ปีต โมนดรียาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พีท มงเดรียน)
พีท มงเดรียน
เกิด 7 มีนาคม ค.ศ. 1872(1872-03-07)
Amersfoort, Netherlands
เสียชีวิต 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 (71 ปี)
Manhattan, New York, United States
สัญชาติ ดัตช์
มีชื่อด้าน จิตรกรรม
Training Rijksakademie
รูปแบบ เดอ สไตจ์ล (De Stijl)
Works Grey Tree, Broadway Boogie Woogie, Composition II in Red, Yellow, and Blue

พีท มงเดรียน (อังกฤษ: Piet Mondrain หรือ Pieter Cornelis Mondriaan, Jr.) เป็นศิลปินชาวดัตช์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1872 ที่เมืองอาเมอร์สโฟร์ต ประเทศเนเธอร์แลนด์

พีท มงเดรียนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศิลปะแบบนามธรรม ในปี ค.ศ.1915 เขาและเธโอ วาน โดสเบิร์ก(Theo van Doesburg) ร่วมกันก่อต้ังกลุ่ม เดอ สไตจ์ล(De Stijl) โดยสร้างงานสไตล์เรขาคณิตอันมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเจริญเติบโตขึ้นจากแนวทางของนีโอ–พลาสติซิสม์(Neo-Plasticism) มงเดรียนจำกัดองค์ประกอบศิลป์ในงานของตนเองให้เหลือเป็นเพียงเส้นตรงในแนวตั้ง-แนวนอน และสีพื้นฐานไม่กี่สี เช่น เหลือง น้ำเงิน และแดง ได้ผลลัพธ์เป็นงานศิลปะที่ชัดเจนและเป็นระเบียบ ซึ่งมงเดรียนเชื่อว่าสามารถสะท้อนให้เห็นกฎแห่งจักรวาลได้[1]

พีท มงเดรียนเป็นลูกชายของ Pieter Cornelis Mondriaan และ Johanna Chistina Kok[2] ในปีค.ศ.1880 ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปยังเมือง Winterswijk ภายหลังจากนั้นเขาได้พบกับครอบครัวของลุงFrits Mondriaan ผู้ซึ่งเป็นจิตรกร และเป็นผู้ริเริ่มสอนการวาดภาพให้แก่มงเดรียน ตั้งแต่ปีค.ศ.1889 จนกระทั่งปีค.ศ.1892 มงเดรียนได้ย้ายมาที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เพื่อเข้าศึกษาด้านศิลปะที่ Academy of Fine Art (Rijksakademie van Beeldende Kunsten) จนถึงปีค.ศ.1897 เข้าได้ศึกษา ฝึกฝนทางด้านงานจิตรกรรมอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพวิวทิวทัศน์ ภาพเหมือน และภาพหุ่นนิ่ง

ผลงานระยะแรกของมงเดรียนนั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากความเป็นธรรมชาตินิยม และกลุ่มดัตช์ อิมเพรสชั่นนิสม์(Impressionism) เขาชอบออกไปวาดภาพธรรมชาติ ใช้สีค่อนข้างจะเศร้า มีโครงร่างเป็นสีเทาและเขียวทึบระหว่างปีค.ศ. 1907 – 1910 ทั้งความคิดและผลงานตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตรกรชาวดัตช์ผู้มีชื่อเสียงยิ่งในยุคนั้น คือ ทูร็อพ (Jan Toorop) โดยมีการแสดงออกตามแนวของกลุ่มสัญลักษณ์นิยม(Symbolism)[3]

ในช่วงนั้นเขาได้วาดภาพที่แสดงให้เห็นถึงสภาพบ้านเกิดของเขาอย่างชัดเจน ด้วยการวาดภาพกังหันลม ทุ่งหญ้าและแม่น้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในกลุ่มดัตช์ อิมเพรชชั่นนิสม์ จาก The Huge School ภาพวาดเหล่านี้เป็นการแสดงถึงจินตนาการของมงเดรียนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินหลายคน หลายกลุ่ม ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Pointilism และการใช้แสงสีที่จัดจ้านสว่างไสวของกลุ่มโฟวิสม์(Fauvism) ที่ Gemeentemuseumin The Hague เองได้มีการจัดแสดงภาพวาดในช่วงเวลานี้เช่นกัน รวมทั้งผลงานในช่วงศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง(Post-Impressionism) เช่น The Red Mill and Trees in Moonrise และในงานอื่นๆ เช่น Evening (Avond),1908 ในปี ค.ศ.1905-1908 มีการจัดแสดงผลงานชุดที่รวบรวบจากการวาดภาพนามธรรมบนผืนผ้าใบ ซึ่งมีการพรรณนาถึงงความมืดมัว คลุมเครือของต้นไม้ และบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำ แม้ว่าตัวภาพจะนำเสนอต่อสายตาผู้ชมด้วยรูปแบบของโครงสร้าง การจัดวางที่เด่นชัด มากกว่าที่จะให้เนื้อหากับผู้ชม หากแต่รูปภาพเหล่านี้ก็ยังคงรากฐานความหนักแน่นของความเป็นธรรมชาติเอาไว้ให้เห็น

ผลงานของมงเดรียนมักจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการศึกษาทางด้านปรัชญา ในปีค.ศ.1908 ได้หันมาให้ความสนใจกับหลักปรัชญาที่ดำเนินการโดย Helena Petrovna Blavatsky และเป็นเหตุให้ในปีค.ศ.1909 เขาเข้าร่วมกลุ่มหลักปรัชญาของชาวดัตช์(Theosophical Society)

และในเวลาต่อมาเขาได้ก็พัฒนารูปแบบ และค้นคว้าเรื่อยมาจนกระทั่งมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยการเริ่มต้นใช้สีที่ประกอบด้วยสีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบของงานแบบนามธรรม เข้าถึง และเข้าใจได้ยาก และในเวลาต่อมาการเริ่มต้นนี้ก็ได้เป็นตัวส่งอิทธิพลให้กับของงานมงเดรียนเองอีกหลายงาน


ความหันเหทางด้านงานศิลปะ[แก้]

ในช่วงหนึ่งมงเดรียนได้เริ่มเปลี่ยนแปลงความสนใจทางงานศิลปะของเขา ด้วยการเข้าชมนิทรรศการของกลุ่มคิวบิสม์(Cubism) “Moderne Kunstkring Exhibition” ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เขาได้ค้นคว้าจากการแสดงให้เห็นรูปแบบที่ธรรมดาของด้วยกัน 2 รูปแบบ จากภาพนิ่งของ Ginger Pot (Stilleven met Gemberpot) รูปแบบแรกในปีค.ศ.1911ซึ่งเป็นภาพที่ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มคิวบิสม์(Cubism) และรูปแบบที่ 2 ในปีค.ศ.1912 ซึ่งเขาลดทอนรูปแบบจากวงกลม การมีเส้นคดโค้ง มาเป็นสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทน

อีกทั้งในปี ค.ศ.1911 มงเดรียนได้ย้ายเข้าสู่กรุงปารีส ที่แห่งนั้นมีความเจริญ และเป็นใจกลางทางด้านงานศิลปกรรมแห่งยุคนั้น เขาได้เปลี่ยนนามสกุลของเขาในเวลาเดียวกันนี้ด้วย โดยการตัดอักษรเอหนึ่งตัวออกจากนามสกุลเดิมจาก Mondriaan เป็น Mondrian แต่การเปลี่ยนลายเซ็นบนผลงานของเขาได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปี ค.ศ.1907 ในระหว่างที่เขาอาศัยอยู่ในปารีส และในช่วงนั้นเองรูปแบบศิลปะแบบคิวบิสม์(Cubism) กำลังเป็นที่แพร่หลายอยู่ เขาจึงได้รับอิทธิพลการทำงานศิลปะจากกลุ่มคิวบิสม์(Cubism) ของปาโบล ปิกัสโซ่(Pablo Picasso) และจอร์จส์ บราค(George Braque) ซึ่งปรากฏให้เห็นในงานภาพชุดของมงเดรียน ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก ภาพชุดนี้ประกอบไปด้วยทิวทัศน์ หุ่นนิ่ง และต้นไม้ที่แสดงวิวัฒนาการตั้งแต่ดูเหมือนจริงเรื่อยมาจนกลายเป็นภาพแบบนามธรรม ด้วยการลดทอนรูปทรงต่างๆ จากการที่ปรากฏเส้นคดโค้ง กลายเป็นเพียงเส้นตรงที่เข้ามาแทนที่ ความลึกตามหลักทัศนียภาพหลายไป เหลือเพียงระนาบแบบ 2 มิติ มีเพียงเส้นตรงในแนวตั้งและแนวนอน ที่สร้างจังหวะจะโคน ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นรูปทรงแบบเรขาคณิต ที่ปรับความแข็งกระด้างของเส้นตรงเหล่านั้นด้วยการนำเอาแม่สี ซึ่งเป็นสีสันที่สดใสเข้ามาช่วยขัดกันให้ดูนุ่มนวลขึ้น

เมื่อปีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปีค.ศ.1914 มงเดรียนได้ย้ายกลับไปที่เนเธอแลนด์ และเริ่มค้นหาแนวทางไปสู่คตินิยมการสร้างงานแบบนามธรรม มีการพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับเส้นตรงและเส้นระดับสายตา ในปีค.ศ.1915 เขาได้พบกับเธโอ วาน โดสเบิร์ก(Theo van Doesburg) ทั้งสองได้ร่วมกันก่อนตั้งเดอ สไตจ์ล(De Stijl) ขึ้นในปีค.ศ.1917

กำเนิดเดอ สไตจ์ล (De Stijl)[แก้]

ร่วมก่อตั้งขึ้นโดย พีท มงเดรียน(Piet Mondrain) และ เธโอ วาน โดสเบิร์ก(Theo van Doesburg) ในปีค.ศ.1917 ซึ่งเป็นนิตยสาร ที่นำเสนอ แนวทางใหม่ๆ ที่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันให้กับรูปแบบทางศิลปะ ด้วยศิลปะแบบนามธรรม จนกระทั่งปีค.ศ.1924 แนวการทำงานของนิตยสารก็ได้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

De Stijl เป็นภาษาดัชต์มีความหมายเดียวกับคำว่า The Style แปลว่าประบวนแบบชื่อกลุ่มมาจากนิตยสารศิลปะฉบับหนึ่ง ศิลปินในกลุ่มนี้ เป็นสถาปนิกและนักออกแบบในประเทศฮอลแลนด์ พวกเขาเชื่อว่างานศิลปะและงานออกแบบควรทำเพื่อมุ่งไปสู่คนทั่วไปมากกว่ามุ่งเป้ าหมาย ไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และพยายามหาสไตล์ที่เป็นสากลนิยม ในด้านงานศิลปะพวกเขาได้อิทธิพลมาจากแนวคิดของ Cubism ในการใช้รูปทรง เรขาคณิต ศิลปินในกลุ่ม De Stijl นิยมใช้รูปทรงง่ายๆได้แก่ สี่เหลี่ยมมุมฉาก สี่เหลี่ยมผืนผ้า นิยมใช้เส้นที่หนาและสีขั้นที่ 1 คือ สีน้ำเงินเหลือง แดง หรือสีขาวและสีดำ การทำงานในลักษณะนี้บางครั้งเรียกกันว่า Neo-Plasticsim หรือรูปทรงแนวใหม่



ในปี ค.ศ. 1920 มงเดรียนค้นคว้าการแก้ปัญหาในผลงานเพิ่มขึ้น จนถึงขั้นสุดท้าย เขาได้พบกับความกลมกลืนที่สมดุลกันอย่างดี ด้วยการสร้างพื้นฐานรายละเอียดต่าง ๆ ของภาพ คือ เส้นตรงตั้งฉากกับแม่สีกับสิ่งตรงกันข้าม คือ เส้นนอนระดับสายตาแลสีที่ไม่เป็นสี เช่น สีขาว ดำ และสีเทา เขาเริ่มต้นด้วยวิธีการลดทอนส่วนของภาพให้ต่อเนื่อง และให้มันแยกตัวออกจากกัน แต่ละส่วนจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยตัวเอง ซึ่งแยกอยู่ส่วนพื้นที่ของตนโดยไม่ถูกรบกวน และส่วนต่างๆ นี้จะเกิดความขัดแย้งกัน ก่อให้เกิดการสัมพันธ์และความสมดุลด้วย จากสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความงามที่มีอิสระจากลักษณะที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และลักษณะที่เป็นส่วนตนของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

มงเดรียนสร้างงานของ “ความว่างเปล่า” ขึ้นเพื่อค้นหาคุณค่าอันสมบูรณ์ที่สุด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความหมายจากธรรมชาติหรืออารมณ์ โดยทั่วๆ ไป คำว่า “นามธรรม” นั่นย่อมตรงข้ามกับ “รูปธรรม” แต่ในทรรศนะของมงเดรียนแล้ว ศิลปะนามธรรมของเขาออกมาในรูปทรงที่บริสุทธิ์ในฐานะรูปธรรม และมีตัวตน สามารถดำรงอยู่ได้ในตัวของมันเอง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกผลงานของเขาว่าเป็น “นีโอ – พลาสติคซิสม์”



นีโอ – พลาสติคซิสม์ (Neo-Plasticism)[แก้]

กลุ่มนีโอ – พลาสติคซิสม์ (Neo – Plasticism) คำนี้เกิดขึ้นโดยพีท มงเดรียนใช้เรียกสไตล์ในผลงานของเขา ซึ่งเป็นแบบนามธรรมที่ใช้ เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก (Geometrical Abstraction) หลักสุนทรียศาสตร์ของลัทธิส่วนใหญ่ตีพิมพ์ในนิตยสารเดอ สไตจ์ล(De Stijl) มาแล้ว ซึ่งได้ นำเอาจุดเด่นบางประการจากลัทธิคิวบิสม์มา(Cubism) แต่ได้มีการละทิ้งรูปทรงดูรู้เรื่องของกลุ่มคิวบิสต์ยังคงไป นอกจากนี้พวกนีโอ-พลาสติค ซิสต์ไม่นิยมเอาจุดเริ่มต้นมาจากรูปร่างแล้วค่อยลดทอนออกจนเหลือเพียงนามธรรมดังเช่นศิลปินบางกลุ่มทำ ส่วนใหญ่จะสร้างงานขึ้นจาก ความคิดฝันของตนเอง ตัวอย่าง เช่น มงเดรียนยึดถือการออกแบบองค์ประกอบอย่างเคร่งครัดในเรื่องการนำเส้นที่ตัดกันได้มุมฉากระหว่าง เส้นระดับสายตา และเส้นตั้งให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรองสี่เหลี่ยมของภาพที่วาด โดยคำนึงถึงด้านช่องไฟให้มีความงดงาม การใช้สีจะใช้แม่สี สดใสรวมทั้งสีขาว ดำและสีเทา

นีโอ – พลาสติคซิสม์ เป็นผลสืบเนื่องจากปรัชญา “plastic mathematics” ของ Schoenmaekers นักปรัชญาชาวดัทช์ มงเดรียนได้เปลี่ยน รูปแบบมาเป็นแบบ “Plastic constructions” และได้อธิบายความหมายของ นีโอ – พลาสติคซิสม์ว่าความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติ สามารถลดหรือ ตัดทอนมาสู่การแสดงออกทางรูปทรง แห่งความสัมพันธ์อันแน่นอนได้ ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายทางจิตวิญญาณ ภายใน มีความแน่นอนเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ และเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะรากฐานของจัดวาง ผลงานของลัทธิได้รักอิทธิพลมา จากคิวบิสม์ เป็นการจัดองค์ประกอบนามธรรมของเส้นตรงที่ตัดกันได้มุมกันระหว่าง แกนเส้นตั้งและเส้นนอน เพื่อให้เกิดพื้นที่หรือช่องไฟอันงดงาม และมีความสมดุลกันหลายด้าน พร้อมด้วยการใช้สีสดใสบริสุทธิ์ของแม่สีขั้นต้น และ สอดสลับด้วยพื้นที่สีขาว สีดำ และสีเทาลงในที่ลางแห่ง

มงเดรียงกล่าวว่า ศิลปะจะต้องเป็น “การทำให้ไม่เป็นธรรมชาติ” (denaturalized) ซึ่งเขาหมายถึงว่าจะต้องเป็นอิสระจากการเสนอเรื่องราว ใด ๆ ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับส่วนส่วนตัวหรือของสิ่งใด ๆ ตามธรรมชาติทั้งสิ้น ต้องสร้างขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่เป็นนามธรรมในหลักเช่นนี้เขาคิดว่า ยังมี สิ่งหนึ่งซึ่งอาจหนีลัทธิปัจเจกนิยมของพิเศษส่วนตัวลงได้ และจะประสบความสำเร็จในการเข้าถึงการแสดงออกของวิญญาณสากลก็ด้วยการยึด หลักการดังกล่าว[4] และการสร้างสรรค์ผลงานของกลุ่มนี้ยังได้ส่งอิทธิพลก่อให้เกิดกลุ่มศิลปินอิสระขึ้นอีกมากมายแต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกลุ่มแอ็บสเตรกท์ ชั่น ครีเอชั่น(Abstraction Creation)

จากลอนดอนสู่นิวยอร์ก[แก้]

ในปีค.ศ.1938 สงครามโลกครั้งที่สองได้ปะทุขึ้น มงเดรียนจึงได้ย้ายจากปารีสไปสู่ลอนดอนเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานจากเหล่าทหารนาซี ที่นั่นเขาได้พบกับเบน นิคโคลสัน(Ben Nicholson) นวม กาโบ(Naum Gabo) และบราบาร่า เฮปเวิร์ท(Barbara Hepworth)[5] ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่เขาในด้านการหาที่พักอาศัย เครื่องอุปโภคบริโภค

จนเมื่อสงครามเริ่มสงบลงในอีกสองปีต่อมา(ค.ศ.1940) มงเดรียนได้รับการเชินชวนจากแฮร์รี่ โฮลท์แมน (Harry Holtzman)เพื่อย้ายไปยังนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มงเดรียนจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา ที่สหรัฐอเมริกาเขาได้เข้าร่วมกลุ่มกับ ศิลปินนามธรรม ของอเมริกา (American Abstract) และยังคงมีการพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มนีโอ – พลาสติคซิสม์อย่างต่อเนื่อง และในที่นั่นเขาพบกับสภาพบรรยากาศใหม่ๆ ในนิวยอร์ก แสงสีจากไฟนีออน ความเจริญรุ่งเรือง ความรวดเร็วของชีวิตและเครื่องจักร เสียงดนตรีแจ๊ส ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากในสมัยนั้น และชีวิตอันวุ่นวายของชาวเมืองนิวยอร์ก สิ่งเหล่านั้นเองได้เข้ามาปรากฏและมีอิทธิพลในงานของมงเดรียน

มงเดรียนยังคงดำเนินการสร้างงานในรูปแบบของตนเองเรื่อยมา หากเกิดแรงบันดาลใจใหม่จากเมืองที่เขาอาศัยอยู่นั่นก็คือนิวยอร์ก เขาจึงเริ่มสร้างผลงานชุดชื่อว่า NewYork และ NewYork City ขึ้นมา หากแต่รูปแบบที่มงเดรียนประทับใจต่อนิวยอร์กกลับเริ่มปรากฏที่ผลงาน Broadway Boogie-Woogie และผลงานที่ยังวาดไม่เสร็จ Victory Boogie-Woogie ซึ่งเป็นการแสดงถึงความประทับใจจากมงเดรียนต่อ แสงสี และความรื่นเริงของนิวยอร์ก เขายังคงพื้นฐานเดิมของงานศิลปะในแบบเขาด้วยเส้นตรงแนวตั้งและแนวนอน หากแต่เขาได้เพิ่มจังหวะของผลงานเข้าไปด้วย โดยการทำเส้นสีระยะสั้นๆ ต่อกันอย่างหลากหลาย เสมือนกับจังหวะเพลงและชีวิตอันวุ่นวายของชาวเมืองนิวยอร์ก ซึ่งมงเดรียนเองยังคงมีความเห็นว่าผลงานของเขาไม่ได้สิ้นสุดลง แต่เป็น “ขั้นสุดท้ายของการค้นหารูปทรงอันบริสุทธิ์” และในปีค.ศ.1942 ที่ Valentine Dudensin Gallery ในนิวยอร์กมงเดรียนได้มีโอกาสการจัดแสดงผลงานของเขาครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาของเขาขึ้นมา


เสียชีวิต[แก้]

และที่สุดท้ายของการย้ายมาพักพิงของมงเดรียนในระยะเวลาเพียง 4 ปี เขาได้เสียชีวิตลงที่นี่เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 1944 ขณะมีอายุได้ 71 ปี ด้วยอาการปอดบวม ร่างของเขาถูกฝังไว้ที่สุสานไซเพรสฮิล บรูคลิน(Cypress Hills Cemetery) ในนิวยอร์ก

ตัวอย่างผลงาน[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. คอตติงตัน, 2554 หน้า 55
  2. Busignani 1986, 3
  3. พงศ์กรณ์ พรธนพงศ์เกษม 2551, 49
  4. พงศ์กรณ์ พรธนพงศ์เกษม 2551, 46-47
  5. Busignani 1986, 7

บรรณานุกรม[แก้]

  • คอตติงตัน, เดวิต แปลโดย จณัญญ เตรียมอนุรักษ์. ศิลปะสมัยใหม่ : ความรู้ฉบบพกพา = Modern art : a very short introduction. กรุงเทพฯ : โอเพ่นเวิลด์ส, 2554.
  • จารุพรรณ ทรัพย์ปรุง. ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก. กรุงเทพมหานคร : คณะศิลปกรรมศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 2548.
  • พงศ์กรณ์ พรธนพงศ์เกษม. “ศิลปะสร้างสรรค์ : กรณีศึกษาผลงานสร้างสรรค์มองเดรียนที่มีรูปแบบเรขาคณิต”ปริญญานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชาทัศนศิลป์)บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2551.
  • Busignani, Alberto translated from the Italian by Caroline Beamish. Mondrian. London : Thames and Husdon, 1986.
  • Deicher, Susanne. Piet Mondrian 1872-1944 : structures in space. Koln : Benedikt Taschen, 1995.
  • Milner, John. Mondrian. New York : Abbeville Press, 1992.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]