วะฮาบีย์
วะฮาบีย์หรือซะละฟีย์ เป็นมัซฮับหนึ่งในอิสลามที่ถูกเรียกด้วยการล้อชื่อพ่อของมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ(วะฮาบ)ด้วยกลุ่มที่ไม่ชอบมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ เพราะกลุ่มวาฮาบีย์ อ้างว่ามีแต่กลุ่มตนเท่านั้นที่ยึดหลักของอัลกุรอานและฮาดิษเป็นหลัก เป็นกลุ่มที่แพร่หลายทั่วโลกในเวลาปัจจุบันโดยเฉพาะในคาบสมุทรอาหรับ
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
ชีวประวัติของมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ
มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ฮ.ศ.1115-1206 (พ.ศ. 2246-พ.ศ. 2335) เกิดที่เมือง อัลอุยัยนะหฺ ไม่ไกลจากนครริยาด เมืองหลวงของประเทศซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดและมีความจำที่ดีเยี่ยม เมื่ออายุได้ยี่สิบปีเขาได้ออกเดินทางไปศึกษากับผู้รู้ท่านอื่น ๆ อีกหลายท่าน เขาเป็นที่รู้จักในนามเชค อัลนัจญ์ดีย์ (เชคแห่งแคว้นนะญัด)
ปลายศตวรรษที่ 18 หรือฮิจเราะฮฺศักราชที่ 12 ของอิสลาม ณ แผ่นดินอารเบียหรือฮิญาซ บ้านเกิดเมืองนอนของศาสนาอิสลาม ความโสมมจากหลักศรัทธาอันผิดเพี้ยนและการปฏิบัติกิจศาสนาตามระบอบอุติกรรมนิยมได้ครอบคลุมไปทั่วทุกอณูส่วนของกิจกรรมทางศาสนาของผู้คนแถบนี้จนแทบจะแสวงหาความบริสุทธิ์จากแบบฉบับแห่งศาสนทูต ศ็อลฯ แทบไม่เจอ ในอีกด้านหนึ่งฟากทิศตะวันตกจักรวรรดิออตโตมันเองก็ดำรงสถานะอยู่บนความเสื่อมโทรมของผู้ปกครองทั้งยังเป็นเป้านิ่งของจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างอังกฤษที่เข้าคุกครามแผ่นดินมุสลิมในแถบจันทร์เสี้ยวอันไพบูลย์อยู่ในขณะนั้น
จากช่วงเวลาแห่งวิกฤติศรัทธานี้การก่อตัวที่เรียกว่า “กลุ่มชนทางประวัติศาสตร์” (Historical Bloc) หรือการรวมตัวของพันธมิตรต่างชั้นชนจากหน่วยต่างๆภายใต้อัตลักษณ์ร่วมทางการเมืองและศาสนาเดียวกันได้เกิดขึ้น ณ แผ่นดินนี้ จากจุดเริ่มต้นนี้เองที่นักปราชญ์ทางศาสนาจากสำนักนิติศาสตร์สายฮันบะลีย์ นามอุโฆษอย่าง ชัยคฺ มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้ทำการมอบสัตยาแก่จ้าวผู้ปกครองผู้ยึดมั่นทางศาสนาผู้หนึ่งนามว่า อิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ด บรรพบุรุษคนสำคัญของวงศ์วานสะอู๊ดที่จะขึ้นมาปกครองรัฐซาอุดิอารเบียสมัยใหม่อีกกว่าศตวรรษต่อมา การมอบสัตยาบันครั้งนี้ถูกพิจารณาอย่างสำคัญจากเหล่านักวิชาการทั้งหลายว่าเป็นการสอดประสานอย่างแนบแน่นระหว่างกลไกทางการเมืองและกลไกทางศาสนาสะท้อนภาพของการเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างอิสลามกับการเมืองได้อย่างดี และในอีกทางหนึ่งเช่นกันที่บทเรียนจากขบวนการวะฮะบีย์เหล่านี้ได้สอนแก่เราว่าการฟื้นฟูอิสลามย่อมนำพามาซึ่งการท้าทายต่อผู้ปกครองทรราชทั้งปวง การมุ่งฟื้นฟูอิสลามที่ปราศจากการแสวงหาพันธมิตรร่วมทางการเมืองย่อมไม่อาจดำรงสภาพของการเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพได้ การมอบสัตยาบันของชัยคฺอับดุลวะฮาบในฐานะตัวแทนของกลุ่มชนทางศาสนาแก่จ้าวผู้ปกครองนครดิรอียะฮฺอย่างอิมามอิบนุสะอู๊ดทำให้เกาะปราการปกป้องขบวนการทางศาสนาของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบก่อตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนสามารถท้าทายศัตรูรอบนอกของพวกเขาได้
วะฮาบีย์ หลังจาก เชค อัลนัจญ์ดีย์ เสียชีวิต [แก้]
| บทความนี้อาจต้องปรับปรุงให้มีมุมมองที่เป็นกลาง เนื่องจากนำเสนอมุมมองเพียงด้านเดียว ดูหน้าอภิปรายประกอบ โปรดอย่านำป้ายออกจนกว่าจะมีข้อสรุป |
วันที่ 14 พฤษภาคม 2344 กองทัพวะฮาบีย์บุกโจมตีเมืองกัรบะลาอ์ ในอิรัก เกิดการล้มตายเป็นอันมาก นอกจากนี้ยังเข้าลายบางส่วนสุสานของฮุเซน หลานตาศาสนทูต เพื่อทำลายสิ่งประดับตกแต่งที่ตั้งภาคีไปดัรอียะหฺ ต่อมาสุสานฮุเซนได้รับการบูรณะซ่อมแซมในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2360 โดยกษัตริย์ ฟาติหฺ ชาหฺ กอจาร แห่งอิหร่าน ในปี 2347 เจ้าชายซะอูดเข้าบุกมะดีนะห์ หลังจากนั้นก็ขยายรัฐวะฮาบีย์ถึงเยเมนและโอมาน
พ.ศ. 2352 อังกฤษจัดทัพเพื่อช่วยเหลือซะอูด ให้มีอำนาจในอารเบีย ซะอูดคิดที่จะบุกอิยิปต์ ปาชาแห่งอิยิปต์จึงจัดกองทัพบุกอาราจักรของซะอูดก่อน 2355 อิยิปต์ยึดมักกะหฺและมะดีนะหฺได้ ซะอูดตายปี 2357 อับดุลลอห์ ลูกชายกรีฑาทัพบุกเมืองต่าง ๆ อย่างเดิม
หลังจากกองทัพวะฮาบีย์บุกเมืองฏออิฟในปี ฮ.ศ. 1217 (พ.ศ. 2344) มีการล้มตายอีกครั้ง พวกเขาก็เริ่มยึดครองคาบสมุทรอารเบีย ในปีต่อมา พวกเขาจึงได้เข้าเมืองมักกะห์และทำลายอาคารสิ่งก่อสร้างในมัสยิดอัลฮะรอมที่เป็นการตั้งภาคี และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ มักกะหฺ ในสมัยนั้นอยู่ภายใต้อาณาจักรอุษมานียะหฺ เมื่อเจ้าชายซะอูดเดินทัพกลับมาถึงบ้านเกิดที่ ดัรอียะหฺ ก็ทราบข่าวว่าพ่อของเขาถูกฆ่าโดยชาวชีอะหฺเป็นการตอบแทนที่ทำไว้ในกัรบะลาอ์ เมื่อปีที่แล้ว
ในปี ฮ.ศ. 1221 (พ.ศ. 2349) กองทัพวะฮาบีย์บุกเข้านครมะดีนะหฺ และได้เข้าถล่มทำลายบรรดาสิ่งก่อสร้างเหนือสุสาน ใน ญันนะตุลบะกีอฺ จนหมดสิ้น โดยทุบทำลายจนเตียนราบ ไม่ให้สิ่งใดหลงเหลือเลย ในจำนวนนั้นมี สุสานของ ฮะซัน บินอะลีย์ หลานตาศาสนทูต สุสานของ อะลีย์ ซัยนุลอาบิดีน เหลนศาสนทูต สุสานของ มุฮัมมัด อัลบากิร และ สุสานญะอฺฟัร อัศศอดิก รวมทั้งสุสานของบุคคลสำคัญของอิสลามในอดีต พวกเขายังทำลายสิ่งที่อยู่เหนือสุสานของท่านศาสนทูตด้วย และสั่งให้เปิดสิ่งก่อสร้างที่ครอบสุสาน เพื่อนำทรัพย์สมบัติอันเป็นเงินบริสุทธิ์ ทองคำ และอัญมณีนานาชนิด ที่ผู้คนจากทุกสารทิศ นำมาวางตั้งไว้บนสุสาน ภายในเวลาพันกว่าปี เพื่อนำทรัพยสินเหล่านั้นเก็บเข้าวังเป็นทรัพย์สินในท้องพระคลัง ในปีต่อมารัฐวะฮาบีย์ได้ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ชาวกาฟิรเข้ามักกะหฺซึ่งดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2355 ชาวเมืองมักกะหฺได้ร่วมกันขับไล่พวกวะฮาบีย์ออกจากมักกะหฺ
ทางคอลีฟะห์มะฮฺมูด ที่สอง แห่งอาณาจักรอุษมานียะหฺ เมื่อเห็นว่าพวกวะฮาบีย์กำเริบเสิบสานในคาบสมุทรอารเบีย ทำลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นนั้น ก็ได้มีบัญชาถึงอะลีย์ ปาชา เจ้าเมืองอิยิปต์ ให้ส่งกองทัพไปปราบปรามพวกวะฮาบีย์ ในปี 2353 อะลีย์ ปาชาได้บัญชาให้บุตรของตนคือ ตูโสน กรีฑาทัพเข้าโจมตีอารเบีย แล้วได้ยกทัพหนุนหลังด้วยตนเอง ในปี 2361 กองทัพวะฮาบีย์ยึดเมืองริยาดได้ จึงสถาปนาริยาดเป็นราชธานีแห่งราชอาณาจักรสะอูดีย์-วะฮาบีย์
อะลีย์ ปาชา ได้บัญชาบุตรหัวปีของท่านคือ เจ้าชายอิบรอฮีม ให้กรีฑาทัพเข้าถึงใจกลางอารเบีย โดยอาศัยความช่วยเหลือจากพลเมืองในฮิญาซที่ยังไม่ได้ถูกอำนาจของวะฮาบีย์ครอบงำ จนสามารถขับไล่พวกวะฮาบีย์ออกจากมักกะหฺและมะดีนะหฺได้ และกองทัพยังสามารถเข้าถึง ดัรอียะห์ และจับอับดุลลอห์ ลูกของซะอูดได้ จึงนำตัวเขาและเจ้าชายอื่น ๆ พร้อมกับเหล่าอุลามาอฺของพวกเขาไปไคโร ในจดหมายเหตุอิยิปต์ มีบทบันทึกเกี่ยวกับการสืบสวนเรื่องทรัพย์สมบัติที่หายไปจากสุสานศาสนทูต อับดุลลอห์ได้นำไข่มุกหลายเม็ดและแผ่นทองคำจารึกโองการอัลกุรอานออกจากกล่อง บอกว่าที่เหลือมีเพียงแค่นี้ และตนตั้งใจจะเอาไปถวายคอลีฟะห์ในอิสตันบูล ต่อมาอะลีย์ ปาชา ได้ส่งอับดุลลอห์และพรรคพวกไปกรุงอิสตันบูล ให้คอลีฟะห์ตัดสิน คอลีฟะห์ตัดสิ้นประหารชีวิตพวกนักรบและพวกอุลามาอฺของวะฮาบีย์ทั้งสิ้น ทำให้กองทัพวะฮาบีย์ถดถอยไปชั่วระยะหนึ่ง
ในปี 2367 ตุรกี บุตรอับดุลลอหฺ ได้ก่อตั้งรัฐซะอูดีย์-วะฮาบีย์อีกครั้ง เจ้าชายอิบรอฮีมแห่งอิยิปต์จึงได้กรีฑาทัพอีกครั้งในปี 2379 กองทัพของอิบรอฮีมเข้าประชิดนครริยาดได้ในปีต่อมาและจับกุมตัวผู้นำ คือฟัยศอล บุตรของตุรกี ไปจำคุกในอิยิปต์ แต่หลายปีต่อมาก็ได้ปล่อยฟัยศอลออกมา ในปีเดียวกันนั้น คอลีฟะหฺอับดุลมะญีด แห่งอาณาจักรอุษมานียะห์ได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างเหนือสุสานให้มีสภาพคล้ายของเดิม เช่นเดียวกับคอลีฟะห์อับดุลฮะมีด และคอลีฟะหฺมุฮัมมัด ผู้สืบทอดบัลลังก์คนต่อมาก็ได้บูรณะซ่อมแซมสุสานเหล่านั้นอีกเช่นกัน
ในปี 2391 และ 2403 อาณาจักรอุษมานียะหฺ ได้บูรณะซ่อมแซมสถานที่สำคัญที่พวกวะฮาบีย์ทำลายเหล่านั้นอีกครั้ง โดยหมดเงินไปทั้งสิ้น 700,000 ปอนด์ ส่วนใหญ่เป็นเงินบริจาคที่ได้มาจาก สุสานศาสนทูต
15 มกราคม พ.ศ. 2445 อับดุลอะซีซ สามารถกู้บัลลังก์ที่เสียไปแก่ตระกูลอัรรอชีดีย์ จนต้องหนีไปอยู่คูเวตในปี 2434
ในปี พ.ศ. 2455 กลุ่มผู้เคร่งตามแบบของวะฮาบีย์ได้ปฏิรูปขบวนการอัลอิควาน (ภราดร) ขึ้น ขบวนการนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเป้าหมายสนับสนุนอับดุลอะซีซ ปีต่อมา กองทัพภราดร จำนวน 1,500 คนนำโดยอับดุลอะซีซเอง ได้เข้าโจมตีกองทัพของอาณาจักรอุษมานยะหฺ ซึ่งมีจำนวน 1,000 คน ที่ ฮูฟูฟ เมืองหลวงของฮะซาอ์ จนกระทั่งสามารถยึดเมืองหลวงนี้ได้ ตั้งแต่นั้นมาขบวนการอัลอิควานก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากมายหลายเท่า อับดุลอะซีซได้ออกกฎหมายให้ประชาชนในเขตการปกครองของตน จ่ายซะกาตแก่รัฐ
การติดต่อกับเซอร์ เพอร์ซี คอกซ์ (Sir Percy Cox) ที่ อัลอูเกร เดือนพฤศจิกายน 2459 ยังผลให้ อับดุลอะซีซได้เซ็นสัญญาสัมพันธไมตรีกับอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 อังกฤษยอมรับอับดุลอะซีซว่าเป็นสุลต่านแห่งนะญัด เทียมเท่าสุลต่านแห่งอุษมานียะหฺ พร้อมให้ทรัพย์สนับสนุนรายเดือนเป็นทองคำหนัก 5,000 ปอนด์ในแต่ละเดือน พร้อมด้วยอาวุธสงคราม อับดุลอะซีซและวะฮาบีย์กลายเป็นที่เกรงขามของผู้คนในภูมิภาค อังกฤษได้ส่ง จอห์น ฟิลบี (John Philby) ข้าราชการดูแลอาณานิคมอินเดีย ไปยุยงอับดุลอะซีซ ให้โจมตีเพื่อยึดเมืองฮาอิล ในปี 2461 - 2462 อับดุลอะซีซพยายามโจมตีแต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามอังกฤษได้จ่ายค่าตอบแทนภารกิจครั้งนี้ด้วยการให้เงินเดือน ๆ ละ 75,000 รูปี
วันที่ 10 ตุลาคม 2463 กองทัพวะฮาบีย์โจมตีและยึดเมืองอัลญะหฺเราะหฺในคูเวตได้
ปี พ.ศ. 2467 กองทัพวะฮาบีย์ได้บุกเข้าทำลายสิ่งประดับสุสานอิมามฮุเซนที่กัรบะลาอ์ในอิรักอีกครั้ง ในปีเดียวกัน กองทัพวะฮาบีย์ได้บุกเข้าคว้นฮิญาซอีกครั้ง และทำให้เกิดคนล้มตายไปอีก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 กองทัพวะฮาบีย์บุกโจมตีมหานครมะดีนะหฺ วันพุธ ที่ 21 เมษายน 2468 อับดุลอะซีซ บินสะอูด มีคำสั่งให้ทำลายสิ่งก่อสร้างและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไปจนหมดสิ้น รวมทั้งมัสยิดของท่านนบีมุฮัมมัด นอกจากนี้ยังได้ทำลายสิ่งประดับสุสานของฮัมซะหฺ น้าท่านนบีมุฮัมมัด ที่อยู่ที่สนามรบอุฮุด รวมทั้งสุสานสาวกท่านอื่น ๆ ที่เสียชีวิตที่นั่น ปีเดียวกันนั้น บ้านอันเป็นที่เกิดของท่านนบีมุฮัมมัด ก็ถูกทำลาย พร้อม ๆ กับการทำลายสิ่งประดับสุสานมุอัลลา อันเป็นสุสานบุคคลสำคัญในอิสลาม ในมหานครมักกะหฺ ในนั้นมีสุสานมารดา ภรรยา และปู่ และบรรบุรุษของท่านศาสนทูต
ในปี 2469 อับดุลอะซีซ สถาปนาตนเองในมัสยิดอัลฮะรอม มักกะหฺ เป็นกษัตริย์ของฮิญาซ และความขัดแย้งภายในก็เริ่มบานปลาย ฟัยศอล อัดดุเวช และสุลฏอน บินบีญาด ผู้นำขบวนการอัลอิควานเคยหวังว่าตนจะได้เป็นเจ้าเมืองมักกะหฺและมะดีนะหฺ อันเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยิ่ง หลังจากที่ได้ช่วยเหลืออับดุลอะซีซขยายอาณาเขต และยึดเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะฮิญาซ ซึ่งเมืองทั้งสองก็อยู่ในแคว้นนี้ ทั้งสองได้รวมตัวกับ ซีดาน บินฮิษลีน ก่อกบฏต่อต้านอับดุลอะซีซ วันที่ 30 มีนาคม 2472 อับดุลอะซีซได้นำพลทหาร 40,000 คนเอาชนะกองกำลังของพวกอัลอิควานที่สะบาละหฺจนล้มตายมากมายภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง[ต้องการอ้างอิง] เพราะอับดุลอะซีซได้ใช้ปืนกลจากอังกฤษจำนวน 12 กระบอกยิงกราดใส่
วันที่ 22 กันยายน 2475 อับดุลอะซีซ สถาปนาประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเอาชื่อของบรรพบุรุษตนเป็นชื่อประเทศ และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย
ในปี 2476 อับดุลอะซีซ ตั้งสะอูด บุตรชายเป็นมงกุฏราชกุมาร
ฮัมซะห์ เป็นลุงของท่านศาสดาไม่ใช่น้า
วะฮาบีย์ในยุคปัจจุบัน [แก้]
(รอการเพิ่มเติม)