ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ
| งานจิตรกรรม | ||
|---|---|---|
| ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ | ||
| Marie de' Medici cycle | ||
| ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ |
||
|
|
||
| จิตรกรรมสีน้ำมันบนไม้ | ||
| ค.ศ. 1621 - ค.ศ. 1630 | ||
| พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส | ||
ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ (อังกฤษ: Marie de' Medici cycle) เป็นภาพเขียนชุดจำนวนยี่สิบสี่ภาพที่เขียนโดยปีเตอร์ พอล รูเบนส์ จิตรกรคนสำคัญของยุคบาโรกของเฟล็มมิช ที่ว่าจ้างโดยพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ พระอัครมเหสีในพระเจ้าอองรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส สำหรับตั้งแสดงที่พระราชวังลักเซมเบิร์กในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รูเบนส์ได้รับการจ้างในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1621 หลังจากที่มีการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้อตกลงภายในสัญญาเมื่อต้นปี ค.ศ. 1622 แล้ว สัญญาก็ระบุว่าโครงการเขียนภาพจะต้องเสร็จภายในสองปีเพื่อให้ทันเวลากับการเสกสมรสของพระราชธิดาเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ภาพเขียนยี่สิบเอ็ดภาพเป็นภาพการต่อสู้และการได้รับชัยชนะต่างๆ ในชีวิตของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ อีกสามภาพเป็นภาพเหมือนของพระองค์เองและพระราชบิดามารดา[1]
สัญญาการเขียนภาพ[แก้]
รายละเอียดของสาเหตุในการตัดสินใจว่าจ้างรูเบนส์ของพระราชินีมารีในการเขียนโครงการจิตรกรรมอันยิ่งใหญ่ก็ยังไม่เป็นที่ตกลงกันได้[2] จอห์น คูลิดจ์ใน “รูเบนส์และการตกแต่งระเบียงภาพหลวงแห่งฝรั่งเศส” เสนอว่าภาพชุดนี้อาจจะเป็นการจ้างเพื่อแข่งกับภาพชุด “พรมแขวนผนังคอนแสตนติน” ที่มีชื่อเสียงที่รูเบนส์ออกแบบในห้องเขียนภาพของตนเองในช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนภาพสองสามภาพแรกของ “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” นี้[3] นอกจากนั้นก็ยังมีผู้เสนอว่ารูเบนส์เขียนภาพร่างหลายภาพตามคำขอของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศสพระราชโอรสของพระราชินีมารีซึ่งอาจจะมีอิทธิพลในการตัดสินใจของพระองค์ในการจ้างรูเบนส์ให้เขียนภาพชุดนี้เมื่อปลายปี ค.ศ. 1621[2] แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือพระราชประสงค์ของพระราชินีมารีในการสร้างความเป็นอมตะให้แก่พระองค์เอง ซึ่งผู้ที่จะรับงานขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ก็เห็นจะมีแต่ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ผู้ซึ่งขณะนั้นก็เริ่มจะเป็นช่างเขียนผู้มีชื่อเสียงแล้ว และมีความสัมพันธ์ของรูเบนส์ที่ใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญหลายคนในยุโรปในยุคนั้น ที่รวมทั้งพระขนิษฐาของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิเอง (ภรรยาของดยุกแห่งกอนซากา) ผู้ที่เป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญคนแรกของรูเบนส์ ข้อตกลงของสัญญาไม่มีรายละเอียดเท่าใดนักนอกจากจะระบุให้เป็นภาพเขียนที่เกี่ยวกับชีวประวัติของพระองค์ และยิ่งแทบไม่มีรายละเอียดแต่อย่างใดเมื่อกล่าวถึงภาพเขียนชุดต่อมาที่ตั้งใจจะให้เป็นภาพชุดสรรเสริญพระสวามี--พระเจ้าอองรีที่ 4 [4] สัญญาระบุว่ารูเบนส์ต้องเป็นผู้เขียนตัวแบบทุกตัวในภาพด้วยตนเอง ซึ่งเท่ากับสรุปได้ว่ารูเบนส์อาจจะสามารถจ้างให้ผู้ช่วยเป็นผู้เขียนฉากหลังและรายละเอียดอื่นๆ ได้[5]
พระราชินีมารี เดอ เมดิชิ[แก้]
|
ภาพเหมือนของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิเมื่อยังทรงพระเยาว์โดยจิตรกรของสำนักเซนต์ทิโท
|
พระราชินีมารี เดอ เมดิชิเป็นพระอัครมเหสีองค์ที่สองในพระเจ้าอองรีที่ 4 โดยการเสกสมรสโดยฉันทะที่ฟลอเรนซ์ในอิตาลีเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1600 โดยการอนุมัติของพระปิตุลาของมารี--เฟอร์ดินันโดที่ 1 เดอ เมดิชิ แกรนด์ดยุกแห่งทัสเคนี[6] เมื่อพระเจ้าอองรีพระสวามีทรงถูกลอบปลงพระชนม์ใน ค.ศ. 1610 เจ้าชายหลุยส์พระราชโอรสผู้ขณะนั้นมีพระชนมายุเพียงแปดพรรษาครึ่ง ก็ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 พระราชินีมารีพระราชมารดาจึงทรงได้รับการประกาศแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามกฎบัตรซาลลิคในกรณีที่พระมหากษัตริย์ยังเป็นผู้เยาว์ แต่เมื่อพระเจ้าหลุยส์ทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อมีพระชนมายุได้ 13 พรรษาแล้ว พระองค์ก็ทรงได้เป็นพระมหากษัตริย์แต่โดยนิตินัยเท่านั้น ขณะที่พระราชมารดายังมีพระราชอำนาจในการปกครองโดยพฤตินัย เพราะพระองค์ยังไม่ทรงยอมยุติการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระราชโอรส และยังคงทรงพยายามดำเนินการปกครองแทนพระราชโอรสต่อไป แต่ในที่สุด เมื่อมีพระชนมายุครบ 15 พรรษา ใน ค.ศ. 1615 พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะปกครองประเทศด้วยพระองค์เองโดยก่อการปฏิวัติยึดอำนาจคืนจากพระราชมารดา และทรงขับพระองค์ออกจากราชสำนักให้ไปประทับอยู่ที่พระราชวังบลัวส์ในบริเวณลุ่มแม่น้ำลัวร์
พระเจ้าหลุยส์และพระราชมารดามิได้ทรงคืนดีกันจนกระทั่ง 6 ปีให้หลัง ใน ค.ศ. 1621 เมื่อพระราชินีมารีได้รับพระบรมราชานุญาตให้กลับมายังราชสำนักในปารีสได้ เมื่อเสด็จกลับมาถึงปารีสพระองค์ก็ทรงเริ่มหันไปสนพระทัยกับการต่อเติมและตกแต่งพระราชวังลักเซมเบิร์กซึ่งเป็นงานที่ใหญ่มากเมื่อปีเตอร์ พอล รูเบนส์เข้ามามีบทบาท[1] รูเบนส์ผู้ขณะนั้นเป็นจิตรกรประจำสำนักของสำนักดยุกแห่งมานทัวภายใต้การปกครองของวินเช็นโซที่ 1 กอนซากา ดยุกแห่งมานทัว[7] รูเบนส์เคยได้เข้าเฝ้าพระราชินีมารีเป็นครั้งแรกในพระราชวโรกาสการเสกสมรสโดยฉันทะเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1600[8]
ค.ศ. 1621 พระราชินีมารีก็ทรงจ้างรูเบนส์ให้เขียนภาพสองชุด ชุดแรกเป็นภาพชุดพระราชประวัติของพระองค์เอง และชุดที่สองเป็นของพระราชสวามีที่เสด็จสวรรคตไปก่อนหน้านั้นแล้ว เพื่อใช้ในการตกแต่งชั้นแรกของพระราชวังลักเซมเบิร์ก[1] ภาพชุดประกอบด้วยจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ 21 ภาพที่เป็นภาพพระราชประวัติของพระราชินีมารีเองส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการใช้อุปมานิทัศน์ ภาพชุดนี้เขียนเสร็จในปลาย ค.ศ. 1624 เพื่อให้ทันกับพระราชวโรกาสการเสกสมรสของพระราชธิดาเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1625[9] ภาพชุดที่สองที่ตั้งใจจะให้เป็นภาพพระราชประวัติของพระราชสวามี--พระเจ้าอองรีที่ 4--ไม่ได้รับการเขียนให้สำเร็จ จึงมีแต่ภาพร่างเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่[9] (ดู “ภาพชุดพระเจ้าอองรี” ข้างล่าง) สาเหตุที่ชุดที่สองเขียนไม่เสร็จก็คงอาจจะเป็นเพราะพระราชินีมารีทรงถูกห้ามไม่ให้เข้าราชสำนักฝรั่งเศสเป็นการถาวรโดยพระราชโอรสใน ค.ศ. 1631 ซึ่งทำให้ต้องทรงหนีไปประทับอยู่ที่บรัสเซลส์ และในที่สุดก็ไปเสด็จสิ้นพระชนม์ขณะที่ประทับลี้ภัยอยู่ที่นั่นใน ค.ศ. 1642 ในบ้านเดียวกับที่ครอบครัวรูเบนส์เป็นเจ้าของเมื่อห้าสิบปีก่อนหน้านั้น[10]
ขณะที่ “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” เป็นงานจิตรกรรมสำคัญชุดแรกที่รูเบนส์ได้รับจ้างให้เขียน การเขียนภาพยี่สิบเอ็ดภาพที่เกี่ยวกับชีวิตของสตรีที่เหตุการณ์และรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตขึ้นอยู่กับพระสวามีพระเจ้าอองรีที่ 4 และการให้กำเนิดพระราชโอรสธิดาหกพระองค์ (พระองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์) ไม่ใช่หัวข้อที่เขียนได้ง่ายนัก[11] นอกจากนั้นในช่วงเวลานั้นสตรีมักจะไม่ได้รับการสรรเสริญมากเท่าใดนัก แต่กระนั้นรูเบนส์ก็เป็นผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดในการที่จะรับงานเช่นนั้น และเป็นผู้มีความนับถือ “คุณธรรมของเพศตรงข้าม” เช่นที่เห็นในงานเขียนภาพเหมือนของอาร์คดัชเชสอิซาเบลลา[11] นอกจากนั้นแล้วความยิ่งใหญ่หรือความมีเนื้อหาของพระราชประวัติของพระราชินีมารีก็ไม่อาจจะเทียบเท่าได้กับพระราชประวัติของพระราชสวามี ตรงที่พระองค์ไม่เคยทรงมีชัยชนะในยุทธการใด หรือการเอาชนะต่อศัตรู[11] พระราชประวัติของพระองค์จะมีก็แต่เรื่องราวที่เป็นนัยเกี่ยวกับข่าวลือทางด้านความเสียหายทางการเมือง ซึ่งทำให้การเขียนภาพตามเหตุการณ์ที่เป็นจริงโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ ภายในราชสำนักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน นอกจากการที่จะต้องคำนึงถึงความพอพระทัยของพระราชินีแล้ว รูเบนส์ก็ยังต้องพยายามเขียนภาพที่ไม่ก่อให้เกิดการไม่ยอมรับโดยสมาชิกในคณะรัฐบาลที่ปกครองฝรั่งเศสอยู่ในขณะนั้นด้วย[12] แต่แทนที่จะเป็นงานที่ล้มเหลวเพราะอุปสรรคต่างๆ ดังกล่าว รูเบนส์กลับแสดงให้เห็นถึงความรู้อันลึกซึ้งในวรรณคดีคลาสสิกและธรรมเนียมของการสร้างงานของศิลปิน[13] โดยการใช้สัญลักษณ์ของอุปมานิทัศน์ ทั้งในการสรรเสริญเหตุการณ์ที่ตามปกติแล้วก็เป็นเพียงเหตุการณ์ธรรมดา และในการแปลงภาพเหตุการณ์ที่ไม่ไคร่ดีนักในชีวิตของพระองค์ให้ดูเลิศลอยขึ้น ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้มีการศึกษาจะมีความเข้าใจในการใช้สัญลักษณ์ทางคริสต์ศาสนาและสัญลักษณ์ของกรีกและโรมันในงานศิลปะ[14] รูเบนส์จึงใช้พื้นฐานดังว่านี้ในการแฝงความหมายต่างๆ ที่ทำให้กลายเป็นภาพชุดอันเลิศเลอของพระราชินีที่ล้อมรอบไปด้วยเทพเจ้ากรีกและเทพเจ้าโรมัน และบางครั้งก็ถึงกับยกพระองค์ขึ้นเป็นเทพ ความกำกวมของภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างภาพที่สรรเสริญพระองค์[15] และสร้างความหมายที่เป็นนัยที่ช่วยเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้
“ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” ของรูเบนส์เป็นภาพชุดที่มีอิทธิพลต่อจิตรกรอื่นๆ ในยุคนั้นโดยเฉพาะต่อจิตรกรฝรั่งเศสฌอง อองตวน วัตโตว์ (ค.ศ. 1684-1721) และฟรองซัวส์ บูแชร์ (ค.ศ. 1703-1770) ผู้สร้างงานก็อปปีของภาพชุดนี้[16]
ปีเตอร์ พอล รูเบนส์[แก้]
ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ (ค.ศ. 1577-ค.ศ. 1640) เป็นจิตรกรผู้มีอิทธิพลเป็นอันมากทางตอนเหนือของยุโรป ผู้ถือกันว่าเป็นจิตรกรคนสำคัญของยุคบาโรกของเฟล็มมิชที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างลักษณะการเขียนอันเป็นเอกลักษณ์ของยุค และการใช้จักษุศิลป์ในการสื่อความหมายของงานจิตรกรรม[17] รูเบนส์เป็นผู้ดูแลการสร้างงาน และสร้างงานต่างๆ ด้วยตนเองด้วยกันกว่าสามพันชิ้นที่รวมทั้งงานภาพพิมพ์แกะไม้, ภาพพิมพ์แกะโลหะ และจิตรกรรมที่เขียนบนวัสดุหลายอย่าง ประเภทของงานที่เขียนก็มีทั้งจิตรกรรมประวัติศาสตร์, จิตรกรรมศาสนา, จิตรกรรมอุปมานิทัศน์, จิตรกรรมภูมิทัศน์, ฉากแท่นบูชา และภาพเหมือน[18] รูเบนส์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะในการเขียนร่างคนที่งดงามและเครื่องตกแต่งร่างกายที่ทำจากผ้าเนื้อดีมีสีสันอันพรายตา และเป็นภาพที่เขียนจากหัวเรื่องที่มาจากทั้งคริสต์ศาสนาและวัฒนธรรมคลาสสิก[19] การศึกษางานคลาสสิกของกรีกและโรมันเป็นภาษาละตินของรูเบนส์ในระยะแรกมามีอิทธิพลต่ออาชีพการเป็นจิตรกร ที่ทำให้เป็นจิตรกรที่แตกต่างจากจิตรกรผู้อื่นในสมัยเดียวกัน[20] เมื่อเริ่มอาชีพการเป็นจิตรกรใหม่ๆ รูเบนส์เข้าศึกษากับจิตรกรเฟล็มมิชเช่นออตโต ฟาน เฟน,[21] แต่อิทธิพลต่องานของรูเบนส์มาจากช่วงเวลาที่ไปพำนักอยู่ในอิตาลีเมื่อไปศึกษาประติมากรรมคลาสสิกและงานของไมเคิล แอนเจโล, ราฟาเอล, คาราวัจโจ, ทิเชียน และ เพาโล เวโรเนเซ ในช่วงเวลานั้นรูเบนส์ก็เริ่มก็อปปีงานประติมากรรมคลาสสิก เช่น “เลอาโคอันและบุตร” และงานวาดที่เขียนโดยศิลปินคนอื่นๆ นอกจากนั้นรูเบนส์ก็ยังเป็นนักสะสมงานศิลปะทั้งงานดั้งเดิมและงานใหม่ที่ก็อปปีงานคลาสสิก (reproduction) และไม่เพียงแต่จะสะสมงานของศิลปินชั้นครูของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอิตาลีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงงานของศิลปินร่วมสมัยด้วย รูเบนส์เป็นเจ้าของงานพิมพ์ของศิลปินร่วมสมัยอาเดรียน เบราเวอร์ มากกว่างานของศิลปินอื่นๆ ที่สะสม ซึ่งอาจจะสันนิษฐานได้ว่ามาจากความห่วงใยในอนาคตของเบราเวอร์มากกว่าที่จะมาจากประโยชน์ในการสะสมงานของเบราเวอร์ก็เป็นได้[22] การสะสมงานศิลปะและอิทธิพลของศิลปินร่วมสมัยผู้ที่บางคนกลายมาเป็นเพื่อนตลอดชีพของรูเบนส์มีอิทธิพลต่องานเขียนของรูเบนส์จนตลอดชีวิต[23]
เมื่อได้รับจ้างให้เขียน “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” รูเบนส์ก็อาจจะเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญที่สุดทางตอนเหนือของยุโรปและเป็นผู้ที่สร้างความประทับใจในงานเขียนชิ้นใหญ่ๆ ทางด้านศาสนาที่ได้รับการจ้างจากสภาและวัดต่างๆ ในบริเวณนั้น[13] แต่งาน “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” ก็เป็นงานที่รูเบนส์ต้องการจะทำเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ได้เขียนงานที่ไม่เกี่ยวกับหัวเรื่องทางศาสนา[24] นอกจากนั้นงานจ้างครั้งนี้ของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิก็ยังสร้างประโยชน์ให้แก่อาชีพของรูเบนส์จนตลอดชีวิต ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างชื่อเสียงและเผยแพร่ผลงานให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างลักษณะการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มามีอิทธิพลต่องานเขียนที่สร้างกันต่อมาทั้งทางด้านลักษณะการเขียนและหัวเรื่องที่เขียน
ภาพชุด[แก้]
เดิมภาพชุดนี้แขวนตามเข็มนาฬิกาตามลำดับเหตุการณ์ที่ใช้ในการตกแต่งผนังของห้องรอจากห้องที่ประทับของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิในพระราชวังลักเซมเบิร์ก[8] ปัจจุบันภาพชุดนี้ก็ยังแขวนตามลำดับเดิมภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์[25] เชื่อกันว่าพระราชินีมารีมีพระประสงค์จะให้ผู้ชมภาพเขียนชุดนี้ต้องศึกษาสลับซ้ายขวาเพื่อจะให้ผู้ชมต้องเดินข้ามไปข้ามไปมาระหว่างผนังซ้ายและผนังขวาของระเบียงภาพ[26] คูลลิดจ์ยังกล่าวด้วยว่าพระองค์ไม่ทรงเห็นว่าเป็นเพียงภาพชุดเท่านั้นแต่ยังเป็นภาพคู่และเป็นภาพกลุ่ม ฉะนั้นภาพชุดชีวิตจึงแบ่งได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ: เมื่อยังทรงพระเยาว์, เมื่อเป็นพระราชินี และเมื่อเป็นพระราชินีหม้ายและผู้สำเร็จราชการ[27]
แม้ว่าภาพเขียนแต่ละภาพจะมีความกว้างต่างกันแต่แต่ละภาพมีความสูงเท่ากันหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการวางแผนเป็นอย่างดีที่เหมาะกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในการที่จะใช้ในการตกแต่งระเบียงภาพ ภาพสิบหกภาพที่ตกแต่งสองด้านของระเบียงสูงราวสี่เมตรและกว้างราวสามเมตร ภาพที่ใหญ่ที่สุดสามภาพสูงสี่เมตรและกว้างเจ็ดเมตร[25]
สิ่งแรกของภาพชุดนี้ที่ผู้ชมจะเห็นก็เมื่อเข้ามาทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของห้อง งานที่เห็นได้ชัดจากมุมนี้คือภาพ “พระบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์” และ “การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีที่ 4 และการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ”[28] ครึ่งแรกของภาพชุดเริ่มตั้งแต่ผนังทางเข้าที่เป็นภาพเมื่อยังทรงพระเยาว์และภาพการเสกสมรสกับพระเจ้าอองรีที่ 4 ภาพสี่ภาพเป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับการเสกสมรสของทั้งสองพระองค์เพราะการแต่งงานสำหรับผู้มีอายุ 27 ปีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในสมัยนั้น[6] ครึ่งนี้จบลงด้วยภาพ “พระบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์” ผนังด้านตรงกันข้ามกับผนังทางเข้าเป็นภาพ “การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีที่ 4 และการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ” ภาพต่างๆ หลังจากภาพนี้ก็เริ่มจะเป็นภาพของกรณีขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพระองค์และพระราชโอรส เช่นภาพ “การวิวาทและการคืนดีระหว่างพระราชินีมารีและพระเจ้าหลุยส์”[29]
สมัยทางประวัติศาสตร์ระหว่างการเขียนภาพเป็นสมัยของความไม่สงบทางการเมืองที่รูเบนส์ต้องพยายามเลี่ยงการแสดงการหมิ่นพระบรมราชานุภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสในขณะนั้น รูเบนส์จึงหันไปใช้อุปมานิทัศน์จากตำนานเทพ, บุคลาธิษฐานของคุณธรรมและศาสนา และ อุปมัยทางศาสนาในการพรางเหตุการณ์ที่ตามความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างเป็นพื้นๆ, กำกวม และ หลีกเลี่ยงสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงความเป็นวีรสตรี แนวการแสดง “ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์” โดยวิธีที่ว่านี้ของรูเบนส์จึงเป็นการเลือกแสดง หรือยิ่งไปกว่านั้นคือไม่เที่ยงตรงต่อความเป็นจริง แต่รูเบนส์ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์หรือถ้าในสมัยปัจจุบันก็จะเรียกว่าไม่ใช่ “นักข่าว” ผู้ที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อการพยายามเสนอความเป็นจริงที่เป็นกลาง “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” จึงไม่ใช่การรายงานข่าวหรือการบันทึกประวัติศาสตร์แต่เป็นงาน “แปรความเป็นจริงเชิงอรรถรส” (poetic transformation)[30]
รูเบนส์บรรยายเรื่องราวใน “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” ด้วยลักษณะการเขียนแบบโบราณซึ่งเป็นวิธีเขียนที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และสรรเสริญรัฐบาล การเขียนลักษณะนี้เรียกว่าการเขียนแบบ “บทสดุดี” (Panegyric) การเขียนบทสดุดีมักจะเขียนกันในการเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง เช่นการให้กำเนิดของเจ้าชายรัชทายาทเป็นต้น และจะเป็นบทเขียนประเภทที่สรรเสริญคุณสมบัติและบรรพบุรุษของผู้ได้รับการสดุดี โครงสร้างลำดับเหตุการณ์ในการเขียนบทสดุดีก็จะเริ่มโดยการบรรยายบรรพบุรุษและตามด้วยการเกิด, การศึกษา และชีวิตของผู้ที่เป็นหัวข้อของการเขียน รูเบนส์ใช้โครงสร้างดังกล่าวนี้ในการเขียน “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ”[31]
ค่าจ้างในการเขียน “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” ตกประมาณ 24,000 กิลเดอร์สำหรับเนื้อที่ภาพทั้งหมด 292 ตารางเมตร ซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้วก็ตกประมาณ 82 กิลเดอร์หรือ $1,512 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งตารางเมตร[32]
รายชื่อภาพเขียน[แก้]
- ‘‘พรหมลิขิตของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ’’ (The Destiny of Marie de' Medici)
- ‘‘กำเนิดเจ้าหญิง’’ (The Birth of the Princess)
- ‘‘การศึกษาของเจ้าหญิง’’ (The Education of the Princess)
- ‘‘การแสดงพระฉายาลักษณ์ต่อพระเจ้าอองรี’’ (Presentation of Her Portrait to Henri IV)
- ‘‘การเสกสมรสโดยฉันทะระหว่างเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิและพระเจ้าอองรี’’ (The Wedding by Proxy of Marie de' Medici to King Henri IV)
- ‘‘การขึ้นฝั่งที่มาร์เซย์’’ (The Disembarkation at Marseilles)
- ‘‘การพบปะระหว่างพระราชินีมารี เดอ เมดิชิและพระเจ้าอองรีที่ลิออง’’ (The Meeting of Marie de' Medici and Henri IV at Lyons)
- ‘‘การกำเนิดของมกุฎราชกุมารที่ฟงแตนโบล’’ (The Birth of the Dauphin at Fontainebleau)
- ‘‘การมอบให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์’’ (The Consignment of the Regency)
- ‘‘พระบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์’’ (The Coronation in Saint-Denis)
- ‘‘การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีและการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ’’ (The Death of Henri IV and the Proclamation of the Regency)
- ‘‘องคมนตรีเทพ’’ (The Council of the Gods)
- ‘‘การสงครามและชัยชนะที่เยอลิค’’ (The Regent Militant: The Victory at Jülich)
- ‘‘การแลกเปลี่ยนเจ้าหญิงที่พรมแดนสเปน’’ (The Exchange of the Princesses at the Spanish Border)
- ‘‘ความผาสุกของรัชสมัยการปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการ’’ (The Felicity of the Regency of Marie de' Medici)
- ‘‘พระเจ้าหลุยส์บรรลุนิติภาวะ’’ (Louis XIII Comes of Age)
- ‘‘การหลบหนีจากบลัวส์’’ (The Flight from Blois)
- ‘‘การเจรจาที่อองกูเลม’’ (The Negotiations at Angoulême)
- ‘‘การเลือกความมั่นคงของพระราชินีมารี’’ (The Queen Opts for Security)
- ‘‘การคืนดีระหว่างพระราชินีมารีและพระเจ้าหลุยส์’’ (Reconciliation of the Queen and her Son)
- ‘‘ชัยชนะของความสัตย์’’ (The Triumph of Truth)
- ‘‘ภาพเหมือนของพระราชินีมารี’’
- ‘‘ภาพเหมือนของฟรานเชสโคที่ 1 เดอ เมดิชิ’’ (ภาพเหมือนพระราชบิดา)
- ‘‘ภาพเหมือนของอาร์คดัชเชสโจแอนนาแห่งออสเตรีย’’ (ภาพเหมือนพระราชมารดา)
“พรหมลิขิตของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ”[แก้]
ภาพเขียนภาพแรกของ “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” คือภาพ “พรหมลิขิตของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” ซึ่งเป็นภาพม้วนตัวกันขึ้นไปของเทพีแห่งพรหมลิขิต (Fates) สามองค์ยังเทพีจูโน และ เทพจูปิเตอร์ที่ประทับอยู่บนก้อนเมฆตอนบนของภาพ
เทพีแห่งพรหมลิขิตในภาพเป็นภาพของเทพีเปลือยที่กำลังปั่นยานแห่งพรหมลิขิตของเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิ การปรากฏตัวของเทพเมื่อประสูติเป็นการเน้นถึงอนาคตของพระองค์ที่จะเป็นอนาคตของผู้ที่จะทรงประสบกับความรุ่งเรืองและความพร้อมมูลในการที่จะทรงเป็นผู้นำในอนาคต ดังที่ปรากฏในภาพเขียนหลายภาพต่อมา[33] ในตำนานเทพกรีกและตำนานเทพโรมัน เทพีแห่งพรหมลิขิตองค์หนึ่งจะเป็นผู้ปั่นยานแห่งพรหมลิขิต อีกองค์หนึ่งจะเป็นผู้วัดความยาวของยาน และองค์ที่สามจะเป็นผู้ถือตะไกรไว้สำหรับตัดยาน หรือเป็นผู้นำความตายหรือความสิ้นสุดมาสู่ผู้นั้น แต่ในภาพเขียนของรูเบนส์ไม่ได้เขียนตะไกรสำหรับตัดยานในภาพซึ่งเท่ากับเป็นการเน้นถึงความมีอภิสิทธิ์และความเป็นอมตะของพระองค์[34] ภาพสุดท้ายของภาพชุดนี้ประสานกับหัวเรื่องของภาพทั้งชุดที่เน้นความเป็นอมตะของพระองค์ ที่เป็นภาพของพระราชินีมารีทรงลอยขึ้นไปเป็นพระราชินีแห่งสรวงสวรรค์หลังจากที่ทรงประสบความสำเร็จในชีวิตในโลกมนุษย์ เพื่อไปเป็นผู้มีชื่อเสียงอันไม่มีที่สิ้นสุด[35]
การตีความหมายในตอนแรกกล่าวว่าการมีเทพีจูโนในภาพเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของเทพีแห่งการกำเนิด แต่ต่อมาก็มีผู้เสนอว่ารูเบนส์ใช้เทพีจูโน เป็นตัวแทนของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิเอง ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ ส่วนเทพจูปิเตอร์ก็เป็นอุปมานิทัศน์ของพระเจ้าอองรีที่ 4 ผู้เป็นพระสวามีผู้ทรงมีความสัมพันธ์กับสตรีอื่นๆ นอกไปจากพระอัครมเหสีของพระองค์เอง เช่นเดียวกับเทพจูปิเตอร์ที่มีชายาหลายองค์[35]
“กำเนิดเจ้าหญิง”[แก้]
ภาพที่สองเป็นภาพ “กำเนิดเจ้าหญิง” ซึ่งเป็นภาพการประสูติของเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1573 ภาพนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และอุปมานิทัศน์ ทางมุมซ้ายล่างเป็นยุวเทพสององค์เล่นกับโล่ที่มีตราของสัญลักษณ์ดอกลิลลีของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นนัยว่าสรวงสวรรค์มีความเห็นดีเห็นงามกับพระองค์มาตั้งแต่ประสูติ เทพแห่งแม่น้ำตรงมุมขวาของภาพอาจจะเป็นนัยถึงแม่น้ำอาร์โนที่ไหลผ่านฟลอเรนซ์ที่เป็นเมืองประสูติของพระองค์ กรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์เหนือพระเศียรอาจจะตีความหมายได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอนาคตที่เต็มไปด้วยเกียรติยศและความมั่งคั่งที่จะมาถึงของพระองค์ สิงโตตรงมุมล่างขวาอาจจะเป็นเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความแข็งแกร่งที่จะทรงมี[36] รัศมีรอบพระเศียรไม่ควรจะมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาแต่ควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเทพ[37] แม้ว่าพระองค์จะประสูติในราศีพฤษภ แต่รูเบนส์ใช้สัญลักษณ์ของราศีธนูในภาพนี้ซึ่งอาจจะตีความหมายได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการพิทักษ์อำนาจการเป็นพระราชินี[38]
“การศึกษาของเจ้าหญิง”[แก้]
“การศึกษาของเจ้าหญิง” เป็นภาพของเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิขณะที่กำลังทรงทำการศึกษาเล่าเรียนเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น การศึกษาของพระองค์มีพยานเป็นเทพที่รวมทั้งอพอลโล, อธีนา และเฮอร์มีส อพอลโลเป็นเทพแห่งศิลปะ, อธีนาเป็นเทพแห่งสติปัญญา และ เฮอร์มีสผู้เป็นผู้สื่อสารของพระเจ้าเป็นเทพแห่งความเข้าใจและความคล่องแคล่วในการใช้ภาษา[39] เฮอร์มีสดูเหมือนจะรีบนำของขวัญจากพระเจ้าลงมาประทานให้แก่เจ้าหญิงมารีในภาพ--คทางูไขว้ และเชื่อกันว่าเฮอร์มีสเป็นผู้มอบความสง่าและความงามให้แก่พระองค์ แต่คทางูไขว้ที่ปรากฏในอีกหกภาพเป็นสัญลักษณ์ของสันติสุขและความปรองดอง ซึ่งอาจจะเป็นการพยากรณ์ถึงรัชสมัยอันสงบสุขของพระองค์ที่จะมาถึงก็เป็นได้[40] หรืออาจจะตีความหมายได้ว่าการมีเทพมาเป็นผู้ให้การศึกษาอาจจะเป็นการเตรียมพระองค์ให้ทรงพร้อมที่จะมีความรับผิดชอบต่อพระราชภารกิจที่จะต้องทรงมีในภายภาคหน้า ที่รวมทั้งการที่จะทรงต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคตในฐานะพระราชินีผู้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน[41] ภาพเขียนนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงลักษณะการเขียนแบบบาโรกที่ประสานความสัมพันธ์ระหว่างโลกของเทพและมนุษย์ในภาพที่มีลักษณะเป็นนาฏกรรมไปด้วยในขณะเดียวกัน[42] เทพในภาพมิได้เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์ที่อ้างถึงอย่างลอยๆ แต่ยังมีบทบาทในภาพในการให้การศึกษาแก่พระองค์โดยตรงด้วย เทพีองค์อื่นๆ ในภาพก็มีเทพีแห่งคุณธรรมสามองค์ -- เทพีอกลาเอีย (ความงาม), เทพียูโฟรเซเน และเทพีธาเลียที่ยืนอยู่กลางภาพผู้ที่เป็นผู้ประทานความงามแก่พระองค์[39]
“การแสดงพระฉายาลักษณ์ต่อพระเจ้าอองรี”[แก้]
การที่จะซาบซึ้งถึงคุณค่าของภาพ “การแสดงพระฉายาลักษณ์ต่อพระเจ้าอองรี” และภาพอื่นๆ ในชุดนี้ทั้งชุด ผู้ชมต้องมีความเข้าใจถึงพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ว่าในช่วงเวลาที่รูเบนส์เขียนภาพชุดนี้เป็นสมัยความเชื่อในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นสมัยที่ถือกันว่าพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์เป็นผู้มีอภิสิทธิ์และมีฐานะเหนือมนุษย์เดินดิน ฉะนั้นตั้งแต่พระราชินีมารี เดอ เมดิชิประสูติพระองค์ก็ทรงดำรงชีวิตที่แตกต่างไปจากสามัญชนอื่นๆ มาโดยตลอด การเขียนภาพที่ประกอบด้วยเทพเจ้ากรีกโรมันและการใช้อุปมานิทัศน์ในความเป็นเทพของรูเบนส์จึงเป็นการแสดงสนับสนุนพื้นฐานของปรัชญาดังกล่าวที่ว่านี้อย่างเด่นชัด[43]
เช่นเดียวกันทามิโนตัวละครในอุปรากร “The Magic Flute” พระเจ้าอองรีที่ 4 ทรงตกหลุมรักเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ ในภาพไฮเมนัยออสเทพเจ้าแห่งการแต่งงานและคิวปิดเทพเจ้าแห่งความรักเป็นผู้ถือภาพของเจ้าหญิงมารีต่อพระพักตร์ของพระเจ้าอองรีผู้ที่จะมาเป็นพระสวามี ขณะที่เทพจูปิเตอร์และเทพีจูโนนั่งอยู่บนก้อนเมฆมองลงมายังพระเจ้าอองรี ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นการเสกสมรสที่เป็นที่เห็นพ้องและชื่นชมโดยเทพ[44] ขณะที่บุคลาธิษฐานของฝรั่งเศสใส่หมวกเหล็กแตะพระพาหาของพระเจ้าอองรีเป็นการแสดงการสนับสนุนและชื่นชมกับภาพของบุคคลที่จะมาเป็นพระราชินีในอนาคตร่วมกับพระองค์[43] รูเบนส์แสดงบุคลาธิษฐานของฝรั่งเศสที่เป็นเอกเพศหลายครั้งในภาพเขียนชุดนี้ ในภาพนี้ฝรั่งเศสเป็นได้ทั้งชายและหญิงในขณะเดียวกัน ท่าทางอันใกล้ชิดระหว่างฝรั่งเศสกับพระเจ้าอองรีอาจจะเป็นนัยถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าอองรีกับราชอาณาจักรฝรั่งเศส ท่าทางเช่นนี้มักจะเป็นท่าที่ใช้ระหว่างชายต่อชายด้วยกันในการบอกความลับให้แก่กัน แต่การแต่งตัวของบุคลาธิษฐานที่ส่วนบนของร่างกายเป็นสตรีที่เผยให้เห็นหน้าอกและการห่มผ้าก็เป็นไปในลักษณะของการห่มแบบคลาสสิก แต่ส่วนล่างโดยเฉพาะต้นขาที่เผยให้เห็นและรองเท้าบูทแบบโรมันแสดงถึงความเป็นชาย ที่เป็นสัญญาณของความแข็งแกร่งอย่างบุรุษที่แสดงให้เห็นจากท่อนขาด้านล่าง[45] ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งฝรั่งเศสและพระเจ้าอองรีชี้ให้เห็นว่าไม่แต่เทพเจ้าเท่านั้นที่ชื่นชมกับการเสกสมรสที่จะเกิดขึ้น แต่ยังมาจากการชื่นชมมาจากไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินด้วย
ระหว่างการเจรจาต่อรองรายละเอียดในการเสกสมรสของเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิ และพระเจ้าอองรีที่ 4 ก็ได้มีการส่งภาพแลกเปลี่ยนกันอีกหลายภาพระหว่างทั้งสองพระองค์ พระเจ้าอองรีทรงพอพระทัยกับพระสิริโฉมของเจ้าหญิงมารีและเมื่อทรงได้พบพระองค์จริงพระองค์ก็ทรงยิ่งมีความประทับพระทัยยิ่งกว่าพระฉายาลักษณ์ที่ได้ทอดพระเนตรมาก่อน การเสกสมรสเป็นที่ชื่นชอบของทุกฝ่ายรวมทั้งพระสันตะปาปา, ตระกูลเมดิชิ และขุนนางผู้มีอำนาจในฟลอเรนซ์ ผู้ที่ได้พยายามอยู่เป็นเวลานานในการหว่านล้อมพระเจ้าอองรีทรงเห็นถึงประโยชน์ที่จะทรงได้รับจากการประสานสัมพันธ์ครั้งนี้[46] ทั้งสองพระองค์ทรงเสกสมรสโดยฉันทะเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1600[47]
“การเสกสมรสโดยฉันทะระหว่างเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิและพระเจ้าอองรี”[แก้]
ภาพนี้เป็นภาพพิธีการเสกสมรสโดยฉันทะของเจ้าหญิงมารี เดอ เมดิชิกับพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสพระเจ้าอองรีที่ 4 ที่เกิดขึ้นที่มหาวิหารฟลอเรนซ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1606 โดยมีคาร์ดินัลเปียโตร อัลโดบรันดินิเป็นผู้ทำพิธี โดยมีพระปิตุลาของเจ้าหญิงมารีเฟอร์ดินันโดที่ 1 เดอ เมดิชิ แกรนด์ดยุกแห่งทัสเคนี เป็นผู้แทนพระองค์ในพระเจ้าอองรีที่ 4 ในภาพนี้แกรนด์ดยุกสวมพระธำมรงค์ให้แก่เจ้าหญิงมารี บุคคลอื่นๆ ที่ปรากฏในภาพสามารถบอกได้ว่าใครเป็นใครรวมทั้งตัวรูเบนส์เองที่เข้าร่วมพิธีดังว่าที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้าที่จะเขียนภาพในฐานะของผู้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลกอนซาการะหว่างที่พำนักอยู่ในอิตาลี รูเบนส์ในภาพที่ดูเป็นหนุ่มยืนถือกางเขนอยู่ข้างหลังเจ้าสาวและหันมองตรงมายังผู้ชมภาพ แต่ตามความเป็นจริงแล้วก็ยากที่จะเป็นไปได้ว่าขณะนั้นรูเบนส์จะมีความสำคัญพอที่ปรากฏตัวอยู่ในภาพในฐานะที่เด่นดังที่วาดในภาพ ผู้ที่ร่วมในงานเสกสมรสก็ได้แก่คริสตีนแห่งลอร์แรน แกรนด์ดัชเชสแห่งทัสเคนีและพระขนิษฐาเอเลนอรา ดัชเชสแห่งมานทัว และคณะผู้ร่วมเดินทางของฝรั่งเศสที่รวมทั้งมาร์ควิสเดอซิเลยีผู้เป็นผู้เจรจาข้อตกลงในการเสกสมรส ภาพนี้ก็เช่นเดียวกับภาพอื่นใน “ภาพชุดพระราชินีมารี” ที่รูเบนส์รวมเทพเข้าในภาพด้วย: ไฮเมนัยออส เทพแห่งการแต่งงานที่สวมมงกุฎดอกกุหลาบที่ถือชายพระภูษาของเจ้าหญิงมารีในมือหนึ่งและในอีกมือหนึ่งถือคบเพลิงแห่งการสมรส[48] พิธีเกิดขึ้นภายใต้ประติมากรรมของพระเจ้าผู้ทรงโทมนัสกับร่างอันไร้ชีวิตของพระเยซูที่เป็นนัยถึงประติมากรรมปีเอต้าโดยบาร์โทโลเมโอ บันดิเนลลิ
“การขึ้นฝั่งที่มาร์เซย์”[แก้]
ตามปกติแล้วเหตุการณ์เช่นนี้ก็มิได้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นแต่อย่างใด แต่รูเบนส์ก็สามารถทำให้ภาพของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิเมื่อเสด็จโดยทางชลมารคมาถึงเมืองท่างมาร์เซย์ของฝรั่งเศสหลังจากที่ทรงเสกสมรสโดยฉันทะกับพระเจ้าอองรีที่ 4 ที่ฟลอเรนซ์แล้วให้เป็นภาพที่น่าสนใจกว่าความเป็นจริงได้อย่างน่าประทับใจ รูเบนส์แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าสามารถสร้างเหตุการณ์พื้นๆ ให้กลายเป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่น่าประทับใจได้ ภาพนี้เป็นภาพที่พระราชินีมารีกำลังเสด็จพระราชดำเนินลงจากสะพานเรือพระที่นั่ง ตามความเป็นจริงแล้วทรงดำเนินขึ้นและการเขียนให้ดำเนินลงทำให้สร้างการจัดองค์ประกอบของภาพให้เป็นสามเหลี่ยมได้ พระราชินีมารีเสด็จลงพร้อมกับคริสตีนแห่งลอร์แรน แกรนด์ดัชเชสแห่งทัสเคนีและพระขนิษฐาเอเลนอรา ดัชเชสแห่งมานทัว เข้าไปสู่การต้อนรับด้วยความปิติของบุคลาธิษฐานแห่งฝรั่งเศสผู้สวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินประด้วยสัญลักษณ์ดอกลิลลีของฝรั่งเศสผู้อ้าแขนรับพระราชินีองค์ใหม่เข้าสู่อ้อมอกของประเทศใหม่ โดยมีพระมาตุฉาคริสตีนแห่งลอร์แรนและพระขนิษฐาขนาบสองข้างพระองค์ ขณะที่มีเทพล่องลอยเป่าแตรทรัมเป็ตสองแตรอยู่เหนือพระเศียร ด้านล่างของภาพเป็นเทพเนปจูนและนางพรายทะเลผุดขึ้นมาจากทะเลหลังจากที่ได้พิทักษ์พระองค์ในการเดินทางอันยาวนานมาจนมาถึงมาร์เซย์ได้โดยปลอดภัย รูเบนส์ใช้ความมีฝีมือในการสร้างฉากที่รวมทั้งสวรรค์และโลก และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และอุปมานิทัศน์ได้อย่างมีอรรถรสแก่สายตาของผู้ดูอย่างไม่มีที่ติ[49] นอกจากนั้นแล้วสิ่งอื่นในภาพ “การขึ้นฝั่งที่มาร์เซย์” ก็ได้แก่ตราประจำตระกูลเมดิชิอยู่เหนือโค้งประทุนตรงมุมซ้ายบนของภาพ และอัศวินแห่งมอลตาแต่งตัวเต็มยศยืนสังเกตการณ์อยู่บนเรือข้างประทุน
โรเจอร์ อาแวร์เมเอ็ตเตนักเขียนชีวประวัติของรูเบนส์ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพนี้ว่า:
|
||
| — โรเจอร์ อาแวร์เมเอ็ตเต[50] | ||
รูเบนส์จัดวางองค์ประกอบของภาพได้อย่างเหมาะเจาะโดยสามารถสร้างความสมดุลระหว่างส่วนของภาพที่เกี่ยวกับเทพและส่วนที่เป็นโลกมนุษย์[43]
“การพบปะระหว่างพระราชินีมารีและพระเจ้าอองรีที่ลิออง”[แก้]
ภาพนี้ใช้อุปมานิทัศน์ของเทพในการแสดงการพบปะกันเป็นครั้งแรกระหว่างพระราชินีมารีและพระเจ้าอองรีที่เกิดขึ้นหลังจากการเสกสมรสโดยฉันทะที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในฟลอเรนซ์ ตอนบนของภาพเป็นภาพพระราชินีมารีและพระเจ้าอองรีในรูปของเทพีจูโนและเทพจูปิเตอร์ โดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ตามธรรมเนียมที่บ่งถึงเทพแต่ละองค์ พระราชินีมารีทรงเป็นเทพีจูโน (กรีก เทพีเฮรา) ประทับบนราชรถที่มีนกยูงเป็นสัญลักษณ์ และพระเจ้าอองรีทรงเป็นเทพจูปิเตอร์ (กรีก ซูส) ทรงถือสายฟ้าในพระกรซ้ายและเหยี่ยวใต้พระชานุ ทั้งสองพระองค์ประสานพระหัตถ์ขวาเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าทรงคู่สามีภรรยากัน ฉลองพระองค์ของทั้งสองพระองค์เป็นแบบคลาสสิกซึ่งเป็นการเหมาะกับองค์ประกอบอื่นๆ ในภาพ เหนือพระเศียรเป็นเทพไฮเมนัยออสผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการสมรส สายรุ้งบนมุมซ้ายตอนบนเป็นสัญลักษณ์ของความปรองดองกันและความสันติสุข ด้านล่างซ้ายของภาพเป็นเมืองลิยงในฝรั่งเศสที่ดูจากซ้ายไปขวาจะเป็นภูมิทัศน์ของเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขา กลางภาพด้านหน้าล่างเป็นราชรถลากด้วยสิงโตสองตัว (คำว่าสิงโตในภาษาฝรั่งเศสพ้องกับชื่อเมืองลิยง (Lyon)) ราชรถขับโดยบุคลาธิษฐานผู้สวมมงกุฎของเมืองลิยงผู้ชายตาขึ้นไปยังสองพระองค์ที่นั่งลอยอยู่ตอนบนของภาพ รูเบนส์ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกเทพที่ใช้แทนพระองค์พระเจ้าอองรีในการพบปะกันครั้งแรกระหว่างสองพระองค์ เพื่อที่จะไม่ให้เป็นการแสดงการหมิ่นพระบรมราชานุภาพของพระเจ้าอองรี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการแฝงนัยที่ต้องการจะสื่อถึงคุณลักษณะของพระองค์ได้ เพราะเชื่อกันว่าพระเจ้าอองรีทรงมีความสัมพันธ์กับสตรีอยู่คนหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกับที่ไปทรงเสกสมรสกับพระราชินีมารี ซึ่งทำให้การเสด็จมาพบพระราชินีมารีต้องล่าไปเกือบหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่พระราชินีเสด็จมาถึงฝรั่งเศสแล้ว การใช้เทพจูปิเตอร์เป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ก็เป็นการให้นัยว่าทรงเป็นชายหลายใจเช่นเดียวกับเทพจูปิเตอร์ผู้มีชายาหลายองค์แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงฐานะอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์ตามความหมายของเทพทั้งสองที่ใช้[51]
“การกำเนิดของมกุฎราชกุมารที่ฟงแตนโบล”[แก้]
ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงการให้กำเนิดพระราชโอรสองค์แรก--โดแฟงหลุยส์--ที่พระราชวังฟงแตนโบลของพระราชินีมารี รูเบนส์วางรูปให้สื่อความสันติสุขทางการเมือง[52] การกำเนิดของรัชทายาทองค์แรกเป็นเหตุการณ์อันสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นการมีผู้สืบราชบัลลังก์ที่แน่นอน รัชทายาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดโดยเฉพาะสำหรับพระเจ้าอองรีเพราะเป็นการแสดงความเป็นบุรุษเต็มตัวของพระองค์และเป็นการยุติความล้มเหลวของการไม่ทรงมีรัชทายาทกับพระอัครมเหสีก่อนหน้านั้น [53] คำว่า “Dauphin” (มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส) ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “โลมา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้านาย นอกจากนั้นการมีความสัมพันธ์กับสตรีหลายคนของพระเจ้าอองรีทำให้เป็นปัญหาต่อการมีรัชทายาทที่ถูกต้อง ที่ทำให้ถึงกับมีข่าวลือกันว่าศิลปินประจำราชสำนักพยายามหาวิธีแก้ภาพพจน์ในสายตาของสาธารณชนของพระองค์ให้ดีขึ้น โดยใช้วิธีเช่นแสดงพระราชินีมารีให้เป็นเทพีจูโน หรือเทพีมิเนอร์วา การใช้เทพีจูโนแทนพระราชินีก็เท่ากับเป็นนัยว่าพระเจ้าอองรีคือเทพจูปิเตอร์ผู้ที่ทรงกลายเป็นผู้อยู่กับเรือนหลังจากการเสกสมรสแล้ว ส่วนการใช้เทพีมิเนอร์วาในการเป็นบุคลาธิษฐานก็เพื่อเป็นการแสดงถึงความสามารถในการยุทธการของพระสวามีและพระราชินีมารีเอง[54] ในฐานะที่เป็นจิตรกรเฟล็มมิชรูเบนส์ก็ต้องวาดภาพสุนัขเข้าไปด้วยในรูปเพื่อเป็นนัยถึงความจงรัก/ซื่อสัตย์ต่อกันของคู่สามีภรรยา (Fidelity in marriage) นอกจากจะเป็นภาพที่สื่อความสันติสุขทางการเมืองแล้ว รูเบนส์ก็ยังใช้บุคลาธิษฐานของเทพีแห่งความยุติธรรม--เทพีแอสเทรีย การเสด็จของแอสเทรียมายังโลกมนุษย์ก็เท่ากับเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องทางด้านความยุติธรรมของฝรั่งเศสจากการกำเนิดของผู้ที่จะมาเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ ในภาพเจ้าชายหลุยส์ทรงได้รับการเลี้ยงดูโดยเทพีเธมิส เป็นสัญลักษณ์ว่าเจ้าชายหลุยส์ทรงมีสิทธิโดยการกำเนิดในการเป็นพระมหากษัตริย์ในวันข้างหน้า ติดกับทารกเป็นงูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมีพระสุขภาพพลานามัยดี[55] ขณะเดียวกันพระราชินีมารีก็ทรงชายพระเนตรไปยังพระราชโอรสในอ้อมอกของเทพเมอร์คิวรีทางด้านขวาของภาพด้วยความชื่นชม ทางด้านซ้ายของภาพเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ก็แนบกรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์ข้างพระกรขวา ซึ่งเป็นอุปมานิทัศน์ของความอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางสิ่งที่หลั่งไหลออกมาจากกรวยก็มีพระเศียรของพระราชโอรสธิดาองค์อื่นๆ ที่จะมาถือกำเนิดต่อจากเจ้าชายหลุยส์รวมอยู่ด้วย[56]
“การมอบให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”[แก้]
ในการเขียน “ภาพชุดพระราชินีมารี” ทุกภาพรูเบนส์ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกสิ่งที่จะใช้เป็นองค์ประกอบในภาพเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการหมิ่นพระบรมราชานุภาพของทั้งพระราชินีมารี และพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 พระราชโอรส โดยเฉพาะในภาพที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างทั้งสองพระองค์ที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ พระราชินีมารีทรงจ้างให้เขียนภาพที่มีพระราชประสงค์ที่แสดงความเป็นจริงเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ ซึ่งรูเบนส์ก็ต้องหากลวิธีในการแสดง “ความเป็นจริง” อย่างมีไหวพริบ แต่บางครั้ง “อภิสิทธิ์ของศิลปิน” (artistic license) ของรูเบนส์ก็ต้องถูกจำกัดลงไปบ้าง เพื่อที่จะแสดงภาพของพระราชินีมารีในบรรยากาศที่เหมาะที่ควรทางการเมือง ในภาพ “การมอบให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” พระสวามีพระเจ้าอองรีที่ 4 พระราชทานอำนาจในการเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของฝรั่งเศส และในการดูแลมกุฎราชกุมารไม่นานก่อนที่จะเสด็จไปรณรงค์ และในที่สุดก็เสด็จสวรรคต
เหตุการณ์ในภาพนี้เกิดขึ้นในฉากที่ใหญ่โตของสถาปัตยกรรมแบบอิตาลี บุคลาธิษฐานของ “ความรอบคอบ” ทางขวาของพระราชินีมารีไม่มีงูเป็นสัญลักษณ์ตามปกติ ซึ่งถ้ามีก็อาจจะทำให้เป็นนัยยะถึงข่าวลือที่ว่าพระองค์ทรงมีส่วนในการคบคิดในการปลงพระชนม์พระสวามี ความมีประสิทธิภาพของการวางองค์ประกอบของภาพในกรณีที่ว่านี้จึงจำต้องลดถอยลงไปบ้าง เพื่อที่จะพยายามเลี่ยงการสร้างความเสียหายให้แก่ภาพพจน์ของพระองค์ สิ่งอื่นที่รูเบนส์ต้องแก้คือเทพีมอยเร หรือ เทพีแห่งพรหมลิขิตสามองค์ที่เดิมอยู่ทางด้านหลังพระเจ้าอองรีทางด้านซ้ายของภาพ ที่เป็นนัยยะในการมาบ่งพรหมลิขิตของพระองค์ว่าจะต้องเข้าร่วมในการรณรงค์และจะทรงเสียชีวิตในที่สุด รูเบนส์ถูกบังคับให้เปลี่ยนจากภาพเทพีแห่งพรหมลิขิตไปเป็นทหารสามคนแทนที่[57]
สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งในภาพนี้คือลูกโลก (orb) ที่พระเจ้าอองรีถวายพระราชินีมารีที่เป็นสัญลักษณ์ของ “อำนาจอันเหนือทุกสิ่งทุกอย่างของราชอาณาจักร” [58] ลูกโลกเป็นทั้งนัยยะถึง “orbis terrarum” (ลูกโลกของโรมัน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจของจักรพรรดิโรมัน ซึ่งเมื่อใช้ในภาพนี้ก็เป็นการแสดงนัยยะถึงอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศส[59] รูเบนส์เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ “ลูกโลกแห่งอำนาจ” และใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาพนี้ และผู้ที่เป็นผู้เสนอให้ใช้ลูกโลกในภาพชุดนี้คือพระราชินีมารี และที่ปรึกษาของพระองค์เอง เพื่อเป็นการเพิ่มความหมายในทางอุปมานิทัศน์ และเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระองค์[60]
“พระบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์”[แก้]
“พระบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์” เป็นหนึ่งในภาพเพียงสองสามภาพในภาพเขียนชุดนี้ที่แทบจะไม่มีเทพจากตำนานเทพเจ้ากรีก/โรมันเป็นองค์ประกอบเช่นในภาพอื่นๆ ภาพเขียนภาพนี้เป็นภาพเขียนภาพสุดท้ายทางด้านเหนือของกำแพงด้านตะวันตกซึ่งเป็นการสิ้นสุดของความช่วยเหลือจากทวยเทพในการเตรียมพระองค์สำหรับเหตุการณ์สำคัญและพระราชภารกิจที่จะเกิดขึ้นและจะทรงรับผิดชอบ[42] และเป็นภาพหนึ่งในสองภาพที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเข้ามาในระเบียงภาพจากทางมุมตะวันออกเฉียงไต้ รูเบนส์สร้างฉาก “พระบรมราชาภิเษก” ให้มองมาจากที่ไกลโดยการเน้นด้วยการใช้สีแดง เช่นเสื้อคลุมสีแดงสดของคาร์ดินัลทางด้านขวาสุดของภาพ นอกจากนั้นการเน้นสีแดงทำให้ภาพนี้มีความต่อเนื่องกับภาพ “การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีที่ 4 และการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ” ต่อมา[27]
ภาพนี้เป็นพระราชินีมารีในพิธีพระบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารแซงต์เดอนีส์ในปารีส ภาพนี้และภาพ “การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีที่ 4 และการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ” ถือกันว่าเป็นภาพเอกของภาพชุดนี้ ทั้งสองภาพแสดงภาพเมื่อพระราชินีมารีทรงรับ “ลูกโลกแห่งอำนาจ” โดยมีคาร์ดินัลกองดีและคาร์ดินัลดูซูร์ดีส์เป็นผู้นำพระองค์ไปยังแท่นบูชา และมายืนพร้อมกับมองซิเออร์เดอซูวรท์และมองซิเออร์เบอทูน ผู้ทำพิธีคือคาร์ดินัลโฌเยิซ (Joyeuse) ผู้ติดตามพระราชินีก็ได้แก่เจ้าชายรัชทายาท, เจ้าชายแห่งคองตีผู้สวมมงกุฎ, ดยุกแห่งวองทาดูร์ผู้ถือคทา, และเชวาลิเยร์แห่งแวงโดมผู้ถือสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม เจ้าชายแห่งคองตีและดัชเชสแห่งมงต์แปงซิเยร์ถือชายฉลองพระองค์คลุม พระเจ้าอองรีผู้เสด็จสวรรคตไปแล้วทรงถูกแยกจากกลุ่มคนกลางภาพไปอยู่บนระเบียงในฉากหลังของภาพ พระองค์ทรงฉลองพระองค์ดำและทอดพระเนตรลงมายังการสวมมงกุฎของพระอัครมเหสีราวกับจะเป็นการเห็นด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ที่มาชมเหตุการณ์อยู่ข้างล่างต่างก็ยกมือขึ้นเพื่อถวายพระพร ด้านบนเป็นบุคลาธิษฐานของเทพีอบันดันเชียหรือเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และเทพีวิคตอเรียหรือเทพีแห่งชัยชนะให้พรของความอุดมสมบูรณ์และความสันติสุขอยู่เหนือพระเศียรของพระราชินี[61] เทพเทพีวิคตอเรียโปรยเหรียญทองของเทพจูปิเตอร์[62] นอกจากนั้นแล้วตรงมุมขวาล่างก็ยังมีสุนัขของพระองค์อีกสองตัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี
รูเบนส์ใช้ลูกโลกประดับกางเขนสีน้ำเงินที่ตกแต่งด้วยดอกลิลีทองที่เป็นงานฝีมือของกิโยม ดูเพรส์ที่สร้างในปี ค.ศ. 1610 เมื่อพระราชินีมารีทรงขอให้ทำ เทพแทนพระองค์เป็นเทพีมิเนอร์วาและแทนเจ้าชายหลุยส์เป็นอพอลโล[63] สัญลักษณ์เป็นการสื่อความหมายว่าทรงเป็นผู้มีอำนาจในการชี้ทางให้แก่พระราชโอรสผู้ต่อไปจะเป็นพระมหากษัตริย์ในภายภาคหน้า[63]
“การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีและการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ”[แก้]
ภาพนี้บางทีก็เรียกว่า “การเป็นเทพของพระเจ้าอองรี” และภาพ “การประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ” ซึ่งเดิมรูเบนส์จัดเป็นสามรูป[64] อีกสองภาพมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกัน และเป็นภาพที่อยู่กลางระหว่างสองภาพที่ทำให้มีลักษณะคล้ายกับบานพับภาพที่ใช้ตกแต่งที่ประทับของพระราชินีมารี เดอ เมดิชิในพระราชวังลักเซมเบิร์ก
ภาพเขียนนี้มีสองหัวเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน หัวเรื่องหนึ่งเป็นการยกพระเจ้าอองรีที่ 4 ผู้ทรงถูกปลงพระชนม์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1610 ขึ้นสวรรค์ การปลงพระชนม์เป็นผลให้พระราชินีมารี เดอ เมดิชิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระราชโอรสทันที[65] ซึ่งเป็นหัวเรื่องที่สองที่พระราชินีมารีทรงได้รับมงกุฎ
ทางด้านซ้ายของภาพเป็นเทพจูปิเตอร์ และเทพแซทเทิร์นประคองพระเจ้าอองรีผู้ทรงถูกปลงพระชนม์ในรูปของบุคลาธิษฐานของจักรพรรดิโรมันขึ้นไปยังยอดเขาโอลิมปัสอันเป็นที่ประทับของทวยเทพต่างๆ[66] ภาพนี้ก็เช่นเดียวกับภาพอื่นๆ ของรูเบนส์ที่ใช้อุปมานิทัศน์ เทพในภาพเป็นเทพที่รูเบนส์เลือกเพื่อแสดงความหมายที่ต้องการ เทพจูปิเตอร์เป็นเทพที่เป็นบุคลาธิษฐานของฐานะของความเป็นเทพของพระองค์ ขณะเดียวกันกับที่เทพแซทเทิร์นผู้เป็นสัญลักษณ์ของความสิ้นสุด ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเป็นมนุษย์ผู้จะต้องมีที่สิ้นสุดของพระองค์[67] หัวเรื่องนี้มามีอิทธิพลต่อจิตรกรผู้อื่นเช่นพอล เซซานน์ (ค.ศ. 1839-ค.ศ. 1906) ต่อมา[68] สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งในภาพนี้คืออุปมานิทัศน์ต่างๆ ของเทพที่รูเบนส์ใช้ส่วนใหญ่มาจากเหรียญกรีกโรมันที่บันทึกระหว่างการติดต่อกับนิโคลาส์-โคลด ฟาบริ เดอ เปเรสค์ผู้เป็นเพื่อนและผู้สะสมงานคลาสสิกคนสำคัญ[66]
ทางด้านขวาของภาพเป็นภาพการขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าอองรีโดยพระราชินีองค์ใหม่ที่ฉลองพระองค์สีหนักเรียบ ที่เหมาะสมกับการเป็นพระราชินีหม้าย พระองค์ประทับอยู่ในกรอบที่เป็นประตูชัยทางมุมขวาบนของภาพ ล้อมรอบด้วยข้าราชสำนักที่รวมทั้งบุคลาธิษฐานของฝรั่งเศสผู้คุกเข่าถวาย “ลูกโลกแห่งอำนาจ” ให้แก่พระองค์ พระราชินีมารีทรงรับ “ลูกโลก” ที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลขณะที่ผู้อื่นในภาพคุกเข่าถวายความเคารพต่อหน้าพระองค์ ภาพนี้เป็นตัวอย่างอันดีของการเขียนภาพที่เลิศลอยกว่าความเป็นจริงในการเขียนภาพชุดนี้ รูเบนส์เน้นความเป็นกษัตริย์ที่พระราชินีมารีทรงได้รับมาอย่างเป็นทางการ แต่ตามความเป็นจริงแล้วพระองค์ทรงได้รับการประกาศให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่วันที่พระราชสวามีถูกปลงพระชนม์[34]
สิ่งที่น่าสังเกตในภาพนี้คืออิทธิพลจากจิตรกรร่วมสมัยของลักษณะการวางภาพของกลุ่มคนทางด้านขวาของภาพ ที่ละม้ายกับการวางองค์ประกอบในภาพ “พระแม่มารีแห่งโรซารี” โดยคาราวัจโจ ซึ่งเป็นภาพที่อาจจะเริ่มเขียนที่โรม และอาจจะเป็นภาพที่มีอิทธิพลต่องานเขียนของรูเบนส์ในการเขียนภาพ “การประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ” เพราะทั้งสองภาพนี้มีลักษณะการวางภาพที่มีความสัมพันธ์กัน[69]
เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสองภาพนี้แล้วก็จะเห็นว่าต่างก็เป็นภาพของสตรีที่ยื่นมือออกไปรับผู้คนรอบข้างผู้ที่เข้ามาแสดงความเคารพ และการใช้อุปมานิทัศน์ ในภาพของรูเบนส์เป็นเทพีมิเนอร์วา, ความรอบคอบ และฝรั่งเศส ในภาพของคาราวัจจิโอเป็นนักบุญโดมินิค, นักบุญปีเตอร์ผู้พลีชีพ และนักบวชโดมินิคันอีกสององค์ สิ่งอื่นที่สำคัญในภาพก็ได้แก่: หางเสือ, ลูกโลก และลูกประคำ[70] สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เชื่อได้ว่ารูเบนส์แสดงความนับถือในความสามารถของคาราวัจโจในฐานะที่เป็นจิตรกรคนสำคัญในยุคนั้น[70]
“องคมนตรีเทพ”[แก้]
ภาพนี้เป็นภาพที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงถึงความสามารถในการปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระราชโอรสของพระราชินีมารี ผู้ทรงสนับสนุนแผนการที่นำมาซึ่งสันติสุขของยุโรปโดยการจัดการเสกสมรสระหว่างพระราชโอรสและธิดาของพระองค์กับราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรป[71]
เนื้อหาของภาพเป็นภาพคิวปิดและเทพีจูโนจับนกพิราบสองตัวเข้าด้วยกันเหนือลูกโลกที่แตกแยก อันเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความสันติสุข[72]พระราชินีมารีมีพระราชประสงค์ที่จะจัดให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 พระราชโอรสเสกสมรสกับอินฟันตาอันนาแห่งสเปน และเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งบูร์บองพระราชธิดากับเจ้าชายฟิลิปแห่งสเปนผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าฟิลิปที่ 4 ซึ่งอาจจะเป็นทำให้สัมพันธมิตรระหว่างฝรั่งเศสและสเปนดีขึ้น[73] สำหรับพระราชินีมารีแล้วการเสกสมรสทั้งสองนี้อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการก็เป็นได้ เพราะความสันติสุขของยุโรปเป็นจุดประสงค์อันมีความสำคัญที่สุดต่อพระองค์[74].
“องคมนตรีเทพ” เป็นภาพที่เข้าใจยากที่สุดในบรรดาภาพต่างๆใน “ภาพชุดพระราชินี” เป็นภาพที่แสดงถึงนโยบายการปกครองอย่างระมัดระวังของพระราชินีมารีระหว่างที่ทรงปกครองราชอาณาจักรในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เช่นในการที่ทรงกำราบการก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร นอกจากนั้นก็ยังเป็นภาพที่มีนัยยะว่าทรงดำเนินนโยบายและรักษาอุดมคติเดียวกันกับพระราชนโยบายของพระสวามีเมื่อยังทรงพระชนม์[75] ฉากของภาพเขียนเป็นฉากที่เกี่ยวกับเทพที่ไม่ได้บ่งว่าเป็นที่หนึ่งที่ใดโดยเฉพาะ โดยใช้เทพเจ้าหลายองค์จากตำนานเทพกรีกโรมัน ทั้งการใช้เทพจำนวนมากและฉากที่เป็นฉากที่ไม่ได้ระบุแหล่งทำให้เป็นการยากต่อการตีความหมาย เทพจากตำนานเทพกรีกโรมันที่อยู่ในภาพนี้ก็ได้แก่เทพอพอลโล และเทพพาลลัส ผู้มาต่อสู้สิ่งที่ชั่วร้ายต่างๆ ที่รวมทั้งความขัดแย้ง, ความเกลียดชัง, ความโกรธ และความอิจฉา, เทพเนปจูน, เทพพลูโต, เทพแซทเทิร์น, เทพเฮอร์มีส, เทพแพน, เทพีฟลอรา, เทพีเฮบี, เทพีวีนัส, เทพมาร์ส, เทพซูส, เทพีเฮรา, คิวปิด, และ เทพีไดแอนนา[76]
“การสงครามและชัยชนะต่อชูลิเยร์”[แก้]
“การสงครามและชัยชนะที่ชูลิเยร์” หรือ “การสงครามและชัยชนะที่เยอลิค” เป็นภาพเดียวที่แสดงพระราชกรณียกิจในด้านการสงครามที่พระราชินีมารีทรงมีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างสมัยที่ทรงปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นการคืนชูลิเยร์ (หรือเยอลิคในภาษาเยอรมัน) ให้แก่เจ้าชายโปรเตสแตนต์[77] เพราะตำแหน่งที่ตั้งที่ข้ามจากแม่น้ำรูห์ (Ruhr) ชูลิเยร์จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อฝรั่งเศส และการได้รับชัยชนะครั้งนี้ก็เป็นหัวเรื่องที่รูเบนส์นำมาสรรเสริญในรูปของภาพเขียน ฉากนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เป็นการเทิดทูนชัยชนะและความเป็นวีรสตรีของพระองค์[77] พระราชินีมารี เดอ เมดิชิทรงม้าโดยทรงถือคทาในพระหัตถ์ขวา[78] ทางด้านบนของภาพเป็นเทพีแห่งชัยชนะ เทพีวิคตอเรียถือมงกุฎใบลอเรลที่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะลอยอยู่เหนือพระเศียร นอกจากนั้นก็ยังมีราชอินทรี (imperial eagle) บินอยู่ในฉากหลังไกลออกไป[77] อินทรีทำให้นกที่อ่อนแออื่นๆ บินหนีไปหมด[78] ทางขวาของพระราชินีมีร่างสตรีเคียงข้างที่เดิมเชื่อกันว่าเป็นบุคลาธิษฐานของความอดทน (Fortitude) เพราะมีสัญลักษณ์สิงโตอยู่เคียงข้าง แต่อันที่จริงแล้วเป็นบุคลาธิษฐานของความยิ่งใหญ่ (Magnanimity) หรือ ที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ความเผื่อแผ่” ที่เห็นได้จากของมีค่าที่ถืออยู่ในมือซ้าย ของมีค่าสิ่งหนึ่งที่ถือคือสายไข่มุกที่พระราชินีมารีทรงโปรดปราน[78] อีกความหมายหนึ่งที่มีผู้ให้ความเห็นคือเป็นบุคลาธิษฐานของออสเตรียพร้อมกับสิงโต[77] รูปสัญลักษณ์อื่นๆ ก็มี “ความมีชื่อเสียง” ที่อยู่ทางด้านขวาของภาพที่กำลังเป่าทรัมเป็ตแรงจนออกมาเป็นควัน[78] พระราชินีมารีทรงม้าขาวและทรงเครื่องแต่งกายอย่างหรูหราที่แสดงถึงความมีชัยหลังจากชูลิเยร์ล่ม ชัยชนะครั้งนี้ก็เท่ากับเป็นการแสดงพระองค์ว่าทรงเป็นผู้มีความสามารถในด้านการศึกสงครามเช่นเดียวกับพระสวามีผู้เสด็จสวรรคตไปแล้ว[79]
“การแลกเปลี่ยนเจ้าหญิงที่พรมแดนสเปน”[แก้]
“การแลกเปลี่ยนเจ้าหญิงที่พรมแดนสเปน” เป็นการฉลองการเสกสมรสคู่ระหว่างอินฟันตาอันนาแห่งสเปนแห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก กับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งราชวงศ์บูร์บอง และ ระหว่างพระขนิษฐาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13--เอลิซาเบธแห่งบูร์บองกับพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งสเปนแห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1615
ในภาพบุคลาธิษฐานฝรั่งเศส (ทางขวาของภาพ) และ บุคลาธิษฐานสเปน (ทางซ้ายของภาพ) ประคองส่งตัวและรับตัวเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ โดยมียุวเทพที่อาจจะเป็นเทพไฮเมนัยออสช่วย ตอนบนของภาพทางริมซ้ายและทางริมขวาเป็นยุวเทพสององค์แหวกม่านถือคบเพลิงแห่งการแต่งงานของเทพไฮเมนัยออส ขณะที่เทพเซไฟรัสผู้เป็นเทพเจ้าแห่งลมตะวันตกทางซ้ายของภาพเหนือบุคลาธิษฐานสเปนเป่าไออุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิและโปรยกลีบกุหลาบ รอบๆ เป็นยุวเทพบินอยู่อย่างร่าเริงล้อมรอบเฟลิทาส พับลิคาผู้ถือคทางูไขว้และโปรยทองลงมาจากกรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้านล่างของภาพเป็นแม่น้ำอันเดย์ที่มีทวยเทพที่มาถวายพระพรลอยตัวอยู่ เทพแห่งแม่น้ำอันเดย์กอดไห (มุมล่างซ้าย), นิมฟ์น้ำ (มุมล่างซ้าย) สวมมงกุฎยื่นสร้อยไข่มุกและปะการังให้เป็นของขวัญ ขณะที่ไทรทันเป่าหอยเพื่อเป็นการฉลองโอกาส[80]การเสกสมรส ซึ่งเป็นการพยายามสมานความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสเปนที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำบิดาสโซอาระหว่างพรมแดนฝรั่งเศสและสเปน ในภาพเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ทรงประสานพระหัตถ์ขวาเข้าด้วยกันระหว่างบุคลาธิษฐานของฝรั่งเศสและสเปน บุคลาธิษฐานของสเปนสวมหมวกเกราะที่มีสิงโตอยู่ตอนบนทางด้านซ้ายของภาพ ขณะที่บุคลาธิษฐานของฝรั่งเศสทางขวาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่มีสัญลักษณ์ดอกลิลลีทองของฝรั่งเศส[81] อินฟันตาอันนาแห่งสเปนผู้ขณะนั้นมีพระชนมายุ 14 พรรษาทรงหันพระขนองให้กับบุคลาธิษฐานของสเปนราวกับจะเป็นนัยยะว่าจะทรงทิ้งสเปนเพื่อเสด็จไปยังฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศของพระสวามี ส่วนบุคลาธิษฐานของสเปนก็เอื้อมมือไปแตะพระอังสาซ้ายของเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งบูร์บองผู้มีพระชนมายุ 13 พรรษาเพื่อเป็นการต้อนรับเข้าสู่สเปน[82]
“ความผาสุกของรัชสมัยการปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการ”[แก้]
ภาพนี้โดยเฉพาะของ “ภาพชุดพระราชินี” เป็นภาพที่ควรค่าแก่ความสนใจตรงที่เป็นภาพที่ใช้วิธีเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ภาพอื่นเขียนในห้องเขียนภาพของรูเบนส์ที่อันท์เวิร์พ แต่ภาพ “ความผาสุก” ออกแบบและเขียนทั้งหมดโดยรูเบนส์ที่พระราชวังเพื่อแทนภาพเดิมที่เขียนในปี ค.ศ. 1617 ที่เป็นภาพที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่างๆ หัวเรื่องของภาพเป็นการแสดงการขับพระราชินีมารีออกจากปารีส โดยพระเจ้าหลุยส์พระราชโอรสของพระองค์เอง ภาพนี้เขียนเสร็จในปี ค.ศ. 1625 และเป็นภาพสุดท้ายของภาพเขียนชุดนี้ในด้านการลำดับเหตุการณ์[83]
ในภาพนี้พระราชินีมารีเองทรงเป็นบุคลาธิษฐานของความยุติธรรมขนาบด้วยเทพเจ้ากรีกโรมันต่างๆ ที่รวมทั้งคิวปิด, เทพีมิเนอร์วา, เทพแห่งความรอบคอบ, เทพีอบันดันเชีย, เทพแซทเทิร์น และเทพแห่งความมีชื่อเสียงเทพเฟมสององค์ แต่ละองค์ก็มีสัญลักษณ์ประจำตัวที่นำมามอบแก่พระราชินีมารี (คิวปิดมีธนูและศร; เทพแห่งความรอบคอบมีงูพันแขนที่เป็นสัญลักษณ์ของความมีสติปัญญา; เทพเทพีอบันดันเชียถือกรวยที่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของรัชสมัยการปกครองของพระองค์ เทพีมิเนอร์วาเทพีแห่งความมีสติปัญญาสวมหมวกเหล็กและถือโล่ยืนใกล้กับพระพาหาของพระราชินีมารีเพื่อแสดงว่าทรงเป็นผู้ปกครองด้วยความมีพระสติปัญญา เทพแซทเทิร์นมีเคียวและเป็นบุคลาธิษฐานของเวลาที่นำฝรั่งเศสไปสู่อนาคต เทพเฟมมีทรัมเป็ตเพื่อจะฉลองโอกาสอันเป็นมงคล[84]) บุคลาธิษฐานอื่นก็มียุวเทพสี่องค์และปีศาจซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอิจฉา, ความไม่รู้แจ้ง, และความชั่ว[84]
แม้ว่าภาพนี้จะเป็นภาพที่ไม่ต้องมีการตีความหมายมากเท่าภาพอื่นในชุดเดียวกัน แต่ก็ยังเป็นภาพที่มีความขัดแย้งกันในด้านความสำคัญของภาพอยู่บ้าง แทนที่จะเป็นภาพที่ยอมรับกันว่าเป็นภาพที่แสดงพระราชินีมารีในรูปของความยุติธรรม นักวิชาการบางคนก็เสนอว่าหัวข้อเรื่องที่แท้จริงของภาพควรจะเป็น “การกลับมาสู่โลกของเทพีแอสเทรียผู้เป็นเทพีแห่งความยุติธรรมในยุคทอง”[85] ความคิดนี้สนับสนุนโดยคำกล่าวของรูเบนส์เองที่ว่า “ภาพนี้ไม่มีความหมายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรฝรั่งเศสแต่อย่างใด”[86] การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ก็ได้แก่พวงใบโอ๊ก ที่อาจจะหมายถึง “corona civica”, ฝรั่งเศสที่เป็นเพียงดินแดนรอง และ การใช้เทพแซทเทิร์นในภาพก็อาจจะเป็นการช่วยในการตีความหมายที่รูเบนส์จงใจที่จะทิ้งไว้ก็เป็นได้[86] แต่อาจจะเป็นด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้ที่ทำให้รูเบนส์กล่าวถึงความสำคัญของภาพนี้ในจดหมายถึงเปเรสค์ ลงวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1625 ว่า:
|
||
| — ปีเตอร์ พอล รูเบนส์[87] | ||
เมื่อพิจารณาถึงความรีบเร่งในการเขียนภาพนี้ของรูเบนส์แล้ว การที่รูเบนส์ไม่ได้กล่าวถึงยุคทองในจดหมายและการกล่าวถึงพระราชินีมารี เดอ เมดิชิในรูปความยุติธรรมแล้วนักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปก็พอใจที่จะยอมรับความหมายของภาพที่ตรงไปตรงมาในการใช้อุปมานิทัศน์ต่างๆ ในภาพซึ่งตรงกับวิธีการเขียนภาพอื่นๆ ในชุดเดียวกันนี้[88]
เป็นที่เชื่อกันว่าภาพเดิมที่เป็นภาพพระราชินีมารีเสด็จออกจากปารีสได้รับการปฏิเสธเพื่อที่จะรับภาพ “การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าอองรีที่ 4 และการประกาศเป็นผู้สำเร็จราชการ” แทนที่เพราะภาพหลังไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเท่ากับภาพแรก ที่รูเบนส์กล่าวต่อไปในจดหมายฉบับเดียวกันว่า:
|
||
| — ปีเตอร์ พอล รูเบนส์[89] | ||
จากหลักฐานที่ว่านี้ทำให้เราทราบว่ารูเบนส์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดีซึ่งเป็นการทำให้ส่งเสริมความก้าวหน้าในงานอาชีพ ความเต็มใจที่จะปรับความคิดเห็นส่วนตัวให้คล้องจองกับผู้อุปถัมภ์เป็นเครื่องมืออันสำคัญในการสามารถเขียนภาพชุดที่มีผลกระทบกระเทือนทางการเมืองได้สำเร็จ
“พระเจ้าหลุยส์บรรลุนิติภาวะ”[แก้]
“พระเจ้าหลุยส์บรรลุนิติภาวะ” เป็นฉากทางประวัติศาสตร์ที่แสดงการโอนอำนาจจากพระราชินีมารีให้แก่พระราชโอรสผู้ทรงบรรลุนิติภาวะทางนามธรรมโดยการใช้อุปมานิทัศน์[90]พระราชินีมารีทรงปกครองในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่พระราชโอรสยังทรงพระเยาว์และเมื่อถึงเวลาที่ทรงบรรลุนิติภาวะ พระองค์ก็ทรงมอบหางเสือเรือให้แก่พระเจ้าหลุยส์ผู้เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่อย่างเต็มพระองค์ของฝรั่งเศส เรือในภาพเป็นสัญลักษณ์ของราชอาณาจักรฝรั่งเศสโดยมีพระเจ้าหลุยส์ทรงเป็นผู้ควบคุมทิศทาง
ฝีพายแต่ละคนก็สามารถระบุได้ว่าเป็นใครจากสัญลักษณ์ที่อยู่บนโล่ข้างเรือ โล่ของฝีพายคนที่สองจากด้านหน้าของภาพเป็นแท่นบูชาเพลิงที่มีงูพันแท่นและสฟิงซ์สี่ตัวที่ฐาน ตอนบนของโล่มีตาที่มองลงมาข้างล่าง ลักษณะที่ว่านี้สัญลักษณ์ที่บ่งถึงความเคร่งครัดทางศาสนาที่เป็นคุณลักษณะที่พระราชินีมารีมีพระราชประสงค์จะถ่ายทอดให้แก่พระราชโอรส
นอกจากนั้นเรือที่ว่านี้ก็ยังรู้จักกันว่าเป็นเรือพระราชพิธีหรือเรือแห่ที่ตกแต่งด้วยมังกรด้านหน้าและโลมาสองตัวด้านหลังเหนือหางเสือ พระเจ้าหลุยส์ทอดพระเนตรไปยังพระราชมารดาเพื่อขอคำแนะนำในการถือหางเสือแห่งราชอาณาจักร บนท้องฟ้ามีเมฆดำทมึนที่มีเทพเฟมหรือเทพแห่งความมีชื่อเสียงสององค์ องค์หนึ่งเป่าแตรบิชชินาโรมัน (Roman buccina) และอีกองค์หนึ่งดูเหมือนจะเป่าทรัมเป็ต[91]พระเจ้าหลุยส์ทรงควบคุมทิศทางของเรือขณะที่ฝีพายสี่คนเคลื่อนเรือด้วยกำลังพาย ฝีพายสี่คนประกอบด้วยสัญลักษณ์ของอำนาจ, ศาสนา, ความยุติธรรม และความกลมเกลียวกัน เทพอีกองค์หนึ่งที่ปรับใบเรืออยู่เชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งความรอบคอบ หรือเทพเท็มเพอแรนซ์ กลางภาพหน้าเสากระโดงเรือเป็นบุคลาธิษฐานของฝรั่งเศสผู้ยืนสง่าถือคบเพลิงในมือขวาเพื่อแสดงความมุ่งมั่นและลูกโลกแห่งราชอาณาจักรหรือรัฐบาลในมือซ้าย ฝีพายคนแรกที่ยื่นพายออกไปคือเทพีแห่งอำนาจที่มีโล่ประดับสิงโตเกาะเสาเป็นสัญลักษณ์ เทพีแห่งอำนาจคู่กับพระราชินีมารีโดยมีผมสีเดียวกัน และพระเจ้าหลุยส์กับเทพีแห่งศาสนา
การจับคู่พระราชินีมารี เดอ เมดิชิกับเทพีแห่งอำนาจเป็นการเพิ่มพระบรมราชานุภาพของพระองค์ ขณะที่ทรงวางท่าที่แสดงการยอมรับในพระราชอำนาจของพระราชโอรสที่ทรงได้รับและที่จะทรงมีต่อไป[92] ภาพนี้เป็นภาพที่น่าสนใจตรงที่เมื่อดูเปรียบเทียบกับบริบทของความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างพระมหากษัตริย์หนุ่มกับพระราชมารดาในเหตุการณ์ที่เป็นจริง ก่อนหน้าพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกไม่นานเท่าใดนักพระเจ้าหลุยส์ก็ทรงมีปากมีเสียงกับพระราชมารดาจนทำให้พระองค์ทรงขับพระราชมารดาออกจากราชสำนัก[30] รูเบนส์ทราบถึงเหตุการณ์นี้เป็นที่แน่นอน แต่แทนที่จะเขียนภาพที่แสดงความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสองพระองค์ รูเบนส์ก็เลือกที่จะเน้นความสง่างามของการโอนอำนาจแทนที่
“การหลบหนีจากบลัวส์”[แก้]
“การหลบหนีจากบลัวส์” เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 21/22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1619 ซึ่งเป็นคืนวันที่พระราชินีมารีเสด็จหลบหนีจากพระราชวังบลัวส์หลังจากที่ทรงถูกกักกันอยู่เป็นเวลาเกือบสองปีโดยพระราชโอรส ในภาพนี้พระองค์ทรงยืนสง่าอยู่กลางภาพท่ามกลางผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ อันวุ่นวายที่เกิดขึ้นรอบข้าง พระองค์ทรงได้รับการพิทักษ์และการประคองโดยบุคลาธิษฐานแห่งฝรั่งเศสทางขวาของภาพ ตอนเหนือของภาพเป็นเทพีออโรราส่องทางยามกลางคืนด้วยคบเพลิง ภาพนี้มีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง[93] แต่รูเบนส์สร้างเสริมบรรยากาศเพื่อแสดงความเป็นวีรสตรีที่เหนือกว่ารายละเอียดของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จากบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์การหลบหนีของพระราชินีมารีมิได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของเหตุการณ์การหลบหนีที่เกิดขึ้นจริง รูเบนส์จงใจละเลยรายละเอียดบางอย่างเพื่อที่จะไม่ให้เป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพของพระราชินีมารีเอง ซึ่งผลที่ออกมากลายเป็นภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติเท่าใดนัก พระราชินีมารีทรงปรากฏพระองค์ในภาพอย่างสมถะ แต่กระนั้นก็ยังมีนัยยะว่าทรงเป็นผู้มีพระราชอำนาจเหนืออำนาจทางการทหาร และมิได้ทรงแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากต่อสิ่งต่างๆ ที่ต้องทรงประสบในระหว่างการหลบหนี ชายในภาพด้านหน้าที่ยื่นมือออกไปยังพระองค์ไม่ทราบกันว่าเป็นใคร ตัวแบบหลายตัวด้านหลังเป็นสัญลักษณ์ของทหารที่เป็นการแสดงพระพลานุภาพของพระองค์ทางการทหาร[94]
“การเจรจาที่อองกูเลม”[แก้]
“การเจรจาที่อองกูเลม” เป็นภาพที่มีพื้นฐานมาจากการพยายามสร้างความปรองดองระหว่างพระราชโอรส โดยการเจรจาระหว่างผู้แทนของทั้งสองฝ่าย ในภาพพระราชินีมารีทรงรับช่อมะกอกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสันติสุขจากเทพเมอร์คิวรีผู้เป็นผู้สื่อสารของพระเจ้า (หรือในกรณีนี้ก็จะเป็นสาส์นจากพระราชโอรส) ต่อหน้านักบวชสตรีของพระองค์ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ไปเจรจากับพระราชโอรสเพื่อสร้างความปรองดองในกรณีที่เกี่ยวกับความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างทั้งสองพระองค์ที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล[79] รูเบนส์ใช้วิธีหลายวิธีในการวาดภาพนี้เพื่อเป็นการแสดงภาพพจน์อันต้องพระประสงค์ของพระราชินีมารี ผู้ที่ทรงต้องการที่จะแสดงพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นผู้พิทักษ์และผู้ให้คำปรึกษาแก่พระราชโอรสผู้ยังทรงพระเยาว์และขาดประสบการณ์ ในภาพนี้พระราชินีมารีทรงนั่งอยู่บนบัลลังก์บนแท่นพร้อมด้วยรูปสลักของเทพีมิเนอร์วาผู้เป็นสัญลักษณ์ของความมีปฏิภาณและยุวเทพสององค์ถือช่อใบลอเรลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมีชัยและความเสียสละของพระองค์อยู่เหนือบัลลังก์ที่ประทับ ท่าทางที่สมถะแต่รู้แจ้งของพระองค์เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีหลักและมีปฏิภาณ นอกจากนั้นแล้วรูเบนส์ก็วางพระราชินีมารีในโครงร่างของภาพที่แคบ และในบรรดากลุ่มคนที่ดูใกล้ชิดและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคาร์ดินัลเพื่อเป็นการเน้นความสัตย์ อันตรงกันข้ามกับความไม่ซื่อตรงของเทพเมอร์คิวรีผู้แอบคทางูไขว้ไว้ข้างตัว แต่การนั้นการแบ่งกลุ่มคนในรูปก็ยังเน้นให้เห็นถึงช่องว่างที่ยังคงแสดงความแตกแยกกันระหว่างทั้งสองฝ่าย นอกจากการแบ่งภาพแล้วรูเบนส์ก็ยังเพิ่มสุนัขขาวที่กำลังเห่าอยู่ในรูปด้วยเพื่อเป็นนัยยะในการเตือนว่าผู้ที่มาเฝ้ามาด้วยจุดประสงค์ที่แอบแฝง สัญลักษณ์ต่างๆ ที่รูเบนส์ใช้ในภาพนี้ก็เพื่อเป็นการเน้นว่าพระราชินีทรงเป็นผู้ที่ทรงถูกมองในแง่ลบโดยขาดความยุติธรรม แม้ว่าจะทรงเป็นผู้มีพระปรีชาสามารถอย่างสุขุม และยังคงมีความคำนึงถึงประโยชน์ของพระราชโอรสผู้ยังทรงพระเยาว์ผู้ที่ยังไม่ทรงขาดประสบการณ์ในการปกครองเช่นเดียวกับพระองค์[95] โดยทั่วไปแล้วภาพนี้เป็นภาพที่มีปัญหาต่อการตีความหมายและสร้างข้อขัดแย้งให้แก่ผู้ชมภาพมากที่สุด และเป็นภาพที่เข้าใจยากที่สุดในบรรดาภาพชุดนี้ทั้งหมด และก็เช่นเดียวกับภาพอื่นๆ ที่เป็นภาพก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่เน้นพระราชานุภาพของพระองค์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นภาพที่แสดงก้าวแรกของการแสวงหาความปรองดองระหว่างพระองค์และพระราชโอรส[96]
“การเลือกความมั่นคงของพระราชินีมารี”[แก้]
หลังจากการก่อการแข็งข้อของฝ่ายขุนนางและพระราชินีมารีผู้ไม่มีความพอใจต่อนโยบายการปกครองของรัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ล้มเหลวแล้ว สงครามกลางเมืองก็มายุติลงในยุทธการที่เลส์ ปงต์-เดอ-เซ (Les Ponts-de-Cé) โดยความพ่ายแพ้ของกองทัพของพระราชินีมารีอย่างง่ายดายในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1620 ที่มารู้จักกันในภาษาฝรั่งเศสว่า “Drôlerie des Ponts-de-Cé” (ไทย: เรื่องน่าหัวเราะที่เลส์ ปงต์-เดอ-เซ)
“การเลือกความมั่นคงของพระราชินีมารี” เป็นภาพพระราชินีมารีทรงต้องลงพระนามในสัญญาสงบศึกที่อองเฌส์หลังจากที่กองกำลังของพระองค์พ่ายแพ้ที่เลส์ ปงต์-เดอ-เซ (Ponte-de-Ce) เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับความมั่นคง แม้ว่าจะเป็นภาพที่แสดงความต้องการที่จะเลือกความมั่นคงโดยการใช้สัญลักษณ์ของ “เทวสถานแห่งความมั่นคง”--แต่ภายในภาพเดียวกันก็มีสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายอยู่แฝงอยู่ไม่ไกลนัก--ด้านหน้าภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงจากมืดมัวมาเป็นความโปร่งแจ่มใส แต่ก็ยังมีสัญลักษณ์ของความไม่สงบที่แฝงอยู่กับการทรงยอมสงบศึกเป็นเงาอยู่ในฉากหลังของภาพด้วย
รูปทรงกลมของเทวสถานเช่นเดียวกับเทวสถานในสมัยกรีกโรมันเป็นสัญลักษณ์ของโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพจูโนและพระองค์เอง เหนือขึ้นไปมีป้ายบอกชื่อประกาศ “Securitati Augustae” หรือ “เพื่อความมั่นคงของพระราชินี”[97] เทพเมอร์คิวรีชูคทางูไขว้ประคองพระราชินีมารีผู้ทรงลังเลที่จะเข้าสู่เทวสถานแห่งความสันติสุข เป็นการสื่อความหมายว่ายังทรงมีความมุ่งมั่นที่จะไม่ทรงยอมแพ้[98] ซึ่งทำให้ผู้ดูก็สามารถค้านได้อย่างเต็มที่ว่าเป็นภาพเขียนที่ไม่เกี่ยวกับความสันติสุขหรือความมั่นคง เพราะในขณะที่ทรงแสวงหาสันติสุขพระองค์ก็ยังทรงลังเลที่เป็นนัยยะที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของพระองค์ที่ไม่ย่อท้อต่อความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้น[99] ในเมื่อทรงมีอำนาจอย่างเทพ รูเบนส์จึงแสดงพระองค์ในสิ่งแวดล้อมแบบคลาสสิกที่ใช้ลำดับการแสดงภาพและนัยยะทางจักษุเช่นการวาดภาพเทพ ซึ่งเป็นการเขียนภาพในลักษณะที่ใช้อุปมานิทัศน์ในการยกพระราชินีมารีให้เป็นเทพ[100]
“การคืนดีระหว่างพระราชินีมารีและพระเจ้าหลุยส์”[แก้]
ในภาพ “การคืนดีระหว่างพระราชินีมารีและพระเจ้าหลุยส์” เทพีแห่งความยุติธรรมกำลังเข่นฆ่าไฮดราในตอนล่างของภาพโดยมีเทพแห่งความรอบคอบดูเป็นพยานอยู่ข้างหลัง หัวเรื่องของภาพมาจากอุปมัยของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ของการต่อต้านการก่อความไม่สงบ ในภาพนี้สัตว์ร้ายไฮดราเป็นสัญลักษณ์ของชาร์ลส์ ดาลแบร์ต (Charles d'Albert de Luynes) ผู้ที่ต้องมาเสียชีวิตด้วยน้ำมือของนักบุญไมเคิลผู้มีท่าทางออกไปทางสตรี[101] ความตายในปี ค.ศ. 1621 ของนักล่าเหยี่ยวชาร์ลส์ ดาลแบร์ตผู้กลายมาเป็นผู้นำสูงสุดทางการทหารของประเทศช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีมารีและพระราชโอรสดีขึ้น แต่ไม่นานคองเดผู้เป็นข้าราชสำนักคนโปรดของพระราชโอรสและผู้เป็นศัตรูคนสำคัญของพระราชินีมารีก็ก้าวเข้ามาแทนที่ดาลแบร์ต การวาดภาพที่ความหมายกำกวมในกรณีที่เป็นหัวเรื่องที่อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งก็เป็นไปตามลักษณะการวาดรูปอื่นๆ ที่มีปัญหาเดียวกัน[102] พระราชินีมารีเองก็คงมีพระประสงค์ที่จะแก้แค้นให้แก่การเสียชีวิตของพระสหายคนสนิทและก็คงมีพระประสงค์ที่จะบรรยายภาพการทำลายชาร์ลส์ ดาลแบร์ตโดยตรง แต่รูเบนส์เลี่ยงไปใช้อุปมานิทัศน์แทนที่ซึ่งเป็นการเลี่ยงรายละเอียดที่อาจจะทำให้เกิดความขายหน้าต่อมาได้[103] การเลี่ยงของรูเบนส์ในการสร้างฉากความดีชนะความชั่วและสรรเสริญความปรองดองอันสันติสุขของทั้งพระองค์และพระราชโอรสเป็นการแสดงนัยยะถึงความหมายทางการเมืองอย่างเพียงผิวเผิน[103]
เป็นการง่ายที่จะเข้าใจถึงสาเหตุที่ดาลแบร์ตถูกทำลายด้วยเทพและโยนลงไปในหลุมนรก จากการกระทำต่างๆ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ที่รวมทั้งการใส่ร้ายป้ายสีพระราชินี แต่ดาลแบร์ตก็เป็นเพียงแพะรับบาปในการเป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์อันเลวร้ายระหว่างพระเจ้าหลุยส์และพระราชมารดา[104] ในภาพนี้พระเจ้าหลุยส์ทรงเจริญพระชันษาขึ้นในรูปของเทพอพอลโล ความตายของไฮดราไม่ใช่ด้วยน้ำพระหัตถ์ของพระองค์อย่างที่คาดว่าควรจะเป็นแต่ด้วยน้ำมือของเทพีแห่งความยุติธรรมผู้มีร่างอันกำยำอย่างสตรีอเมซอน[105] แต่มิได้ถือตาชั่งประจำตัวเช่นในภาพก่อนหน้านั้นที่ถ้ามีก็จะทำให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าหลุยส์ การเข่นฆ่าดาลแบร์ตของเทพีจึงเป็นการกระทำที่ปราศจากความช่วยเหลือจากพระองค์ ผู้ไม่ทรงแสดงความไยดีแต่อย่างใดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น[106] ส่วนพระราชินีมารีก็ทรงปรากฏในภาพของมารดาผู้รักบุตรชายผู้พร้อมที่จะยกโทษให้ต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่ทรงต้องทนมาตลอด
“ชัยชนะของความสัตย์”[แก้]
ภาพสุดท้ายในภาพเขียนชุดนี้คือภาพ “ชัยชนะของความสัตย์” ซึ่งเป็นการใช้อุปมานิทัศน์ทั้งภาพโดยมีพระเจ้าหลุยส์และพระราชมารดาพระราชินีมารีทรงคืนดีกันบนสรวงสวรรค์[107] ในภาพทั้งสองพระองค์ทรงลอยอยู่บนสวรรค์เชื่อมด้วยสัญลักษณ์ของ “ความปรองดอง” (concordia) ที่แสดงถึงการยกโทษให้กันและกันและความมีสันติระหว่างทั้งสองพระองค์ ภายใต้เป็นเทพแซทเทิร์นยกเทพีเวอริทัสขึ้นสวรรค์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการนำความสัตย์ออกมาให้เป็นที่เห็นแจ้ง และการคืนดีระหว่างพระราชินีมารีกับพระราชโอรส[108] การแสดง “เวลา” และ “ความสัตย์” ใช้เนื้อที่ถึงสามในสี่ของภาพตอนล่าง ส่วนบนของภาพเป็นพระราชินีมารีกับพระราชโอรส ระหว่างสองพระองค์พระราชินีมารีก็ทรงมีขนาดใหญ่กว่าและใช้เนื้อที่ของภาพมากกว่าพระราชโอรส[109] ซึ่งเป็นการเน้นถึงความสำคัญของพระองค์ อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเน้นความสำคัญคือทรงปรากฏพระองค์สูงเท่าเทียมกับพระราชโอรส[110] พระราชโอรสถูกบดบังเล็กน้อยด้วยปีกของเทพแซทเทิร์นทรงคุกพระชานุต่อหน้าพระราชมารดาและถวายสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่เป็นหัวใจเพลิงในมือที่ประสานกันล้อมรอบด้วยช่อใบลอเรล[111] ในการวางภาพนี้รูเบนส์ให้ความสำคัญต่อพระราชินีมารีมากกว่าพระราชโอรส โดยการใช้การวางท่าทางของพระองค์และการทอดสายพระเนตร ในภาพนี้เทพีแห่งความสัตย์ยื่นมือไปยังพระองค์ขณะที่เทพแห่งกาลเวลาหรือเทพแซทเทิร์นแหงนหน้าขึ้นไปมองยังพระองค์ เทพทั้งสององค์ต่างก็ไม่มีผู้ใดที่ให้ความสนใจต่อพระเจ้าหลุยส์[112] รูเบนส์แสดงภาพของทั้งสองพระองค์ในอนาคตอย่างมีศิลปะ และต่างก็มีพระชนมายุมากขึ้นเมื่อเทียบกับภาพก่อนหน้านั้น การคืนดีบนสวรรค์เป็นนัยยะว่าความปรองดองระหว่างทั้งสองพระองค์ไม่เพียงแต่จะยืนยาวอยู่ในโลกนี้และเป็นการยืนยาวตลอดไปด้วย[113] ตั้งแต่จุดนี้หัวเรื่องของ “ภาพชุดพระราชินีมารี” ก็เปลี่ยนไปเป็นรัชสมัยของพระราชมารดาของพระราชินีมารี[81] หลังจากชาร์ลส์ ดาลแบร์ตข้าราชสำนักคนโปรดของพระเจ้าหลุยส์เสียชีวิตไปแล้วพระราชินีมารีและพระราชโอรสก็ทรงคืนดีกัน และในที่สุดก็ทรงได้รับการยอมรับให้กลับเข้าร่วมในราชสภาองคมนตรีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1622[114] ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงว่าเวลาเป็นสิ่งที่เปิดเผยถึงสัจจะในที่สุดที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีมารีและพระราชโอรส[107]
ภาพสุดท้ายนี้เป็นภาพที่ประจวบกับความสนพระทัยทางการเมืองหลังจากพระสวามีของพระราชินีมารีเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงมีความเชื่อว่าสัมพันธไมตรีระหว่างราชอาณาจักรสามารถสร้างขึ้นได้โดยการจัดการเสกสมรสซึ่งทำให้ทรงพยายามให้ “ภาพชุดพระราชินีมารี” นี้เขียนเสร็จก่อนการเสกสมรสระหว่างพระราชธิดาเจ้าหญิงเฮนเรียตตา มาเรียกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ[81]
'“ภาพเหมือนของพระราชบิดามารดา”[แก้]
ภาพเขียนอีกสามภาพเป็นภาพเหมือนของพระราชบิดามารดาของพระราชินีมารี: ฟรานเชสโคที่ 1 เดอ เมดิชิ และอาร์คดัชเชสโจแอนนาแห่งออสเตรีย ที่ตั้งอยู่สองข้างเตาผิง ภาพเหมือนของฟรานเชสโคอยู่ทางขวาที่มองตรงไปยังทางเดินไปทางที่ประทับส่วนพระองค์ของพระราชินีมารี ในภาพฟรานเชสโคสวมเสื้อคลุมที่แต่งตรงชายด้วยขนเออร์มิน โดยมีตราลัทธิเซนต์สตีเฟ็นแห่งทัสเคนีที่ฟรานเชสโคเองเป็นผู้ก่อตั้งห้อยอยู่รอบคอ ภาพของพระมารดาอาร์คดัชเชสโจแอนนาอยู่ทางซ้ายด้านที่นักท่องเที่ยวจะมองเห็นเมื่อเดินเข้ามา โจแอนนาแต่งตัวด้วยเสื้อที่ปักด้วยด้ายเงินและทองแต่ไม่ได้สวมเครื่องทรงอย่างอื่นที่แสดงฐานะอันสูงส่ง การวางรูปแบบของภาพนี้มาจากภาพเขียนของอเลสซานโดร อัลโลริ (Alessandro Allori) ที่ต่อมาจิโอวานนิ บิซเซลลิ (Giovanni Bizzelli) ก็อปปี รูเบนส์คงจะมีโอกาสได้เห็นภาพนี้จึงนำอิทธิพลมาใช้ในการวางรูปแบบของภาพเขียนของโจแอนนา แต่งานชิ้นนี้ของรูเบนส์ไม่เด่นเท่ากับงานดั้งเดิมที่ไปรับอิทธิพลมา ภาพเหมือนของอาร์คดัชเชสโจแอนนาโดยทั่วไปแล้วก็เป็นเพียงภาพของสตรีที่ปราศจากความรู้สึก ในกรณีนี้รูเบนส์ไม่ได้ใช้ธรรมเนียมการวางท่าของตัวแบบในภาพเหมือนที่เขียนกันในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ทำให้ผู้เป็นแบบดูสบายๆ ส่วนผู้เป็นแบบแทนฟรานเชสโคนั้นไม่ทราบกันว่าเป็นผู้ใด แต่ก็เป็นที่สงสัยกันว่ารูเบนส์ใช้ปรัชญาการเขียนจากปารีสในการพยายามสร้างให้ผู้เป็นแบบดูมีอำนาจและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์[115] ลักษณะการเขียนภาพสองภาพนี้แตกต่างกันมากและดูจะไม่พ้องกันกับภาพอื่นในภาพชุดเดียวกัน เมื่อเทียบกับ “ภาพชุดพระราชินีมารี” แล้วภาพนี้ก็ดูเรียบไม่มีชีวิตชีวาเหมือนภาพอื่นๆ ของพระราชินีมารีที่ดูเต็มไปด้วยชีวิตจิตใจและความงดงาม[116] นอกจากนั้นการใช้อุปมานิทัศน์ต่างๆของรูเบนส์ในภาพอื่นก็มิได้นำมาใช้กับภาพสองภาพนี้ ซึ่งทำให้กลายเป็นภาพเหมือนที่เรียบๆ ธรรมดา นอกจากนั้นแล้วก็ยังกล่าวกันว่าทั้งสองภาพไม่มีความคล้ายคลึงกับตัวแบบจริงแต่อย่างใด[117]
“ภาพชุดพระเจ้าอองรี”[แก้]
สัญญาจ้างการเขียน “ภาพชุดพระราชินีมารี” เดิมรวมการเขียน “ภาพชุดพระเจ้าอองรี” ด้วย แต่ชุดหลังเป็นชุดที่รูเบนส์เขียนไม่เสร็จแม้ว่าจะทำการเริ่มเขียนไม่นานหลังจากเขียนภาพชุดแรกเสร็จ “ภาพชุดพระเจ้าอองรี” ตั้งใจเป็นภาพขนาดใหญ่ยี่สิบสี่ภาพที่จะบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของพระเจ้าอองรี “ที่ทรงประสบ, การสงครามที่ทรงเข้าร่วม, ชัยชนะที่ทรงได้รับ และการตีเมืองต่างๆ และทรงได้รับชัยชนะ”[118]ภาพสองชุดนี้ออกแบบให้มาพบกันที่ห้องโค้งกลางที่เชื่อมระเบียงแสดงภาพของแต่ละชุด ภาพของแต่ละชุดก็แสดงเป็นคู่ที่รวมหมดทั้งสองชุดแล้วก็จะเป็นสี่สิบแปดภาพ[119]
รูเบนส์ดูเหมือนจะไม่ได้ร่าง “ภาพชุดพระเจ้าอองรี” ขณะที่เขียนภาพชุดแรก ในจดหมายฉบับหนึ่งรูเบนส์กล่าวถึงภาพเขียนชุดที่สองนี้ว่าเป็น “ภาพชุดที่ใหญ่โตมโหฬารที่พอที่จะตั้งแสดงในระเบียงแสดงภาพสิบระเบียง” ได้ และจากจดหมายอีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1628 ก็พอจะสรุปได้ว่ารูเบนส์ไม่ได้ทำงานร่างภาพชุดนี้เท่าใดนักก่อนวันที่กล่าว[120] ในบรรดาภาพร่างสีน้ำมันที่เขียนต่อมามีเก้าภาพเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่และอีกห้าที่ยังร่างไม่เสร็จ ภาพร่างส่วนใหญ่เป็นภาพเหตุการณ์การยุทธการที่พระเจ้าอองรีทรงเข้าร่วม[121] เช่น “การยึดกรุงปารีส”
สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตคือเหตุผลที่เขียนไม่เสร็จเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อพระราชินีมารีทรงถูกห้ามไม่ให้เข้าปารีสในปี ค.ศ. 1631 เมื่ออาร์มองด์ ฌอง ดู เปลส์ซีส์ เดอ ริเชอลิเออมามีอิทธิพลต่อพระเจ้าหลุยส์[122] ซึ่งทำให้รูเบนส์ต้องเลิกทำโครงการทั้งหมดเพราะการอนุมัติงานถูกเลื่อนไปหลายครั้งโดยทางราชสำนัก[121] ริเชอลิเออผู้มามีอิทธิพลต่อโครงการนี้ไม่ยอมเจรจากับรูเบนส์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการให้จบ โดยอ้างว่ามีภาระอื่นเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองที่ทำให้ไม่สามารถทำให้มีโอกาสพิจารณาการอนุมัติได้[122] แต่สาเหตุที่แท้จริงของริเชอลิเออน่าจะมาจากเหตุผลทางการเมืองมากกว่าที่จะมาจากตัวรูเบนส์เอง ขณะนั้นรูเบนส์ไปพำนักอยู่ที่มาดริดเพื่อเตรียมตัวในกิจการทางทูตไปยังลอนดอน เพื่อทำการเจรจาต่อรองระหว่างสเปนและอังกฤษ ซึ่งเท่ากับรูเบนส์ไปทำงานให้กับฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนโยบายทางการเมืองของฝรั่งเศส[118] ฉะนั้นริเชอลิเออจึงหันไปพยายามหาจิตรกรอิตาลีมาทำโครงการนี้แทนรูเบนส์ จึงเป็นผลให้รูเบนส์มีโอกาสเขียนภาพชุดหลังนี้เป็นพักๆ เท่านั้น และหลังจากพระราชินีมารีทรงถูกสั่งไม่ให้เข้าปารีสในปี ค.ศ. 1631 แล้วโครงการก็ถูกพับเลิกไปอย่างถาวร[122] ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายโดยเฉพาะสำหรับรูเบนส์ผู้เห็นว่าโครงการนี้และโดยเฉพาะโครงการหลังจะเป็นโครงการที่เพิ่มพูนชื่อเสียงให้แก่ตนเองมากยิ่งขึ้น[118]
ภาพร่างที่สำคัญในชุดนี้ชื่อ “การคืนดีระหว่างพระเจ้าเฮนรีที่ 3 และพระเจ้าอองรีแห่งนาวาร์” ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญเมื่อพระเจ้าอองรีที่ 4 ขึ้นครองราชย์ หลังจากการเสียชีวิตของดยุกแห่งอองชูพระอนุชาของพระเจ้าอองรีที่ 3 ผู้ไม่มีรัชทายาท ฐานะของทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงจึงตกมาเป็นของพระเจ้าอองรีแห่งนาวาร์ (ผู้ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าอองรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส) แต่พระสันตะปาปาทรงออกพระบัญญัติประกาศไม่ไห้ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์และคว่ำบาตรพระองค์ อองรีแห่งนาวาร์ก็ทรงประท้วงโดยการเข้าทำสงครามสามอองรี เมื่อพระเจ้าอองรีที่ 3 ทรงถูกขับออกจากปารีสหลังจากที่ทรงเข้าไปมีส่วนพัวพันกับการฆาตกรรมฟรองซัวส์ ดยุกแห่งกีสแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปพบกับอองรีแห่งนาวาร์เพื่อทรงสร้างความเป็นพันธมิตรและให้การรับรองว่าอองรีเป็นพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้องของนาวาร์ แม้ว่ารูเบนส์จะเขียนฉากการพบปะกันครั้งนี้ภายในท้องพระโรง แต่บันทึกร่วมสมัยกล่าวว่าทั้งสองพระองค์ทรงพบกันในสวนที่เต็มไปด้วยผู้มาดูเหตุการณ์ ภาพร่างที่เป็นภาพของอองรีแห่งนาวาร์ทรงโค้งคำนับพระเจ้าอองรีที่ 3 นั้นถูกต้องตามความเป็นจริง รูเบนส์ใช้ยุวเทพถือมงกุฎของพระเจ้าอองรีที่ 3 ที่ตั้งใจที่จะมาสวมให้อองรีแห่งนาวาร์ในอนาคต แม้ว่าการเปลี่ยนมือจะไม่ได้เกิดขึ้นจนหลังจากพระเจ้าอองรีที่ 3 ทรงถูกปลงพระชนม์ไปแล้วหลายเดือนต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1589 ก็ตาม เด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังอองรีแห่งนาวาร์ถือตราประจำพระองค์ ขณะที่สุนัขเป็นเครื่องหมายของความจงรักภักดี ตัวแบบสองตัวหลังพระเจ้าอองรีที่ 3 น่าจะเป็นบุคลาธิษฐานของความฉ้อโกงและเหตุการณ์ที่ผันผวน[123]
หัวใจของ “ภาพชุดพระเจ้าอองรี” ตั้งใจที่จะเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถทางการทหารของพระองค์ เนื้อหาของความรุนแรงความมีพลังในภาพชุดนี้จะตรงกันข้ามกับภาพที่ส่วนใหญ่เป็นความสงบสุขใน “ภาพชุดพระราชินีมารี”[124] ภาพ “ยุทธการอิฟรี” บนผนังด้านตะวันออกเป็นฉากชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่ทรงได้รับในการยึดปารีส สีส่วนใหญ่เป็นสีเทาแต่พระเจ้าอองรีทรงสีแดงก่ำที่เด่นออกมาจากภาพ ทรงยืนอยู่กลางภาพถือดาบเพลิง ทหารที่ตามมาอยู่ในสภาพที่ปั่นป่วน[125] ภาพนี้เป็นภาพที่คู่กับภาพ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ในชุดของพระราชินีมารี[124]
“การเข้าเมืองปารีส” อยู่ทางด้านเหนือสุดของระเบียงภาพที่เป็นภาพยุทธการครั้งสุดท้ายที่ทรงต่อสู้ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดที่เด่นที่สุด รูเบนส์ต้องการจะให้เป็นภาพที่สำคัญที่สุดในชุดและเขียนไปได้มากแล้ว[126] ภาพนี้เป็นภาพพระเจ้าอองรีเสด็จเข้ากรุงปารีสในฉลองพระองค์แบบจักรพรรดิโรมันผู้ทรงถือช่อมะกอกที่เป็นสัญลักษณ์ของความสันติสุข แต่ตามความเป็นจริงแล้วพระองค์มิได้เสด็จเข้าปารีสเช่นในภาพ ฉะนั้นภาพจึงเป็นแต่เพียงสัญลักษณ์ของชัยชนะของพระองค์เท่านั้น การวางท่าและฉาก (สิ่งก่อสร้างและประตูชัย) ไม่สามารถใช้ได้ในปารีสขณะนั้นซึ่งเป็นการสร้างอุปมัยว่าพระเจ้าอองรียังเป็นพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศส[127]
ลักษณะการเขียนและการสื่อความหมายของภาพ[แก้]
“ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” เป็นงานจิตรกรรมสำคัญชุดแรกที่รูเบนส์ผู้ขณะนั้นมีชื่อเสียงพอตัวในยุโรปแล้วได้รับจ้างให้เขียน ที่จงใจจะให้เป็นภาพแสดงพระราชประวัติของพระราชินีมารีซึ่งเป็นหัวข้อที่เขียนไม่ได้ง่ายนัก เพราะพระราชประวัติของพระราชินีมารีก็ไม่อาจจะเทียบได้กับพระราชประวัติของพระราชสวามีตรงที่ทรงเป็นสตรีในยุคที่สตรียังไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองเท่าใดนัก แต่กระนั้นรูเบนส์ก็สามารถใช้ความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้ากรีก/โรมันมาใช้เป็นอุปมานิทัศน์ ซึ่งเป็น เทคนิคการเขียนภาพแบบบาโรกแนวหนึ่งมาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย และ สร้างความเป็นวีรสตรีให้แก่พระราชินีมารีและความมีพลานุภาพทางด้านความหมายให้แก่ภาพชุดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้นในช่วงที่เขียนภาพชุดนี้ ฝรั่งเศสอยู่ในสมัยของความไม่สงบทางการเมืองโดยทั่วไป โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพระราชินีมารีผู้เป็นแบบหลักของภาพกับพระราชโอรสผู้เป็นพระมหากษัตริย์ รูเบนส์จึงอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างลำบากที่ต้องพยายามสนองพระราชประสงค์ของพระราชินีมารี ขณะเดียวกันกับที่ต้องพยายามเลี่ยงการเขียนภาพที่อาจจะเป็นการแสดงความหมิ่นพระบรมราชานุภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสในขณะนั้นด้วย รูเบนส์จึงหันไปใช้อุปมานิทัศน์จากตำนานเทพ, บุคลาธิษฐานของคุณธรรมและศาสนา และ อุปมัยทางศาสนาในการสร้างเสริมพลังให้แก่ภาพ หรือบางครั้งในการพรางเหตุการณ์ที่ตามความเป็นจริงแล้วเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างเป็นพื้น, กำกวม และ หลีกเลี่ยงสิ่งใดที่แสดงความเป็นวีรสตรีของพระราชินีมารีจนออกนอกหน้า แนวการแสดง “ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์” โดยวิธีที่ว่านี้ของรูเบนส์จึงเป็นวิธี “เลือกสรรการแสดงความเป็นจริง” โดยการใช้ “อภิสิทธิ์ของศิลปิน” ในการตีความหมายและสื่อความหมายของเหตุการณ์ การเสริมหรือการบิดเบือนความเป็นจริงของภาพชุดนี้อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักการของการเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่รูเบนส์ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์หรือถ้าในสมัยปัจจุบันก็จะเรียกว่าไม่ใช่ “นักข่าว” ผู้ที่จะต้องมีหน้าที่หรือความรับผิดชอบในการพยายามเสนอความเป็นจริงที่เป็นกลาง “ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” จึงไม่ใช่การรายงานข่าวหรือการบันทึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นงาน “แปรความเป็นจริงเชิงอรรถรส” (poetic transformation) โดยใช้อภิสิทธิ์ของศิลปิน[30]
อิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลัง[แก้]
“ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ” ของรูเบนส์เป็นภาพชุดที่มีอิทธิพลต่อจิตรกรคนสำคัญอื่นๆ หลายคนในยุคนั้นโดยเฉพาะต่อจิตรกรฝรั่งเศสเช่นฌอง-มาร์ค นาต์ติเยร์ (ค.ศ. 1644-ค.ศ. 1717) และฟรองซัวส์ บูแชร์ ผู้สร้างงานก็อปปีของภาพชุดนี้[128] นอกจากนั้นการใช้เทพเจ้ากรีก/โรมันในการการสื่อความหมายของภาพก็ยังมามีอิทธิพลต่อจิตรกรเช่นพอล เซซานน์ (ค.ศ. 1839-ค.ศ. 1906) ต่อมา[129]
ภาพชุดนี้มีอิทธิพลโดยเฉพาะต่อฌอง อองตวน วัตโตว์ (ค.ศ. 1684-ค.ศ. 1721) ผู้เป็นลูกศิษย์ของโคลด กิลโยต์ และ โคลด โอดรังที่ 3 ผู้เป็นจิตรกรมีลักษณะการเขียนที่นอกแนวไปจากศิลปะสถาบันของฝรั่งเศส โอดรังเป็นภัณฑารักษ์ของพระราชวังลักเซมเบิร์กที่เป็นที่ตั้งของภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิในขณะนั้น ซึ่งทำให้วัตโตว์มีโอกาสได้เห็นงานเขียน, ศึกษา และ ลอกงานได้โดยตรง ความสามารถในด้านเทคนิคการเขียนภาพ และ การใช้สีของรูเบนส์เป็นงานที่มีฝีมือที่ดีกว่าผู้ใดในปารีสในขณะนั้น ฉะนั้นจึงทำให้ภาพชุดพระราชินีมารีกลายเป็นภาพชุดที่มามีอิทธิพลอันสำคัญต่อการพัฒนาลักษณะการเขียนวัตโตว์ต่อมาเป็นอันมาก[130]
อ้างอิง[แก้]
- ↑ 1.0 1.1 1.2 Belkin, pp. 173-175.
- ↑ 2.0 2.1 Saward, p. 2.
- ↑ Saward, pp. 1-3.
- ↑ Saward, pp. 1-2.
- ↑ Belkin, p.176
- ↑ 6.0 6.1 Belkin, p. 182
- ↑ Belkin, 42
- ↑ 8.0 8.1 Smith, p. 127.
- ↑ 9.0 9.1 Belkin, pp. 175– 176.
- ↑ Belkin pp. 174-175
- ↑ 11.0 11.1 11.2 Belkin, p. 178.
- ↑ Belkin, p.179
- ↑ 13.0 13.1 Belkin, p. 170.
- ↑ Belkin, p. 180
- ↑ Belkin, pp. 176-181.
- ↑ Belkin, pp. 323.
- ↑ Belkin, p. 20
- ↑ Belkin, p. 4
- ↑ Belkin, p. 8
- ↑ Belkin, p. 20
- ↑ Belkin, p. 26
- ↑ Belkin p. 143
- ↑ Belkin, pp. 41-59
- ↑ Belkin, p. 173
- ↑ 25.0 25.1 Belkin, p. 181.
- ↑ Coolidge, p. 68.
- ↑ 27.0 27.1 Coolidge, 69.
- ↑ Coolidge, 70.
- ↑ Belkin, pp. 181-182.
- ↑ 30.0 30.1 30.2 Belkin p. 179
- ↑ Saward, pp. 9-11.
- ↑ Downes, p. 362
- ↑ Saward, pp.22-25
- ↑ 34.0 34.1 Thuillier, Jacques. Rubens' Life of Marie de' Medici. New York: Harry N. Abrams, Inc., 1967.
- ↑ 35.0 35.1 Millen & Wolf, pp. 26-29
- ↑ Matilde Battistini, Symbole und Allegorien
- ↑ Saward, pp.32-33
- ↑ Saward, pp. 29-30
- ↑ 39.0 39.1 Vandergriff, The Life of Marie de' Medici
- ↑ Millen, p. 44.
- ↑ Saward, p. 42.
- ↑ 42.0 42.1 Smith, p 128.
- ↑ 43.0 43.1 43.2 Held, p. 205
- ↑ Saward, p. 51.
- ↑ Cohen, p.493
- ↑ Millen, pp. 49-50
- ↑ Millen, p. 15
- ↑ Belkin, pp.182-185
- ↑ Janson, pp. 703-705
- ↑ Avermaete, Roger. Rubens and his times. Cranbury, New Jersey: A.S. Barnes and Company, 1968.
- ↑ Belkin p.185
- ↑ Saward, p. 79
- ↑ Crawford, Katherine B.,The Politics of Promiscuity: Masculinity and Heroic Representation at the Court of Henri IV French Historical Studies, Vol. 26, No. 2, Special Issue: French History in the Visual Sphere. (Spring, 2003), p.230
- ↑ Crawford, p.246
- ↑ Wedgwood, C.V., p. 103
- ↑ McGrath, p. 315
- ↑ McGrath, p. 11
- ↑ Winner, p. 68
- ↑ Winner, pp. 70, 86
- ↑ Winner, pp. 64-70
- ↑ Saward, p. 97
- ↑ Smith, p 129.
- ↑ 63.0 63.1 Ellenius, p. 71.
- ↑ Berger, p. 473
- ↑ Saward, p. 98
- ↑ 66.0 66.1 Vlieghe, p. 49
- ↑ Saward, p.100
- ↑ Sutton, p. 92
- ↑ Berger, pp. 475-476
- ↑ 70.0 70.1 Berger, pp.476
- ↑ Millen, Wolf p. 16
- ↑ Winner, p. 79
- ↑ Millen, p 80
- ↑ Winner, p. 81
- ↑ Millen, p.145
- ↑ Avermaete, Roger. Rubens and his times. Cranbury, New Jersey: A.S. Barnes and Company, 1968.
- ↑ 77.0 77.1 77.2 77.3 Saward, p. 133
- ↑ 78.0 78.1 78.2 78.3 Millen and Wolf 155
- ↑ 79.0 79.1 Wedgwood, C.V., 116.
- ↑ Saward, pp.137
- ↑ 81.0 81.1 81.2 Belkin, p.186
- ↑ Belkin, pp. 186-7
- ↑ Belkin, p. 187.
- ↑ 84.0 84.1 Belkin, p. 189.
- ↑ Millen & Wolf, p. 166
- ↑ 86.0 86.1 Winner, p. 86
- ↑ quoted in Millen & Wolf, p. 165
- ↑ Millen & Wolf, pp. 166-7
- ↑ McGrath, p. 12
- ↑ Millen p.170
- ↑ Millen p. 170
- ↑ Cohen pp.490-491
- ↑ Saward, p. 163
- ↑ Millen & Wolf, pp. 178-181
- ↑ Millen & Wolf, pp. 182-193
- ↑ Millen, p. 182
- ↑ Millen, p. 197.
- ↑ Millen & Wolf, p. 197.
- ↑ Millen & Wolf, p. 201.
- ↑ Millen & Wolf, p. 204.
- ↑ Millen & Wolf, p. 207
- ↑ Millen & Wolf, p. 203
- ↑ 103.0 103.1 McGrath, p. 14
- ↑ Millen & Wolf, p. 205
- ↑ Millen & Wolf, p. 209
- ↑ Millen & Wolf, p. 211
- ↑ 107.0 107.1 Saward, Susan. "The Golden Age of Marie de' Medici". Ann Arbor. UMI Research Press. 1982
- ↑ Saward, p. 182.
- ↑ Millen & Wolf p. 220
- ↑ Millen & Wolf p. 221
- ↑ Millen & Wolf. p. 221
- ↑ Millen & Wolf
- ↑ Millen & Wolf pp.220-221. "Heroic Deeds and Mystic Figures". Princeton. Princeton University Press. 1989.
- ↑ Millen & Wolf p. 17
- ↑ Millen, pp.24-25
- ↑ Millen, p. 25
- ↑ Millen, pp.23-25
- ↑ 118.0 118.1 118.2 Held, p. 123
- ↑ Smith, p. 127
- ↑ Held, p. 124
- ↑ 121.0 121.1 Sutton and Weiseman, p. 194
- ↑ 122.0 122.1 122.2 Belkin, p. 192.
- ↑ Sutton and Wieseman, pp. 194-195
- ↑ 124.0 124.1 Smith, p. 131
- ↑ Held, p. 127
- ↑ Held, p. 128
- ↑ Held, p. 129
- ↑ Belkin, pp. 323.
- ↑ Sutton, p. 92
- ↑ Encyclopedia of Irish and World Art 2010: Jean-Antoine Watteau (1684-1721)
บรรณานุกรม[แก้]
- Coolidge, John. "Rubens and the Decoration of French Royal Galleries". The Art Bulletin (College Art Association). 48, No. 1 (Mar., 1966): 67–69.
- Vlieghe, Hans (1998). Flemish Art and Architecture 1585 - 1700. Yale University Press.
- Held, Julius (1980). 17th and 18th Century Art. Prentice-Hall, Inc. ISBN 0-13-807339-2.
- Belkin, Kristin Lohse (1998). Rubens. Phaidon Press. ISBN 0-7148-3412-2.
- Berger, Robert W. (December 1972). "Rubens and Caravaggio: A Source for a Painting from the Medici Cycle". The Art Bulletin (College Art Association). 54, No. 4 (Dec., 1972): 473–477. doi:10.2307/3049036.
- Cohen, Sarah R. (September 2003). "Rubens's France: Gender and Personification in the Marie de Médicis Cycle". Art Bulletin 85: 490–522. doi:10.2307/3177384.
- Downes, Kerry (June 1983). "Rubens's Prices". The Burlington Magazine 125: 362.
- Held, Julius S. (1980). "The Oil Sketches of Peter Paul Rubens". A Critical Catalogue 1 (Princeton University Press). pp. 123–133.
- Janson, H. W. (2007). Janson's History of Art: the western tradition 7th ed. Prentice Hall. ISBN 0-13-193455-4.
- Millen, Ronald; Wolf, Robert Erich (1989), Heroic Deeds and Mystic Figures: a New Reading of Rubens' Life of Maria De' Medici, Princeton University Press, ISBN 0-6910-4065-6
- Saward, Susan (1982). The Golden Age of Marie de' Medici. Studies in Baroque Art History, no. 2. UMI Research Press. ISBN 0-8357-1307-5.
- Smith, Shaw (October 1992). "Rubens and the Grand Camee de France". Gazette des Beaux-Arts. vi, 120: 127–136.
- Sutton, Peter C. & Wieseman, Marjorie E. (2004). Drawn by the Brush, Oil Sketches by Peter Paul Rubens. Yale University Press. pp. 192–195.
- Wedgwood, C.V. and Time-Life Books, eds. ((1967)). The World of Rubens 1577-1640. Time Inc. pp. 103, 116. ISBN ND673.R9 W4 Check
|isbn=value (help). - Winner, Matthias (1998), "The Orb as the Symbol of the State", in Ellenius, Allan, Iconography, Propaganda, and Legitimation. The origins of the modern state in Europe, Clarendon Press, pp. 63–86, ISBN 0-1982-0550-3
- Stockstad, Marilyn (2005), "Henry IV, Receiving Portrait of Marie de' Medici", in Stockstad, Marilyn, Art History, Revised Second Edition, Volume Two., Pearson, pp. 760–761, ISBN 0-13-145529-X
หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]
- Alpers, Svetlana. The Making of Rubens. New Haven 1995.
- Heinen, Ulrich, "Rubens zwischen Predigt und Kunst." Weimar 1996.
- Büttner, Nils, Herr P. P. Rubens. Göttingen 2006.
- Corpus Rubenianum Ludwig Burchard. An Illustrated Catalogue Raisonne of the Work of Peter Paul Rubens Based on the Material Assembled by the Late Dr. Ludwig Burchard in Twenty-Seven Parts, Edited by the Nationaal Centrum Voor de Plastische Kunsten Van de XVI en de XVII EEUW.
- Lilar, Suzanne, Le Couple (1963), Paris, Grasset; Reedited 1970, Bernard Grasset Coll. Diamant, 1972, Livre de Poche; 1982, Brussels, Les Éperonniers, ISBN 2-8713-2193-0; Translated as Aspects of Love in Western Society in 1965, by and with a foreword by Jonathan Griffin, New York, McGraw-Hill, LC 65-19851.
- Vlieghe, Hans, Flemish Art and Architecture 1585-1700, Yale University Press, Pelican History of Art, New Haven and London, 1998.
- Lamster, Mark, Master of Shadows: The Secret Diplomatic Career of the Painter Peter Paul Rubens, 2009. [1]
ดูเพิ่ม[แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ ภาพชุดพระราชินีมารี เดอ เมดิชิ- Peter Paul Rubens: The Life of Marie de' Medici
ระเบียงภาพ[แก้]
|
|||||
|
||||||||||||||||||||