วงศ์ปลาปิรันยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วงศ์ปลาปิรันยา
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ไมโอซีน - ปัจจุบัน
ปลาคู้ดำ (Colossoma macropomum) เป็นชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์นี้
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Characiformes
วงศ์: Serrasalmidae
Bleeker, 1859
สกุล[2]
ชื่อพ้อง[3]
  • Serrasalminae Géry, 1972

วงศ์ปลาปิรันยา เป็นวงศ์ของปลากระดูกแข็งน้ำจืดวงศ์หนึ่ง ใช้ชื่อวงศ์ว่า Serrasalmidae (มีความหมายว่า "วงศ์ปลาแซลมอนที่มีฟันเลื่อย") ในอันดับปลาคาราซิน (Characiformes) พบทั้งหมดในปัจจุบัน 16 สกุล (ดูในตาราง) 92 ชนิด[2]

ปลาในวงศ์นี้มีชื่อเรียกโดยรวม ๆ กัน เช่น ปลาปิรันยา, ปลาเปคู หรือปลาคู้ และปลาซิลเวอร์ดอลลาร์ เดิมทีเคยเป็นวงศ์ย่อยของวงศ์ปลาคาราซิน (Characidae) ใช้ชื่อว่า Serrasalminae (ในปัจจุบันบางข้อมูลหรือข้อมูลเก่ายังใช้ชื่อเดิมอยู่[3])

ลักษณะ[แก้]

ปลาในวงศ์นี้มีรูปร่างแบนข้างมาก มีครีบไขมัน จัดเป็นปลาขนาดปานกลางไปจนถึงขนาดใหญ่สุดประมาณ 1 เมตร (3.3 ฟุต) มีครีบท้องแหลมยาว ครีบหลังยาวมีก้านครีบมากกว่า 16 ก้าน ส่วนจะมีกระดูกสันหลังก่อนถึงครีบหลัง ครีบหลังโผล่พ้นออกมาจากกระดูกซูปรานูรัล ยกเว้นบางสกุล คือ Colossoma, Piaractus, และ Mylossoma

ส่วนใหญ่มีจำนวนโครโมโซมประมาณ 60 อยู่ในช่วงตั้งแต่ 54-62 ในสกุล Metynnis มี 62 โครโมโซม เช่นเดียวกับสกุล Catoprion, Pygopristis และชนิด Pristobrycon striolatus

อีกประการคือ เป็นปลาที่มีชุดฟันที่แข็งแรง แหลมคม ใช้สำหรับการกินอาหาร แต่มีลักษณะต่างออกไปตามแต่ละสกุล [4]

การกระจายพันธุ์[แก้]

ทั้งหมดเป็นปลาน้ำจืด พบกระจายพันธุ์เฉพาะทวีปอเมริกาใต้[5] พบได้ตั้งแต่ 10° ละติจูดเหนือ ไปจนถึงประมาณ 35° ละติจูดใต้[4]

นิเวศวิทยา[แก้]

เป็นปลาที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหารแตกต่างกันไปตามแต่ละสกุล หรือชนิด ซึ่งทั้งหมดสามารถกินได้ทั้งพืช หรือสัตว์ รวมถึงลูกไม้ หรือผลไม้ที่ร่วงลงน้ำด้วย ในหลายชนิดเป็นปลานักล่าที่ดุเดือด ขึ้นชื่อในการล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร [6]

ฟอสซิล[แก้]

ปลาในวงศ์นี้ ส่วนใหญ่พบเป็นฟอสซิลตั้งแต่ยุคไมโอซีน แม้ว่าบางหลักฐานที่ระบุไม่ได้ได้รับการพิจารณาว่าปรากฏในยุคพาลิโอซีนและมีอีก 2 ชิ้น ที่มีรายงานว่าปรากฏในยุคต้นของยุคปลายครีเตเชียส ในสกุล Colossoma ซึ่งเป็นปลากินพืช พบได้ในยุคไมโอซีน โดยส่วนใหญ่หลักฐานทางฟอสซิลของปลาวงศ์นี้จะพบในช่วงยุคกลางไมโอซีน ยกเว้นปลาปิรันยาบางสกุล ได้แก่ Pygocentrus, Pristobrycon และ Serrasalmus[5][4]

สกุลที่สูญพันธุ์ไปแล้ว คือ Megapiranha เชื่อว่ามีความยาวถึง 70 เซนติเมตร น้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม สูญพันธุ์ไปในตอนปลายของยุคไมโอซีน[1]

ความสัมพันธ์กับมนุษย์[แก้]

เป็นปลาที่มนุษย์รู้จักกันเป็นอย่างดี ใช้ประโยชน์ทั้งการบริโภคในท้องถิ่น รวมถึงเลี้ยงกันเป็นปลาเศรษฐกิจในบางสกุล บางชนิดในหลายประเทศ เช่น จีน, บราซิล, ไต้หวัน, ไทย จนกลายมาเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในบางพื้นที่ และยังตกกันเป็นเกมกีฬา ตลอดจนเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย[6][4]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Cione, A.L., Dahdul, W.M., Lundberg, J.G., & Machado-Allison, A. 2009: Megapiranha paranensis, a new genus and species of Serrasalmidae (Characiformes, Teleostei) from the Upper Miocene of Argentina. Journal of Vertebrate Paleontology, 29 (2): 350-358. doi:10.1671/039.029.0221
  2. 2.0 2.1 "วงศ์ Serrasalmidae". fishbase.org. สืบค้นเมื่อ 14 May 2014. 
  3. 3.0 3.1 "Characidae". itis.gov. สืบค้นเมื่อ 14 May 2014. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 Freeman, Barbie; Nico, Leo G.; Osentoski, Matthew; Jelks, Howard L.; Collins, Timothy M. (2007). "Molecular systematics of Serrasalmidae: Deciphering the identities of piranha species and unraveling their evolutionary histories" (PDF). Zootaxa 1484: 2. สืบค้นเมื่อ 2009-06-25. 
  5. 5.0 5.1 Nelson, Joseph S. (2006). Fishes of the World. John Wiley & Sons, Inc. ISBN 0-471-25031-7.
  6. 6.0 6.1 หน้า 7 วิทยาการ-การเกษตร, เปคูแดง...ปลาเศรษฐกิจสายปิรันยา โดย ดอกสะแบง. "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน". ไทยรัฐ ปีที่ 49 ฉบับที่ 14,624: วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]