ราชาธิปไตยที่ถูกล้มล้าง
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
ในประวัติศาสตร์โลก มีการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุการล่มสลายของราชวงศ์อาจเป็นผลมาจากการปฏิวัติ, การตั้งสาธารณรัฐ, การลงประชามติของประชาชน, การรัฐประหาร หรือจากสงคราม
- ปัจจุบัน ประเทศที่ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น เกาหลี, จักรวรรดิจีน และจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เป็นต้น
- บางประเทศ แม้จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแล้วแต่ก็ได้มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เช่น สเปน, สหราชอาณาจักร และกัมพูชา ซึ่งประเทศเหล่านี้เคยมีประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไร้กษัตริย์หรือช่วงสาธารณรัฐ จนมีการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ในภายหลัง และพระมหากษัตริย์ก็ทรงกลับมาเป็นประมุขแห่งรัฐเช่นเดิมมาจนถึงปัจจุบัน
- บางประเทศถึงมีการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์แต่ก็ถูกล้มล้างอีก ทำให้การฟื้นฟูไม่เป็นผลสำเร็จ เช่น กรีซและฝรั่งเศส เป็นต้น
พระบรมวงศานุวงศ์ที่เหลือรอดมาจากการล้มล้างก็ยังคงใช้คำนำหน้าพระนามเป็นพระอิสริยยศที่เคยดำรงอยู่ เช่น เจ้าหญิงเฮวอนแห่งเกาหลี ก็ยังคงใช้คำนำหน้าพระนามหรือพระอิสริยศว่า "จักรพรรดินีแห่งเกาหลี" ยังรอการหวนคืนสู่ราชบัลลังก์ และบางประเทศในปัจจุบันก็มีเสียงเรียกร้องให้ฟื้นฟูราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ เช่นที่ สาธารณรัฐเกาหลี, สาธารณรัฐออสเตรีย และสาธารณรัฐฮังการี เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีการสิ้นสุดลงของพระราชวงศ์ที่ไม่ได้เกิดจากรัฐประหารหรือสาเหตุอื่น ๆ แต่เนื่องจากพระมหากษัตริย์ของประเทศนั้นไม่มีองค์รัชทายาทหรือผู้สืบทอดราชบัลลังก์ เช่น ซามัว
เนื้อหา |
ประวัติศาสตร์ [แก้]
ตัวอย่างของการล้มล้างพระราชวงศ์เช่น ในปี ค.ศ. 1649 พระราชวงศ์อังกฤษ โดยรัฐสภาแห่งอังกฤษภายใต้การนำของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ แต่ก็ได้มีการฟื้นฟูภายหลังในปี ค.ศ. 1660 อีกแห่งที่ฝรั่งเศส พระราชวงศ์ฝรั่งเศสถูกล้มล้างในปี ค.ศ. 1792 ในระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส และก็ได้มีการฟื้นฟูในภายหลังหลายครั้งแต่สุดท้ายฝรั่งเศสก็ได้กลายเป็นสาธารณรัฐ , ในปี ค.ศ. 1871 ราชวงศ์จีนอันเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานก็ถูกล้มล้างและพระจักรพรรดิก็ถูกถอดถอน ซึ่งพระจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนก็คือ จักรพรรดิผู่อี๋ โดยการปฏิวัติของ ซุน ยัตเซ็น, สมเด็พระจักรพรรดิโกจงแห่งเกาหลี พระจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งจักรวรรดิเกาหลีก็สูญเสียราชบัลลังก์ในปี ค.ศ. 1910 เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลีและให้พระราชวงศ์ญี่ปุ่นดำรงเป็นพระประมุขแห่งเกาหลีสืบต่อแทน และอีกแห่งหนึ่งนั้นก็คือมองโกเลีย หลังจากพระมหากษัตริย์ได้สวรรคตลง มองโกเลียก็ได้กลายเป็นสาธารณรัฐ
ในปี ค.ศ. 1893 ผู้นำของกระทรวงการค้าต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรฮาวาย ก็ได้ทำการยึดอำนาจจากสมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรฮาวาย และได้ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐจนเข้าร่วมเป็นรัฐสมาชิกรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1898, พระราชวงศ์โปรตุเกสก็ถูกล้มล้างในปี ค.ศ. 1910 สองปีหลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าคาร์ลอสที่ 1 แห่งโปรตุเกส
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้เกิดการล้มล้างอำนาจของพระราชวงศ์ทั่วโลกครั้งใหญ่ เช่น ในจักรวรรดิรัสเซียภาวะความอดอยากและยากจนของประเทศจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้ทำให้เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจพระราชวงศ์รัสเซีย และได้ก่อให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่เน้นการต้อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งภายหลังได้ทำการสังหารหมู่พระราชวงศ์รัสเซีย ส่วนประเทศที่ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ได้แก่ จักรวรรดิเยอรมัน, จักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี, และจักรวรรดิออตโตมาน ในระหว่างสงครามพระราชวงศ์บางแห่งก็มีแผนที่จะประกาศเอกราชและก่อตั้งราชวงศ์เช่น แกรนด์ดัชชีฟินแลนด์ และที่ ลิทัวเนีย รวมทั้งรัฐในอารักขา และอาณานิคมบางแห่งของจักรวรรดิเยอรมัน ซึ่งทั้งพระมหากษัตริย์แห่งฟินแลนด์และลิทัวเนีย ก็ได้สละราชบัลลังก์ภายหลังการพ้ายแพ้ของเยอรมัน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918
ในปี ค.ศ. 1939 ราชอาณาจักรอิตาลี ก็ได้เข้ายึดครองแอลเบเนียซึ่งได้ทำการล้มล้างพระราชวงศ์แอลเบเนีย และสถาปนาพระราชวงศ์อิตาลีขึ้นเป็นพระประมุขแห่งแอลเบเนีย ตลอดจนพระราชวงศ์ของยุโรปตะวันออก เช่นพระราชวงศ์บัลแกเรีย, ฮังการี และโรมาเนีย ก็ได้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อต้านราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย, ฝ่ายสัมพันธมิตร และสหภาพโซเวียต ในขณะที่ฝ่ายอักษะกำลังพ้ายแพ้ในสงคราม แนวร่วมของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งใน ยูโกสลาเวีย และแอลเบเนีย ก็ได้ทำการยึดอำนาจและล้มล้างพระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศลง ส่วนลัทธิคอมมิวนิสต์ในบัลแกเรีย, ฮังการี และโรมาเนีย ก็ได้ทำการล้มล้างพระราชวงศ์ของตนโดยกองกำลังอันแข็งแกร่งของสหภาพโซเวียต ที่มีทั้งอาวุธและผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากในระหว่างการดำเนินไปของสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่พระมหากษัตริย์แห่งอิตาลีก็ได้ทำการสลับข้างจากฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามจากความอนุเคราะห์ของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ถึงอย่างไรก็ตามพระราชวงศ์อิตาลีก็สิ้นสุดลงจากการลงประชามติของประชาชนชาวอิตาลีในปี ค.ศ. 1946 เช่นกัน แต่มีพระมหากษัตริย์แห่งเดียวในโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ถึงแม้จะพ้ายแพ้ในสงคราม แต่พระราชวงศ์ก็มิได้ถูกล้มล้างนั้นคือ สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะแห่งญี่ปุ่น ที่ถึงแม้จะเป็นผู้ให้การต่อต้านการทำสงครามแต่ก็เป็นผู้คุมอำนาจสำคัญของการทำศึกต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ยินยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมญี่ปุ่นแทนการถูกนำตัวไปขึ้นศาลโลกในฐานะอาชญากรสงครามและล้มล้างพระราชวงศ์ญี่ปุ่น แต่ทว่าตระกูลเจ้าชายต่างๆ ในระบบศักดินาได้ถูกทำลายแทน
ในราชอาณาจักรกรีซ สมเด็จพระราชาธิบดีและพระราชวงศ์ก็ถูกเนรเทศโดยกองทัพจากการรัฐประหาร ในปี ค.ศ. 1967 ถึงแม้จะมีการฟื้นฟูในภายหลังแต่ก็ถูกล้มล้างอีกครั้งจากการลงประชามติของประชาชนในปี ค.ศ. 1974
ระบอบราชาธิปไตยในอินเดีย, เคนยา, แทนซาเนีย, แซมเบีย และซิมบับเว ถูกล้มลงไม่นานหลังจากได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในขณะที่เป็นรัฐสมาชิกของเครือจักรภพแห่งชาติได้มีสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เป็นพระประมุขมาโดยตลอด
ความพยายามในการฟื้นฟูราชวงศ์ [แก้]
นอกจากนี้ยังมีประเทศที่มีความพยายามที่จะฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ของตนเองขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นที่ บราซิล ในปี ค.ศ. 1990 รัฐสภาแห่งบราซิลได้มีการลงมติให้มติการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันตกไป ในขณะที่ยังมีความพยายามในการฟื้นฟูพระราชวงศ์ยังคงดำเนินต่อไปในทางภาคตะวันออกของประเทศ ที่บัลแกเรีย พระเจ้าซาร์ซิเมออนที่ 2 พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ได้ขึ้นเสวยราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศ ทรงได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ โดยดำรงตำแหน่งตามวาระ 4 ปี เริ่มดำรงตำแหน่งในปี ค.ศ. 2001 ถึง ค.ศ. 2005 แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศขึ้นมาแต่อย่างใด ที่ออสเตรเลียเองก็มีปัญหาเกี่ยวกับพระราชวงศ์อังกฤษขึ้นมา เนื่องจากประชาชนบางกลุ่มต้องการให้ออสเตรเลียกลายเป็นสาธารณรัฐ จึงได้ยื่นข้อเสนอเข้ารัฐสภาและก็ได้มีการลงมติของรัฐสภาในเรื่องนี้ ผลที่ออกมาก็คือรัฐสภาของทุกรัฐลงมติให้ออสเตรเลียยังคงใช้ระบอบการปกครองแบบเดิม ที่มีพระประมุขของประเทศยังคงเป็น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ยกเว้นที่เขตนครหลวงแห่งออสเตรเลียที่ผ่านข้อเสนอเท่านั้น ที่แอลเบเนียเองก็ได้มีความพยายามฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกันในปี ค.ศ. 1997 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่วนที่สาธารณรัฐเกาหลี ค.ศ. 2007 สมเด็จพระจักรพรรดินีเฮวอนแห่งเกาหลี ได้ประกาศที่จะฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ภายในประเทศขึ้นมาอีกครั้ง แต่รัฐบาลกลางของเกาหลีก็ยังไม่ได้มีการเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือพิจารณาในกรณีนี้ ซึ่งแนวทางในการฟื้นฟูมีความเป็นไปได้สูงเพราะว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของเกาหลีเองก็มีบทบาทในการเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนเรื่อยมาตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยคาดการณ์กันว่าสองเกาหลีจะต้องรวมประเทศกันเสียก่อนถึงจะมีการฟื้นฟู และเกาหลีใหม่นี้จะต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่โรมาเนียเองสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศก็มีบทบาทเป็นเป็นศูนย์รวมใจของประชาชน โดยมีการยื่นให้รัฐสภามีการพิจารณาฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เซอร์เบียที่พระราชวงศ์ต่างได้สิทธิจากรัฐบาลให้พำนักในพระราชวังในเมืองหลวงและยังคงมีบทบาททางสังคมเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน อีกทั้งพระราชวงศ์ยังปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ มากมายเช่น ด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งที่เซอร์เบียนี้เองที่มีความพยายามอย่างมากในการฟื้นฟูพระราชวงศ์เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเป็นกลุ่มนิยมกษัตริย์
รายชื่อประเทศที่ถูกล้มล้างพระราชวงศ์ [แก้]
| ประเทศ | พระรูป | พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้าย | ปี | หมายเหตุ | |||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ทศวรรษที่ 1910 | |||||||
| ราชอาณาจักรโปรตุเกส | สมเด็จพระเจ้าเอ็มมานูเอลที่ 2 | ค.ศ. 1910 | เกิดการปฏิวัติ | ||||
| จักรวรรดิเกาหลี | สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง | ล้มล้างพระราชวงศ์โดยจักรวรรดิญี่ปุ่นและมีพระราชวงศ์ญี่ปุ่นเป็นประมุขตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 | |||||
| จักรวรรดิจีน | สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ | ค.ศ. 1912 | การปฏิวัติ – พระจักรพรรดิถูกถอดถอนโดยเหล่านักการเมืองและพวกสาธารณรัฐนิยม | ||||
| ราชรัฐแอลเบเนีย | เจ้าชายวิลเลี่ยมที่ 1 | ค.ศ. 1914 | ถูกล้มล้างลงแต่ก็ได้มีการฟื้นฟูขึ้นในปี ค.ศ. 1928 (ราชอาณาจักรแอลเบเนีย) | ||||
| จักรวรรดิรัสเซีย | สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 | ค.ศ. 1917 | เกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ | ||||
| ราชอาณาจักรมอนเตเนโกร | สมเด็จพระเจ้านิโคลัสที่ 1 | ค.ศ. 1918 | ลงประชามติให้ถอดถอนพระราชาและรวมประเทศเข้ากับราชอาณาจักรเซอร์เบีย | ||||
| จักรวรรดิเยอรมัน | สมเด็จพระจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 | รัฐสมาชิกของจักรวรรดิเยอรมันทั้งหมดพ้ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และจากการปฏิวัติเยอรมัน | |||||
| ราชอาณาจักรปรัสเซีย | |||||||
| ราชอาณาจักรบาวาเรีย | สมเด็จพระเจ้าลุกวิกที่ 3 | ||||||
| ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก | สมเด็จพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 2 | ||||||
| ราชอาณาจักรแซกโซนี | สมเด็จพระเจ้าฟรีดริช ออกัสที่ 3 | ||||||
| แกรนด์ดัชชีเฮสส์ | สมเด็จพระเจ้าเอิร์นส์ ลุดวิกที่ 1 | ||||||
| ราชรัฐบาเดิน | สมเด็จพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 | ||||||
| ราชรัฐแซก-ไวมาร์-ไอเซนาร์ช | สมเด็จพระเจ้าวิลเฮล์ม เอิร์นส์ที่ 1 | ||||||
| ราชรัฐแมคเคลนบวร์ก-เชสวริน | สมเด็จพระเจ้าฟรีดริช ฟรานส์ที่ 4 | ||||||
| ราชรัฐเม็คเคลนบวร์ก-สเตรอลิตส์ | สมเด็จพระเจ้าอดอลฟัส เฟรเดอริคที่ 6 | ||||||
| รัฐโอลเดนบวร์ก | สมเด็จพระเจ้าฟรีดริช ออกัสที่ 2 | ||||||
| ดัชชีบรุนส์วิก | สมเด็จพระเจ้าเอิร์นส์ ออกัสที่ 1 | ||||||
| รัฐอันฮัลต์ | สมเด็จพระเจ้าโจอาชิม เอิร์นส์ที่ 1 | ||||||
| ดัชชีแซชเซน-โคบูร์กและโกธา | สมเด็จพระเจ้าคาร์ล เอ็ดการ์ดที่ 1 | ||||||
| รัฐแซก-เมนนิเจน | สมเด็จพระเจ้าเบิร์นฮาร์ทที่ 3 | ||||||
| ราชรัฐแซก-อัลเทนบวร์ก | ดยุคเอิร์นส์ที่ 2 | ||||||
| รัฐวัลด์เดค-พีรมอนต์ | เจ้าชายฟรีดริชที่ 1 | ||||||
| ราชรัฐลิปป์ | สมเด็จพระเจ้าลีโอโพลด์ที่ 4 | ||||||
| รัฐชควกควมเบิร์ก-ลิปป์ | เจ้าชายอดอล์ฟที่ 2 | ||||||
| รัฐเชควาร์ทบูร์ก-รูดอลสติตซ์ | เจ้าชายกุนเตอร์ วิคเตอร์ที่ 1 | ||||||
| รัฐเชควาร์ทบูร์ก-ซอนเดอร์ฮุสเซน | |||||||
| เรอสส์ สายหลัก | |||||||
| เรอสส์ สายรอง | |||||||
| ราชอาณาจักรออสเตรีย | สมเด็จพระจักรพรรดิคาร์ลที่ 1 | ถูกถอดถอนและล้มล้างพระราชวงศ์ | |||||
| จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี | |||||||
| ราชอาณาจักรฟินแลนด์ | สมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริค ชาร์ลส์ที่ 1 (ว่าที่พระมหากษัตริย์) |
ไม่เคยได้ขึ้นเสวยราชย์ | |||||
| ราชอาณาจักรลิทัวเนีย | สมเด็จพระเจ้ามินดัวกัส (ว่าที่พระมหากษัตริย์) |
||||||
| ราชอาณาจักรโปแลนด์ | - | ไม่มี (สำเร็จราชการโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทน) | ไม่มีผู้สืบทอดราชบัลลังก์ | ||||
| ราชอาณาจักรฮังการี | สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 4 | แม้จะฟื้นฟูในปี ค.ศ. 1920 แต่ก็เหลือไว้เพียงราชบัลลังก์อันว่างเปล่ากับผู้สำเร็จราชการแทน | |||||
| ราชอาณาจักรเซอร์เบีย | สมเด็จพระราชาธิบดีปีเตอร์ที่ 1 | เปลี่ยนเป็นราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย | |||||
| ทศวรรษที่ 1920 | |||||||
| ราชอาณาจักรอิสลามบูคารา (อุซเบกิสถาน) | สมเด็จพระเจ้าโมฮัมเม็ด อาลิม คาห์น | ค.ศ. 1920 | — | ||||
| เขตปกครองของข่านแห่งคิวา (อุซเบกิสถาน) | สมเด็จพระเจ้าอับดุลเลาะห์ คาห์น | — | |||||
| ราชอาณาจักรซีเรีย | สมเด็จพระเจ้าฟัยศ็อลที่ 1 | ค.ศ. 1920 | ระบอบกษัตริย์ถูกล้มล้างจากการพ่ายแพ้ในการปิดล้อมที่ดามัสกัส | ||||
| จักรวรรดิออตโตมาน | สุลต่านเมห์เมดที่ 6 | ค.ศ. 1923 | สงครามเพื่อเอกราชตุรกีจากการตัดสินใจของรัฐสภาในปี ค.ศ. 1923 | ||||
| รัฐกาหลิฟแห่งออตโดมาน | สุลต่านอับดุลเมซิดที่ 2 | ค.ศ. 1924 | |||||
| ราชอาณาจักรกรีซ | สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ 2 | มีการฟื้นฟูพระราชวงศ์ในปี ค.ศ. 1935 แต่ต่อมาก็ถูกถอดถอนออกจาพระอิสริยยศอีกครั้งในปี ค.ศ. 1974 | |||||
| มองโกเลีย | บอจด์ ข่าน | — | |||||
| ทศวรรษที่ 1930 | |||||||
| ราชอาณาจักรสเปน | สมเด็จพระราชาธิบดีอัลฟอนโซที่ 13 | ค.ศ. 1931 | ภายหลังได้มีการฟื้นฟูพระราชวงศ์ขึ้นมาอีกครั้ง | ||||
| ราชอาณาจักรแอลเบเนีย | สมเด็จพระราชาธิบดีซ็อกที่ 1 | ค.ศ. 1939 | ราชบัลลังก์ถูกช่วงชิงโดยพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 แห่งอิตาลี หลังจากการรุกรานโดยอิตาลี | ||||
| ทศวรรษที่ 1940 | |||||||
| ราชอาณาจักรแอลเบเนีย | สมเด็จพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 | ค.ศ. 1943 | ทรงสละราชบัลลังก์จากการสงบศึก | ||||
| ราชอาณาจักรโครเอเชีย | สมเด็จพระเจ้าโทมิสลาฟว์ที่ 2 | ค.ศ. 1943 | สละราชสมบัติภายหลังจากการบีบบังคับที่ราชอาณาจักรอิตาลีให้การสนับสนุน | ||||
| ราชอาณาจักรไอซ์แลนด์ | สมเด็จพระราชาธิบดีคริสเตียนที่ 10 | ค.ศ. 1944 | การเป็นสหพันธ์รัฐกับเดนมาร์กสิ้นสุดลง | ||||
| ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย | สมเด็จพระราชาธิบดีปีเตอร์ที่ 2 | ค.ศ. 1945 | การสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ | ||||
| จักรวรรดิแมนจู | สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ | จักรวรรดิกลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐจีนหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิ | |||||
| ราชอาณาจักรฮังการี | - | ไม่มี (ผู้สำเร็จราชการแทน) | ค.ศ. 1946 | ตัดสินใจให้เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐโดยรัฐสภาโดยปราศจากการลงประชามติ | |||
| ราชอาณาจักรอิตาลี | สมเด็จพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 | ผลจากการลงประชามติ 54.3% ให้เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ | |||||
| ราชอาณาจักรบัลแกเรีย | สมเด็จพระเจ้าซาร์ซิเมออนที่ 2 | การลงประชามติที่ริเริ่มโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งผลอย่างเป็นทางการ 95% ต่อต้านพระราชวงศ์ | |||||
| ราชอาณาจักรแอลเบเนีย | พระเจ้าซ็อกที่ 1 | ถอดถอนโดยพวกคอมมิวนิสต์ | |||||
| ราชอาณาจักรซาราวัก | ชาร์ลส์ ไวเนอร์ บรู๊ค | เข้ายึดอำนาจโดยอังกฤษ | |||||
| ราชอาณาจักรโรมาเนีย | สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 | ค.ศ. 1947 | บังคับให้สละราชสมบัติโดยพวกคอมมิวนิสต์ | ||||
| ราชรัฐอินเดีย | - | หลายพระองค์ในแต่ละแคว้น | ค.ศ. 1947 - ค.ศ. 1950 |
กลายมาเป็นสาธารณรัฐจากเอกราชของอินเดีย | |||
| ราชรัฐไอร์แลนด์ | สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 | ค.ศ. 1949 | ถอดถอนพระอิสริยศของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร และกลายเป็นสาธารณรัฐ | ||||
| ทศวรรษที่ 1950 | |||||||
| จักรวรรดิอินเดีย | สมเด็จพระจักรพรรดิจอร์จที่ 6 | ค.ศ. 1950 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ราชอาณาจักรอียิปต์ | พระเจ้าฟูอัดที่ 2 | ค.ศ. 1953 | การรัฐประหาร | ||||
| จักรวรรดิเวียดนาม | สมเด็จพระจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย | ค.ศ. 1955 | ลงประชามติถอดถอน | ||||
| รัฐปากีสถาน | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1956 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ราชรัฐตูนิเซีย | สุลต่านมูฮัมเม็ดที่ 8 อัล-อามีน | ค.ศ. 1957 | การรัฐประหาร | ||||
| ราชอาณาจักรอิรัก | พระเจ้าฟัยศ็อลที่ 2 | ค.ศ. 1958 | |||||
| ทศวรรษที่ 1960 | |||||||
| กานา | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1960 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| สหพันธ์รัฐแอฟริกาใต้ | ค.ศ. 1961 | ||||||
| ราชอาณาจักรรวันดา | สมเด็จพระเจ้าคิเกลิที่ 5 | การรัฐประหาร | |||||
| แทนกันยิกา | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1962 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ราชอาณาจักรมุกตาวักกิลิทเยเมน | สุลต่านมูฮัมมัดที่ 11 | การรัฐประหาร | |||||
| ไนจีเรีย | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1963 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ยูกันดา | |||||||
| เคนยา | ค.ศ. 1964 | ||||||
| แซนซิบาร์ | ![]() |
สุลต่านจามชิด บิน อับดุลลาห์ | การรัฐประหาร | ||||
| ราชอาณาจักรบุรุนดี | สมเด็จพระเจ้านทาร์ที่ 5 | ค.ศ. 1966 | |||||
| มาลาวี | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | |||||
| ราชอาณาจักรมัลดีฟส์ | สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัด ฟารีด ดิดิ | ค.ศ. 1968 | การลงประชามติ | ||||
| ราชอาณาจักรลิเบีย | สมเด็จพระเจ้าไอดริสที่ 1 | ค.ศ. 1969 | การรัฐประหาร | ||||
| ทศวรรษที่ 1970 | |||||||
| ราชอาณาจักรกัมพูชา | พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหนุ | ค.ศ. 1970 | ภายหลังได้มีการฟื้นฟู | ||||
| แกมเบีย | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | |||||
| กายอานา | |||||||
| เซียร์ราลีโอน | ค.ศ. 1971 | ||||||
| ซีลอน (ศรีลังกา) | ค.ศ. 1972 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | |||||
| ราชอาณาจักรอัฟกานิสถาน | สมเด็จพระเจ้ามูฮัมเม็ด ซาฮีร์ ชาห์ | ค.ศ. 1973 | การรัฐประหาร | ||||
| เอธิโอเปีย | สมเด็จพระจักรพรรดิเฮลี เซลาสซีที่ 1 | ค.ศ. 1974 | |||||
| ราชอาณาจักรกรีซ | สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 2 | การลงประชามติผลออกมาคือ 69% ต้องการให้เปลี่ยนระบอบการปกครอง | |||||
| มอลตา | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | |||||
| ราชอาณาจักรลาว | พระบาทสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา | ค.ศ. 1975 | การรัฐประหาร | ||||
| รัฐสิกขิม | ปาร์ลเดน ทอนดับ นามกยาล | การลงประชามติผลออกมาว่า 97% ต้องการให้เป็นรัฐสมาชิกรัฐหนึ่งของอินเดีย | |||||
| ตรินิแดดและโตบาโก | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1976 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ราชอาณาจักรอิหร่าน | สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัด เรซา ปาห์เลวี | ค.ศ. 1979 | การปฏิวัติอิหร่าน | ||||
| แอฟริกากลาง | สมเด็จพระจักรพรรดิโบคัสซาที่ 1 | การรัฐประหาร | |||||
| ทศวรรษที่ 1980 | |||||||
| ฟิจิ | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1987 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ทศวรรษที่ 1990 | |||||||
| มอริเชียส | สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 | ค.ศ. 1992 | ถอนตัวออกจากเครือจักรภพแห่งชาติที่มีพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษเป็นพระประมุข | ||||
| ทศวรรษที่ 2000 | |||||||
| ซามัว | มาลีเอตัว ตานุมาฟิลิที่ 2 | ค.ศ. 2007 | ไม่มีผู้สืบทอดราชบัลลังก์ | ||||
| ราชอาณาจักรเนปาล | สมเด็จพระราชาธิบดีชญาเนนทรวีรวิกรมศาหเทวะ | ค.ศ. 2008 | ถอดถอนพระราชวงศ์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ[1] | ||||
รายชื่อประเทศที่มีการฟื้นฟูพระราชวงศ์ [แก้]
| ประเทศ | ปีที่ล้มล้าง | หมายเหตุ | ปีที่ฟื้นฟู | |
|---|---|---|---|---|
| ราชอาณาจักรอังกฤษ | ค.ศ. 1649 | เปลี่ยนผ่านมาจากเครือจักรภพแห่งอังกฤษและการปฏิวัติอย่างมีเกียรติ | ค.ศ. 1660 | |
| ราชอาณาจักรสเปน | ค.ศ. 1873 | เปลี่ยนผ่านมาจากสาธารณรัฐสเปนที่ 1 | ค.ศ. 1874 | |
| ค.ศ. 1931 | เปลี่ยนผ่านมาจากสาธารณรัฐสเปนที่ 2 แล้วจากนั้นจึงเกิดการฟื้นฟูในปี 1947 ซึ่งการฟื้นฟูมาจากคำสั่งเสียของจอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก | ค.ศ. 1975 | ||
| อันโกเล | ค.ศ. 1967 | ถูกล้มล้างจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ มิลตัน โอเบเต | ค.ศ. 1993 | |
| บูกันดา | ||||
| บุนโยโร | ||||
| โตโร | ||||
| ราชอาณาจักรกัมพูชา | ค.ศ. 1970 | เกิดการรัฐประหาร | ค.ศ. 1975 | |
| ค.ศ. 1976 | หลังจากการล้มล้างสองครั้งท้ายที่สุดก็ได้มีการฟื้นฟูอีกครั้งในปี ค.ศ. 1993 | ค.ศ. 1993 | ||
