับคริสเตียนที่เป็นคนต่างชาติ    คริสเตียนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิวจะถือรักษาเฉพาะพิธีบัพติศมาและมหาสนิท    แต่คริสเตียนยิวในฐานะที่เป็นคริสเตียนเขาจะถือรักษาพิธีบัพติศมาและมหาสนิท  และในฐานะที่เขาเป็นยิวเขาจะถือพิธีสุหนัต  ปัศคาและถือรักษาวันสะบาโตด้วย         ในพระธรรมกิจการบทที่๒๑ ข้อ๑๗-๒๖   ท่านเปาโลถูกกล่าวหาว่าสั่งสอนคนยิวในต่างแดนให้ละทิ้งวิถีปฏิบัติของยิว          แต่เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง  ท่านจึงต้องทำการบนตัวตามหลักของพระบัญญัติที่พระวิหารเพื่อแสดงว่าท่านเองก็ยังปฏิบัติตามวิถีของคนยิวอย่างเคร่งครัด  เพราะท่านก็เป็นยิวด้วย   
                      ๓.มีหลักฐานจากข้อพระคัมภีร์ที่ต่อต้านคำสอนเรื่องให้คริสเตียนต่างชาติถือรักษาวันสะบาโต    ในโคโลสี บทที่ ๒ ข้อ๑๖ กล่าวว่า”เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน  หรือวันสะบาโต”(พระธรรมโคโลสีเป็นจดหมายของเปาโลที่เขียนถึงคริสเตียนในเมืองโคโลสีซึ่งไม่ได้เป็นคนยิว)       และเราก็ไม่เคยพบว่าพระคริสต์หรืออัครทูตได้มีคำสั่งให้คริสเตียนถือรักษาวันสะบาโตสักครั้งเดียว      ถ้าหากว่าคำสอนเรื่องการถือรักษาวันสะบาโตเป็นเรื่องสำคัญพระคริสต์และอัครทูตก็ย่อมต้องกล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้ง   การที่พระคริสต์และอัครทูตไม่เคยสั่งการให้ถือรักษาวันสะบาโตก็ย่อมแสดงว่าเรื่องวันสะบาโตไม่ใช่หน้าที่ของคริสเตียนที่จะต้องถือปฏิบัติ
                     ในสมัยพระเยซูคริสต์ชาวยิวกับชาวสะมาเรียถกเถียงกันเรื่องสถานที่ที่ถูกต้องในการนมัสการพระเจ้า   ชาวสะมาเรียเชื่อว่าภูเขาเกริชิมคือสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อเป็นสถานนมัสการ   ส่วนชาวยิวเชื่อว่าพระเจ้าทรงกำหนดกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นที่ตั้งของพระวิหารเพื่อการนมัสการ       แต่พระคริสต์ตรัสสอนในพระธรรมยอห์นบทที่ ๔ ว่าสาระสำคัญของการนมัสการไม่ไม่เรื่องสถานที่แต่เป็นท่าทีของเราในการนมัสการ   พระเยซูสอนว่าการนมัสการที่แท้จริงเป็นการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง     ในปัจจุบันเราก็ถกเถียงกันเรื่องว่าวันใดคือวันที่พระเจ้าทรงตั้งไว้เพื่อการนมัสการพระองค์   บางคนก็ว่าวันเสาร์  บางคนก็ว่าวันอาทิตย์   แต่พระคริสต์ก็ตรัสเหมือนเดิมว่าสาระสำคัญของการนมัสการไม่ได้อยู่ที่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์   สาระสำคัญคือการนมัสการด้วยท่าทีที่ถูกต้องคือนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
ผู้เขียน ชวน พันธสัญญากุล