รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ
Tokugawa Shogunate
徳川幕府
โทะกุงะวะ บะคุฟุ
รัฐบาลสำเร็จราชการโดยโชกุน

รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ (ญี่ปุ่น: 徳川幕府 Tokugawa bakufu ?) หรือ รัฐบาลเอะโดะ (ญี่ปุ่น: 江戸幕府 Edo bakufu ?) เป็นระบบการปกครองแบบศักดินา สถาปนาโดยโทะกุงะวะ อิเอะยะสุ (徳川家康 Tokugawa Ieyasu) มีผู้ปกครองสูงสุดเป็นโชกุน (将軍 shōgun) ซึ่งต้องมาจากตระกูลโทะกุงะวะ (徳川氏 Tokugawa-shi) เท่านั้น ในสมัยที่ประเทศญี่ปุ่นถูกปกครองโดยรัฐบาลโชกุนนั้น จะเรียกว่ายุคเอะโดะ (江戸時代 edo-jidai) ตามชื่อเมืองเอะโดะ ซึ่งรัฐบาลโชกุนสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ ปัจจุบัน คือกรุงโตเกียว (東京 Tōkyō) มีปราสาทเอะโดะ (江戸城 Edo-jō) เป็นศูนย์กลางการปกครองตั้งแต่ ค.ศ. 1603 - 1868 จนกระทั่งถูกสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ (明治天皇 Meiji-tennō) ล้มล้างไปในการปฏิรูปสมัยเมจิ (明治維新 Meiji Ishin)

หลังจากยุคเซงโงะกุ (戦国時代 Sengoku-jidai) หรือยุคไฟสงคราม โอดะ โนะบุนะงะ (織田 信長 Oda Nobunaga) และโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (豊臣 秀吉 Toyotomi Hideyoshi) ได้ร่วมกันรวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง และตั้งเป็นรัฐบาลกลางขึ้นอีกครั้งในยุคอะซึจิ โมะโมะยะมะ (あづちももやまじだい Azuchi momoyama jidai) ซึ่งเป็นยุคสั้นๆ ก่อนยุคเอะโดะ ต่อมา หลังจากศึกเซกิงะฮะระ (関ヶ原の戦い Sekigahara no Tatakai) ซึ่งเป็นการรบครั้งใหญ่ในค.ศ. 1600 การปกครองและอำนาจทั้งหมด ได้ตกอยู่ในมือของโทะกุงะวะ อิเอะยะสุโดยเบ็ดเสร็จ และสถาปนาตนเองเป็นโชกุนในปี ค.ศ. 1603 ซึ่งเป็นไปตามประเพณีโบราณ ที่ผู้เป็นโชกุนจะต้องสืบเชื้อสายจากต้นตระกูลมินะโมะโตะ (源 Minamoto)

ในยุคของโทะกุงะวะ ต่างจากยุคโชกุนก่อนๆ คือมีการนำระบบชนชั้นที่เริ่มใช้โดยโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ มาใช้อีกครั้งอย่างเข้มงวด โดยชนชั้นนักรบ หรือซามูไร (侍 Samurai) อยู่บนสุด ตามด้วยชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า การใช้ระบบชนชั้นอย่างเข้มงวดและไม่ยืดหยุ่นได้ทำให้เกิดจลาจลมาตลอดสมัย ภาษีที่เรียกเก็บจากชนชั้นชาวนานั้น อยู่ในอัตราคงที่โดยไม่คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อหรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆของค่าเงิน ส่งผลให้รายได้ภาษีที่เรียกเก็บจากชนชั้นซามูไร ผู้เป็นเจ้าของที่ดินมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆตลอดยุค ซึ่งสาเหตุนี้ ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างซามูไรผู้ทรงเกียรติแต่ฐานะทางการเงินต่ำลงเรื่อยๆจากการจ่ายภาษี กับชาวนาผู้มีอันจะกิน เกิดเป็นการปะทะกันหลายต่อหลายครั้งที่เริ่มจากเหตุการณ์เล็กๆรุกลามเป็นเหตุการณ์วุ่นวาย อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงระบบสังคมยุคเอะโดะได้ ตราบจนการเข้ามาของชาวตะวันตก

เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กลุ่มไดเมียวผู้มีอำนาจ เช่น ตระกูลชิมะสึ (島津氏 Shimazu-shi) ได้ร่วมมือกับสมเด็จพระจักรพรรดิและพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งในสมัยเอะโดะเคยทรงเพียงศักดิ์แต่ไร้อำนาจ เพื่อโค่นล้มระบอบโชกุนในโดยสงครามโบะชิน (戊辰戦争 Boshin Sensō) ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปเมจิโดยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะถูกล้มล้างโดยสมบูรณ์ในค.ศ. 1868 โดยมีโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ (徳川 慶喜 Tokugawa Yoshinobu) เป็นโชกุนคนที่ 15 และเป็นโชกุนคนสุดท้ายของญี่ปุ่น จากนั้น ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคเมจิ (明治時代 Meiji-jidai)อันมีการฟื้นฟูราชวงศ์มายังเมืองเอะโดะ และเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงโตเกียวดังเช่นปัจจุบัน

เนื้อหา

[แก้] ประวัติศาสตร์

ยุทธการเซะกิงะฮะระ

ในค.ศ. 1600 ยุทธการเซะกิงะฮะระ (ญี่ปุ่น: 関ヶ原の戦い Sekigahara-no-tatakai ?) ทำให้โทะกุงะวะ อิเอะยะสุ ไดเมียวผู้มีอำนาจหลังจากการอสัญกรรมของไทโคโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (ญี่ปุ่น: 豊臣秀吉 Toyotomi Hideyoshi ?) กลายเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นโดยเบ็ดเสร็จปราศจากไดเมียวที่จะท้าทายอำนาจ และอิเอะยะสุยังสามารถอ้างการสืบเชื้อสายจากตระกูลมินะโมะโตะโบราณได้ จึงได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักเกียวโตให้เป็นเซอิไทโชกุน (ญี่ปุ่น: 征夷大将軍 Seii Taishōgun ?) ในค.ศ. 1603 เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลโชกุนเอะโดะ หรือ เอะโดะบะกุฟุ (ญี่ปุ่น: 江戸幕府 Edo bakufu ?) ที่ปกครองโดยตระกูลโทะกุงะวะ เป็นระยะเวลาประมาณสองร้อยห้าสิบปี

โชกุนอิเอะยะสุได้แต่งตั้งไดเมียวที่มีความดีความชอบ ให้ไปปกครองยังแคว้นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ และจัดอยู่ในกลุ่มไดเมียวฟุได (ญี่ปุ่น: 譜代大名 Fudai daimyō ?) อันจะเป็นกลุ่มไดเมียวที่มีบทบาทอย่างมากในการปกครองส่วนกลางหรือบะกุฟุในตลอดสองร้อยห้าสิบปีของสมัยเอะโดะ ส่วนไดเมียวที่เป็นปรปักษ์อยู่ฝ่ายตระกูลโทะโยะโตะมิในคราวยุทธการเซะกิงะฮะระ โชกุนอิเอะยะสุก็ได้ริบดินแดนของไดเมียวเหล่านั้นให้น้อยลง และจัดอยู่ในกลุ่มไดเมียวโทะซะมะ (ญี่ปุ่น: 外様大名 Tozama daimyō ?) เป็นกลุ่มไดเมียวที่ถูกกีดกันจากบะกุฟุ ในค.ศ. 1605 โชกุนอิเอะยะสุได้สละตำแหน่งโชกุนให้แก่บุตรชาย คือ โทะกุงะวะ ฮิเดะตะดะ (ญี่ปุ่น: 徳川秀忠 Tokugawa Hidetada ?) แต่อำนาจการปกครองยังคงอยู่ที่อิเอะยะสุซึ่งดำรงตำแหน่งโอโงโช (ญี่ปุ่น: 大御所 Ōgōshō ?) หรือโชกุนผู้สละตำแหน่ง

[แก้] การปราบปรามชาวคริสเตียนและการปิดประเทศ

เรือตราแดง หรือ ชูอินเซน

ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่สิบเจ็ด ชาวฮอลันดาและชาวอังกฤษได้เข้ามาติดต่อค้าขายที่เมืองนางาซากิ ซึ่งโชกุนอิเอะยะสุก็ได้ให้การต้อนรับอย่างดี ด้วยเหตุที่ชาวฮอลันดาและชาวอังกฤษเข้ามาทำการค้าขายเพียงอย่างเดียวไม่เผยแผ่ศาสนา ในค.ศ. 1604 โชกุนอิเอะยะสุมีำคำสั่งให้วิลเลียม อดัมส์ (William Adams) ต่อเรือแบบตะวันตกให้แก่ญี่ปุ่นครั้งแรก และอนุญาติให้ชนชั้นพ่อค้าล่องเรือออกไปค้าขายยังอาณาจักรต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เรียกว่า เรือตราแดง หรือ ชูอินเซน (ญี่ปุ่น: 朱印船 Shuinsen ?) ทำให้พ่อค้าชาวญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งรายสำคัญของชาวฮอลันดาในภูมิภาค ในค.ศ. 1609 โอโงโชอิเอะยะสุได้ออกประกาศอนุญาตให้บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์เข้ามาตั้งสถานีการค้าที่เมืองฮิระโดะ (ญี่ปุ่น: 平戸 Hirado ?) ใกล้กับเมืองนางาซากิ และในค.ศ. 1613 ไดเมียวดะเตะ มะซะมุเนะ (ญี่ปุ่น: 伊達政宗 Date Masamune ?) ได้ส่งฮะเซะกุระ สึเนะนะงะ (ญี่ปุ่น: 支倉常長 Hasekura Tsunenaga ?) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติต่างๆในทวีปยุโรป เรียกว่า คณะฑูตปีเคโจ (ญี่ปุ่น: 慶長使節 Keichō shisetsu ?)

โอโงโชอิเอะยะสุถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1616 เมื่อโชกุนฮิเดะตะดะขึ้นมามีอำนาจ ได้ดำเนินการปราบปรามชาวคริสเตียนอย่างรุนแรง ในค.ศ. 1622 ได้ทำการสังหารชาวคริสเตียนจำนวนห้าสิบคนที่เมืองนางาซากิ (Great Martyrdom of Nagasaki) เรียกว่า การปราบปรามชาวคริสเตียนปีเง็นนะ (ญี่ปุ่น: 元和の大殉教 Genna-no-daijungyō ?) ในค.ศ. 1615 โชกุนฮิเดะตะดะได้ออกกฎหมายซะมุไรหรือบุเกะชุฮัตโตะ (ญี่ปุ่น: 武家諸法度 ฺีBuke shuhatto ?) ออกมาเป็นฉบับแรกของสมัยเอะโดะ ในค.ศ. 1623 โชกุนฮิเดะตะดะได้สละตำแหน่งให้แก่บุตรชายคือโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะมิสึ (ญี่ปุ่น: 徳川家光 Tokugawa Iemitsu ?) ลงมาดำรงตำแหน่งเป็นโอโงโช การปราบปรามชาวคริสต์ระลอกใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในค.ศ. 1629 ที่เมืองนางาซากิ โดยทางบะกุฟุได้บังคับให้ชาวเมืองกระทำการฟุมิเอะ (ญี่ปุ่น: 踏み絵 fumi-e ?) คือการเหยียบย่ำลงบนรูปของพระเยซูเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้เป็นคริสเตียน

ฮะเซะกุระ สึเนะนะงะ

โอโงโชฮิเดะตะดะถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1632 ทำให้โชกุนอิเอะมิสึมีอำนาจเต็มในการปกครองญี่ปุ่น โชกุนอิเอะมิสึเป็นโชกุนคนแรกที่เติบโตมาอย่างนักปราชญ์และไม่เคยผ่านประสบการณ์สงครามมาก่อน ในค.ศ. 1635 โชกุนอิเอะมิสึได้ออกกฎหมายซันคิง-โคไต (ญี่ปุ่น: 参勤交代 ฺีSankin-kōtai ?) บังคับให้ไดเมียวของทุกแคว้นต้องพำนักอยู่ในเมืองเอะโดะหนึ่งปีสลับกับอยู่ในแคว้นของตนอีกหนึ่งปี เป็นการลดทอนอำนาจของไดเมียวโทะซะมะไม่ให้มีการซ่องสุมอำนาจหรือกำลังทหารในแคว้นของตนได้ การกดขี่ชาวคริสเตียนอย่างหนักและภาวะอดอยากทำให้ชาวคริสเตียนบนแหลมชิมะบะระและเกาะอะมะกุสะ อันเป็นส่วนหนึ่งของเกาะคิวชู ได้ก่อกบฎขึ้นในค.ศ. 1637 เรียกว่า กบฎชิมะบะระ (ญี่ปุ่น: 島原の乱 Shimabara-no-ran ?) ทัพของบะกุฟุใช้เวลาถึงหนึ่งปีจนกระทั่งเข้ายึดปราสาทฮะระอันเป็นฐานที่มั่นของกบฎได้ในค.ศ. 1638

โชกุนอิเอะมิสึดำเนินนโยบายการปิดประเทศ หรือ ไคคิง (ญี่ปุ่น: 海禁 Kaikin ?) ซึ่งต่อมาภายหลังเรียกว่า ซะโกะกุ (ญี่ปุ่น: 鎖国 Sakoku ?) โดยการเลิกการค้าขายของเรือตราแดง เลิกการค้ากับชาวโปรตุเกส อนุญาตให้มีการค้าขายกับชาวจีนและฮอลันดาที่เมืองนางาซากิเท่านั้น และย้ายสถานีการค้าของฮอลันดาออกไปยังเกาะเดะจิมะ (ญี่ปุ่น: 出島 Dejima ?) รวมทั้งการห้ามชาวญี่ปุ่นออกนอกประเทศระวางโทษถึงประหาร นโยบายปิดประเทศของโชกุนอิเอะมิสึส่งผลต่อการต่างประเทศของญี่ปุ่นไปเป็นเวลาอีกสองร้อยปี โดยที่มีชาวฮอลันดาเป็นชาวตะวันตกเพียงชาติเดียวที่ทำการค้ากับญี่ปุ่น

[แก้] อิทธิพลของลัทธิขงจื้อและวัฒนธรรมเง็นโระกุ

ช่วงสมัยของโชกุนสามคนแรกนั้นเรียกว่า สมัยการปกครองของทหาร (ญี่ปุ่น: 武断政治 Buten seishi ?) การติดต่อกับเกาหลีและจีนในช่วงต้นศตวรรษที่สิบเจ็ด ทำให้ลัทธิขงจื้อใหม่ (Neo-Confucianism) แพร่เข้ามาในชนชั้นซะมุไรอันเป็นชนชั้นปกครองของญี่ปุ่น ประกอบกับสภาพว่างเว้นสงครามเป็นเวลานานถึงสองร้อยปี ทำให้ชนชั้นซะมุไรผันตนเองจากชนชั้นนักรบมาเป็นชนชั้นนักปราชญ์ ในค.ศ. 1651 โชกุนอิเอะมิสึถึงแก่อสัญกรรม โชกุนโทะกุงะวะ อิเอะสึนะ (ญี่ปุ่น: 徳川家綱 Tokugawa Ietsuna ?) อายุเพียงเก้าปีสืบทอดตำแหน่งโชกุนต่อมา ทำให้อำนาจการปกครองตกอยู่ที่ขุนนางไดเมียวฟุไดและปราชญ์ขงจื้อ ซึ่งเข้าครอบงำบะกุฟุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการปกครอง สังคมและวัฒนธรรมไปในทางของพลเรือนมากขึ้น เรียกว่า สมัยการปกครองของพลเรือน (ญี่ปุ่น: 文治政治 Bunchi seishi ?) ปรัชญาของลัทธิขงจื้อทำให้สังคมญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นสี่ชนชั้นอย่างชัดเจน และมีผลให้สังคมญี่ปุ่นมีความเคร่งครัดและพิธีรีตรองมากอย่างที่ไม่เคยเป้นมาก่อน

สำนักยุชิมะ

ภาวะว่างเว้นสงครามทำให้เกิดปัญหาของโรนิน (ญี่ปุ่น: 浪人 Rōnin ?) หรือซะมุไรตกงานจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซะมุไรที่เคยรับใช้ฝ่ายตระกูลโทะโยะโตะมิ ซึ่งทางบะกุฟุได้กีดกันและไม่ให้การสนับสนุนเนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยสังคมและโรนินเหล่านี้ก็ไม่ได้รับโอกาสในสังคมขงจื้อแบบใหม่ ทำให้โรนินกลายเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของการต่อต้านการปกครองของโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ

ในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดเป็นช่วงเวลาของปราชญ์ขงจื้อชาวญี่ปุ่นคนสำคัญหลายคนได้แก่ ฮะยะชิ ระซัน (ญี่ปุ่น: 林羅山 Hayashi Razan ?), ยะมะซะกิ อันไซ (ญี่ปุ่น: 山崎闇斎 Yamazaki Ansai ?) เป็นปราชญ์ขงจื้อที่ส่งเสริมให้บะกุฟุยึดลัทธิขงจื้อสำนักของจูซื่อ (Zhu Xi ญี่ปุ่น: 朱子学 Shushi gaku ?) ให้เป็นศาสนาประจำชาติ โดยเฉพาะตระกูลฮะยะชิ ซึ่งผูกขาดตำแหน่งที่ปรึกษาของโชกุน และยังมีปราชญ์ขงจื้อที่เป็นโรนิน ต่อต้านลัทธิขงจื้อสำนักของจูซื่อซึ่งเป็นสำนักที่บะกุฟุให้การยึดถือ ยกตัวอย่างเช่น คุมะซะวะ บันซัน (ญี่ปุ่น: 熊沢蕃山 Kumazawa Banzan ?) ผู้ยึดมั่นในลัทธิขงจื้อสำนักของหวังหยางหมิง (Wang Yangming) อันเป็นสำนักคู่แข่งของจูซื่อ และยะมะงะ โซะโก (ญี่ปุ่น: 山鹿素行 Yamaga Sokō ?) ผู้ซึ่งนำลัทธิขงจื้อมาประยุกต์เข้ากับหลักบูชิโดอันเป็นหลักการของชนชั้นซะมุไรในสมัยก่อน

โรนินสี่สิบเจ็ดคน

ในสมัยของโชกุนโทะกุงะวะ สึนะโยะชิ (ญี่ปุ่น: 徳川綱吉 Tokugawa Tsunayoshi ?) ศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยเอะโดะเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เรียกว่า สมัยเง็นโระกุ (ญี่ปุ่น: 元禄時代 Genroku jidai ?) และวัฒนธรรมเง็นโระกุ (ญี่ปุ่น: 元禄文化 Genroku bunka ?) ประกอบด้วยการศึกษาอักษรศาสตร์และหลักปรัชญาตามลัทธิขงจื้อ งานศิลปกรรมต่างๆ และการบันเทิงอย่างเช่นละครคะบุกิ และละครโนะ ทั้งสามเมืองได้แก่ เอะโดะ เกียวโต และโอซาก้า เจริญขึ้นเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

แต่ชาวญี่ปุ่นกลับมองว่าสมัยเง็นโระกุเป็นสมัยที่มีความเสื่อมโทรมในด้านสังคมและจริยธรรมมากที่สุดสมัยหนึ่ง ชนชั้นพ่อค้าเป็นชนชั้นที่มีศักดิ์ศรีต่ำที่สุดตามหลักการของลัทธิขงจื้อ แต่ด้วยเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองในสมัยเง็นโระกุทำให้ชนชั้นพ่อค้าสะสมทรัพย์สินและมีอำนาจ ในขณะที่ชนชั้นซะมุไรมีฐานะที่ตกต่ำและต้องผันตนเองไปเป็นโรนิน และชนชั้นเกษตรกรก็ต้องเผชิญกับทุกขภิกภัยและภาษีอันหนักหน่วง ซึ่งชาวญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นความเสื่อมโทรมของสังคม และด้วยการเรืองอำนาจของขุนนางไดเมียวฟุไดในบะกุฟุทำให้มีการทุจริตฉ้อราชย์บังหลวงอย่างกว้างขวาง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์โรนินสี่สิบเจ็ดคน (Forty-Seven Ronins; ญี่ปุ่น: 元禄赤穂事件 Genroku Akō jiken ?) โชกุนสึนะโยะชิได้ปราบปรามและลดอำนาจกลุ่มขุนนางฟุไดอย่างหนัก ทำให้โชกุนสึนะโยะชิได้ชื่อว่าเป็นโชกุนที่เข้มงวดและเหี้ยมโหดที่สุดคนหนึ่ง และดึงกลุ่มขุนนางคนสนิทหรือโซะบะโยะนิน (ญี่ปุ่น: 側用人 Sobayōnin ?) เข้ามามีอำนาจแทน และโชกุนสึนะโยะชิยังได้ส่งเสริมลัทธิขงจื้อด้วยการก่อตั้งสำนักยุชิมะ (ญี่ปุ่น: 湯島聖堂 Yushima Seidō ?) ในค.ศ. 1691 ให้เป็นสำนักขงจื้อประจำชาติของญี่ปุ่น

[แก้] รายนามโชกุนโทะกุงะวะ

อันดับ ชื่อ ช่วงเวลามีชีวิต
ช่วงเวลาดำรงตำแหน่ง
1 Tokugawa Ieyasu2.JPG โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ พ.ศ. 2086 - 2159
พ.ศ. 2146 - 2418
2 Hidetada2.jpg โทะกุงะวะ ฮิเดะทะดะ พ.ศ. 2122 - 2175
พ.ศ. 2148 - 2166
3 Iemitu.jpg โทะกุงะวะ อิเอะมิสึ พ.ศ. 2147 - 2194
พ.ศ. 2166 - 2194
4 Tokugawa Ietsuna.jpg โทะกุงะวะ อิเอะสึนะ พ.ศ. 2184 - 2223
พ.ศ. 2194 - 2223
5 Tsunyaoshi.jpg โทะกุงะวะ สึนะโยะชิ พ.ศ. 2189 - 2252
พ.ศ. 2223 - 2252
6 Tokugawa Ienobu.jpg โทะกุงะวะ อิเอะโนะบุ พ.ศ. 2205 - 2255
พ.ศ. 2252 - 2255
7 Tokugawa Ietsugu.jpg โทะกุงะวะ อิเอะสึงุ พ.ศ. 2252 - 2259
พ.ศ. 2256 - 2259
8 Tokugawa Yoshimune.jpg โทะกุงะวะ โยะชิมุเนะ พ.ศ. 2227 - 2294
พ.ศ. 2259 - 2288
9 Tokugawa Ieshige.jpg โทะกุงะวะ อิเอะชิเงะ พ.ศ. 2254 - 2304
พ.ศ. 2288 - 2303
10 Tokugawa Ieharu.jpg โทะกุงะวะ อิเอะฮะรุ พ.ศ. 2280 - 2329
พ.ศ. 2303 - 2329
11 Tokugawa Ienari.jpg โทะกุงะวะ อิเอะนะริ พ.ศ. 2316 - 2384
พ.ศ. 2330 - 2380
12 Tokugawa Ieyoshi.JPG โทะกุงะวะ อิเอะโยะชิ พ.ศ. 2336 - 2396
พ.ศ. 2380 - 2396
13 Tokugawa Iesada.jpg โทะกุงะวะ อิเอะซะดะ พ.ศ. 2367 - 2401
พ.ศ. 2396 - 2401
14 Toku14-2.jpg โทะกุงะวะ อิเอะโมะจิ พ.ศ. 2389 - 2409
พ.ศ. 2401 - 2409
15 Tokugawa yoshinobu.jpg โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ พ.ศ. 2380 - 2456
พ.ศ. 2409 - 2410

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น