จักรวรรดิปาละ
| จักรวรรดิปาละ Pala Empire |
||||
| จักรวรรดิ | ||||
|
||||
| จักรวรรดิปาละในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยของเทวปาละ[1] | ||||
| เมืองหลวง | ปาฏลีบุตร | |||
| ภาษา | บาลี, สันสกฤต, ปรากฤต | |||
| ศาสนา | ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู |
|||
| รัฐบาล | ราชาธิปไตย | |||
| กษัตริย์ | ||||
| - ค.ศ. 750 - 770 | โคปาละ | |||
| - ค.ศ. 1162 - 1174 | โควินทปาละ | |||
| ยุคประวัติศาสตร์ | ยุคกลาง | |||
| - โคปาละ ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ | ค.ศ. 750 | |||
| - สิ้นสุด | ค.ศ. 1174 | |||
จักรวรรดิปาละ (อังกฤษ: Pala Empire) เป็นจักรวรรดิที่ปกครองบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชียใต้ ปาละมักจะได้รับการบรรยายโดยศัตรูว่าเป็น “ประมุขแห่งกวาดา” (Gaur, West Bengal) คำว่า “ปาละ” ในภาษาเบงกอล (เบงกาลี: পাল pal) แปลว่า “ผู้พิทักษ์” และใช้เป็นสร้อยพระนามของกษัตริย์ทุกพระองค์ ปาละเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและลัทธิตันตระ พระเจ้าโคปาละทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ผู้ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 750 กวาดาโดยการรับเลือกตั้งอย่างประชาธิปไตย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือกันว่าเป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกของเอเชียใต้ตั้งแต่สมัย 16 มหาชนบท พระเจ้าโคปาละครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 750 จนถึง ค.ศ. 770 ระหว่างรัชสมัยของพระองค์ พระองค์ก็ทรงขยายอำนาจควบคุมเบงกอลได้ทั้งหมด ปาละมีความรุ่งเรืองอยู่ราวสี่ร้อยปีระหว่าง ค.ศ. 750 จนถึง ค.ศ. 1120 ที่เป็นสมัยของความมั่นคงและความสงบสุข ในช่วงนี้ก็มีการสร้างวัดและงานศิลปะต่างๆ รวมทั้งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่นาลันทา และวิกรมศิลา วัดโสมาปุระมหาวิหาร (Somapura Mahavihara) สร้างโดยพระเจ้าธรรมปาละในพหารปุระ (Paharpur) ในบังกลาเทศถือกันว่าเป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในอินเดียใต้
จักรวรรดิปาละรุ่งเรืองที่สุดในสมัยของพระเจ้าธรรมปาละและพระเจ้าเทวปาละ พระเจ้าเทวปาละทรงขยายดินแดนจนครอบคลุมบริเวณอินเดียใต้และไกลออกไปจากนั้น จักรวรรดิของพระองค์ครอบคลุมตั้งแต่อัสสัม ไปจนถึง อุตคาละ ทางตะวันออก, กัมโพชะ (อัฟกานิสถานปัจจุบัน) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และ เด็คคานทางตอนใต้ หลักฐานที่บันทึกไว้บนแผ่นทองแดงของปาละกล่าวว่าปาละสามารถพิชิต อุตคาละ, อัสสัม, ฮูนา, ประติหาระ (Pratihara), คุชราต (Gurjara) และ ทราวิฑ (Dravida) ได้
การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าเทวปาละเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งความรุ่งเรืองของจักรวรรดิปาละ หลังจากนั้นอาณาบริเวณนั้นก็แบ่งแยกออกไปเป็นอาณาจักรย่อยๆ ที่ปกครองโดยราชวงศ์ต่างๆ หลายราชวงศ์ แต่เมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจ้ามหิปาละ พระองค์ก็ทรงสามารถนำความรุ่งเรืองมาสู่จักรวรรดิได้อีกครั้งหนึ่งและทรงขยายดินแดนของจักรวรรดิออกไปอีก นอกจากนั้นก็ยังทรงสามารถต่อต้านการรุกรานของ ราเชนทระ โจฬะ (Rajendra Chola) และ ราชวงศ์จาลุกยะได้ หลังจากสมัยของพระเจ้ามหิปาละแล้วจักรวรรดิปาละก็เสื่อมโทรมลงอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งมาถึงสมัยของพระเจ้ารามปาละผู้เป็นพระจักรพรรดิผู้มีอำนาจองค์สุดท้ายของราชวงศ์ พระองค์ทรงสามารถกู้ดินแดนที่เสียไปคืนมาได้บ้าง ทรงปราบปรามกลุ่มปฏิวัติวเรนทระ และขยายจักรวรรดิต่อไปยัง Kamarupa, โอริสสา และอินเดียเหนือ
จักรวรรดิปาละถือว่าเป็นยุคทองของเบงกอลที่เป็นความรุ่งเรืองอันไม่เคยเห็นกันมาก่อน ราชวงศ์ปาละมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายานไปยังทิเบต, ภูฏาน และ พม่า นอกจากนั้นก็ยังทำการค้าขายไปยังดินแดนต่างๆ รวมทั้งการมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะเห็นได้จากลักษณะประติมากรรมและสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิราชวงศ์ไศเลนทร (คาบสมุทรมลายู, ชวา และ สุมาตราปัจจุบัน) จักรวรรดิปาละสลายตัวลงในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมื่อถูกโจมตีโดยราชวงศ์เสนะ
ราชอาณาจักรยุคกลางของอินเดีย [แก้]
| จักรวรรดิ/ราชอาณาจักร/ราชวงศ์ของยุคกลางของอินเดีย | ||||||||||||
| ลำดับเวลา | จักรวรรดิทางตอนเหนือ | จักรวรรดิทางตอนใต้ | จักรวรรดิตะวันตกเฉียงใต้ | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. |
|
|
(ปกครองโดยเปอร์เซีย)
|
|||||||||
| ประวัติศาสตร์อินเดีย - รัฐสิ้นสภาพในประเทศอินเดีย - รัฐสิ้นสภาพในทวีปเอเชีย | ||||||||||||
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "The Pala Dynasty" (ใน English). lotuss culpture. สืบค้นเมื่อ 2009-06-11.
ดูเพิ่ม [แก้]
|
||||||||||||||