พิพิธภัณฑ์หินแปลก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พิพิธภัณฑ์หินแปลก เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน ที่เก็บรวบรวมหินที่มีรูปร่างแปลกๆ จัดแสดงให้สาธารณชนเข้าชม ตั้งอยู่ปากซอยเจริญกรุง 26 ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑ์หินแปลกก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2542 โดยนายยรรยง เลิศนิมิตร นักธุรกิจสิ่งทอ และนักสะสม ซึ่งได้เก็บรวบรวมหินนับหมื่นๆ ชิ้นจากทั้งในประเทศไทย และจากต่างประเทศ

การจัดแสดง[แก้]

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงหินแปลกในอาคาร 3 ชั้น ชั้นที่ 1 และ 2 เป็นหินหยก ฟอสซิล หินธรรมชาติ หินย้อย ฯลฯ จำนวนกว่า 2,000 ชิ้น มีการจัดเปลี่ยนแสดงชุดใหม่ทุก 6 เดือน

หินเหล่านี้ประกอบด้วยหินฟอสซิลไม้จากภาคอีสาน หินจากภาคเหนือของประเทศไทย ฟอสซิลหอยทะเลจากเพชรบูรณ์ แต่หินส่วนใหญ่เป็นหินจากภาคกลาง เช่น จังหวัดสระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี อุทัยธานี เป็นต้น หินเหล่านี้มีอายุไม่อย่างน้อย 200 ล้านปีขึ้นไป

หินแปลกที่มีความโดดเด่นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อเรียกตามลักษณะที่แลเห็น ได้แก่ "ผมหงอกบนก้อนหิน" เป็นหินที่มีสาหร่ายเกาะติด ดูเหมือนผมหงอก, "แหลมทอง" รูปร่างคล้ายด้ามขวาน, "ศาลาหลบฝน" คล้ายชะง่อนผายื่นออกมา, "เต่าเทวดา" เป็นหินน้ำหนักกว่า 1,000 กิโลกรัม บริเวณที่เป็นเหมือนกระดองเต่ามีลวดลายสะดุดตามาก และหิน "ยินดีที่ได้พบ" เป็นหินคู่ คล้ายนกเพนกวิน 2 ตัวยืนจับมือกัน นอกจากนี้ยังมีหินที่มีรูปร่างเหมือนสัตว์ต่างๆ มากมาย

สำหรับหินจากต่างประเทศนั้น มีลักษณะที่แปลก และงดงาม เช่น หินจากซาอุดิอาระเบีย มีชื่อว่า "กุหลาบทะเลทราย" เกิดจากแร่ยิปซัมจับตัวกันแน่นกับแบไรต์ และแคลไซต์ตกผลึกเป็นสีขาวบริเวณที่คล้ายกลีบกุหลาบ

พื้นที่ชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงที่เขี่ยบุหรี่จากประเทศต่างๆ กว่า 4,000 ชิ้น ทำจากวัสดุหลากหลาย เช่น ดินเผา กระดูกสัตว์ ไม้ เปลือกหอยมุก คริสตอล ทองเหลือง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีรูปยาซิกาแร็ตที่แถมมากับบุหรี่ ฉลากไม้ขีดไฟและฉลากบุหรี่ของไทยและต่างประเทศ อายุกว่า 50 ปี และของสะสมอื่นๆ อีกมาก

ปัญหา[แก้]

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์หินแปลกได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม โดยเก็บค่าเข้าชมในอัตราที่ถูก และไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง ทำให้ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย พิพิธภัณฑ์มีค่าใช้จ่ายมาก เช่น ค่าพนักงาน ค่าไฟฟ้า รวมแล้วเดือนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท (รวมค่าเช่าอาคารด้วย) นอกจากนี้ยังขาดที่จอดรถ ทำให้ทัวร์จากต่างประเทศไม่นิยมเข้าชม ด้วยเหตุนี้เจ้าของพิพิธภัณฑ์จึงต้องหารายได้เพิ่มจากการขายหินบางชิ้น

อ้างอิง[แก้]