มวยไท่เก๊กตระกูลอู่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

มวยไท่เก๊กตระกูลอู่ หรือ มวยไท่เก๊กตระกูลเฮ่อ (จีน: 武式太极拳; พินอิน: Wǔ shì tàijí quán) เป็นมวยไท่เก๊กสายตระกูลหนึ่งซึ่งสถาปนาขึ้นโดย ปรมาจารย์อู่ อวี่เซียง (ค.ศ. 1870-1942) โดยนำความรู้จาก วิชามวยไท่เก๊กดั้งเดิม, วิชาเต้าอิ่น (วิชาที่ฝึกให้ชี่หมุนเวียนไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย), ศิลปศาสตร์, แพทยศาสตร์, พลศาสตร์, กายภาพวิทยา, และปรัชญา มาประยุกต์รวมกัน

มวยไท่เก๊ก สกุลอู่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มวยไท่เก๊กสกุลอู่เฮ่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในมวยไท่เก๊กห้าสกุลใหญ่ (เฉิน หยาง อู่ อู๋ ซุน)

มวยไท่เก๊กสกุลอู่มีการเคลื่อนไหวที่ เรียบง่าย ท่วงท่ารัดกุม ทุกส่วนเคลื่อนไหวต่อเนื่องไม่ขาดตอน เข้มงวดกับหลักของร่างกาย ที่ต้องประณีตและละเอียดอ่อน ร่างกายตั้งตรง ท่าเท้าเบาคล่อง การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเนิบช้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับกำลังภายใน ใช้การเคลื่อนไหวภายใน โดยการเปลี่ยนเต็มและว่างรวมทั้งการ “โคจรชี่ภายในอย่างซ่อนเร้น” มาประกอบกับท่วงท่าภายนอก

ขั้นตอนการฝึกมวยไท่เก๊กตระกูลอู่[แก้]

  • การฝึกมวยนี้ จำเป็นต้องฝึกตามขั้นตอน โดยจะเริ่มจาก การจดจำท่ารำ 96 ท่าให้ได้ก่อน แล้วจึงฝึกท่าร่าง 13 ประการของมวยไท่เก๊กตระกูลอู่ โดยจะต้องปฏิบัติท่าร่างทั้ง 13 ให้ได้ตลอดเวลา ขณะที่รำ 96 ท่า เมื่อผ่านพ้นจากขั้นนี้ไปจึงจะเริ่มฝึกสะสมกำลังภายในได้
  • ส่วนการยืน การก้าวเท้านั้นจะต้องปฏิบัติตามแบบแผนเดิม หากก้าวเท้าแบบประยุกต์ หรือตามสบายแล้ว จะผิดหลักท่าร่าง 13 ประการ

ผลต่อสุขภาพ[แก้]

การฝึกมวยไท่เก๊ก ก็คือการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดผลดีกับสุขภาพในหลายๆ ด้านเช่น

  • ระบบประสาทส่วนกลางให้สมบูรณ์
  • หัวใจ
  • ระบบสูบฉีดโลหิต
  • ระบบทางเดินหายใจ และอาการภูมิแพ้
  • ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร มีการดูดซึมที่ดี และมีการขับถ่ายของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทั้งยังสามารถช่วยกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรง
  • ช่วยให้ข้อต่อต่างๆเคลื่อนไหวได้คล่อง อีกทั้งยังสามารถปรับโครงกระดูกให้เข้าที่ได้

ลักษณะเฉพาะของมวยไท่เก๊กตระกูลอู่[แก้]

ผู้ฝึกจำเป็นจะต้องพินิจพิเคราะห์โดยสม่ำเสมอ ตลอดเวลาการฝึกฝน ให้ถูกต้องในทุกๆ กระบวนท่ามวยจนสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ การฝึกฝนควรเริ่มฝึกไปทีละท่าร่าง เมื่อทำได้จนหมดแล้ว จึงพยายามฝึกทำทั้ง 13 ท่าร่างให้ได้พร้อมกันขณะที่ฝึกฝนกระบวนท่ามวย

  1. หันซฺยง (จีน: 涵胸; พินอิน: hán xiōng)
  2. ป๋าเป้ย (จีน: 拔背; พินอิน: bá bèi)
  3. ถีติ่ง (จีน: 提頂; พินอิน: tí dĭng)
  4. เฉินโจ่ว (จีน: 沉肘; พินอิน: chén zhŏu)
  5. ซงเจียน (จีน: 松肩; พินอิน: sōng jiān)
  6. เตี้ยวตั่ง (จีน: 吊襠; พินอิน: diào dăng)
  7. กั่วตั่ง (จีน: 裹襠; พินอิน: guŏ dăng)
  8. ฮู่จุน (จีน: 護肫; พินอิน: hù zhūn)
  9. เหว่ยลหฺวีเจิ้งจง (จีน: 尾闾正中; พินอิน: wĕi lǘ zhèng zhōng)
  10. ชี่เฉินตันเถียน (จีน: 氣沉丹田; พินอิน: qì chén dān tián)
  11. เถิงหนัว (จีน: 腾挪; พินอิน: téng nuó)
  12. สั่นจั้น (จีน: 闪战; พินอิน: shăn zhàn)
  13. ซวีสือเฟินชิง (จีน: 虚实分清; พินอิน: xū shí fēn qīng)

ผู้สืบทอดมวยไท่เก๊กตระกูลอู่[แก้]

ปัจจุบันสายของผู้สืบทอดมวยชุดนี้ อยู่ในรุ่นที่ 6 โดยมีผู้ที่เครือข่ายผู้สืบทอดไท่เก๊กแห่งประเทศจีน (จีน: 中华太极拳传承网; พินอิน: Zhōnghuá tàijí quán chuánchéng wǎng) ยอมรับอยู่ 22 ท่าน[1] คือ

มวยไท่เก๊กตระกูลอู่ในประเทศไทย[แก้]

เนื่องจากในอดีตอาจารย์ผู้สอนมวยไท่เก๊กตระกูลอู่ได้รับศิษย์ค่อนข้างน้อย วิทยายุทธ์ชนิดนี้จึงเผยแพร่ในวงจำกัด สำหรับในประเทศไทยมีการเชิญอาจารย์ หลี่ เหว่ยหมิง จากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาฝึกสอนที่สวนลุมพินี

อ้างอิง[แก้]

  • คณิต ครุฑหงษ์ (2527). มวยไทเก๊ก. สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, กรุงเทพฯ.
  • หลี่ เว่ยหมิง (2552). 武式太极拳精粹研究全书, กรุงเทพฯ.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]