ลอเร็นโซ กิเบอร์ติ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ลิงก์ข้ามภาษาที่แทรกในบทความนี้ ผู้เขียนอาจใส่ไว้เพื่อความสะดวกสำหรับผู้อ่านและผู้ร่วมปรับปรุงแก้ไขบทความ ให้โยงไปถึงบทความที่เกี่ยวข้องในภาษาอื่นเพื่อการตรวจสอบหรืออ่านเพิ่มเติม เนื่องจากคำ หรือวลีนั้นๆ ยังไม่มีคำแปลหรือคำอธิบายที่เหมาะสมในภาษาไทย เมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ลิงก์ข้ามภาษาจะถูกตัดออกหรือเปลี่ยนเป็นข้อความที่ไม่มีลิงก์แทน ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานวิกิพีเดียไทย
ลอเร็นโซ กิเบอร์ติบน  “ประตูสวรรค์” (Gates of Paradise) ที่หอศีลจุ่มซานจิโอวานนี (Battistero di San Giovanni) ที่ฟลอเรนซ์
ลอเร็นโซ กิเบอร์ติบน “ประตูสวรรค์” (Gates of Paradise) ที่หอศีลจุ่มซานจิโอวานนี (Battistero di San Giovanni) ที่ฟลอเรนซ์
งานของลอเร็นโซ กิเบอร์ติที่ชนะการประกวดเมื่อปี ค.ศ. 1401 ซึ่งยังเป็นฉากแบบยุคกลาง แต่รูปนี้ไม่มีบน “ประตูสวรรค์” เมื่อสร้าง
งานของลอเร็นโซ กิเบอร์ติที่ชนะการประกวดเมื่อปี ค.ศ. 1401 ซึ่งยังเป็นฉากแบบยุคกลาง แต่รูปนี้ไม่มีบน “ประตูสวรรค์” เมื่อสร้าง
“ประตูสวรรค์” ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นประตูที่ทำเลียนแบบของจริง
“ประตูสวรรค์” ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นประตูที่ทำเลียนแบบของจริง
พระเจ้าสร้างอาดัมและอีฟบานภาพจาก “ประตูสวรรค์”
พระเจ้าสร้างอาดัมและอีฟบานภาพจาก “ประตูสวรรค์”

ลอเร็นโซ กิเบอร์ติ (ภาษาอังกฤษ: Lorenzo Ghiberti; ชื่อเมื่อแรกเกิด: Lorenzo di Bartolo) (ค.ศ. 1378 - 1 ธันวาคม ค.ศ. 1455) เป็นประติมากรสมัยศิลปะเรอเนซองส์ตอนต้นคนสำคัญของประเทศอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีความเชี่ยวชาญทางประติมากรรม งานโลหะ และ จิตรกรรมฝาผนัง

เนื้อหา

[แก้] ชีวิต

ลอเร็นโซ กิเบอร์ติเกิดที่ฟลอเรนซ์ บิดาชื่อบาร์โทลูชิโอ กิเบอร์ติ ศิลปินและช่างทองผู้เป็นผู้ฝึกลอเร็นโซในงานแขนงเดียวกัน เมื่อเรียนสำเร็จกิเบอร์ติก็ไปทำงานกับบาร์โทลูชิโอ เดอ มิเชลเล (Bartoluccio de Michele) ซึ่งเป็นที่ฝึกงานของฟีลิปโป บรูเนลเลสชี เมื่อกาฬโรคระบาดในยุโรปมาถึงฟลอเรนซ์ราว ค.ศ. 1400 กิเบอร์ติก็ย้ายไป แคว้นโรมานยาและไปช่วยเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่ปราสาทของคาร์โล ที่ 1 แห่งมาลาเทสตาจนเสร็จ

ลอเร็นโซ กิเบอร์ติมามึชื่อเสียงเมื่อชนะการประกวดออกแบบประตูสัมฤทธ์สำหรับหอศีลจุ่มซานจิโอวานนี (Battistero di San Giovanni) สำหรับมหาวิหารฟลอเรนซ์เมื่อปี ค.ศ. 1401 บรูเนลเลสชีได้เป็นที่สอง ตามแผนเดิมบนบานประตูจะเป็นฉากเรื่องราวจากพันธสัญญาเดิม ซึ่งบานตัวอย่างเป็นฉาก “เอบราฮัม สังเวยไอแซ็ค” (Sacrifice of Isaac) แต่เมื่อถึงเวลาสร้างจริงเปลี่ยนมาเป็นฉากจากพันธสัญญาใหม่แทนที่

ในการสร้างประตูกิเบอร์ติต้องสร้างเวิร์คชอพใหม่ และฝึกศิลปินหลายคนให้เป็นผู้ช่วยเช่น โดนาเทลโล, มาโซลิโน ดา พานิคาเล (Masolino da Panicale), มิเชลลอซโซ (Michelozzo), เพาโล อูเชลโล และ อันโตนิโอ โพลลาอูโล (Antonio Pollaiuolo) กิเบอร์ติใช้วิธีหล่อที่เรียกว่า “cire perdue” หรือ “lost-wax casting” ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันในสมัยโรมัน ซึ่งทำให้เวิร์คชอพของกิเบอร์ติเป็นที่นิยมของศิลปินรุ่นหนุ่ม

เมื่อหล่อเสร็จ 28 แผ่น กิเบอร์ติก็ได้รับการต่อสัญญาให้สร้างชุดที่สองสำหรับอีกประตูหนึ่งแต่ครั้งนี้เป็นฉากจากพันธสัญญาเดิม แทนที่จะเป็น 28 ฉากกิเบอร์ติทำเป็นฉากสี่เหลี่ยมสิบฉากคนละลักษณะจากแบบเดิมที่ทำมา ชุดที่สองมีลักษณะเป็นธรรมชาติมากกว่า และเริ่มมีการใช้ทัศนียภาพที่ทำให้ดูมีความลึกขึ้น และเป็นการแสดงภาพแบบ “เลิศลอย” (idealization) มากกว่าเดิม ไมเคิล แอนเจโล เรียกประตูนี้ว่า “ประตูสวรรค์” (Gates of Paradise) “ประตูนรก ” (Gates of Hell) โดย ออกุสต์ โรแดง ได้รับอิทธิพลจาก “ประตูสวรรค์” ของ กิเบอร์ติ

หลังจากนั้นกิเบอร์ติก็ได้รับสัญญาให้ทำอนุสาวรีย์สัมฤทธ์ปิดทองสำหรับซุ้มภายในชาเปลออร์ซานมิเคลเล (Orsanmichele) ที่ฟลอเรนซ์ รูปหนึ่งเป็น นักบุญจอห์นแบ็พทิสต์ สำหรับสมาคมพ่อค้าขนแกะ อีกรูปหนึ่งเป็นนักบุญแม็ทธิวอีแวนเจลลิส สำหรับสมาคมนายธนาคาร และ นักบุญสตีเฟน สำหรับสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ขนแกะ

นอกจากจะเป็นศิลปินแล้วกิเบอร์ติยังเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้ชอบสะสมศิลปะคลาสสิค กิเบอร์ติมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ปรัชญามนุษยนิยม งานเขียนของกิเบอร์ติที่ไม่เสร็จชื่อ “Commentarii” เป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าของศิลปะเรอเนซองส์รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับชีวประวัติของกิเบอร์ติเอง และเป็นเอกสารที่สำคัญฉบับหนึ่งที่จอร์โจ วาซารีใช้ในการเขียนหนังสือ “ชีวิตจิตรกร, ประติมากร, และสถาปนิกผู้ดีเด่น” (Le Vite)

กิเบอร์ติเสียชีวิตที่ฟลอเรนซ์เมื่ออายุ 77 ปี

[แก้] “ความคิดเห็น”

“ความคิดเห็น” หรือ “I Commentari” หรือ “The Commentaries” เป็นหนังสือสามเล่มๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของศิลปะโบราณ กิเบอร์ติย้ำความเห็นของวิทรูเวียสว่าศิลปินจำเป็นต้องมีพื้นฐานทางปัญญาในการสร้างงานศิลปะ และกล่าวต่อไปว่าศิลปินต้องมีพรสวรรค์ตามธรรมชาติและการฝึกอย่างเป็นทางการ และอ้างอิงไปถึงงานวาดและการเขียนแบบทัศนียภาพว่าเป็นพื้นฐานของงานจิตรกรรมและประติมากรรม

เล่มที่สองกิเบอร์ติบรรยายจอตโต ดี บอนโดเนและพูดถึง “ยุคกลาง” ซึ่งรวมการเขียนชีวประวัติศิลปะโดยการบรรยายลักษณะของศิลปะแทนที่จะเป็นเพียงเรื่องเล่า กิเบอร์ติให้รายละเอียดของศิลปินระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 และ 15 ฉบับนี้มีประโยชน์ต่อนักประวัติศาสตร์เพราะมีคำบรรยายของศิลปะที่ไม่มีหลักฐานใดใดก่อนหน้านั้น นอกจากนั้นยังรวมชีวประวัติของตัวกิเบอร์ติเอง ซึ่งถือกันว่าเป็นอัตชีวประวัติเล่มแรกที่เขียนโดยศิลปินเอง

เล่มที่สามกิเบอร์ติพยายามวางทฤษฎีสำหรับศิลปะที่เน้นการมองเห็น (optical) รวมทั้งการใช้ reticle ในการช่วยศิลปินสร้างรูปคน


[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้] สมุดภาพ

เครื่องมือส่วนตัว