ภาษาอาหม
| อาหม (Ahom) | ||
|---|---|---|
| พูดใน: | รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย | |
| ภูมิภาค: | เอเชียใต้ | |
| การสูญหาย: | ภาษาตาย ปัจจุบันใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอาหม | |
| ตระกูลภาษา: | ไท-กะได ก๊ำ-ไท เบ-ไท ไท-แสก อาหม (Ahom) |
|
| ระบบการเขียน: | อักษรอาหม | |
| รหัสภาษา | ||
| ISO 639-1: | ไม่มี | |
| ISO 639-2: | — | |
| ISO 639-3: | aho | |
| หมายเหตุ: บทความนี้มีสัญลักษณ์สัทอักษรสากลปรากฏอยู่ คุณอาจต้องการไทป์เฟซที่รองรับยูนิโคดเพื่อการแสดงผลที่สมบูรณ์ | ||
ภาษาอาหม เป็นหนึ่งในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่ม ไท-กะได, ก๊ำ-ไท, เบ-ไท, ไท-แสก. อยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได ภาษาอาหมนั้นมีอักษร และถ้อยคำของตนใช้สื่อสารทั้งพูดและเขียนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาอัสสัม ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียนแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำที่บันทึกจารึกไว้ในคัมภีร์ในบทสวดในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ก็พบว่าชาวไทอาหมยังใช้ภาษาไทได้อย่างสมบูรณ์
เนื้อหา |
ประวัติ[แก้]
พัฒนาการและการจัดจำแนกภาษายังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ บรรพบุรุษน่าจะเป็นภาษาไตดั้งเดิมเมื่อราว 2,000ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษาจีนแต่อาจจะเกี่ยวข้องกับตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ชาวอาหมเดิมอยู่ในมณฑลกวางสีและเวียดนามต่อมาได้อพยพเข้ามณฑลยูนนาน รัฐฉาน จนถึงลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรในที่สุด
ชาวอาหมได้พัฒนาอาณาจักรของตนเองในช่วง พ.ศ. 1771 - 2386 ภาษาอาหมเป็นภาษาทางการของอาณาจักรตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18-21 จนกระทั่งถูกแทนที่ด้วยภาษาอัสสัมที่เป็นภาษากลุ่มอินโด-อารยัน ซึ่งเป็นผลมาจากการรับวัฒนธรรมฮินดู
ยุคเสื่อมของภาษาอาหม[แก้]
ชาวอาหมไม่เคยคิดว่าตัวเองต่ำต้อย จนกระทั่งกษัตริย์อาหมยอมรับวัฒนธรรมฮินดู นำระบบวรรณะมาใช้ เพราะถูกพราหมณ์ยกยอ และนำพิธีกรรมต่างๆ มารองรับสถานะให้กษัตริย์มีฐานะที่สูงขึ้น เมื่อนำพิธีกรรมต่างๆมาใช้ ภาษาก็เปลี่ยนไปตามพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรม ทั้งที่ชาวอาหมแท้ๆนั้นมีจำนวนไม่มากนัก และภาษาอัสสัมก็ครอบงำสำคม รวมไปถึงราชสำนักเพื่อเข้าถึงฮินดู จนลุกลามไปยังขุนนาง และราษฎรต่างๆ ครั้นตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ อังกฤษก็ถอดกษัตริย์อาหมออก และให้อำนาจแก่พราหมณ์ และขุนนางฮินดูแทน ภาษาอาหมจึงใช้กันจำกัดลงเรื่อยๆ จนเป็นภาษาตายไม่มีใครใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มนักบวชเทวไท (Deotai) ซึ่งเป็นนักบวชตามความเชื่อลัทธิฟ้าหลวง แม้จะพยายามรักษาประเพณี พิธีกรรมต่างๆ แต่ก็ทำได้จำกัด และนักบวชก็ขาดคนพูดอาหมด้วย และไม่มีใครเข้าใจได้ชัดเจน
การฟื้นฟูภาษาอาหมในปัจจุบัน[แก้]
แม้ว่าภาษาอาหมจะมีการฟื้นฟูอย่างน้อย 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 ในสมัยพระเจ้าจักรธวัช สิงห์ในช่วงปี ค.ศ. 1663 -1663 ช่วงที่ 2 ในยุคหลังจากอังกฤษเข้าปกครองในรัฐอัสสัมราวปี ค.ศ. 1826 และช่วงที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการฟื้นฟูภาษาไท และตั้ง สมาคมวรรณกรรมไทตะวันออก (Eastern Tai Literary Association) ที่เมืองกูวาฮาติ โดยสมคมมุ่งมั่นปฏิบัติให้พัฒนาการเรียน เขียนอ่านภาษาอาหม พร้อมกันนี้ให้สนับสนุนให้ค้นคว้าศึกษาเอกสารโบราณของชาวอาหมอย่างจริงจัง การฟื้นฟูภาษาอาหมนั้นอาศัยสัทวิทยาของภาษาพี่น้อง เช่น ภาษาอ่ายตน และภาษาพ่าเก โดยภาษาดังกล่าวจะถูกเรียกว่า ภาษาไทในอัสสัม เนื่องจากประกอบไปด้วยคำไททุกกลุ่มในรัฐอัสสัม หากการฟื้นฟูดังกล่าวได้ผลภาษาเขียนในรัฐอัสสัมจะใช้อักษรอาหมเป็นหลักแทนอักษรไทอื่นๆ ในรัฐอัสสัม[1] โดยอาศัยพื้นฐานภาษาอ่ายตนในรัฐอัสสัม เนื่องจากใกล้เคียงกับภาษาอาหมมากที่สุด ชาวอาหมอาจอาศัยชาวอ่ายตนในการรื้อฟื้นภาษา[2]
ลักษณะของภาษาอาหม[แก้]
ภาษาอาหม กับภาษาในศิลาจารึกสุโขทัยของไทย ต่างก็เป็นภาษาไทยุคเก่า ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากกว่าภาษาถิ่นไทยในปัจจุบัน และในภาษาอาหมไม่มีการใช้คำราชาศัพท์ คำที่ใช้พูดกับคนธรรมดาก็ใช้พูดกับกษัตริย์ได้ การเรียงประโยคเป็นแบบประธาน-กริยา-กรรม รากศัพท์เป็นคำเดี่ยว ไม่มีการผันคำกริยา ไม่มีกาล และไม่มีรูปพหูพจน์ของคำนาม แสดงเวลาด้วยกริยาช่วย
โคลงกลอนอาหม[แก้]
กลอนอาหมที่มีเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโลก ซึ่งเป็นกลอนไทยที่มีจำนวนพยางค์เลขคี่เขียนแบบกลอนหัวเดียว ลงท้ายวรรคคู่ด้วยสระเสียงเดียวกัน เหมือนเพลงลำตัด หรือเพลงเรือ สรุปคือ กลอนหก และกลอนแปดของไทยเป็นลูกผสมระหว่างกลอนไทยที่มีจำนวนพยางค์เป็นเลขคี่ แต่ต่อมาใช้เลขคู่แบบปัฐยาวัตของอินเดีย และคำสวดของอาหม ก็คล้ายกับ แหล่ ของไทยด้วย
ตัวอย่างคำอาหม[แก้]
|
|
คำนับจำนวน เวลา[แก้]
ในการนับเลขอาหมโดยเฉพาะการนับทั้งหมด แต่มีสำเนียงเพี้ยนจากภาษาไทยไปบ้าง
- เอ็ด = หนึ่ง
- ฉอง = สอง
- ฉาม = สาม
- ฉี่ = สี่
- ห่า = ห้า
- หรุก = หก
- จิด = เจ็ด
- เป็ด = แปด
- เก่า = เก้า
- ฉิบ = สิบ
คำทักทาย[แก้]
- เปอ่องเลเล = มีความหมายว่าจงเจริญ (ซึ่งมาจากภาษาพม่าซ้อนคำไทอาหมเดิม เนื่องจาก เป แปลว่า ชนะ รวมกับคำว่า อ่อง ซึ่งเป็นภาษาพม่าที่แปลว่า ชนะ เช่นเดียวกัน ส่วนคำว่า เล เป็นคำลงท้ายแบบเดียวกับหางเสียง ครับ, ค่ะ)
- คุปต่าง = กราบไหว้(ในบทบูชาบรรพชน)
- คุปต่าง ชมโหลง = ขอบคุณ
ดูเพิ่ม[แก้]
อ้างอิง[แก้]
- บุญยงค์ เกศเทศ."คนไท"ในชมพูทวีป.กรุงเทพ:หลักพิมพ์. หน้า 80-81
- บรรจบ พันธุเมธา. กาเลหม่านไต (2504)
- ประเสริฐ ณ นคร. การสร้างโลกตามคติไทอาหม และความรู้จากไทอาหม
- วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์. ภาษาเชิงประวัติ:วิวัฒนาการภาษาไทย และภาษาอังกฤษ. หน้า 213-229
|
||||||||||||||||||||||||||