พีท มงเดรียน
| พีท มงเดรียน | |
|---|---|
| เกิด | 7 มีนาคม ค.ศ. 1872 Amersfoort, Netherlands |
| เสียชีวิต | 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 (71 ปี) Manhattan, New York, United States |
| สัญชาติ | ดัตช์ |
| มีชื่อด้าน | จิตรกรรม |
| Training | Rijksakademie |
| รูปแบบ | เดอ สไตจ์ล (De Stijl) |
| Works | Grey Tree, Broadway Boogie Woogie, Composition II in Red, Yellow, and Blue |
พีท มงเดรียน (อังกฤษ: Piet Mondrain หรือ Pieter Cornelis Mondriaan, Jr.) เป็นศิลปินชาวดัตช์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 1872 ที่เมืองอาเมอร์สโฟร์ต ประเทศเนเธอร์แลนด์
พีท มงเดรียนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศิลปะแบบนามธรรม ในปี ค.ศ.1915 เขาและเธโอ วาน โดสเบิร์ก(Theo van Doesburg) ร่วมกันก่อต้ังกลุ่ม เดอ สไตจ์ล(De Stijl) โดยสร้างงานสไตล์เรขาคณิตอันมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเจริญเติบโตขึ้นจากแนวทางของนีโอ–พลาสติซิสม์(Neo-Plasticism) มงเดรียนจำกัดองค์ประกอบศิลป์ในงานของตนเองให้เหลือเป็นเพียงเส้นตรงในแนวตั้ง-แนวนอน และสีพื้นฐานไม่กี่สี เช่น เหลือง น้ำเงิน และแดง ได้ผลลัพธ์เป็นงานศิลปะที่ชัดเจนและเป็นระเบียบ ซึ่งมงเดรียนเชื่อว่าสามารถสะท้อนให้เห็นกฎแห่งจักรวาลได้[1]
พีท มงเดรียนเป็นลูกชายของ Pieter Cornelis Mondriaan และ Johanna Chistina Kok[2] ในปีค.ศ.1880 ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปยังเมือง Winterswijk ภายหลังจากนั้นเขาได้พบกับครอบครัวของลุงFrits Mondriaan ผู้ซึ่งเป็นจิตรกร และเป็นผู้ริเริ่มสอนการวาดภาพให้แก่มงเดรียน ตั้งแต่ปีค.ศ.1889 จนกระทั่งปีค.ศ.1892 มงเดรียนได้ย้ายมาที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เพื่อเข้าศึกษาด้านศิลปะที่ Academy of Fine Art (Rijksakademie van Beeldende Kunsten) จนถึงปีค.ศ.1897 เข้าได้ศึกษา ฝึกฝนทางด้านงานจิตรกรรมอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพวิวทิวทัศน์ ภาพเหมือน และภาพหุ่นนิ่ง
ผลงานระยะแรกของมงเดรียนนั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากความเป็นธรรมชาตินิยม และกลุ่มดัตช์ อิมเพรสชั่นนิสม์(Impressionism) เขาชอบออกไปวาดภาพธรรมชาติ ใช้สีค่อนข้างจะเศร้า มีโครงร่างเป็นสีเทาและเขียวทึบระหว่างปีค.ศ. 1907 – 1910 ทั้งความคิดและผลงานตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจิตรกรชาวดัตช์ผู้มีชื่อเสียงยิ่งในยุคนั้น คือ ทูร็อพ (Jan Toorop) โดยมีการแสดงออกตามแนวของกลุ่มสัญลักษณ์นิยม(Symbolism)[3]
ในช่วงนั้นเขาได้วาดภาพที่แสดงให้เห็นถึงสภาพบ้านเกิดของเขาอย่างชัดเจน ด้วยการวาดภาพกังหันลม ทุ่งหญ้าและแม่น้ำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในกลุ่มดัตช์ อิมเพรชชั่นนิสม์ จาก The Huge School ภาพวาดเหล่านี้เป็นการแสดงถึงจินตนาการของมงเดรียนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินหลายคน หลายกลุ่ม ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Pointilism และการใช้แสงสีที่จัดจ้านสว่างไสวของกลุ่มโฟวิสม์(Fauvism) ที่ Gemeentemuseumin The Hague เองได้มีการจัดแสดงภาพวาดในช่วงเวลานี้เช่นกัน รวมทั้งผลงานในช่วงศิลปะอิมเพรสชันนิสม์สมัยหลัง(Post-Impressionism) เช่น The Red Mill and Trees in Moonrise และในงานอื่นๆ เช่น Evening (Avond),1908 ในปี ค.ศ.1905-1908 มีการจัดแสดงผลงานชุดที่รวบรวบจากการวาดภาพนามธรรมบนผืนผ้าใบ ซึ่งมีการพรรณนาถึงงความมืดมัว คลุมเครือของต้นไม้ และบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำ แม้ว่าตัวภาพจะนำเสนอต่อสายตาผู้ชมด้วยรูปแบบของโครงสร้าง การจัดวางที่เด่นชัด มากกว่าที่จะให้เนื้อหากับผู้ชม หากแต่รูปภาพเหล่านี้ก็ยังคงรากฐานความหนักแน่นของความเป็นธรรมชาติเอาไว้ให้เห็น
ผลงานของมงเดรียนมักจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการศึกษาทางด้านปรัชญา ในปีค.ศ.1908 ได้หันมาให้ความสนใจกับหลักปรัชญาที่ดำเนินการโดย Helena Petrovna Blavatsky และเป็นเหตุให้ในปีค.ศ.1909 เขาเข้าร่วมกลุ่มหลักปรัชญาของชาวดัตช์(Theosophical Society)
และในเวลาต่อมาเขาได้ก็พัฒนารูปแบบ และค้นคว้าเรื่อยมาจนกระทั่งมีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยการเริ่มต้นใช้สีที่ประกอบด้วยสีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบของงานแบบนามธรรม เข้าถึง และเข้าใจได้ยาก และในเวลาต่อมาการเริ่มต้นนี้ก็ได้เป็นตัวส่งอิทธิพลให้กับของงานมงเดรียนเองอีกหลายงาน
เนื้อหา |
ความหันเหทางด้านงานศิลปะ[แก้]
ในช่วงหนึ่งมงเดรียนได้เริ่มเปลี่ยนแปลงความสนใจทางงานศิลปะของเขา ด้วยการเข้าชมนิทรรศการของกลุ่มคิวบิสม์(Cubism) “Moderne Kunstkring Exhibition” ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เขาได้ค้นคว้าจากการแสดงให้เห็นรูปแบบที่ธรรมดาของด้วยกัน 2 รูปแบบ จากภาพนิ่งของ Ginger Pot (Stilleven met Gemberpot) รูปแบบแรกในปีค.ศ.1911ซึ่งเป็นภาพที่ได้รับอิทธิพลมาจากกลุ่มคิวบิสม์(Cubism) และรูปแบบที่ 2 ในปีค.ศ.1912 ซึ่งเขาลดทอนรูปแบบจากวงกลม การมีเส้นคดโค้ง มาเป็นสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทน
อีกทั้งในปี ค.ศ.1911 มงเดรียนได้ย้ายเข้าสู่กรุงปารีส ที่แห่งนั้นมีความเจริญ และเป็นใจกลางทางด้านงานศิลปกรรมแห่งยุคนั้น เขาได้เปลี่ยนนามสกุลของเขาในเวลาเดียวกันนี้ด้วย โดยการตัดอักษรเอหนึ่งตัวออกจากนามสกุลเดิมจาก Mondriaan เป็น Mondrian แต่การเปลียนลายเซ็นบนผลงานของเขาได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปี ค.ศ.1907 ในระหว่างที่เขาอาศัยอยู่ในปารีส และในช่วงนั้นเองรูปแบบศิลปะแบบคิวบิสม์(Cubism) กำลังเป็นที่แพร่หลายอยู่ เขาจึงได้รับอิทธิพลการทำงานศิลปะจากกลุ่มคิวบิสม์(Cubism) ของปาโบล ปิกัสโซ่(Pablo Picasso) และจอร์จส์ บราค(George Braque) ซึ่งปรากฏให้เห็นในงานภาพชุดของมงเดรียน ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก ภาพชุดนี้ประกอบไปด้วยทิวทัศน์ หุ่นนิ่ง และต้นไม้ที่แสดงวิวัฒนาการตั้งแต่ดูเหมือนจริงเรื่อยมาจนกลายเป็นภาพแบบนามธรรม ด้วยการลดทอนรูปทรงต่างๆ จากการที่ปรากฏเส้นคดโค้ง กลายเป็นเพียงเส้นตรงที่เข้ามาแทนที่ ความลึกตามหลักทัศนียภาพหลายไป เหลือเพียงระนาบแบบ 2 มิติ มีเพียงเส้นตรงในแนวตั้งและแนวนอน ที่สร้างจังหวะจะโคน ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นรูปทรงแบบเรขาคณิต ที่ปรับความแข็งกระด้างของเส้นตรงเหล่านั้นด้วยการนำเอาแม่สี ซึ่งเป็นสีสันที่สดใสเข้ามาช่วยขัดกันให้ดูนุ่มนวลขึ้น
เมื่อปีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปีค.ศ.1914 มงเดรียนได้ย้ายกลับไปที่เนเธอแลนด์ และเริ่มค้นหาแนวทางไปสู่คตินิยมการสร้างงานแบบนามธรรม มีการพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับเส้นตรงและเส้นระดับสายตา ในปีค.ศ.1915 เขาได้พบกับเธโอ วาน โดสเบิร์ก(Theo van Doesburg) ทั้งสองได้ร่วมกันก่อนตั้งเดอ สไตจ์ล(De Stijl) ขึ้นในปีค.ศ.1917
กำเนิดเดอ สไตจ์ล (De Stijl)[แก้]
ร่วมก่อตั้งขึ้นโดย พีท มงเดรียน(Piet Mondrain) และ เธโอ วาน โดสเบิร์ก(Theo van Doesburg) ในปีค.ศ.1917 ซึ่งเป็นนิตยสาร ที่นำเสนอ แนวทางใหม่ๆ ที่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันให้กับรูปแบบทางศิลปะ ด้วยศิลปะแบบนามธรรม จนกระทั่งปีค.ศ.1924 แนวการทำงานของนิตยสารก็ได้ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
De Stijl เป็นภาษาดัชต์มีความหมายเดียวกับคำว่า The Style แปลว่าประบวนแบบชื่อกลุ่มมาจากนิตยสารศิลปะฉบับหนึ่ง ศิลปินในกลุ่มนี้ เป็นสถาปนิกและนักออกแบบในประเทศฮอลแลนด์ พวกเขาเชื่อว่างานศิลปะและงานออกแบบควรทำเพื่อมุ่งไปสู่คนทั่วไปมากกว่ามุ่งเป้ าหมาย ไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และพยายามหาสไตล์ที่เป็นสากลนิยม ในด้านงานศิลปะพวกเขาได้อิทธิพลมาจากแนวคิดของ Cubism ในการใช้รูปทรง เรขาคณิต ศิลปินในกลุ่ม De Stijl นิยมใช้รูปทรงง่ายๆได้แก่ สี่เหลี่ยมมุมฉาก สี่เหลี่ยมผืนผ้า นิยมใช้เส้นที่หนาและสีขั้นที่ 1 คือ สีน้ำเงินเหลือง แดง หรือสีขาวและสีดำ การทำงานในลักษณะนี้บางครั้งเรียกกันว่า Neo-Plasticsim หรือรูปทรงแนวใหม่
ในปี ค.ศ. 1920 มงเดรียนค้นคว้าการแก้ปัญหาในผลงานเพิ่มขึ้น จนถึงขั้นสุดท้าย เขาได้พบกับความกลมกลืนที่สมดุลกันอย่างดี ด้วยการสร้างพื้นฐานรายละเอียดต่าง ๆ ของภาพ คือ เส้นตรงตั้งฉากกับแม่สีกับสิ่งตรงกันข้าม คือ เส้นนอนระดับสายตาแลสีที่ไม่เป็นสี เช่น สีขาว ดำ และสีเทา เขาเริ่มต้นด้วยวิธีการลดทอนส่วนของภาพให้ต่อเนื่อง และให้มันแยกตัวออกจากกัน แต่ละส่วนจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ด้วยตัวเอง ซึ่งแยกอยู่ส่วนพื้นที่ของตนโดยไม่ถูกรบกวน และส่วนต่างๆ นี้จะเกิดความขัดแย้งกัน ก่อให้เกิดการสัมพันธ์และความสมดุลด้วย จากสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความงามที่มีอิสระจากลักษณะที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และลักษณะที่เป็นส่วนตนของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
มงเดรียนสร้างงานของ “ความว่างเปล่า” ขึ้นเพื่อค้นหาคุณค่าอันสมบูรณ์ที่สุด โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความหมายจากธรรมชาติหรืออารมณ์ โดยทั่วๆ ไป คำว่า “นามธรรม” นั่นย่อมตรงข้ามกับ “รูปธรรม” แต่ในทรรศนะของมงเดรียนแล้ว ศิลปะนามธรรมของเขาออกมาในรูปทรงที่บริสุทธิ์ในฐานะรูปธรรม และมีตัวตน สามารถดำรงอยู่ได้ในตัวของมันเอง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกผลงานของเขาว่าเป็น “นีโอ – พลาสติคซิสม์”
นีโอ – พลาสติคซิสม์ (Neo-Plasticism)[แก้]
กลุ่มนีโอ – พลาสติคซิสม์ (Neo – Plasticism) คำนี้เกิดขึ้นโดยพีท มงเดรียนใช้เรียกสไตล์ในผลงานของเขา ซึ่งเป็นแบบนามธรรมที่ใช้ เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก (Geometrical Abstraction) หลักสุนทรียศาสตร์ของลัทธิส่วนใหญ่ตีพิมพ์ในนิตยสารเดอ สไตจ์ล(De Stijl) มาแล้ว ซึ่งได้ นำเอาจุดเด่นบางประการจากลัทธิคิวบิสม์มา(Cubism) แต่ได้มีการละทิ้งรูปทรงดูรู้เรื่องของกลุ่มคิวบิสต์ยังคงไป นอกจากนี้พวกนีโอ-พลาสติค ซิสต์ไม่นิยมเอาจุดเริ่มต้นมาจากรูปร่างแล้วค่อยลดทอนออกจนเหลือเพียงนามธรรมดังเช่นศิลปินบางกลุ่มทำ ส่วนใหญ่จะสร้างงานขึ้นจาก ความคิดฝันของตนเอง ตัวอย่าง เช่น มงเดรียนยึดถือการออกแบบองค์ประกอบอย่างเคร่งครัดในเรื่องการนำเส้นที่ตัดกันได้มุมฉากระหว่าง เส้นระดับสายตา และเส้นตั้งให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรองสี่เหลี่ยมของภาพที่วาด โดยคำนึงถึงด้านช่องไฟให้มีความงดงาม การใช้สีจะใช้แม่สี สดใสรวมทั้งสีขาว ดำและสีเทา
นีโอ – พลาสติคซิสม์ เป็นผลสืบเนื่องจากปรัชญา “plastic mathematics” ของ Schoenmaekers นักปรัชญาชาวดัทช์ มงเดรียนได้เปลี่ยน รูปแบบมาเป็นแบบ “Plastic constructions” และได้อธิบายความหมายของ นีโอ – พลาสติคซิสม์ว่าความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติ สามารถลดหรือ ตัดทอนมาสู่การแสดงออกทางรูปทรง แห่งความสัมพันธ์อันแน่นอนได้ ศิลปะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายทางจิตวิญญาณ ภายใน มีความแน่นอนเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ และเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะรากฐานของจัดวาง ผลงานของลัทธิได้รักอิทธิพลมา จากคิวบิสม์ เป็นการจัดองค์ประกอบนามธรรมของเส้นตรงที่ตัดกันได้มุมกันระหว่าง แกนเส้นตั้งและเส้นนอน เพื่อให้เกิดพื้นที่หรือช่องไฟอันงดงาม และมีความสมดุลกันหลายด้าน พร้อมด้วยการใช้สีสดใสบริสุทธิ์ของแม่สีขั้นต้น และ สอดสลับด้วยพื้นที่สีขาว สีดำ และสีเทาลงในที่ลางแห่ง
มงเดรียงกล่าวว่า ศิลปะจะต้องเป็น “การทำให้ไม่เป็นธรรมชาติ” (denaturalized) ซึ่งเขาหมายถึงว่าจะต้องเป็นอิสระจากการเสนอเรื่องราว ใด ๆ ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับส่วนส่วนตัวหรือของสิ่งใด ๆ ตามธรรมชาติทั้งสิ้น ต้องสร้างขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่เป็นนามธรรมในหลักเช่นนี้เขาคิดว่า ยังมี สิ่งหนึ่งซึ่งอาจหนีลัทธิปัจเจกนิยมของพิเศษส่วนตัวลงได้ และจะประสบความสำเร็จในการเข้าถึงการแสดงออกของวิญญาณสากลก็ด้วยการยึด หลักการดังกล่าว[4] และการสร้างสรรค์ผลงานของกลุ่มนี้ยังได้ส่งอิทธิพลก่อให้เกิดกลุ่มศิลปินอิสระขึ้นอีกมากมายแต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกลุ่มแอ็บสเตรกท์ ชั่น ครีเอชั่น(Abstraction Creation)
จากลอนดอนสู่นิวยอร์ก[แก้]
ในปีค.ศ.1938 สงครามโลกครั้งที่สองได้ปะทุขึ้น มงเดรียนจึงได้ย้ายจากปารีสไปสู่ลอนดอนเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานจากเหล่าทหารนาซี ที่นั่นเขาได้พบกับเบน นิคโคลสัน(Ben Nicholson) นวม กาโบ(Naum Gabo) และบราบาร่า เฮปเวิร์ท(Barbara Hepworth)[5] ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่เขาในด้านการหาที่พักอาศัย เครื่องอุปโภคบริโภค
จนเมื่อสงครามเริ่มสงบลงในอีกสองปีต่อมา(ค.ศ.1940) มงเดรียนได้รับการเชินชวนจากแฮร์รี่ โฮลท์แมน (Harry Holtzman)เพื่อย้ายไปยังนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มงเดรียนจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา ที่สหรัฐอเมริกาเขาได้เข้าร่วมกลุ่มกับ ศิลปินนามธรรม ของอเมริกา (American Abstract) และยังคงมีการพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มนีโอ – พลาสติคซิสม์อย่างต่อเนื่อง และในที่นั่นเขาพบกับสภาพบรรยากาศใหม่ๆ ในนิวยอร์ก แสงสีจากไฟนีออน ความเจริญรุ่งเรือง ความรวดเร็วของชีวิตและเครื่องจักร เสียงดนตรีแจ๊ส ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมากในสมัยนั้น และชีวิตอันวุ่นวายของชาวเมืองนิวยอร์ก สิ่งเหล่านั้นเองได้เข้ามาปรากฏและมีอิทธิพลในงานของมงเดรียน
มงเดรียนยังคงดำเนินการสร้างงานในรูปแบบของตนเองเรื่อยมา หากเกิดแรงบันดาลใจใหม่จากเมืองที่เขาอาศัยอยู่นั่นก็คือนิวยอร์ก เขาจึงเริ่มสร้างผลงานชุดชื่อว่า NewYork และ NewYork City ขึ้นมา หากแต่รูปแบบที่มงเดรียนประทับใจต่อนิวยอร์กกลับเริ่มปรากฏที่ผลงาน Broadway Boogie-Woogie และผลงานที่ยังวาดไม่เสร็จ Victory Boogie-Woogie ซึ่งเป็นการแสดงถึงความประทับใจจากมงเดรียนต่อ แสงสี และความรื่นเริงของนิวยอร์ก เขายังคงพื้นฐานเดิมของงานศิลปะในแบบเขาด้วยเส้นตรงแนวตั้งและแนวนอน หากแต่เขาได้เพิ่มจังหวะของผลงานเข้าไปด้วย โดยการทำเส้นสีระยะสั้นๆ ต่อกันอย่างหลากหลาย เสมือนกับจังหวะเพลงและชีวิตอันวุ่นวายของชาวเมืองนิวยอร์ก ซึ่งมงเดรียนเองยังคงมีความเห็นว่าผลงานของเขาไม่ได้สิ้นสุดลง แต่เป็น “ขั้นสุดท้ายของการค้นหารูปทรงอันบริสุทธิ์” และในปีค.ศ.1942 ที่ Valentine Dudensin Gallery ในนิวยอร์กมงเดรียนได้มีโอกาสการจัดแสดงผลงานของเขาครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาของเขาขึ้นมา
เสียชีวิต[แก้]
และที่สุดท้ายของการย้ายมาพักพิงของมงเดรียนในระยะเวลาเพียง 4 ปี เขาได้เสียชีวิตลงที่นี่เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 1944 ขณะมีอายุได้ 71 ปี ด้วยอาการปอดบวม ร่างของเขาถูกฝังไว้ที่สุสานไซเพรสฮิล บรูคลิน(Cypress Hills Cemetery) ในนิวยอร์ก
ตัวอย่างผลงาน[แก้]
เชิงอรรถ[แก้]
บรรณานุกรม[แก้]
- คอตติงตัน, เดวิต แปลโดย จณัญญ เตรียมอนุรักษ์. ศิลปะสมัยใหม่ : ความรู้ฉบบพกพา = Modern art : a very short introduction. กรุงเทพฯ : โอเพ่นเวิลด์ส, 2554.
- จารุพรรณ ทรัพย์ปรุง. ประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก. กรุงเทพมหานคร : คณะศิลปกรรมศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 2548.
- พงศ์กรณ์ พรธนพงศ์เกษม. “ศิลปะสร้างสรรค์ : กรณีศึกษาผลงานสร้างสรรค์มองเดรียนที่มีรูปแบบเรขาคณิต”ปริญญานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชาทัศนศิลป์)บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2551.
- Busignani, Alberto translated from the Italian by Caroline Beamish. Mondrian. London : Thames and Husdon, 1986.
- Deicher, Susanne. Piet Mondrian 1872-1944 : structures in space. Koln : Benedikt Taschen, 1995.
- Milner, John. Mondrian. New York : Abbeville Press, 1992.
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: พีท มงเดรียน |
- Mondrian Trust, the official holder of reproduction rights to Mondrian's works.
- Guggenheim NY Mondrian collection
- Moma The Collection
- De Stijl