ฟรานเซสโก บอโรมินิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟรานเซสโก บอโรมินิ
Borromini.jpg
เกิด 25 กันยายน ค.ศ. 1599
บิโซเน
เสียชีวิต 3 ธันวาคม ค.ศ. 1667
โรม
ประเทศที่เป็นพลเมือง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ ประเทศอิตาลี
อาชีพ ประติมากร และสถาปนิก

ฟรานเซสโก บอโรมินิ (อังกฤษ: Francesco Borromini หรือ Francesco Castelli) เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1599 ที่หมู่บ้านบิโซเน (Bissone) เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1667 เป็นประติมากรและสถาปนิกบาโรกที่มีชื่อเสียงในกรุงโรม เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17

เนื้อหา

ชีวิตเบื้องต้น [แก้]

บอโรมินิเป็นบุตรของช่างสลักหินชื่อจิโอวานนี โดเม็นนิโค คาสเตลลี (Giovanni Domenico Castelli) และอนาสเตเซีย การ์โรโว (Anastasia Garovo) บอโรมินิเริ่มอาชีพเป็นช่างสลักหินตามพ่อ แต่ต่อมาก็ย้ายไปมิลาน เพี่อไปเรียนและฝึกงานเพิ่ม บอโรมินิบางทีก็รู้จักกันในชื่อ “Bissone” ซึ่งเรียกตามชื่อหมู่บ้านที่เกิดใกล้เมืองลูยาโน (Lugano) ที่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ส่วนที่พูดภาษาอิตาลี เมื่อบอโรมินิย้ายไปทำงานที่โรมเมื่อ ค.ศ. 1619 ก็เปลี่ยนชื่อจากสกุลเดิม “คาสเตลลี” เป็น “บอโรมินิ” และเริ่มทำงานกับ คาร์โล มาเดอร์โน (Carlo Maderno) ผู้เป็นญาติห่างๆ ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เมื่อมาเดอร์โนสิ้นชีวิตเมื่อ ค.ศ. 1629 บอโรมินิก็เข้าทำงานภายใต้ จานลอเรนโซ เบร์นินี ขยายและตกแต่งด้านหน้าวังบาร์เบรินี (Palazzo Barberini) ที่มาเดอร์โนเริ่มไว้จนเสร็จ

วัดซานคาร์ลิโน [แก้]

ด้านหน้า วัดซานคาร์ลิโน

งานสำคัญชิ้นแรกที่บอโรมินิได้รับจ้างคือการบูรณะภายในวัดซานคาร์ลิโน และ วัดซานคาร์โลอัลเลควอตโตรฟอนตาเน เมื่อ ค.ศ. 1634 ถึง ค.ศ. 1637 ด้านหน้าวัดก็ตกแต่งโดยบอโรมินิแต่มาทำเมื่อบั้นปลายของชีวิต อาจจะเป็นได้ว่าสาเหตุที่บอโรมินิเปลียนชื่อคงเป็นเพราะวัดนี้อุทิศให้นักบุญคาร์โล บอร์โรมิโอ (San Carlo Borromeo)

บอโรมินิเลี่ยงการใช้เส้นเรียบและรูปวงกลมง่ายๆ แบบศิลปะคลาสสิกแต่จะใช้รูปไข่ที่โค้งบิดภายใต้โดมรูปไข่ ในรูปแบบกากบาทและรูปแปดเหลี่ยมภายใต้หลังคาสลักเสลา (coffered) ซึ่งทำให้สิ่งก่อสร้างมีลักษณะคล้ายตะเกียงที่เป็นแหล่งที่แสงส่องเข้ามาได้ในบริเวณภายในที่มืด[1] วัดที่ทำเป็นวัดที่เล็กเมื่อเทียบกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์[2]

งานของบอโรมินิชิ้นนี้เต็มไปด้วยวงโค้งเว้าและวงโค้งนูนที่เล่นกับทรงรูปไข่และทางเดินสู่แท่นบูชา[3][4] บอโรมินิ “ออกแบบกำแพงสานกันไปมาราวกับว่ากำแพงมิได้ทำด้วยหินแต่วัสดุที่ยืดหยุ่นเลื้อยไปตามที่ว่าง พร้อมกับเครื่องตกแต่งของคันของผนัง” (Trachtenberg & Hyman) การตกแต่งจะเป็นทรงเรขาคณิตมากกว่าจะประดิดประดอยอ่อนช้อยด้วยรูปปั้นตกแต่ง[5]กว่างานของเบร์นินีที่วัดซานอันเดรียอาลควินาลเล (Sant'Andrea al Quirinale) ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก วัดซานอันเดรียจะมีประติมากรรมแบบนาฏกรรมผสมผสานกับสถาปัตยกรรมในแบบที่เรียกกันว่า “bel composto” นาฏกรรมของวัดซานคาร์ลิโนจะเป็นทรงเรขาคณิต ส่วนที่อ่อนช้อยจะอยู่ที่ด้านหน้าของวัดที่มาทำทีหลัง เมื่อ ค.ศ. 1662 ค.ศ. 1667[6]

ซานตาแอกเนสอินอาโกเน [แก้]

ลานและด้านหน้าของ Sant'Ivo alla Sapienza

เมื่อบอโรมินิทำวัดซานตาแอกเนสอินอาโกเน (Sant'Agnese in Agone) ก็กลับผังที่ คาร์โล ไรนัลดี (Carlo Rainaldi) วางไว้แต่แรก เดิมทางเข้าจะอยู่ทางถนนซานตามาเรียเดลานิมา (Santa Maria dell'Anima) ด้านหน้าวัดขยายเลยไปถึงส่วนหนึ่งของวังแพมฟิลจ (Palazzo Pamphilj) ทำให้สามารถสร้างหอระฆังเพิ่มได้อีกสองหอแต่ละหอก็มีนาฬิกา หอหนึ่งเป็นเวลาโรมัน อีกหอหนึ่งเป็นเวลายุโรป (tempo ultramontano)

แต่ในที่สุดบอโรมินิก็ไม่ได้รับสัญญาต่อก่อนที่จะสร้างเสร็จเพราะสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 10 มาสิ้นพระชนม์เสียก่อนเมื่อปี ค.ศ. 1655 สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 7 ซึ่งเป็นพระสันตะปาปาองค์ใหม่ต่อสัญญาให้กับคาร์โล ไรนัลดีแทนที่ แต่ลักษณะงานของวัดนี้ก็ยังถือกันว่าเป็นแนวคิดของบอโรมินิ

วัดซานอิโวอัลลาซาพิเอ็นซา [แก้]

ระหว่าง ค.ศ. 1640 ค.ศ. 1650 บอโรมินิออกแบบวัดซานอิโวอัลลาซาพิเอ็นซา (Sant'Ivo alla Sapienza) และลาน (courtyard) ใกล้กับวังมหาวิทยาลัยโรม ที่ตั้งของวัดก็เหมือนสิ่งก่อสร้างอื่นในกรุงโรมคือตั้งอยู่ในที่แคบซึ่งทำให้เป็นปัญหาต่อการออกแบบ บอโรมินิจึงต้องจัดให้หน้าวัดหันเข้าสู่ลานลึกด้านหน้าของตัววัง หอคอยและยอดดูแปลกตาตามลักษณะที่ทำให้บอโรมินิแตกต่างจากสถาปนิกคนอื่น ภายในทางเดินสู่แท่นบูชาอยู่กลางวัดล้อมรอบไปด้วยคูหาโค้งเข้าออกที่มองขึ้นไปสู่โดมที่ตกแต่งด้วยปูนปั้นรูปดาวและลวดลายตกแต่งเรขาคณิตเป็นรูปดาวหกแฉก จากตรงกลางขอบเพดานเมื่อมองขึ้นไปจะเหมือนรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสองอันซ้อนกันเป็นรูปหกเหลี่ยม แต่สามมุมเป็นแบบหยัก อีกสามมุมเป็นโค้งเว้าปาด

ห้องสวดมนต์ของวัดเซ็นต์ฟิลลิปเนรี [แก้]

วัดเซ็นต์ฟิลลิปเนรี (Saint Phillip Neri) เองมีวัดบาโรกที่ตกแต่งอย่างสวยงามอยู่แล้ว แต่ด้วยความศรัทธาจึงขยายเพิ่มเติมโดยการสร้างห้องสวดมนต์ฟิลลิปปินิ (Oratorio dei Fillipini) และที่อยู่อาศัยติดกับวัดซานตามาเรียอินวาลลิเชลลา (Santa Maria in Vallicella) แบบผังของบอโรมินิชนะการแข่งขันและได้รับสัญญาก่อสร้าง 13 ปี ห้องสวดมนต์ใช้งานได้เมื่อ ค.ศ. 1640 ห้องสมุดมาเสร็จเอาเมื่อ ค.ศ. 1643 ภายในเป็นการเล่นการตกแต่งด้วยเสาและเสาติดผนังอย่างซับซ้อนตามลักษณะสิ่งก่อสร้างของบอโรมินิ

งานอื่น ๆ [แก้]

การฉลองสำหรับพระราชินีคริสตินนาแห่งสวีเดนที่วังบาร์เบรินิ เมื่อวันที 28 กุมภาพันธ์ 1656 ภาพเขียนโดย Filippo Lauri and Filippo Gagliardi
  • ภายในมหาวิหารเซ็นต์จอห์น แลเตอร์รัน (Basilica of St. John Lateran),
  • ชาเปลสปาดา (Cappella Spada) ที่วัดซานยิโรลาโมเดลลาคาริตา (San Girolamo della Carità) (ไม่ทราบผู้สร้างแน่นอน)
  • วังสปาดา (Palazzo Spada) - perspective ลวงตา
  • วังบาร์เบรินี (Palazzo Barberini) - หน้าต่างชั้นบนและบันไดรูปไข่
  • ชาเปลสปาดา (Cappella Spada) ที่วัดซานติอพอสโตลิ (Santi Apostoli) เมืองเนเปิลส์ - แท่นบูชาฟิลามาริโน (Filamarino Altar)
  • วัดซานอันเดรียเดลลาแฟรตเต (Sant'Andrea delle Fratte)
  • ห้องสวดมนต์ฟิลลิปปินิ (Oratorio dei Fillipini)
  • Collegio de Propaganda Fide [7]
  • วัดซานตามาเรียเดอิเซ็ตเตโดโลริ (Santa Maria dei Sette Dolori)
  • วัดซานจิโอวานนีอินโอเลโอ (San Giovanni in Oleo) - ซ่อม
  • วังจิยุสตินเนียนี (Palazzo Giustiniani) (ร่วมกับคาร์โล มอนทานา (Carlo Fontana))
  • ด้านหน้าวังฟาลโคเนียริ (Palazzo Falconieri)
  • วัดซานตาลูเซียอินเซลซิ (Santa Lucia in Selci)
  • มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ - ประตูสู่ชาเปล Blessed Sacrament

บั้นปลาย [แก้]

เมื่อฤดูร้อนปี ค.ศ. 1667 บอโรมินิเป็นโรคทางเส้นประสาทและโรคดีเปรสชัน ในที่สุดบอโรมินิก็ฆ่าตัวตายที่โรมหลังจากเสร็จงานที่ชาเปลฟาลโคเนียริที่วัดซานจิโอวานนีเดอิฟิโอเรนทินิ (San Giovanni dei Fiorentini) ซึ่งเป็นที่ฝังร่างของบอโรมินิเอง

The primary inscription on Borromini's tomb, in San Giovanni dei Fiorentini, reads:

เกร็ด [แก้]

  • รูปของบอโรมินิพิมพ์บนเงิน 100 สวิสฟรังซ์เมื่อราวค.ศ. 1980 [8]

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ Electric lighting has blurred this intended effect.
  2. ^ Its whole façade would fit into one of the piers of Saint Peter's, Siegfried Giedion pointed out in Space, Time and Architecture (1941 etc.).
  3. ^ Plan of San Carlo alle Quattro Fontane (USC)
  4. ^ S. Carlo alle Quattro Fontane
  5. ^ Borromini was working within the slender means of his patrons, the Spanish order of Discalced Trinitarians (Giedion).
  6. ^ San Carlo alle Quattro Fontane
  7. ^ http://www.romeartlover.it/Vasi164a.htm
  8. ^ http://www.snb.ch/e/banknoten/alle_serien/details/content_6_100_v.html

ดูเพิ่ม [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]