รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร
-
ระวังสับสนกับ รัฐสภาแห่งอังกฤษ
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้เพื่อความสะดวกในการศึกษาเพิ่มเติมของผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความ เนื่องจากคำดังกล่าวยังไม่มีบทความในภาษาไทย ป้ายนี้จะถูกนำออกเมื่อมีเนื้อหาพอสมควรแล้ว |
| รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร บริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ |
|||||
|
|
|||||
| ประเภท | ระบบสภาคู่ | ||||
|---|---|---|---|---|---|
| สภา | สภาขุนนาง สภาสามัญชน |
||||
| ประธานสภาขุนนาง | บารอนเนสเฮเลน เฮย์แมน | ||||
| ประธานสภาสามัญชน | ไมเคิล มาร์ติน | ||||
| สมาชิก | 1384 (646 สภาสามัญชน, 738 ขุนนาง) | ||||
| พรรคการเมือง | พรรคแรงงาน พรรคอนุรักษนิยม พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคสกอตติชแห่งชาติ Plaid Cymru Democratic Unionist Part Sinn Féin Social Democratic and Labour Party United Kingdom Independence Party พรรคอัลสเตอร์ยูเนียนนิสต์ พรรคสิ่งแวดล้อมแห่งอังกฤษและเวลส์ Respect – The Unity Coalition |
||||
| เลือกตั้งครั้งล่าสุด | การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 | ||||
| สถานที่ประชุม | พระราชวังเวสต์มินสเตอร์, นครเวสต์มินสเตอร์, ลอนดอน, สหราชอาณาจักร | ||||
| เว็บไซต์ | http://www.parliament.uk/ | ||||
รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (อังกฤษ: Parliament of the United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland หรือ Parliament of the United Kingdom) เป็นสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติสูงสุดในสหราชอาณาจักรและดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร โดยมีประมุขเป็นพระมหากษัตริย์สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษเป็นระบบสองสภา (Bicameralism) ซึ่งประกอบไปด้วย “สภาสูง” หรือ สภาขุนนาง (House of Lords) และ “สภาล่าง” หรือ สภาสามัญชน (House of Commons) [1] พระมหากษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่สามของรัฐสภา[2]
-
-
- สภาขุนนาง สภาขุนนางประกอบด้วยสมาชิกสองประเภท: ขุนนางศาสนา (Lords Spiritual) ประกอบด้วยบิชอปอาวุโสของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และขุนนางอื่น ๆ (Lords Temporal) สมาชิกสภาขุนนางเป็นสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลเดิมและรัฐบาลปัจจุบัน[3]
-
-
-
- สภาสามัญชน สภาสามัญชนประกอบด้วยสมาชิกผู้ได้รับเลือกจากประชาชนอย่างน้อยทุก 5 ปึ[4]
-
สภาทั้งสองสภาประชุมแยกกันในห้องประชุมรัฐสภาภายในพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ตึกรัฐสภา” ที่นครเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน ตามปกติแล้วรัฐมนตรีของรัฐบาลทั้งหมดรวมทั้งนายรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกสภาสามัญชน แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่เป็นสมาชิกของสภาขุนนาง
รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษก่อตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1707 เพื่อแทนที่รัฐสภาแห่งอังกฤษ และ รัฐสภาแห่งสกอตแลนด์หลังจากการลงนามในพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ซึ่งรวมราชอาณาจักรอังกฤษและและ ราชอาณาจักรสกอตแลนด์เข้าด้วยกัน ซึ่งก็เป็นรัฐสภาอังกฤษเดิมที่มาเพิ่มสมาชิกจากสภาสามัญชนและสภาขุนนางของรัฐสภาแห่งสกอตแลนด์ รัฐสภาแห่งอังกฤษวิวัฒนาการมาจากสภาของต้นสมัยกลางซึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์อังกฤษ[5] ระบบรัฐสภาของอังกฤษได้รับการขนานนามว่าเป็น “แม่แห่งรัฐสภา”[6] ซึ่งเป็นระบบประชาธิปไตยที่เป็นรากฐานของมาตรฐานในการก่อตั้งระบบรัฐสภาทั่วโลก[7] นอกจากนั้นรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษในปัจจุบันยังเป็นระบบรัฐสภาของประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ (Anglophone) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก[8]
ตามทฤษฏีแล้วอำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจภายใต้ “รัฐสภากษัตริย์” (Queen-in-Parliament หรือ King-in-Parliament) แต่ในสมัยปัจจุบันอำนาจที่แท้จริงอยู่กับสภาสามัญชน พระมหากษัตริย์โดยทั่วไปมีหน้าที่ให้คำแนะนำต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนอำนาจของสภาของสภาขุนนางเป็นอำนาจที่มีเพียงจำกัด[9]
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
ในสมัยกลางและต้นสมัยใหม่ราชอาณาจักรอังกฤษ ราชอาณาจักรสกอตแลนด์ และราชอาณาจักรไอร์แลนด์ ต่างก็มีรัฐสภาเป็นของตนเอง พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 รวมรัฐสภาแห่งอังกฤษและ รัฐสภาแห่งสกอตแลนด์เป็นรัฐสภาแห่งบริเตนใหญ่[10] และ พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1800 รวมไอร์แลนด์เป็น รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร[11]
รัฐสภาแห่งอังกฤษ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ รัฐสภาแห่งอังกฤษ
รัฐสภาแห่งอังกฤษมีรากฐานมาจากสภาวิททัน (Witenagemot) ของ แองโกล-แซ็กซอน ในปี ค.ศ. 1066 พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะต่ออังกฤษทรงนำระบบเจ้าขุนมูลนาย (feudal system) เข้ามาในอังกฤษ ระบบศักดินาของพระเจ้าวิลเลียมเป็นระบบที่พระองค์ต้องปรึกษาสภาราชสำนัก (crown council) ของขุนนางผู้ปกครองที่ดิน (tenants-in-chief) ภายในราชอาณาจักรและทางคริสตจักรก่อนที่จะออกกฎหมายได้ หลังจากนั้นสภาราชสำนักก็กลายมาเป็น สภาองคมนตรี (Curia Regis) ในอังกฤษเป็นสภาของขุนนางผู้มีที่ดินและนักบวชอาวุโสที่มีหน้าที่ในการถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์เกี่ยวกับนิติบัญญัติ สภาองคมนตรี
ขุนนางผู้ปกครองที่ดินมักจะมึความขัดแย้งกันทางอำนาจกับพระเจ้าแผ่นดิน ในปี ค.ศ. 1215 ขุนนางเหล่านี้ก็บังคับให้พระเจ้าจอห์น ลงนามในมหากฎบัตร (Magna Carta) ซึ่งกำหนดห้ามมิให้พระมหากษัตริย์เรียกเก็บภาษีที่นอกเหนือไปจากปกติได้ตามใจชอบนอกจากว่าจะได้รับการเห็นชอบจากสภาองค์มนตรีซึ่งค่อยกลายมาเป็นรัฐสภาในที่สุด
รัฐสภาแรกที่ตั้งขึ้นในอังกฤษตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 3 ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในปี ค.ศ. 1265 ซีมง เดอ มงฟอร์ เอิร์ลที่ 6 แห่งเลสเตอร์ ปฏิปักษ์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 3 เรียกประชุมรัฐสภาของผู้สนับสนุนโดยมิได้รับพระราชานุญาตจากพระเจ้าเฮนรีล่วงหน้า อาร์ชบิชอป บิชอป อธิการอาราม เอิร์ล และบารอนต่างก็ถูกเรียกตัวมาประชุม และอัศวินสองคนจากแต่ละไชร์ (shire) และคหบดีสองคนจากแต่ละบุรี (borough) ระบบการเลือกผู้แทนมาประชุมของมองท์ฟอร์ทเรียกกันว่า ระบบรัฐสภา ค.ศ. 1295 (Model Parliament) และเป็นที่ยอมรับโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1
พระราชบัญญัติผนวกดินแดนเวลส์ ค.ศ. 1535–1542 รวมเวลส์มาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอังกฤษ รัฐสภาอังกฤษจึงมีผู้แทนจาก เวลส์
เมื่อพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 เสด็จสวรรคต พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ก็ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ แต่ถึงแม้ว่าราชอาณาจักรอังกฤษ และ ราชอาณาจักรสกอตแลนด์ แต่แต่ละราชอาณาจักรก็ยังคงมีรัฐสภาแยกจากกัน พระเจ้าชาลส์ที่ 1 ผู้ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทรงมีปัญหาขัดแย้งกับรัฐสภาอังกฤษ และทรงทำให้เกิดสงครามสามอาณาจักร (Wars of the Three Kingdoms) ซึ่งบานปลายออกไปเป็น สงครามกลางเมืองอังกฤษ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงถูกสำเร็จโทษเมื่อปี ค.ศ. 1649 อังกฤษกลายมาเป็นเครือจักรภพแห่งอังกฤษ ปกครองโดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ผู้ยุบสภาขุนนาง และสภาสามัญชนมาอยู่ภายใต้อำนาจของครอมเวลล์ หลังจาก ริชาร์ด ครอมเวลล์ (ลูกของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์) เสียชีวิตก็ได้มีการฟื้นฟูการปกครองกลับไปเป็นระบบราชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1660 และรื้อฟื้นสภาขุนนางอย่างที่เคยเป็นมา
ความที่กลัวว่าอังกฤษจะถูกปกครองโดยผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกของผู้สืบเชิ้อสายจากพระเจ้าเจมส์ที่ 2 เจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์จึงทรงยกทัพจากเนเธอร์แลนด์มาอังกฤษตามคำอัญเชิญของผู้อัญเชิญทั้งเจ็ด ในปี ค.ศ. 1688 เพื่อโค่นราชบัลลังก์ของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ใน การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ เมื่อสำเร็จพระองค์และเจ้าหญิงแมรีก็ขึ้นครองราชย์ร่วมกันเป็นพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 และ พระราชินีนาถแมรีที่ 2 ตามข้อตกลงในพระราชปฏิญญาสิทธิซึ่งเป็นการเริ่มเข้าสู่ระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญแต่อำนาจสูงสุดยังอยู่ที่พระมหากษัตริย์ หลังจากนั้นก็ได้มีการเรียกประชุมรัฐสภากันเป็นครั้งที่สามเพื่อการกำหนดผู้มีสิทธิในการสืบราชบัลลังก์
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "Legislative Chambers: Unicameral or Bicameral?". Democratic Governance. United Nations Development Programme. สืบค้นเมื่อ 2008-02-10.
- ↑ "Parliament and Crown". How Parliament works. Parliament of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 2008-02-10.
- ↑ "Different types of Lords". How Parliament works. Parliament of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 2008-02-10.
- ↑ "How MPs are elected". How Parliament works. Parliament of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 2008-02-10.
- ↑ "Parliament: The political institution". History of Parliament. Parliament of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 2008-02-10.
- ↑ "Messers. Bright And Scholefield At Birmingham", The Times, January 19, 1865: 9
- ↑ Jenkin, Clive. "Debate: 30 Jun 2004: Column 318". House of Commons debates. Hansard. สืบค้นเมื่อ 2008-02-10.
- ↑ "Escort Notes" (pdf). New Hampshire. สืบค้นเมื่อ 2008-02-17.
- ↑ "Queen in Parliament". The Monarchy Today: Queen and State. Monarchy of the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 2008-02-19.
- ↑ "Act of Union 1707". United Kingdom Parliament. สืบค้นเมื่อ 2008-02-17.
- ↑ "Act of Union (Ireland) 1800 (c.38) : Article Third". UK Statute Law. Ministry of Justice. สืบค้นเมื่อ 2008-02-17.
ดูเพิ่ม [แก้]