วรรณกรรมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วรรณกรรมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์

ลักษณะของวรรณคดีไทยในสมัยพระนารายณ์มหาราช[แก้]

สมัยอยุธยาตอนกลาง เริ่มตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปี พ.ศ. ๒๑๖๓ จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. ๒๒๓๑ รวมเวลา ๖๘ ปี ในสมัยนี้มีกวีหลายคน สร้างวรรณกรรมไว้หลายเรื่อง ชนชั้นต่างๆตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ขุนนาง ไล่ลงมา ต่างก็มีความสนใจในงานวรรณกรรมทั้งสิ้น โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงให้การอุดหนุนแก่กวีที่จะสร้างสรรค์วรรณกรรมที่มีคุณค่าให้ปรากฏ ดังนั้นรัชกาลนี้จึงได้รับยกย่องว่าเป็น ยุคทองแห่งวรรณกรรม บทกลอนได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จึงทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองทางวรรณคดี เช่น มีการประพันธ์ร่ายสำหรับใช้เทศน์ให้อุบาสกอุบาสิกาฟัง คือ กาพย์มหาชาติ , โคลงที่สอนขนบธรรมเนียมที่ข้าราชการพึงปฏิบัติต่อเจ้านาย คือ โคลงพาลีสอนน้อง หรือโครงราชสวัสดิ์ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติราชการของข้าราชการที่ดี , สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงแต่งโคลงสี่สุภาพ กล่าวถึงหลักปฏิบัติของพระมหากษัตริย์ต่ออาณาประชาราษฎร์ คือ โคลงทศรถสอนพระราม ที่สำคัญก็คือจินดามณี ซึ่งเป็นแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรกของไทย พระโหราธิบดีเป็นผู้แต่ง และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังโปรดให้รวบรวมเหตุการณ์บ้านเมืองขึ้นเป็นพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื้อหาสรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บรรยายการได้ช้างเผือกจากกาญจนบุรี การอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๕ และการสร้างพระราชวังที่ลพบุรี เป็นต้น

การสะท้อนให้เห็นสภาพสังคม[แก้]

เป็นที่ทราบกันดีว่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเป็น “ยุคทองของวรรณคดี” เนื่องจากมีกวีที่มีชื่อเสียงเช่น พระโหราธิบดี พระมหาราชครู ศรีปราชญ์ ขุนเทพกวี พระศรีมโหสถเป็นต้น เนื้อหาของแต่ละบทกวีก็มักจะสอดแทรกชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยให้ผู้อ่านได้เห็นกันเสมอ ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปีแต่ผลงานของพวกท่านยังปรากฏต่ออนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเสมอ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเล่มหนึ่งคือ “ตำราจินดามณี” เป็นหนังสือเรียนภาษาไทยเล่มแรกที่ให้ความรู้ทางไวยากรณ์ ไทย และการแต่งคำประพันธ์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไทยในสมัยก่อนมีการศึกษาดี พระมหากษัตริย์ทรงเอาใจใส่ประชาชนไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากพระองค์ทรงเกรงว่าพวกมิชชันนารีจะนำเด็กไทยไปเข้ารีตและเรียนแบบฝรั่ง พระองค์จึงดำรัสให้พระโหราธิบดีแต่งตำราเรียนภาษาไทยเพื่อให้เด็กไทยได้ศึกษาหาความรู้กัน และนำสิ่งที่ศึกษาได้ไปพัฒนาประเทศชาติ สังคมไทยสมัยนั้นจึงเป็นสังคมที่มีระเบียบแบบแผนและมีการศึกษา

ผลงานอีกเล่มหนึ่งคือ โคลงพาลีสอนน้อง พระราชนิพนธ์โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื้อหาเป็นเรื่องรามเกียรติ์ตอนที่พาลีเรียกสุครีพและองคตมาสั่งสอนข้อปฏิบัติในการรับราชการ พระองค์มีจุดประสงค์เพื่อแสดงข้อที่ข้าราชการควรปฏิบัติ แสดงว่า สังคมไทยสมัยนั้นประชาชนส่วนหนึ่งมีการรับราชการในวังหลวงเพื่อรับใช้พระมหากษัตริย์ และข้าราชการแต่ละคนจะต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และรับใช้พระมหากษัตริย์อย่างเต็มความสามารถ สภาพสังคมที่เกี่ยวกับศาสนาสะท้อนให้เห็นในวรรณกรรมเรื่อง “โคลงทศรถสอนพระราม” เป็นเรื่องที่แสดงถึงจริยาวัตรของพระมหากษัตริย์และหลักธรรมที่พระมหากษัตริย์ควรยึดถือในการปกครองประชาชน แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยสมัยนั้นเป็นสังคมที่นับถือพระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ถึงแม้จะมีอำนาจมากเพียงใด แต่ก็ต้องมีหลักธรรมเพื่อใช้ในการปกครองราษฎรให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจ และพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาอีกด้วย ทางด้านวัฒนธรรม พบว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประชาชนมีวัฒนธรรมประเพณี และประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมาเนิ่นนานแล้ว ดังจะเห็นได้จาก “พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ” พระองค์ทรงมีรับสั่งให้รวบรวมประวัติศาสตร์ของแต่ละรัชกาลเพื่อกันการสูญหาย ประชาชนชาวสยามจึงเป็นประชาชนที่มีความเป็นอยู่ยาวนาน มีการตั้งถิ่นฐานเมื่อหลายปีมาแล้ว

“สมุทรโฆษคำฉันท์” แต่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยพระมหาราชครู ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรสมัยรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็น “ยอดของกลอนฉันท์” ซึ่งเป็นการรับรองได้ว่ากวีสมัยนั้นมีความรู้เกี่ยวกับการแต่งโคลงกลอนเป็นอย่างดี เมื่อมีกวีก็ต้องมีผู้อ่าน นั่นก็เป็นการรับรองอีกทางหนึ่งว่าประชาชนชาวอยุธยาสามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งส่งผลให้การค้าในสมัยนั้นเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย กล่าวคือ เมื่อต่างชาติเห็นว่าคนไทยมีการศึกษา มีวัฒนธรรมก็เข้ามาค้าขายด้วย และไม่กล้าเอาเปรียบคนไทย ทำให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ หากใครลองสังเกตจะพบว่ากวีในสมัยนั้นเป็นชายทั้งหมด สะท้อนว่ามีการจำกัดสิทธิ์ในการศึกษา บทบาทของหญิงและชายในสมัยนั้นไม่เท่าเทียม ผู้ชายจะสามารถเข้าโรงเรียนซึ่งก็คือวัดสำหรับประชาชน และวังสำหรับพระราชวงศ์ แต่ผู้หญิงไม่มีโอกาสได้เรียน แต่จะให้เรียนงานบ้าน การเย็บปักถักร้อย จึงไม่พบว่าหญิงใดจะอ่านออกเขียนได้ อาจจะมีบ้างแต่ก็เป็นเชื้อสายพระมหากษัตริย์เท่านั้น

กาพย์ห่อโคลงพระศรีมโหสถ” เป็นเรื่องที่แสดงสภาพชีวิตได้โดดเด่นมาก ประชาชนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี มีการชมการเล่นรื่นเริงในตอนกลางคืน การแต่งกายของชายจะนุ่งเกี้ยวทัดดอกไม้ มีการเกี้ยวกันระหว่างหนุ่มสาวที่รักใครชอบพอกัน

เรื่องหนึ่งที่เป็นหลักฐานที่ดีทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์คือ “โคลงนิราศนครสวรรค์” ที่พรรณนาการเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปนครสวรรค์ และระหว่างทางมีการชมความงามของบ้านเมืองสมัยนั้นเช่น ปราสาทราชมณเฑียร และเรือหลวงต่างๆ ถึงแม้จะเป็นเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา แต่สังคมไทยก็มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านสถาปัตยกรรม มีการก่อสร้างพระราชวังและปราสาทต่างๆได้งดงามไม่แพ้ปัจจุบัน ภายในนิราศยังแฝงการรำพึงรำพันถึงการจากนางอันเป็นที่รัก แสดงค่านิยมว่า ชายในสมัยนั้นรักเดียวใจเดียว เพศหญิงเป็นเพศที่น่าทะนุถนอมและเหมาะแก่การเป็นแม่บ้านแม่เรือนเท่านั้น

“ ในสมัยพระนารายณ์หายใจเป็นโคลง ”[แก้]

จากคำกล่าวที่ว่า “ในสมัยพระนารายณ์หายใจป็นโคลง” ประกอบกับผลงานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า คำประพันธ์โคลงเจริญถึงขีดสุดเป็นความจริง เนื่องจากวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางเริ่มตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอันถือว่าเป็นยุคทองแห่งวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยามีความแตกต่างจากวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น อันแสดงถึงวิวัฒนาการในด้านรูปแบบของการประพันธ์ กล่าวคือ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนิยมแต่งโคลงดั้น ฉันท์ แต่มาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง นิยมแต่งโคลงสี่สุภาพ กาพย์ผสมโคลง(กาพย์ห่อโคลงและกาพย์เห่) และยังนิยมแต่งฉันท์ซึ่งถือเป็นการประพันธ์ชั้นสูงซึ่งคำประพันธ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางนี้แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคำประพันธ์อย่างชัดเจน มีโคลงรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นมากมาย และคำประพันธ์โคลงก็เป็นคำประพันธ์ที่มีบุคคลสำคัญหลายท่านนิยมแต่งกันมากในสมัยนั้น เช่น โคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม โคลงราชสวัสดิ์ ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โคลงเบ็ดเตล็ดของศรีปราชญ์ โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ของพระศรีมโหสถ กาพย์ห่อโคลงพระศรีมโหสถ โคลงนิราศนครสวรรค์ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วพระศรีมโหสถยังประพันธ์โคลงอักษรสาม(โคลงตรีพิธประดับ,ตรีเพชรประดับ)ซึ่งเป็นโคลงที่เป็นตัวอย่างแก่การศึกษากลบทของโคลงได้ดี เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์แล้ว วรรณคดีที่เคยรุ่งเรืองก็เสื่อมลงไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เริ่มมีความนิยมอีกทีก็สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งอยู่ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และระยะนี้ก็ได้มีการประพันธ์ไว้หลายลักษณะแต่ที่นิยมมากสุดคือ กาพย์เห่เรือและกาพย์ห่อโคลง นอกจากนี้กวีนิพนธ์ประเภทกลอน เช่น กลอนบทละครก็ได้รับความนิยมมาก จนเจริญรุ่งเรืองมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางเป็นยุคที่มีความเจริญของโคลงมากที่สุดเพราะเป็นยุคที่เริ่มมีการพัฒนาศิลปะการประพันธ์ต่อจากตอนต้น ส่วนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก็เป็นยุคที่เริ่มฟื้นฟูศิลปะการประพันธ์อีกครั้งหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆในบ้านเมือง