ราชวงศ์โชซ็อน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ราชวงศ์โชซอน)
อาณาจักรโชซ็อน
조선(朝鮮)

ค.ศ. 1392ค.ศ. 1897
ธงแทกึก
(หลัง ค.ศ. 1883)
ตราประจำราชวงศ์โชซ็อน
ดินแดนของราชวงศ์โชซ็อน หลังจากการพิชิตชาวจูร์เชนโดนพระเจ้าเซจงมหาราช
เมืองหลวง ฮันซอง
ภาษา เกาหลี
ศาสนา ลัทธิขงจื๊อ
รัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์
กษัตริย์
 -  1392–1398 แทโจ (องค์แรก)
 -  1418–1450 เซจง
 -  1776–1800 จองโจ
 -  1863–1897 โกจง (องค์สุดท้าย)1
อัครมหาเสนาบดี
 -  1431–1449 ฮวังฮุย
 -  1466–1472 ฮันเมียงฮี
 -  1592–1598 ยู ซองลยอง
 -  1793–1801 แชเจกง
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยใหม่ตอนต้น
 -  รัฐประหาร ค.ศ. 1388 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1388
 -  พิธีราชาภิเษกของพระเจ้าแทโจ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1392 ค.ศ. 1392
 -  ประกาศใช้อักษรฮันกึล 9 ตุลาคม ค.ศ. 1446
 -  สงครามเจ็ดปี 1592–1598
 -  การรุกรานของชาวแมนจู 1636–1637
 -  สนธิสัญญาคังฮวา 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1876
 -  ยกฐานะเป็นจักรวรรดิ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1897 ค.ศ. 1897
ประชากร
 -  1500 [1] ประมาณการ est. 6,510,000 
 -  1753 [1] ประมาณการ est. 18,660,000 
1สถาปนาพระองค์เป็นจักรพรรดิแห่งโชซ็อน เมื่อ ค.ศ. 1897
Korea unified vertical.svgประวัติศาสตร์เกาหลี

ยุคก่อนประวัติศาสตร์
 ยุคชึลมุน
 ยุคมูมุน
อาณาจักรโชซ็อนโบราณ 2333–108 BC
 รัฐจิ้น
ก่อนสามก๊ก: 108–57 BC
 พูยอ, อกจอ, ทงเย
 สามฮั่น: มา, บย็อน, ชิน
สามก๊ก: 57 BC – 668 AD
 อาณาจักรโคกูรยอ 37 BC – 668 AD
 อาณาจักรแพ็กเจ 18 BC – 660 AD
 อาณาจักรชิลลา 57 BC – 935 AD
 คายา 42–562
อาณาจักรเหนือใต้: 698–935
 อาณาจักรรวมชิลลา 668–935
 อาณาจักรพัลแฮ 698–926
 สามอาณาจักรหลัง 892–935
  อาณาจักรโคกูรยอใหม่, อาณาจักรแพ็กเจใหม่, อาณาจักรชิลลา
ราชวงศ์โครยอ 918–1392
ราชวงศ์โชซ็อน 1392–1897
จักรวรรดิเกาหลี 1897–1910
ญี่ปุ่นปกครอง 1910–1945
 รัฐบาลพลัดถิ่น 1919–1948
การแบ่งเกาหลี 1945–1948
เหนือ, ใต้ 1948–present
 สงครามเกาหลี 1950–1953

ราชวงศ์โชซ็อน (อังกฤษ: Joseon Dynasty; เกาหลี: 조선, ฮันจา: 朝鮮, MC: Joseon, MR: Chosŏn) หรือ ราชวงศ์อี ที่สถาปนาขึ้นภายหลังการยกสถานะของอาณาจักรโชซ็อนเป็นจักรวรรดิโชซ็อนตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิโชซ็อน (พระเจ้าโกจง) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910 (อย่างเป็นทางการ) โดยรวมแล้วราชวงศ์โชซ็อนมีอายุกว่า 600 ปี

ช่วงเวลาที่ราชวงศ์โชซ็อนปกครองเกาหลีนั้น ได้สร้างการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มั่นคง ส่งเสริมปรัชญาของลัทธิขงจื๊อให้ซึมซาบไปในสังคมโชซ็อน และรับวัฒนธรรมจีน เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมโชซ็อนรุ่งเรือง และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์โชซ็อนอ่อนแอลงด้วยการรุกรานของญี่ปุ่นและแมนจูเรีย ทำให้โชซ็อนใช้นโยบายปิดประเทศอย่างแข็งกร้าว อาณาจักรโชซ็อนจึงเป็นรู้จักของชาวตะวันตกในนาม อาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) เมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 อาณาจักรโชซ็อนก็เสื่อมลงด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการแย่งชิงอำนาจและการเผชิญทั้งศึกภายนอกและศึกภายใน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1895 เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นชนะสงครามกับจักรวรรดิชิง (ประเทศจีน) ก็ได้ส่งทหารบุกเข้าพระราชวังเคียงบกเพื่อปลงพระชนม์ พระมเหสีมิน จายอง พระมเหสีในพระเจ้าโกจง (ภายหลังได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็น จักรพรรดินีเมียงซอง) และบังคับให้อาณาจักรโชซ็อนแยกตัวเป็นเอกราชจากจักรวรรดิชิงตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ใน ค.ศ. 1897 อย่างไรก็ตาม อาณาจักรโชซ็อนโดยพระเจ้าโกจง (พระอิสรยิยศขณะนั้น) โดยการถวายคำแนะนำของรัสเซีย จึงเลื่อนสถานะของอาณาจักรโชซ็อนเป็นจักรวรรดิโชซ็อน และสถาปนาอิสริยยศพระองค์เองใหม่เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยการเข้ายึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นใน พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) ตามสนธิสัญญาการเข้ายึดครองเกาหลีของญี่ปุ่น ในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิยุงฮีแห่งจักรวรรดิโชซ็อน (พระเจ้าซุนจง) ด้วยการลดพระอิสริยยศเหลือเพียง กษัตริย์ และบังคับเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ไปประทับที่ญี่ปุ่นเพื่อเป็นองค์ประกัน

เนื้อหา

สถาปนาราชวงศ์[แก้]

ราชวงศ์โชซ็อนก่อตั้งขึ้นโดย นายพลอี ซ็อง-กเย (태조; Lee Seong-gye) ขุนพลคนสำคัญแห่งราชวงศ์โครยอ (Korea Dynasty) ได้ก่อการยึดอำนาจในปี พ.ศ. 1935 (ค.ศ. 1392) ขึ้นเป็นพระเจ้าแทโจ ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเสียใหม่เป็นโชซ็อนและย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฮันยาง หรือ กรุงโซลในปัจจุบัน

ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1931 แผ่นดินซึ่งปกครองโดยราชวงศ์โครยอที่ปกครองเกาหลีมาถูกล้มล้างราชบัลลังก์ และให้พระเจ้าคงยาง ครองราชย์เป็นกษัตริย์หุ่นเชิด

ใน พ.ศ. 1935 อี ซ็อง-กเย ก็ปลดพระเจ้าคงยางและตั้งตนเองเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ และย้ายเมืองหลวงมาที่ฮันยาง ทำการก่อสร้างและปรับปรุงเมือง จนสร้างพระราชวังเคียงบกเสร็จใน พ.ศ. 1938 พระเจ้าแทจงโอรสของพระเจ้าแทโจก็ได้ทรงวางรากฐานการปกครองของอาณาจักรโชซ็อน ทรงตั้งสภาอึยจอง ให้มีการสำรวจสำมะโนประชากร และสนับสนุนลัทธิขงจื๊อให้เป็นที่ยอมรับนับถือเหนือพระพุทธศาสนาซึ่งแต่เดิมมีชาวโชซ็อนนับถือกันมาช้านาน พ.ศ. 1944 ราชวงศ์หมิงก็ยอมรับให้ราชวงศ์โชซ็อนปกครองโชซ็อนอย่างเป็นทางการ และเป็นเมืองขึ้นของจีนต้องส่งบรรณาการ

สังคมโชซ็อน[แก้]

การแบ่งชนชั้นในสมัยโชซ็อนมีรากฐานมาจากสังคมในปลายสมัยโครยอ มีกษัตริย์โชซ็อนอยู่ที่ยอดพีระมิด รองลงมาเป็นชนชั้นปกครอง คือ พวกขุนนาง ปราชญ์ขงจื๊อต่าง ๆ ชนชั้นของโชซ็อนเป็น 4 ชั้น

  1. ยังบัน แปลว่า สองชนชั้น ประกอบด้วย มุนบัน ชนชั้นปราชญ์ คือ ขุนนางฝ่ายบุ๋น และมูบัน ชนชั้นนักรบ คือ ขุนนางฝ่ายบู้ยังบันเป็นชนชั้นที่มีเอกสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง ลูกหลานของยังบันเท่านั้นที่มีสิทธิ์สอบควากอ (จอหงวน) ในสมัยต้นโชซ็อนรายได้ของยังบันคือรายได้จากที่ดินของตนในการทำเกษตรกรรมหรือให้เช่า แต่ในสมัย พระเจ้าเซโจ กษัตริย์องค์ที่ 7 โอรสของ พระเจ้าเซจงมหาราช ได้ยึดที่ดินของยังบันไปเป็นของทางราชการหมด ทำให้ยังบันมีเพียงรายได้จากเบี้ยหวัดจากราชสำนักเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วยังบันจะได้รับการยกเว้นภาษี
  2. จุงอิน แปลว่า ชนชั้นกลาง เป็นคนกลุ่มที่เป็นลูกจ้างของทางราชการ สอบควากอได้เพียงระดับต่ำ คือ มิได้ไปเป็นขุนนางปกครองบ้านเมืองแต่เป็นคนงานในราชสำนัก อาชีพของจุงอินมีสี่อย่าง คือ ล่ามแปลภาษา นักกฎหมาย แพทย์ (ชาย) และโหรหลวง
  3. ซังมิน คือ สามัญชนทั่วไป คือ ชาวบ้านชาวนาชาวไร่ กรรมกร ชาวประมง ซึ่งจะต้องถูกเก็บภาษีจากโจ (ที่ดิน) โพ (เสื้อผ้า) และยอก (ส่วยแทนการเกณฑ์ทหาร) ซังมินจะต้องรองรับภาษีที่สูงลิบลิ่วเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ไม่พอใจลุกฮือต่อต้านจนทางการต้องเอากำลังมาปราบ
  4. ช็อนมิน คือ ทาส พวกนี้ไม่ใช่คน ทางราชการจะเข้ามาควบคุมชนชั้นนี้เสมือนเป็นสิ่งของชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นสมบัติส่วนบุคคลสามารถซื้อขายกันได้ และทางราชการเองก็มีช็อนมินไว้เป็นสมบัติเป็นจำนวนมากเพื่อใช้งานในราชสำนัก ช็อนมินที่ไม่ได้มีเจ้าของก็จะประกอบอาชีพที่สังคมดูถูกเช่น คนฆ่าสัตว์ นักแสดงกายกรรม ผู้หญิงก็จะมีสามอาชีพ คือ มูดัง (ร่างทรง) คีแซง (นางโลม) และอึยนยอ (แพทย์หญิง) แต่ควากอขุนนางฝ่ายบู้ก็เปิดโอกาสให้ช็อนมินผู้ชายเข้าไปเป็นทหารเช่นกัน

การแบ่งชนชั้นทางสังคมโชซ็อนนั้นเข้มงวดมากในต้นสมัยโชซ็อน แต่หลังจากสงครามกับญี่ปุ่นและการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว ชนชั้นล่างก็เริ่มที่จะลืมตาอ้าปากได้ขณะที่ชนชั้นบนก็ยากจนขัดสนลง สตรียังบันนั้นจะต้องเชื่อฟังสามี เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านออกนอกบ้านได้นาน ๆ ครั้ง เมื่อออกนอกบ้านต้องปกปิดหน้าตา แต่สตรีในระดับชั้นล่างกลับมีอิสรภาพมากกว่า สามารถไปไหนมาไหนก็ได้

พระราชวังทั้งห้าและป้อมฮวาซ็อง[แก้]

ประตูกวางฮวามุน

ราชวงศ์โชซ็อนนั้นมีพระราชวังที่อยู่ในเมืองหลวงทั้งหมดห้าแห่ง คือ

พระเจ้าเซจงมหาราช[แก้]

อาณาจักรโชซ็อนรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าเซจงมหาราช (พ.ศ. 1961 - พ.ศ. 1993) ทั้งในด้านการปกครองและวัฒนธรรม ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในคุณธรรมและเห็นแก่ประชาชน พระเจ้าเซจงทรงให้มีการก่อสร้างจิปฮย็อนจอน สำนักรวบรวมปราชญ์ขงจื๊อเพื่อคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับพระองค์และสร้างนักปราชญ์ที่คงแก่เรียนต่อไป สมัยพระเจ้าเซจงมหาราชมีนักประดิษฐ์ชื่อจาง ยองชิล ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก และสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ เช่น นาฬิกาแดด สมัยพระเจ้าเซจงมหาราชเป็นสมัยแห่งการแผยแพร่ความรู้ตามแบบเกาหลีโบราณในหลายสาขา เช่น การเกษตร การแพทย์ ดนตรี มีการพิมพ์หนังสือขึ้นหลายเล่ม เกี่ยวกับแขนงวิชาเหล่านี้ และใน พ.ศ. 1986 ทรงสั่งให้มีการประดิษฐ์อักษรฮันกึล เป็นอักษรของชาวเกาหลีชุดแรกแทนที่ฮันจา|อักษรจีนที่ใช้เขียนแทนเสียงภาษาเกาหลี

การรุกรานโชซ็อนของญี่ปุ่น (พ.ศ. 2135-2141)[แก้]

เรือเต่า

ในพ.ศ. 2130 โทโยโทมิ ฮิเดโยชิิ โชกุนซึ่งได้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นในยุคเซงโงกุุได้จนสำเร็จ คิดวางแผนที่จะบุกยึดจีนราชวงศ์หมิง แต่ระหว่างทั้งสองประเทศนั้นมีโชซ็อนคั่นกลาง โทโยโทมิจึงได้สั่งให้โซ โยชิโทชิ เจ้าผู้ครองเกาะซึชิมา ไปยื่นคำขาดแก่โชซ็อนให้ช่วยเหลือญี่ปุ่นในการบุกยึดราชวงศ์หมิง แต่เกาะซิชิมาได้รับเอกสิทธิ์จากโชซ็อนให้เป็นทางผ่านการค้ากับโชซ็อนเพียงเกาะเดียว ทำให้โซเจ้าผู้ครองเกาะไม่อยากจะทำลายความสัมพันธ์อันดีกับโชซ็อนและทำลายการค้า จึงส่งบรรณาการให้กับโชซ็อนแทน พระเจ้าซอนโจจึงส่งทูตไปยังเกียวโตเพื่อขอบพระทัยโทโยโทมิ แต่โทโยโทมิเข้าใจว่าทูตโชซ็อนมาส่งบรรณาการจึงเขียนจดหมายตอบกลับไปให้โชซ็อนเข้าร่วมสงครามกับราชวงศ์หมิง

พระเจ้าซอนโจและบรรดาขุนนางพากันตะลึงว่าญี่ปุ่นจะบุกยึดจีน ด้วยเหตุที่โชซ็อนเป็นเมืองขึ้นจีน การจะทำสงครามกับจีนคงเป็นไปไม่ได้ จึงตัดสินใจรอรายละเอียดที่ชัดเจนจากญี่ปุ่น แต่โทโยโทมิเห็นว่าส่งคำขอไปสองครั้งแล้วไม่ตอบรับก็ส่งกองทัพบุกโชซ็อนในพ.ศ. 2135 บุกยึดปูซาน และรุกไปทางเหนือยึดฮันยางได้อย่างรวดเร็ว เพราะญี่ปุ่นมีกองทัพทหารที่พร้อมและปืนไฟ(เทปโปะ)ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าโชซ็อนซึ่งใช้เพียงคันธนูและปืนรุ่นเก่าแบบจีนรวมถึงระบบการทหารอันอ่อนแอ กองทัพญี่ปุ่นสามารถรุกเข้าไปเผาพระราชวังเคียงบกจนยับเยิน แต่พระเจ้าซองโจทรงหลบหนีไปเปียงยางก่อนหน้านี้แล้ว ทัพญี่ปุ่นจึงบุกไปทางเหนือยึดเปียงยาง แต่ทางทะเลนั้นมีขุนพลอี ซุนชิน สกัดกั้นการส่งเสบียงของญี่ปุ่นทางน้ำได้โดยใช้คอบุกซอน (เรือเต่า) เรือที่มีเกราะเหล็กลำแรกของโลก และทางบกมี ควาน ยูล โต้ทัพญี่ปุ่นกลับทางบก พระเจ้าซอนโจทรงหลบหนีไปปักกิ่งและร้องขอให้จักรพรรดิหว่านอี่ช่วยเหลือ ฮ่องเต้หว่านอี่ส่งทัพมาช่วยจนยึดเปียงยางคืนได้ในพ.ศ. 2131 และทำลายเสบียงญี่ปุ่นจนต้องทิ้งเมืองฮันยาง จนในที่สุดจีนและญี่ปุ่นก็สงบศึกกัน

สงครามทำให้โชซ็อนปรับปรุงการป้องกันประเทศของตนใหม่ โดยจัดการสร้างป้อมรอบฮันยาง มีการปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นปืนรุ่นใหม่ตามแบบกองทัพญี่ปุ่นซึ่งปรับจากอาวุธที่ยึดได้จากสงครามและตั้งเป็นประเภททหารอย่างเป็นทางการ เมื่อการเจรจาสงบศึกของจีนและญี่ปุ่นไม่เป็นผล โทโยโทมิก็ส่งทัพมาบุกอีกในพ.ศ. 2140 แต่ถูกทัพโชซ็อนและจีนต้านทานไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ และทางน้ำอีซุนชิน ทำลายทัพเรือญี่ปุ่นยับเยิน โทโยโทมิเสียชีวิตในพ.ศ. 2141 ญี่ปุ่นจึงถอยทัพกลับ และถูกทัพเรือโชซ็อนโจมตีที่โนรยาง แต่แม่ทัพอีซุนชินถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างสู้รบบนเรือ

เมื่อสิ้นสงครามแล้วประเทศโชซ็อนก็ตกอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม ขาดแรงงานทาสเพราะเอกสารสัมมะโนถูกทำลาย บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ทุกชนชั้นไม่ว่าจะเป็นยังบันหรือสามัญชนล้วนอดอยาก ทำให้ยังบันเริ่มที่จะขายตำแหน่งเอาเงิน ถอยร่นไปอยู่ไร่อยู่นาก็มี และสามัญชนก็กลับเริ่มที่จะมีโอกาสเป็นขุนนางและร่ำรวยมากขึ้น ระบอบสังคมที่เข้มงวดควบคุมโดยหลักขงจื๊อต้องสั่นสะเทือน ที่สำคัญงานศิลปะต่าง ๆ สมบัติล้ำค่าทั้งหลายล้วนถูกญี่ปุ่นยึดเอากลับไปหมด ศิลปินต่าง ๆ ช่างฝีมือก็สิ้นชีวิตในสงครามเสียหมด ยุคนี้จึงเป็นยุคเสื่อมของโชซ็อนทั้งการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

สงครามกับแมนจู[แก้]

ดูบทความหลักที่: การรุกรานโชซ็อนของแมนจู

ในพ.ศ. 2162 ราชวงศ์หมิงพ่ายแพ้เผ่าแมนจูภายใต้การนำของนูร์ฮาชีในการรบที่ซาร์ฮู โชซ็อนเองก็ได้ส่งกำลังเข้าร่วมรบกับฝ่ายราชวงศ์หมิง จึงเห็นว่าเผ่าแมนจูเริ่มจะมีกำลังขึ้นเรื่อย ๆ จึงควรจะดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่พ.ศ. 2166 ฝ่ายตะวันตกยึดบัลลังก์จากองค์ชายควางแฮและให้พระเจ้าอินโจครองราชย์ ฝ่ายตะวันตกมีนโยบายเข้าข้างราชวงศ์หมิง ในพ.ศ. 2167 อีควาล ได้ก่อกบฏแย่งบัลลังก์พระเจ้าอินโจแต่ไม่สำเร็จถูกประหารชีวิต แต่กบฏที่เหลือหนีไปแมนจูเรียพบหวงไท่จี๋ลูกของจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อร้องขอให้บุกโชซ็อนเพื่อคืนอำนาจแก่ตน พ.ศ. 2170 หวงไท่จี๋นำทัพเข้าบุกโชซ็อนปล้มสะดมเมืองเปียงยาง พระเจ้าอินโจทรงหนีไปเกาะคังฮวา จนหวงไท่จี๋ยอมสงบศึก

พ.ศ. 2178 หวงไท่จี๋สถาปนาราชวงศ์ชิง ปีต่อมาพ.ศ. 2179 จึงส่งสารมาเรียกบรรณาการจากโชซ็อน บรรดาขุนนางฝ่ายตะวันตกซึ่งสนับสนุนราชวงศ์หมิงก็ปฏิเสธทันที หวงไท่จี๋จึงส่งทัพมาบุกถึงฮันซองอย่างรวดเร็วจนพระเจ้าอินโจทรงหลบหนีไม่ทัน และล้อมเมืองไว้ ทำให้ภายในเมืองผู้คนเริ่มอดอยากล้มตาย อีกทั้งพระโอรสและบรรดาสนมต่างถูกทัพแมนจูจับที่เกาะคังฮวา ทำให้พระเจ้าอินโจทรงยอมแพ้ หวงไท่จี๋นัดพระเจ้าอินโจมาที่ซัมจอนโด สั่งให้สร้างอนุสรณ์ยกย่องแมนจู และบังคับให้พระเจ้าอินโจคำนับตนเองถึงเก้าครั้ง รวมทั้งยังตั้งเงื่อนไขให้โชซ็อนพ้นจากราชวงศ์หมิงมาเป็นเมืองขึ้นของราชวงศ์ชิง และส่งองค์ชายโซฮย็อนและองค์ชายพงนิมรวมทั้งลูกชายของขุนนางชั้นสูงไปเป็นตัวประกันที่เสิ่นหยาง

ความพ่ายแพ้คราวนี้สร้างความคับแค้นแก่โชซ็อนอย่างมาก เพราะชาวโชซ็อนดูถูกพวกแมนจูมาช้านาน ว่าเป็นอนารยชนจากทางเหนือ ขุนนางโชซ็อนยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงอยู่ จนราชวงศ์หมิงถูกทำลายลงในพ.ศ. 2187 ราชวงศ์ชิงของพวกแมนจูก็เข้าปกครองแทน โชซ็อนก็ยังต้องส่งบรรณาการให้กับจีนต่อไปอีกราชวงศ์หนึ่ง

แบ่งฝักแบ่งฝ่าย[แก้]

ความแตกแยกของขุนนางออกเป็นหลายฝ่ายเริ่มขึ้นในสมัยพระเจ้าซอนโจ โดยแตกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายขุนนางที่อาศัยอยู่ทางซีกตะวันตกของเมืองฮันซอง เรียกว่า ฝ่ายตะวันตก (ซออิน) มีความคิดอนุรักษนิยมยึดมั่นในหลักขงจื๊อ และฝ่ายตะวันออก (ทงอิน) มีความคิดแนวปฏิรูปจากหลักการดั้งเดิม หลังสิ้นสุดสงครามอิมิจิน ฝ่ายตะวันออกก็มีอำนาจขึ้นมาเพราะกระแสปฏิรูปที่เกิดขึ้น แต่ฝ่ายตะวันออกก็แตกอีกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายใต้ (นัมอิน) คือพวกหัวกลาง ๆ และฝ่ายเหนือ (พุกอิน) ที่หัวปฏิรูปแรงกล้า ครั้นพ.ศ. 2151 พระเจ้าซอนโจสิ้นพระชนม์ ฝ่ายตะวันออกก็พลักดันให้องค์ชายควางแฮขึ้นครองราชย์ แต่ก็ถูกฝ่ายตะวันตกยึดบัลลังก์ไปในพ.ศ. 2166 ให้พระเจ้าอินโจขึ้นครองราชย์แทน แต่ฝ่ายเหนือก็ก่อกบฏ จนนำไปสู่การรุกรานของแมนจูในที่สุด

การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนางได้สร้างความขัดแย้งและความวุ่นวายให้แก่อาณาจักรโชซ็อนไปอีก 100 กว่าปี ในพ.ศ. 2202 พระเจ้าฮโยจงสิ้นพระชนม์ ก็เกิดปัญหาว่าควรจะให้พระพันปีแจอึยซึ่งเป็นพระมารดาเอี้ยงของพระเจ้าฮโยจงสวมชุดไว้ทุกข์เป็นเวลานานเท่าไร เพราะตามหลักของจื้อไม่ได้บอกไว้ว่าเมื่อลูกเอี้ยงที่สืบทอดตระกูลเสียชีวิตจะให้แม่เอี้ยงทำอย่างไร ฝ่ายตะวันตกบอกว่าให้ใส่หนึ่งปี แต่ฝ่ายใต้บอกให้ใส่สามปี พระเจ้าฮย็อนจงทรงเลือกที่จะให้ใส่หนึ่งปี เท่ากับดันให้ฝ่ายตะวันตกมีอำนาจ แต่พระองค์ก็ทรงสนับสนุนฝ่ายใต้เพื่อคานอำนาจ พอพ.ศ. 2217 มเหสีอินซอนพระมารดาของพระเจ้าฮย็อนจงสิ้นพระชนม์ ก็เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่ายใต้อีกว่าจะให้พระพันปีแจอึยไว้ทุกข์นานเท่าไร แม้พระเจ้าฮย็อนจงจะสิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน ความขัดแย้งก็ไม่สิ้นสุด จนพระเจ้าซุกจงต้องทรงห้ามมิให้ทะเลาะกันอีก

ในพ.ศ. 2223 ฝ่ายใต้ล่มสลาย เหลือแต่ฝ่ายตะวันตกจึงแบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายโนนน (พวกหัวเก่า) ประกอบด้วยขุนนางอาวุโส และฝ่ายโซนน (พวกหัวใหม่) มีขุนนางรุ่นใหม่ ในสมัยพระเจ้าซุกจง ฝ่ายโนนนและฝ่ายโซนนขัดแย้งกันเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ฝ่ายโนนนสนับสนุนพระเจ้ายองโจ แต่ฝ่ายโซนนสนับสนุนพระเจ้าเคียงจง ในพ.ศ. 2233 พระเจ้าเคียงจงทรงได้เป็นรัชทายาท ทำให้ฝ่ายโนนนเสื่อมอำนาจลงไป

เมื่อพระเจ้ายองโจครองราชย์ใน พ.ศ. 2267 ทรงเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของขุนนาง บ้านเมืองที่ทรุดโทรมและประชาชนกำลังลำบากแต่ราชสำนักกลับมัวแต่ทะเลาะกัน จึงทรงห้ามมิให้มีการแบ่งฝ่ายอีก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจึงเสื่อมลงตั้งแต่สมัยพระเจ้ายองโจ และสิ้นสุดในสมัยแทวอนกุน

ปิดกั้นประเทศจากชาวตะวันตก[แก้]

ใน พ.ศ. 2278 แฮ็นดริก ฮาเมิล พนักงานบัญชีของบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ แล่นเรือมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่นแต่ถูกพายุซัดมาเรือล่มที่เกาะเชจูมีลูกเรือรอดอยู่ 30 กว่าคน แต่ทั้งหมดก็ถูกพระเจ้าฮโยจงจับขังไว้ที่ฮันยางนานถึง 13 ปี แล้วฮาเมิลจึงสามารถหลบหนีออกมาจากอาณาจักรฤๅษี (The Hermit Kingdom) นี้ได้ ฮาเมิลและพรรคพวกเป็นชาวตะวันตกกลุ่มแรกที่ได้เห็นผืนแผ่นดินโชซ็อน แม้โชซ็อนจะต้อนรับไม่ค่อยจะดีนักก็ตาม

แต่สำหรับชาวโชซ็อนแล้ว หลังจากผ่านสงครามกับต่างชาติที่หนักน่วงมาสองครั้ง ได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งที่มาจากภายนอกเป็นภัยไปเสียหมด ทำให้โชซ็อนมีนโยบายปิดประเทศที่แข็งกร้าว มีเพียงสองทางแคบ ๆ ที่โชซ็อนติดต่อกับโลกภายนอกคือการค้ากับจีนและกับญี่ปุ่นผ่านเกาะซิชิมา เมื่อมีชาวยุโรปมาหาโดยไม่ตั้งตัวจึงเหมือนกับมีมนุษย์ต่างดาวบุกก็ไม่ปาน แต่วิทยาการตะวันตกก็แทรกซึมมาสู่อาณาจักรล้อมรั้วเหล็กนี้ได้ในที่สุด ผ่านทางการค้ากับจีน เมื่อพระเจ้าอินโจส่งพระโอรสสองพระองค์ไปเป็นตัวประกันที่จีน พระโอรสทั้งสองก็ได้สัมผัสกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของชาวตะวันตกในจีน รวมทั้งคณะมิชชันนารีที่กำลังแผยแผ่ศาสนาคริสต์ ในพ.ศ. 2288 องค์ชายโซฮย็อนเสด็จกลับโชซ็อน ได้ทำสินค้าจีนและแนวความคิดแบบชาวตะวันตกเข้ามา ทำให้พระองค์ทรงขัดแย้งกับพระเจ้าอินโจ และทรงถูกปลงพระชนม์ในที่สุด

ในศตวรรษที่ 18 คณะมิชชันนารีก็ได้ย่างเท้าเข้ามาสู่อาณาจักรโชซ็อนในที่สุด และเริ่มได้รับผู้นับถือมากขึ้นเรื่อย ๆ บรรดาขุนนางและปราชญ์ขงจื๊อต่างเห็นพ้องต้องกันว่าศาสนาคริสต์เป็นความเชื่อที่คุกคามโครงสร้างทางสังคมของโชซ็อน แต่สำหรับสามัญชนแล้วศาสนาคริสต์คือผู้ปลดปล่อยพวกเขาจากสังคมที่เข้มงวดของโชซ็อนนั่นเอง จนในพ.ศ. 2301 พระเจ้ายองโจก็ทรงประกาศห้ามการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ แต่พระเจ้ายองโจก็ทรงมีนโยบายที่ผ่อนปรน แต่หลังจากสมัยของพระองค์แล้วก็มีการสังหารหมู่ชาวคริสต์อยู่หลายครั้ง ชาวคริสต์จึงต้องหลบซ่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ และบ่อยครั้งที่ถูกตามจนพบและกวาดล้าง

ความพยายามรุกรานจากต่างชาติ[แก้]

ดูบทความหลักที่: พย็องอินยังโย และ ชินมียังโย

พ.ศ. 2406 พระเจ้าโคจงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนม์มายุได้ 11 ชันษา องค์ชายแทวอนกุนพระบิดาสำเร็จราชการแทน ในพ.ศ. 2408 รัสเซียนำทัพเรือมาบุกเกาหลีทางตะวันออกเพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษทางการค้าเหมือนกับที่ชาติตะวันตกอื่น ๆ ได้ทำกับจีน บรรดามิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในโชซ็อนจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะนำศาสนาคริสต์ได้รับการยอบรับจากทางราชการ จึงเสนอให้บิชอป แบร์โนซ์ เป็นตัวแทนเจรจากับฝรั่งเศสเพื่อขอความช่วยเหลือจากการรุกรานของรัสเซีย แทวอนกุนทรงยอมรับข้อเสนอ แต่เมื่อบิชอปแบร์โนซ์เดินทางถึงฮันยางกลับถูกจับและประหารชีวิต ตามมาด้วยการสังหารมิชชันนารีอีกหลายท่านและชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมาก

มิชชันนารีที่รอดชีวิตก็ได้หลบหนีไปปักกิ่ง และเข้าพบปิแอร์-กุสตาฟ โรเซอ นายพลเรือฝรั่งเศส โรเชอจึงตัดสินใจบุกยึดโชซ็อนในทันที เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของฝรั่งเศสและคริสต์ศาสนา ซึ่งโรเชอได้รับการสนับสนุนจากอองรี เดอ บัลโลเนต์ กงสุลฝรั่งเศสในปักกิ่ง โรเซอบุกยึดได้เกาะคังฮวา แต่กระแสน้ำแปรปรวนและแม่น้ำฮันตื้นเขินเกินกว่าจะล่องเรือไปได้ทำให้โรเซอไปไม่ถึงฮันยาง โรเซอพยายามจะขึ้นฝั่งอยู่หลายครั้งแต่ถูกชาวโชซ็อนต่อต้านอย่างรุนแรงจึงถอยกลับไปในที่สุด การบุกเกาหลีของฝรั่งเศสครั้งนี้เรียกว่า พยองอินยังโย (การรุกรานของชาวตะวันตกในปีพยองอิน)

ในปีพ.ศ. 2408 เช่นกัน บริษัทอังกฤษแห่งหนึ่งในจีน ต้องการที่จะทำสัญญาการค้ากับโชซ็อน จึงส่งเรือรบเจเนอรัล เชอร์แมน ของสหรัฐอเมริกาไปยังโชซ็อน แต่กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากแทวอนกุนซึ่งส่งทัพมาโจมตีและเผาเรือเจเนอรัล เชอร์แมน ในพ.ศ. 2414 สหรัฐอเมริกาจึงส่งทัพมาโชซ็อน เพื่อเจรจาสันติภาพว่าสหรัฐอเมริกาจะขอสำรวจน่านน้ำของโชซ็อนและจะไม่ทำอันตราย แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่ได้ผลทำให้เมื่อทัพเรือสหรัฐอเมริกาเข้าสู่แม่น้ำฮัน ชาวโชซ็อนตกใจคิดว่าจะมาบุกยึดฮันยางจึงยิงปืนใส่ ทัพสหรัฐอเมริกาจึงบุกยึดเกาะคังฮวา และโจมตีเมืองต่าง ๆ ของโชซ็อน และได้จับชาวโชซ็อนเป็นเชลยไว้จำนวนมาก จึงคิดจะให้เป็นข้อแลกเปอี่ยนในการทำสัญญาทางการค้า แต่ทางราชการไม่สนใจชีวิตของตัวประกันและยังคงยืนยันจะปิดประเทศต่อไป เมื่อการเจรจาไม่ได้ผลทัพเรืออเมริกาจึงถอยทัพกลับ การบุกเกาหลีของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้เรียกว่า ชินมียังโย (การรุกรานของชาวตะวันตกในปีชินมี)

อาณาจักรฤๅษีเปิดประตู[แก้]

สนธิสัญญาคังฮวา[แก้]

ดูบทความหลักที่: สนธิสัญญาคังฮวา

มเหสีของพระเจ้าโกจงคือมเหสีมิน ทรงเป็นสตรีที่เชี่ยวชาญด้านการเมือง พระนางมีความสนใจใฝ่รู้ในหลายด้าน และสนพระทัยในการต่างประเทศ บ่อยครั้งที่พระองค์จะออกมาจากที่กักกันของนางในในวังมาว่าราชการกับบรรดาขุนนางและนักปราชญ์ ซึ่งผิดหลักขงจื๊ออย่างร้ายแรง ซึ่งห้ามมิให้สตรียุ่งเกี่ยวกิจการบ้านเมือง และยังสร้างความไม่พอใจให้แก่แทวอนกุน ซึ่งต้องการจะรักษาอำนาจของตนไว้ จนในปี พ.ศ. 2425 พระเจ้าโกจงมีพระโอรสประสูติกับพระสนมองค์หนึ่ง ทำให้แทวอนกุนกล่าวโทษมเหสีมินว่าไม่ทรงทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีแต่กลับว่าราชการ มเหสีมินจึงทรงตอบโต้ด้วยการให้ขุนนางฝ่ายพระองค์ลงความเห็นให้พระเจ้าโกจงทรงว่าราชการด้วยพระองค์เอง สิ้นสุดการว่าราชการแทนของแทวอนกุน และส่งแทวอนกุนไปประทับที่พระราชวังอึนฮย็อนเล็ก ๆ นอกเมืองฮันยาง

ญี่ปุ่นหลังจากที่มีการฟื้นฟูเมจินั้น ได้รับเอาวิทยาการตะวันตกเข้ามาอย่างมากและปรับปรุงประเทศจนทันสมัยมีพลังอำนาจแสนยานุภาพทัดเทียมชาติตะวันตก ในปี พ.ศ. 2418 เรือรบญี่ปุ่นชื่อ อุโย บุกเข้ามาโจมตีเมืองท่าต่าง ๆ ของโชซ็อนและหนีกลับ และญี่ปุ่นก็ส่งข้อเรียกร้องจนญี่ปุ่นและโชซ็อนได้ทำสนธิสัญญาคังฮวา ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม ทำให้โชซ็อนเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่ญี่ปุ่น และต้องเปิดเมืองท่าให้กับญี่ปุ่นและชาวตะวันตก ได้แก่ ปูซาน อินชอน วอนซัน รวมถึงยินยอมให้คนญี่ปุน่สามารถเข้าไปจับจองที่ดินในโชซ็อนได้โดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ

การยึดอำนาจปีคัปชิน[แก้]

ดูบทความหลักที่: รัฐประหารปีคัปชิน

ในพ.ศ. 2420 โชซ็อนส่งทูตไปเยี่ยมชมการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตกของญี่ปุ่น และทูตก็ได้พบว่าญี่ปุ่นนั้นเจริญก้าวหน้าเมืองต่าง ๆ กลายเป็นเมืองใหญ่ มเหสีมินจึงทรงตระหนักว่าประเทศของพระองค์นั้นล้าสมัยเพียงใดและต้องการการพัฒนาประเทศ แต่บรรดาขุนนางขงจื๊อของพระองค์ก็แตกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายหัวก้าวหน้า ที่เห็นชอบกับการรับวิทยาการตะวันตกเข้ามาอย่างเต็มที่ และตัดความสัมพันธ์กับจีน และฝ่ายซาแด คือ ฝ่ายที่เห็นตัวอย่างจากราชวงศ์ชิงแล้วว่า ชาวตะวันตกคือภัยคุกคาม ไม่ควรข้องแวะ แต่ภายใต้อำนาจของมเหสีมิน วิทยาการตะวันตกก็เข้าสู่โชซ็อนอย่างเต็มตัว

ผลก็คือกบฏทหารเก่า ที่ถูกแทนที่ด้วยทหารที่มีเทคโนโลยีมากกว่า จึงถูกละเลยและไม่ได้รับค่าจ้าง และหันไปหาแทวอนกุน แทวอนกุนเห็นโอกาสจึงส่งทหารพวกนี้มาบุกพระราชวังเคียงบกสังหารผู้สนับสนุนมเหสีมินในพ.ศ. 2425 พระเจ้าโกจงและมเหสีมินทรงหลบหนีได้ทัน ฝ่ายจีนเกรงว่าตนจะเสียการควบคุมประเทศราช จึงส่งทัพมายึดอำนาจคืนให้มเหสีมินและจับตัวแทวอนกุนกลับไปจีน ฝ่ายญี่ปุ่นได้โอกาสจึงหาข้ออ้างให้โชซ็อนขดเชยค่าเสียหายจากกบฏและส่งทัพมาคุ้มครองสถานกงสุล มเหสีมินจึงทรงอนุญาตให้จีนส่งทัพมาประจำที่โชซ็อน เพื่อคานอำนาจกับญี่ปุ่น และทรงเชื่อคำแนะนำของจีน ที่ให้โชซ็อนทำสัญญาการค้ากับชาติตะวันตก เช่น อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย ซึ่งสัญญาเหล่านี้โชซ็อนเสียเปรียบทั้งสิ้น

แต่ฝ่ายหัวก้าวหน้าที่ต่อต้านจีนไม่พอใจ จึงยกกำลังบุกพระราชวังยึดอำนาจในพ.ศ. 2427 สังหารฝ่ายซาแดไปมาก เรียกว่า การยึดอำนาจปีคัปชิน แต่สองวันถัดมาก็ถูกกองทัพจีนของหยวนซื่อไข่ปราบปรามจนราบคาบ ในพ.ศ. 2428 จีนและญี่ปุ่นทำสนธิสัญญาเทียนจิน ตกลงจะถอนทัพออกจากโชซ็อน

กบฏทงฮัก[แก้]

ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหลายก็เป็นโอกาสให้ลัทธิทงฮัก (การเรียนรู้ตะวันออก) ถือกำเนิด ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญในการพิ่งพาตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาวตะวันตก แต่การกระทำของทางราชการที่ไปทำสัญญญากับชาวตะวันตกทำให้พวกทงฮักไม่พอใจ แม้ว่าผู้คิดค้นลัทธิ คือ แชร์เจอู จะถูกประหารชีวิตไปแล้วก็ตามในพ.ศ. 2407 แต่ลัทธิของเขาก็ยังอยู่ ปลุกระดมบรรดาชาวไร่ชาวนาชาวบ้านที่ยากจนให้เดินขบวนประท้วงที่เมืองฮันยางในพ.ศ. 2437 เมื่อทางราชการไม่ฟังจึงก่อจลาจล มเหสีมินทรงเรียนกองทัพจากจีนมากช่วยปราบกบฏ จีนจึงให้หยวนซื่อไข่ไปปราบกบฏทงฮัก ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นดังนั้นจึงยกทัพเข้ามาบ้าง อ้างว่าจีนละเมิดสนธิสัญญาเทียนจิน ทำให้ชาวบ้านทงฮักผู้น่าสงสารถูกทั้งจีนและญี่ปุ่นสังหารเสียชีวิตไปมากมาย

แม้กบฏทงฮักจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ทั้งจีนและญี่ปุ่นไม่ยอมถอนทัพกลับคืน และทำสงครามกันในโชซ็อน เรียกว่า สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 จนกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดพระราชวังเคียงบก คุมตัวพระเจ้าโกจงและมเหสีมิน ทางโชซ็อนจึงต้องจำนนทำตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น ให้ขับกองทัพจีนกลับไปให้หมด และตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ โชซ็อนหยุดส่งบรรณาการให้จีน เป็นประเทศเอกราช ทำลายยอนกึมมุน (ประตูใช้รับทูตราชวงศ์ชิง) และสร้างทงนิมมุน (ประตูเอกราช) ขึ้นแทน

การล้มล้างสถาบันจักรพรรดิโชซ็อนของจักรวรรดิญี่ปุ่น[แก้]

เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเห็นว่าพระมเหสีมิน จายองทรงเป็นอุปสรรคสำคัญในการครอบครองคาบสมุทรเกาหลี (มีผู้กล่าวว่า พระมเหสีมินจายองเปรียบเสมือนความเป็นชาติของโชซ็อน) มิอุระ โกโร่ ผู้นำกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นในโชซ็อนขณะนั้นจึงมีคำสั่งให้ ลอบสังหารพระมเหสีมินในพ.ศ. 2438 ซึ่งก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ารัฐบาลกลางของจักรวรรดิญี่ปุ่นมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ โดยกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าไปใน พระราชวังเคียงบก และสังหารพระนางอย่างโหดเหี้ยมภายในพระตำหนัก จากนั้นจึงเผาพระศพของพระนางภายหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าสิ้นพระชนม์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ มีแต่ชาวรัสเซียชื่อ เซอเรอดิน-ซาบาติน ที่เห็นทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกเข้าไปในฝ่ายในของวัง เรียกว่า เหตุการณ์ปีอึลมี

ขณะเดียวกัน พระเจ้าโกจง ก็ทรงลี้ภัยไปประทับที่สถานกงสุลรัสเซีย ฝ่ายจักรวรรดิญี่ปุ่นได้อำนาจก็ทำการปรับปรุงจักรวรรดิโชซ็อนให้ทันสมัย โดยยกเลิกประเพณีเก่า ๆ โดยเฉพาะสั่งให้ผู้ชายทุกคนตัดจุก (ลัทธิขงจื๊อห้ามตัดผม) สร้างความไม่พอใจแก่ชาวเกาหลีอย่างมาก ชาวโชซ็อนทุกชนชั้นจึงรวมตัวกันเป็น สมาคมเอกราช (ทงนิบ-ฮย็อบพี) ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าโกจงทรงทนการรบเร้าจากสมาคมเอกราชมิได้ จึงทรงกลับมาประทับที่พระราชวังทอกซู และมีพระบรมราชโองการเลื่อนฐานะของอาณาจักรโชซ็อน เป็นจักรวรรดิโชซ็อนพร้อมเปอี่ยนสถานะของพระองค์จากพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรโชซ็อนเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโชซ็อน ภายหลังญี่ปุ่นได้สยบพระราชอำนาจของพระองค์ลงได้และสั่งให้นำตัวพระราชวงศ์ทั้งหมดไปอยู่ที่เกาะญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์โชซ็อนที่ยาวนานถึง 600 ปีจึงสิ้นสุดเพียงเท่านี้

รายพระนามกษัตริย์ จักรพรรดิ และผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์[แก้]

กษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซ็อน[แก้]

พระนามเดิม พระนามาภิไธย ปีที่ครองราชย์ (พ.ศ.)
อี ซ็อง-กเย แทโจ 1935 - 1941
อี พัง-กวา จองจง 1941 - 1943
อี พัง-วอน แทจง 1943 - 1961
อี โท เซจงมหาราช 1961 - 1993
อี ฮยาง มุนจง 1993 - 1995
อี ฮง-วี ทันจง 1995 - 1998
อี ยู เซโจ 1998 - 2011
อี ควาง เยจง 2011 - 2012
อี ฮยอล ซองจง 2012 - 2037
อี ยุง องค์ชายยอนซัน 2037 - 2049
อี ยอก จุงจง 2049 - 2087
อี โฮ อินจง 2087 - 2088
อี ฮวาน เมียงจง 2088 - 2110
อี ยอน ซอนโจ 2110 - 2151
อี ฮน องค์ชายควางแฮ 2151 - 2166
อี จง อินโจ 2166 - 2192
อี โฮ ฮโยจง 2191 - 2202
อี ยอน ฮย็อนจง 2202 - 2217
อี ทน ซุกจง 2217 - 2263
อี ยุน คยองจง 2263 - 2267
อี กึม ยองโจ 2267 - 2319
อี ซาน จองโจ 2319 - 2343
อี คง ซุนโจ 2343 - 2377
อี ฮวาน ฮอนจง 2377 - 2392
อี พยอน ชอลจง 2392 - 2406
อี เมียง-บก โกจง 2406 - 2440

จักรพรรดิและผู้อ้างสิทธิแห่งราชบัลลังก์ราชวงศ์โชซ็อน[แก้]

หลังจากการสถาปนาเป็นจักรวรรดิโชซ็อนของสมเด็จพระจักรพรรดิควางมู (พระเจ้าโกจง) ราชวงศ์โชซ็อนเดิมได้ถูกเปอี่ยนเป็นราชวงศ์อี[ต้องการอ้างอิง] จนกระทั่งถูกญี่ปุ่นยึดครองเมื่อปี ค.ศ.1910 และพ้นจากการปกครองของญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1945 นำไปสู่การปกครองเกาหลีที่แยกออกเป็น 2 รัฐเนื่องจากสงครามโชซ็อน แต่ก็ยังคงมีการสืบราชบัลลังก์อยู่จนถึงปัจจุบันในประเทศเกาหลีใต้ซึ่งปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ

พระนามาภิไธย พระนามเมื่อครองราชย์ พระนามหลังการสวรรคต ปีที่ครองราชย์ (พ.ศ.)
อี เมียง-บก สมเด็จพระจักรพรรดิควางมู สมเด็จพระจักรพรรดิโกจง 2440 - 2450
อี ชอก สมเด็จพระจักรพรรดิยุงฮี สมเด็จพระจักรพรรดิซุนจง 2450 - 2453
อี อึน เจ้าชายยอง มกุฎราชกุมารแห่งโชซ็อน เจ้าชายอุยมิน มกุฎราชกุมารแห่งโชซ็อน 2453 - 2513
อี กู เจ้าชายกูแห่งโชซ็อน เจ้าชายโฮอุนแห่งโชซ็อน 2513 - 2548
อี วอน เจ้าชายวอน รัชทายาทแห่งโชซ็อน - 2548 - ปัจจุบัน

ฐานันดรศักดิ์ราชวงศ์โชซ็อน[แก้]

สมัยอาณาจักรโชซ็อน[แก้]

  • วัง (王 왕), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินแห่งโชซ็อน, ขานแทนพระนามว่า ชอนฮา (殿下 전하) หรือ"มามา" (媽媽 마마) ก่อนจะมีการเรียกแทนพระนามพระเจ้าแผ่นดินว่า "ชอนฮา" มีการใช้คำว่า "'นารัทนิม"' (나랏님) และ "'อิมกึม"' (임금) ซึ่งเป็นภาษาพูด มีฐานันดรศักดิ์สำหรับอดีตพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่าซอนแดวัง (先大王 선대왕 ) ; แดวัง (大王 대왕) หรือมหาราช สำหรับพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงคุณงามความดีแก่แผ่นดิน ; กุกวัง (國王 국왕) ใช้ขานแทนพระนามราชทูตจากต่างแผ่นดิน

การกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินในฐานะบุคคลที่สามสำหรับฝ่ายใน มักขานแทนพระนามว่า "กึมซาง" (今上 금상) - ฝ่าบาท, ขานแทนด้วยรัชสมัยของพระเจ้าแผ่นดินว่า (主上 주상 "จูซาง" หรือ 上監 상감 "ซางกัม"), หรืออาจขานแทนด้วยพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นตำหนักใหญ่ของพระราชวังว่า "แดจอน" (大殿 대전-ตำหนักใหญ่)

  • วังบี (王妃 왕비), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระมเหสีแห่งโชซ็อน, ขานแทนพระนามว่า มามา (媽媽 마마) หรือ ชุงกุงจอน/ชุงจอน (中宮殿 중궁전 ชุงกุงจอน หรือ 中殿 중전 ชุงจอน) สำหรับฝ่ายใน ซึ่งหมายถึงพระตำหนักกลางของพระราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมเหสี สำหรับพระราชินีที่ยังคงพระชนม์ชีพอยู่ จะมีฐานันดรศักดิ์วังฮู (王后 왕후) ต่อท้ายพระนาม
  • ซังวัง (上王 상왕), คือฐานันดรศักดิ์ที่สำหรับอดีตพระเจ้าแผ่นดินซึ่งทรงสละราชสมบัติให้กับพระราชโอรส, ขานแทนพระนามว่า ชอนฮา (殿下 전하 jeonha) หรือ มามา (媽媽 마마)
  • แดบี (大妃 대비 แดบี), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชา พระปิตุจฉาหรือพระบรมราชชนนีในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
  • วังแดบี (王大妃 왕대비 วังแดบี), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชานับขึ้นไปอีก2ขั้นหรือพระอัยยิกา(ย่า)ในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
  • แดวังแดบี (大王大妃 대왕대비), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในอดีตพระราชานับขึ้นไปอีก3ขั้น หรือพระปัยยิกา (ย่าทวด) ในพระราชาองค์ปัจจุบัน, ขานแทนพระนามว่า มามา
  • แดวอนกุน (大阮君 대원군), คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชชนกในพระราชาองค์ปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยขึ้นครองราชย์
  • บูแดบูอิน (府大夫人 부대부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในพระราชชนก (ซึ่งไม่เคยขึ้นครองราชย์) ของพระเจ้าแผ่นดิน
  • บูวอนกุน (府院君 부원군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระบิดาในพระมเหสี
  • บูบูอิน (府夫人 부부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระมารดาในพระมเหสี
  • กุน (君 군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระโอรส ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม หรือพระโอรสในองค์ชายใหญ่ (แดกุน), ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "แดกัม" (大監 대감) หลังเข้าพิธี
  • กุนบูอิน (郡夫人 군부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาใน"กุน"
  • แดกุน (大君 대군) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชโอรส ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "แดกัม" (大監 대감) หลังเข้าพิธี พระโอรสใน"แดกุน" จะมีฐานันดร"กุน"
  • บูบูอิน (府夫人 부부인) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาใน"แดกุน"
  • วอนจา (元子 원자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชโอรสองค์แรก ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี (หรือประสูติแต่พระสนมในบางกรณี) ก่อนได้รับการเลื่อนพระอิสริยยศเป็นรัชทายาท, ขานแทนพระนามว่า มามา (媽媽 마마)
  • วังเซจา (王世子 왕세자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชายรัชทายาท หรือเรียกฐานันดรอย่างลำลองว่า เซจา (世子 세자) , ขานแทนพระนามว่า จอฮา (邸下 저하) หรือขานแทนพระนามโดยลำลอง (ซึ่งเรียกพระนามโดยปรกติโดยฝ่ายใน) ว่า ตงกุง (東宮 동궁-ตำหนักบูรพา) หรือ ชุงกุง (春宮 춘궁) ซึ่งแปลว่าตำหนักทิศตะวันออกอันเป็นที่ประทับขององค์ชายรัชทายาท; สมาชิกราชวงศ์ที่มีพระอิสริยยศสูงกว่า มักขานฐานันดรอย่างลำลองและขานแทนพระนาม"มามา (媽媽 마마)
  • วังเซจาบิน (王世子嬪 왕세자빈) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชายรัชทายาท ("วังเซจา") หรือเรียกฐานันดรอย่างลำลองว่า เซจาบิน (世子嬪 세자빈) ขานแทนพระนามว่า มาโนรา หรือ "มานูรา" (마노라 manora หรือ 마누라 manura) ภายหลังจากที่ราชสำนักได้รับอิทธิพลจาก"ตระกูลคิมจากอันดง" ทำให้การขานแทนพระนามเกิดความสับสน และหันไปขานแทนพระนามวังเซจาบินว่า "มามา" (媽媽 마마)
  • กงจู (公主 공주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "จากา" (자가) หลังเข้าพิธี
  • องจู (翁主 옹주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม, ขานแทนพระนามว่า อากีซี (아기씨) ก่อนทรงเข้าพิธีมงคลสมรส และ "จากา" (자가) หลังเข้าพิธี
  • วังเซเจ (王世弟 왕세제) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระอนุชาในพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอนุชารัชทายาทในกรณีที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นไม่มีพระโอรส
  • วันเซซน (王世孫 왕세손) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระโอรสประสูติแต่องค์ชายรัชทายาท ("วังเซจา") และพระชายาในองค์ชายรัชทายาท ("วังเซจาบิน") หรือพระนัดดาชายในพระเจ้าแผ่นดิน , ขานแทนพระนามว่า ฮัปอา (閤下 합하)

สมัยจักรวรรดิเกาหลี[แก้]

  • ฮวางเจ (皇帝 황제) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโชซ็อน, ขานแทนพระนามว่า พเย-ฮา (陛下 폐하) สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรกคือสมเด็จพระจักรพรรดิควางมู
  • ฮวางฮู (皇后 황후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) แห่งจักรวรรดิโชซ็อน สมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์แรกคือสมเด็จพระจักรพรรดินีเมียงซอง
  • ฮวางแทฮู (皇太后 황태후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) ในพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้า หรือพระราชชนนีในพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
  • แทฮวางแทฮู (太皇太后 태황태후) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระจักรพรรดินี (พระมเหสี) ในพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้านับขึ้นไป2ขั้น หรือพระอัยยิกา (ย่า) ในพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
  • ฮวางแทจา (皇太子 황태자) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชายรัชทายาท ขานแทนพระนามว่า "ชอนฮา" (殿下 전하)
  • ฮวางแทจาบี (皇太子妃 황태자비) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชายรัชทายาท
  • ชินวัง (親王 친왕) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับองค์ชาย หรือพระราชโอรสประสูติแต่พระจักรพรรดิ
  • ชินวังบี (親王妃 친왕비) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระชายาในองค์ชาย หรือพระชายาในพระราชโอรสประสูติแต่พระจักรพรรดิ
  • กงจู (公主 공주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสี
  • องจู (翁主 옹주) คือฐานันดรศักดิ์สำหรับพระราชธิดา ประสูติแต่พระเจ้าแผ่นดินกับพระสนม

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งอ้างอิงและเชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 아틀라스 한국사 편찬위원회 (2004). 아틀라스한국사. 사계절. p. 108. ISBN 8958280328.