รุ่งอรุโณทัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รุ่งอรุโณทัย  
Breakingdawn.jpg
ปกหนังสือ รุ่งอรุโณทัย เล่ม 1 ฉบับภาษาไทย
ผู้ประพันธ์ สเตเฟนี เมเยอร์
ชื่อต้นฉบับ Breaking Dawn
ผู้แปล อาทิตยา
ประเทศ อเมริกา
ภาษา อังกฤษ
ชุด ทไวไลท์
ประเภท นวนิยายแฟนตาซี, นิยายความรัก
ผู้เผยแพร่ ไทย สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียว
ISBN 978-611-901-530-2
ฉบับก่อนหน้า คราสสยุมพร

รุ่งอรุโณทัย (อังกฤษ: Breaking Dawn) เป็นนวนิยาย ในชุดนิยายทไวไลท์ ประพันธ์โดยสเตฟานี่ เมเยอร์ เป็นนิยายภาคสุดท้ายในชุดที่เล่าเรื่องราวจากมุมมองของเบลลา สวอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เล่ม หรือ 3 ส่วน โดยเล่ม 1 และเล่ม 3 เล่าในมุมมองของเบลลา สวอน ส่วนเล่มที่ 2 เล่าในมุมมองของเจค็อบ แบล็ก รุ่งอรุโณทัย ออกขายเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 2008 กับการออกขายในปาร์ตี้พิเศษเวลาเที่ยงคืนในหลายร้านหนังสือ[1] โดยพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 3.7 ล้านชุด โดยใน 24 ชั่วโมงแรกขายได้กว่า 1.3 ล้านเล่ม ถือเป็นสถิติขายดีที่สุดในวันแรกของ Hachette Book Group USA[2]

เนื้อเรื่อง[แก้]

รุ่งอรุโณทัย แบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นรายละเอียดงานแต่งงานและดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเบลล่าและเอ็ดเวิร์ด ซึ่งใช้เวลาส่วนมากบนเกาะส่วนตัวริมชายฝั่งของประเทศบราซิล เอ็ดเวิร์ดยินยอมมีสัมพันธ์รักตามความปรารถนาของเบลล่า หลังจากนั้นเบลล่าพบว่าเธอตั้งท้องและอัตราการเติบโตของเด็กรวดเร็วผิดปกติ หลังจากติดต่อกับคาร์ไลล์เพื่อยืนยันว่าเธอท้อง เบลล่าและเอ็ดเวิร์ดได้รีบกลับบ้านที่ฟอร์กส วอชิงตันโดยทันที เอ็ดเวิร์ดกังวลมากเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตัวอ่อนในครรภ์และต้องการให้เบลล่าทำแท้ง แต่เธอต้องการเก็บเด็กไว้และได้ติดต่อโรซาลีเพื่อให้เธอสนับสนุนเพราะรู้ว่าโรซาลีนั้นต้องการมีลูกเหมือนกัน

ในส่วนที่สองเขียนในมุมมองของเจคอบ หลังจากที่รู้ว่าเบลล่าท้อง ฝูงหมาป่าแห่งควิลยูตไม่รู้ว่าจะมีอันตรายแค่ไหนจึงวางแผนที่จะทำลายมันแม้ว่ามันจะหมายถึงการฆ่าเบลล่าไปด้วยก็ตาม เจคอบได้คัดค้านการตัดสินใจนี้อย่างรุนแรงและได้แยกตัวออกจากฝูง และได้สร้างฝูงของเขาเองโดยมีลีอาห์และเซ็ทเป็นลูกฝูง ขณะที่ใกล้กำหนดคลอดเด็กได้หักกระดูกเบลล่าไปหลายท่อนและยังเสียเลือดไปมากในระหว่างคลอด เพื่อรักษาชีวิตเธอไว้ทำให้เอ็ดเวิร์ดต้องเปลี่ยนเธอเป็นแวมไพร์ เจคอบซึ่งได้อยู่ด้วยในขณะคลอดได้"ผูกวิญญาณ"กับลูกสาวแรกเกิดของเอ็ดเวิร์ดและเบลล่า เรเนสเม่

ในส่วนที่สามของ รุ่งอรุโณทัย กลับมาเขียนในมุมมองของเบลล่า หลังจากกลายเป็นแวมไพร์ เบลล่าได้พอใจในชีวิตและความสามารถใหม่ของเธอมาก อย่างไรก็ตาม แวมไพร์อิริน่าได่เข้าใจผิดว่าเรเนสเม่เป็น "เด็กอมตะ" เด็กที่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ และเนื่องจากเด็กอมตะไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้การสร้างเด็กอมตะเป็นเรื่องผิดกฎของโวลตูรี หลังจากอิริน่าได้แจ้งโวตูรี พวกเขามีแผนที่จะทำลายเรเนสเม่และครอบครัวคัลเลน ในความพยายามช่วยชีวิตเรเนสเม่ ครอบครัวคัลเลนได้รวบรวมแวมไพร์ทั่วโลกเพื่อมาเป็นพยานและพิสูจน์กับพวกโวตูลีว่าเรเนสเม่ไม่ใช่เด็กอมตะ เมื่อเผชิญหน้ากับครอบครัวคัลเลนและพันธมิตร โวตูลีพบว่าเป็นการเข้าใจผิดและได้ลงโทษอิริน่าจากความผิดนั้น แต่พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจว่าเรเนสเม่จะเป็นภัยคุกคามกับการรักษาความลับในเรื่องการคงอยู่ของแวมไพร์หรือไม่ ในเวลานั้นอลิซและแจสเปอร์ที่จากไปก่อนการเผชิญหน้าได้กลับมาพร้อมนาฮูล ลูกครึ่งแวมไพร์-มนุษย์อายุ 150 ปีเหมือนกับเรเนสเม่ เขาช่วยคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และชี้แจงว่าพวกลูกครึ่งนั้นไม่เป็นภัยคุกคาม โวตูลีจึงจากไป เบลล่า,เอ็ดเวิร์ด และเรเนสเม่ได้กลับบ้านและอาศัยอยู่ด้วยความสงบสุข

กระแสตอบรับ[แก้]

รุ่งอรุโณทัย โดยทั่วไปได้รับคำวิจารณ์ในด้านลบ

  • พับบลิสเชอร์ วีกลี่ พูดว่าปัญหาหลักคือ "โดยพื้นฐาน ทุกคนได้อย่างที่ตนเองต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าความปรารถนาของพวกเขาบังคับให้อุปนิสัยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือหรืออารัมภบทอันยุ่งเหยิงของพื้นหลังของเรื่อง ไม่มีใครต้องละทิ้งบางสิ่งหรือทนทุกข์ทรมานไปตลอด--หรือก็คือความสง่างามได้หายไป"[3]
  • บทความโดยซารา โรส นักหนังสือพิมพ์เดอะ แอสโซซิเอต เพรสส์ ที่โพสบน NewsOK.com เขียนว่าแฟนของนิยามรัก "ตัวละครที่มีเสน่ห์ อารมณ์ขัน หลงใหลความสวยงามอย่างน่ารำคาญ ให้ความสนใจกับอารมณ์เล็กๆน้อยๆ" อย่างไรก็ตาม "ผู้อ่านอาจจะผิดหวังบทสร้างอารมณ์ที่มากมายและฉากตื่นเต้นที่มีน้อยมาก"[4]

ภาพยนตร์[แก้]

ภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายรุ่งอรุโณทัย เป็นลำดับสุดท้ายในภาพยนตร์ชุดทไวไลท์ที่เขียนโดยสเตเฟนี เมเยอร์ ต่อจากแรกรัตติกาล, นวจันทรา และคราสสยุมพรที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 2010 ซัมมิตเอนเตอร์เทนเมนต์ สตูดิโอผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไฟเขียวเปิดกล้องถ่ายทำในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 กำกับโดย บิล คอนดอน มีเมลิซซา โรเซนเบิร์กเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ สำหรับภาพยนตร์ในลำดับสุดท้ายนี้กำหนดฉายจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011 และวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ตามลำดับ

อ้างอิง[แก้]

  1. "Breaking Dawn Release Party.". StephenieMeyer.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-07. 
  2. Jim Milliot (2008-08-04). "'Breaking Dawn' Breaks Hachette Records". Publishers Weekly. สืบค้นเมื่อ 2008-10-18. 
  3. "Publisher's Weekly review". Amazon.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-07. 
  4. "NewsOK.com article". NewsOK.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-07. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]