ยุคมุโระมะชิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

Kinkaku-Snow-5.jpg

ยุคมุโระมะชิ (ญี่ปุ่น: 室町時代 Muromachi-jidai ?) ตรงกับค.ศ. 1336 - ค.ศ. 1568 ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 14 อะชิคะงะ โยะชิมิสึ ได้ปราบปรามชนชั้นปกครองลงอย่างราบคาบ และตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นอีกครั้งที่ เคียวโตะ ซึ่งรัฐบาลโชกุนนี้ได้ปกครองญี่ปุ่นต่อมาเป็นเวลานานถึงสองศตวรรษเศษอันเป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมของชนชั้นนักรบก็ได้กลืนวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองลงอย่างราบคาบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามรัฐบาลโชกุนของตระกูลอะชิคะงะ เกิดจากการรวมตัวของขุนศึกสำคัญ ๆ ตามหัวเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นธรรมดาที่การรวบอำนาจให้รัฐบาลมีเสถียรภาพนั้นเป็นไปได้อย่างลำบาก ดังนั้นในครึ่งหลังศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ขุนศึกตามหัวเมืองต่าง ๆ จึงเริ่มทำสงครามแย่งชิงอำนาจกัน จนทั้งประเทศญี่ปุ่นตกเข้าสู่ยุคสงคราม ภายในยุคนี้เป็นยุคที่ชนชั้นนักรบมีอำนาจเหนือเกษตรกรและมีกรรมสิทธิเหนือที่ดินจึงเป็นการปกครองระบบศักดินาโดยสมบูรณ์ ด้านเศรษฐกิจก็เจริญรุ่งเรืองมาก เนื่องจากทำการค้ากับจีนสมัยหมิงด้านวัฒนธรรม ลัทธิเซนเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับวัฒนธรรมของชนชั้นปกครองและชนชั้นนักรบ ซึ่งเห็นรูปแบบได้จากตำหนักทอง (Kinkaku) ในปลายศตวรรษที่ 14 อันเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมคิตะยะมะ (Kitayama) และตำหนักเงิน (Ginkaku) ในปลายศตวรรษที่ 15 อันเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมฮิงะชิยะมะ (Higashiyama) การละคร อย่างเช่น โน เคียวเง็น และการต่อเพลง ก็เริ่มแพร่หลายสู่ประชาชนภายนอก ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่างเช่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้ ก็เริ่มมีรากฐานมาจากยุคนี้ และในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 พวกฝรั่ง เช่น ชาติโปรตุเกส และสเปนก็ได้นำอาวุธปืนยาวและศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น

ประวัติศาสตร์[แก้]

การฟื้นฟูเค็มมุและการก่อตั้งบะกุฟุ[แก้]

ค.ศ. 1331 จักรพรรดิโกะ-ไดโงทรงก่อการกบฏยึดอำนาจจากรัฐบาลโชกุนคะมะกุระ ทรงถูกเนรเทศไปยังเกาะโอะกิ (隠岐 Oki ?) โดยที่มีพระโอรสคือเจ้าชายโมะรินะงะ (護良親王 Morinaga-shinnō ?) และคุซุโนะกิ มะซะชิเงะ (楠木正成 Kusunoki Masashige ?) ยังคงทำสงครามเพื่อล้มการปกครองของตระกูลโฮโจอันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองคะมะกุระต่อไป เรียกว่า สงครามปีเก็งโก (元弘の乱 Genkō no ran ?) ฝ่ายซะมุไรทั้งหลายไม่พอใจการปกครองเผด็จการของตระกูลโฮโจจึงมาเข้ากับฝ่ายจักรพรรดิเรื่อยๆ จนกระทั่งในค.ศ. 1333 องค์จักรพรรดิเสด็จหลบหนีจากเกาะโอะกิมาได้ ทางรัฐบาลโชกุนได้ส่งอะชิกะงะ ทะกะอุจิ (足利尊氏 Ashikaga Takauji ?) มาเพื่อต่อสู้กับทัพฝ่ายพระจักรพรรดิ แต่ทว่าทะกะอุจิได้แปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายจักรพรรดิ นำทัพเข้ายึดเมืองเกียวโตได้ และนิตตะ โยะชิซะดะ (新田義貞 Nitta Yoshisada ?) สามารถเข้ายึดเมืองคะมะกุระได้ เป็นอวสานแห่งตระกูลโฮโจและรัฐบาลโชกุนคะมะกุระ

จักรพรรดิโกะ-ไดโงทรงจัดตั้งการปกครองขึ้นที่เมืองเกียวโตเรียกว่า ชินเซ (新政 Shinzei ?) หรือการปกครองโดยจักรพรรดิโดยตรง เรียกว่า การฟื้นฟูเค็มมุ (Kemmu Restoration) ทำให้เหล่าซะมุไรไม่พอใจที่อำนาจการปกครองญี่ปุ่นจะไปตกอยู่แก่ขุนนางและราชสำนักอีกครั้ง ในค.ศ. 1334 อะชิกะงะ ทะดะโยะชิ (足利直義 Ashikaga Tadayoshi ?) ผู้เป็นน้องชายของทะกะอุจิ ได้ลักลอบนำเจ้าชายนะรินะงะ (成良親王 Narinaga-shinnō ?) พระโอรสอีกองค์ในจักรพรรดิโกะ-ไดโง ไปทางตะวันออกไปยังเมืองคะมะกุระและจัดตั้งการปกครองขึ้นที่นั่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าชนชั้นซะมุไรยังคงต้องการรัฐบาลโชกุน จักรพรรดิโกะ-ไดโงจึงทรงตอบโต้โดยการแต่งตั้งให้เจ้าชายโมะรินะงะพระโอรสเป็นเซอิไทโชกุน (征夷大将軍 Seii Taishōgun ?) ฝ่ายทะกะอุจิจึงสร้างข้อกล่าวหาว่าเจ้าชายโชกุนโมะรินะงะทรงก่อการกบฏต่อพระบิดา จึงทำการจับองค์ชายโมะรินะงะไปกุมขังไว้ที่เมืองคะมะกุระ ในค.ศ. 1335 โฮโจ โทะกิยุกิ (北条時行 Hōjō Tokiyuki ?) บุตรชายของชิกเก็งโฮโจ ทะกะโตะกิ (北条高時 Hōjō Takatoki ?) ก่อกบฏเพื่อคืนอำนาจให้แก่ตระกูลโฮโจ ยกทัพขับทะดะโยะชิออกจากคะมะกุระ ก่อนที่จะหลบหนีออกจากเมืองทะดะโยะชิได้สำเร็จโทษปลงพระชนม์เจ้าชายโมะรินะงะก่อน ทะกะอุจิจึงยกทัพมาจากเมืองเกียวโตสามารถปราบกบฏของตระกูลโฮโจได้สำเร็จ โทะกิยุกิหลบหนีจากคะมะกุระไป

ฝ่ายจักรพรรดิโกะ-ไดโงทรงฉวยโอกาสนี้ส่งนิตตะ โยะชิซะดะ ยกทัพจากเกียวโตมาทำการปราบทะกะอุจิแต่พบกับความพ่ายแพ้ ทะกะอุจิจึงยกทัพกลับไปทางตะวันตกเพื่อเข้ายึดเมืองเกียวโตแต่พ่ายแพ้ต่อคุซุโนะกิ มะซะชิเงะ และคิตะบะตะเกะ อะกิอิเอะ (北畠顕家 Kitabatake Akiie ?) ขุนพลซะมุไรผู้ภักดีต่อฝ่ายราชสำนัก ทะกะอุจิหลบหนีไปยังเกาะคีวชู แต่ไม่นานก็สามารถรวบรวมกำลังพลจากคีวชู ยกทัพเข้าบุกยึดเมืองเกียวโตในยุทธการมินะโตะงะวะ (湊川の戦い Minatogawa-no-tatakai ?) ในค.ศ. 1336 คุซุโนะกิ มะซะชิเงะ กระทำการเซ็ปปุกุเสียชีวิต เมื่อทัพของทะกะอุจิเข้ายึดเมืองเกียวโต ตั้งจักรพรรดิโคเมียวขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ของพระราชวงศ์ฝ่ายเหนือ จักรพรรดิโกะ-ไดโงพร้อมทั้งขุนพลซะมุไรเช่น นิตตะ โยะชิซะดะ และคิตะบะตะเกะ อะกิอิเอะ หลบหนีไปทางใต้และตั้งราชสำนักขึ้นใหม่ที่เมืองโยะชิโนะ (吉野 Yoshino ?) เป็นพระราชวงศ์ฝ่ายใต้ สิ้นสุดการปกครองของจักรพรรดิในสมัยการฟื้นฟูเค็มมุ และเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยราชวงศ์เหนือใต้ (南北朝 Nanboku-chō ?) อะชิกะงะ ทะกะอุจิ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเซอิไทโชกุนเมื่อค.ศ. 1338 เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลโชกุนมุโระมะชิ

สงครามปีคันโน[แก้]

โชกุนอะชิกะงะ ทะกะอุจิ ปกครองญี่ปุ่นร่วมกับอะชิกะงะ ทะดะโยะชิ ผู้เป็นน้องชาย อยู่เป็นเวลาประมาณยี่สิบปี โดยโชกุนทะกะอุจิดูแลเรื่องการทหารในขณะที่ทะดะโยะชิดูแลเรื่องการปกครอง จนกระทั่งในค.ศ. 1350 เกิดความขัดแย้งระหว่างทะดะโยะชิกับสองพี่น้องตระกูลโค ซึ่งเป็นขุนพลคนสนิทซึ่งโชกุนทะกะอุจิให้ความไว้วางใจ ได้แก่ โค โนะ โมะโระนะโอะ (高師直 Kō no Moronao ?) และ โค โนะ โมะโระยะซุ (高師泰 Kō no Moroyasu ?) โชกุนทะกะอุจิได้แต่งตั้งให้โมะโระนะโอะเป็นชิซึจิ (執事 Shitsuji ?) หรือผู้แทนโชกุน สร้างความไม่พอใจแก่ทะดะโยะชิ ซึ่งได้วางแผนลอบสังหารโมะโระนะโอะแต่ไม่สำเร็จ โชกุนทะกะอุจิทราบเรื่องจึงโกรธน้องชายของตนเองมาก ขับไล่ทะดะโยะชิออกจากบะกุฟุ โดยให้บุตรชายของตนคือ อะชิกะงะ โยะชิอะกิระ (足利義詮 Ashikaga Yoshiakira ?) เข้ามาดูและเรื่องการปกครองแทน ทะดะโยะชิออกบวชเป็นพระภิกษุได้หนึ่งปีจนในค.ศ. 1351 จึงเข้าสวามิภักดิ์กับพระราชวงศ์ฝ่ายใต้ที่เมืองโยะชิโนะ ซึ่งในขณะนั้นมีจักรพรรดิโกะ-มุระกะมิทรงปกครองอยู่ เรียกว่า สงครามปีคันโน (観応の擾乱 Kannō no shōran ?) ทะดะโยะชิยกทัพของฝ่ายใต้เข้าบุกยึดเมืองเกียวโต สังหารสองพี่น้องตระกูลโคในที่รบ และเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้ง ทะดะโยะชิมีความหวาดระแวงที่จะอยู่ในเมืองเกียวโตร่วมกับโชกุนทะกะอุจิพี่ชายและโยะชิอะกิระหลานชาย จึงย้ายไปจัดตั้งการปกครองขึ้นที่เมืองคะมะกุระในค.ศ. 1351 แต่ทว่าทะดะโยะชิถูกวางยาพิษเสียชีวิตในปีต่อมาค.ศ. 1352

ฝ่ายราชสำนักฝ่ายใต้นำโดยจักรพรรดิโกะ-มุระกะมิ ทรงเห็นว่าทางฝ่ายตระกูลอะชิกะงะกำลังอ่อนแอจากความขัดแย้งภายในตระกูล ทัพฝ่ายใต้นำโดยคุซุโนะกิ มะซะโนะริ (楠木正儀 Kusunoki Masanori ?) ได้ยกทัพมาจากเมืองโยะชิโนะเข้ายึดเมืองเกียวโตได้สำเร็จในค.ศ. 1352 ทำให้โยะชิอะกิระต้องหลบหนีออกจากเมือง แต่หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเดือนโยะชิอะกิระก็สามารถยึดเกียวโตคืนจากฝ่ายใต้ได้

เหตุการณ์ที่สำคัญ[แก้]

เหตุการณ์สำคัญในยุคโระมะชิ เรียงตามปี ค.ศ.

  • 1333 จักรพรรดิกลับมามีอำนาจในการปกครองประเทศ
  • 1335 ทะกะอุจิ และ โยชิซาดะ ต่างก็หวังครองเคียวโตะ เกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์ทางเหนือกับทางใต้
  • 1338 ทากาอุจิ อาชิกางะ ได้รับตำแหน่งโชกุน และก่อตั้งรัฐบาลมุโรมะชิ
  • 1392 ฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ตกลงปรองดองกันได้
  • 1397 โยชิมิสึ อาชิกางะ โชกุนรุ่นที่ 3 สร้างตำหนักทอง ที่คิตายามะ ในเคียวโตะ เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมคิตายามะเจริญรุ่งเรือง
  • 1401 โยชิมิสึ อาชิกางะ ส่งทูตญี่ปุ่นไปยังราชวงศ์หมิงของจีนเป็นครั้งแรก
  • 1431 ระยะนี้มักจะเกิดการปะทะกันระหว่างพวกไดเมียว (หัวหน้ากลุ่มนักรบในเขตท้องถิ่น) ด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง
  • 1457 โดกัน โอตะ สร้างปราสาทเอโดะที่มุซาชิ
  • 1467 สงครามโอนิน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งยุคสงครามกลางเมืองอันยาวนาน ระหว่างบรรดาไดเมียวที่แตกแยกออกเป็นสองกลุ่ม ภายใต้การนำของตระกูลโฮโสกาวะ กับตระกูลยามานะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปกครองระบบโชกุนทั้งหมด ชนชั้นนักรบมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ
  • 1477 การต่อสู้ในเคียวโตะได้สงบลง แต่สงครามกลับขยายตัวไปยังส่วนภูมิภาคแทน
  • 1482 โยชิมาสะ อะชิกะงะ สร้างตำหนักเงิน ที่ฮิงาชิยามะ ในเคียวโตะ เป็นช่วงที่วัฒนธรรมฮิงาชิยามะเจริญรุ่งเรือง
  • 1543 พ่อค้าชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งที่ทาเนงาชิมะ และนำปืน ยาสูบ และของแปลกๆใหม่ๆหลายชนิด เข้ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่น
  • 1549 เซนต์ฟรานซิส ซาเวียร์ นำศาสนาคริสต์มาเผยแพร่ที่คาโงชิมะ
  • 1568 โนบุนางะ โอดะ ซึ่งเป็นตระกูไดเมียว ที่มีอำนาจขึ้นมาในสมัยสงครามท้องถิ่น และต้องการรวมประเทศเป็น ก็ได้เคลื่อนกำลังเข้ายึดเคียวโตะ โดยได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิ โดยมีอีก 2 บุคคลที่เป็นผู้นำสำคัญในการรวมประเทศ คือ โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ และ โทะกุงะวะ อิเอะยะซุ ทำให้อารยธรรมมุโระมะชิเริ่มเสื่อมสลายไป

บุคคลสำคัญ[แก้]

อิคคิว โซจุนเดิมเป็นพระราชโอรสของพระจักรพรรดิโกโคะมะสึ ต่อมาเมื่ออะชิคะงะ โยชิมิสึได้ปราบปรามราชวงศ์ใต้ของพระจักรพรรดิลง พระราชมารดาได้ส่งอิ๊คคิวซัง (นามนี้เป็นฉายาไม่ทราบชื่อจริง) ในวัย 10 ขวบไปบวชที่วัดอังโคะคุจิอิคคิวซังนั้นเป็นเณรที่ฉลาดมาก สามารถตอบปัญหาเอาชนะโชกุนโยชิมิสึ ผู้ตรวจการนินะงะวะ ชินเอม่อน, คิเคียวยะซัง และ ยะโยะยิ สองพ่อลูกจอมเจ้าเล่ห์ ต่อมาเมื่ออิ๊คคิวอายุมากขึ้นได้เป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งและมรณภาพเมื่ออายุประมาณ 80 ปีเรื่องราวของเขาชาวญี่ปุ่นยังเล่าสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ และเรื่องของอิ๊คคิวซังได้ถูกนำไปสร้างเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเมื่อ 30-40 ปีก่อนใช้ชื่อว่า "อิ๊คคิวซัง..เณรน้อยเจ้าปัญญา"

อ้างอิง[แก้]