พายัพ ชินวัตร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พายัพ ชินวัตร
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 (56 ปี)
อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
พรรคการเมือง เพื่อไทย

นายพายัพ ชินวัตร (เกิด 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500) ผู้ดูแลภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ น้องชายคนเดียวของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

นายพายัพ ชินวัตร เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่ 6 และเป็นบุตรชายคนที่ 3 ของนายเลิศ และนางยินดี ชินวัตร (ธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ (ณเชียงใหม่) ระมิงค์วงศ์) (อีกคนหนึ่ง คือ นายอุดร เสียชีวิตแล้ว) นายพายัพ สมรสกับ นางพอฤทัย (นามสกุลเดิม จันทรพันธ์) มีบุตรชายสี่คน ชื่อ นายฤภพ, นายพิรุณ, นายพอพงษ์, นายพีรพัฒน์

ในช่วงปี พ.ศ. 2552 นายพายัพ ถูกวิพากวิจารณ์จากสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีความสัมพันธ์กับสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์[1] หลังจากที่เขากับสิเรียม ร่วมทำบุญที่วัดสังกัน จังหวัดศรีสะเกษ[2] (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสิเรียมพุทธาราม)

หลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549แล้ว นายพายัพเป็นผู้หนึ่งที่ได้ถูกควบคุมตัว ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 นายพายัพได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถ้าตระกูลของตนกลับมาอำนาจอีกครั้งเมื่อไหร่ จะกลับมาแก้แค้นบุคคลที่ล้มล้างอำนาจตน[3]

การศึกษา[แก้]

นายพายัพ จบชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (อุตสาหการ) จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส อาร์ลิงตัน สหรัฐอเมริกา ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 4414 (วปรอ. 4414) [4]

ธุรกิจ[แก้]

นายพายัพ เป็นผู้บริหาร บริษัท ชินวัตรไหมไทย จำกัด ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท แต่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ มีปัญหาขาดทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540-2544 เป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท แต่หลังจากนั้น นายพายัพ กลับกลายเป็นนักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหน ราคาหุ้นตัวนั้นก็ขึ้นอย่างต่อเนื่อง [5] สร้างผลกำไรให้กับ สมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่พากันซื้อหุ้นตามนายพายัพ เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ นายพายัพยังสามารถขอเสนอลดหนี้บริษัทดังกล่าวจากสถาบันการเงิน เหลือเพียง ร้อยละ 5 จากยอดเงินกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ บสท.ไม่อนุมัติให้ตามที่นายพายัพเสนอ เพราะเกรงความผิดจากการสร้างความเสียหายแก่รัฐ[6]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]