ปอล เซซาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พอล เซซานน์)
ปอล เซซาน
ปอล เซซาน ประมาณปี ค.ศ. 1861
ชื่อเกิด ปอล เซซาน
เกิด 19 มกราคม ค.ศ. 1839(1839-01-19)
เอ็กซ, โปรวองซ, ฝรั่งเศส
เสียชีวิต 22 ตุลาคม ค.ศ. 1906 (67 ปี)
สัญชาติ ฝรั่งเศส
มีชื่อด้าน จิตรกรรม
รูปแบบ โพสท์อิมเพรสชันนิสม์
Works A Modern Olympia, Mont Sainte-Victoire, Bathers
Patrons Ambroise Vollard
Influenced by อิมเพรสชันนิสม์
Influenced กามีย์ ปีซาโร

ปอล เซซาน (ฝรั่งเศส: Paul Cézanne) จิตรกรชาวฝรั่งเศสในลัทธิโพสท์อิมเพรสชันนิสม์ สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน งานของเซซานเป็นงานที่วางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงจากศิลปะลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไปสู่ศิลปะบาศกนิยม (Cubism) ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นแนวที่ทั้งอ็องรี มาติส และปาโบล ปีกัสโซ ยกย่องเซซานว่าเป็น "the father of us all" [1]

เนื้อหา

ประวัติและชีวิตส่วนตัว[แก้]

ต้นกำเนิด[แก้]

ปอลเซซาน ถือกำเนิดในวันที่ 19 มกราคม 1839 (พ.ศ. 2382) ในครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยในเมือง Aix-en-Provence ประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาประสบความสำเร็จจากธุรกิจด้านการธนาคารที่ความร่ำรวย ส่วนแม่ของเขานั้นก็เป็นที่จิตใจดีของสนับสนุนงานของลูกชาย พ่อของ Cezanne ไม่ได้ปรารถนาให้เขาเป็นจิตรกร สิ่งนี้ทำให้ Cezanne ต้องไปเรียนกฎหมายอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเหมือนเอ็ดการ์ เดอกาส์ ในปี 1852 Cezanne ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัย Collège Bourbon ที่นั่นเขาได้พบกับเพื่อนสนิทเขา อีมิล โซลา ผู้ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นนักเขียนชั้นนำของฝรั่งเศส พวกเขาเรียนหนังสือและเติบโตมาด้วยกัน ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนที่รู้ใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี[2]

เส้นทางชีวิตการเป็นศิลปิน[แก้]

ค้นหาตัวเองในวัยเด็ก[แก้]

เซซาน มีความสนใจเกี่ยวกับบทกวีและงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆเขาได้เรียนวาดเขียนทั้งที่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ตลอดจนเรียนที่โรงเรียนศิลปะของเมืองซึ่งสอนให้ฟรี แต่รางวัลในการเขียนภาพซึ่งทาง Collège Bourbon จัดให้มีขึ้นนั้น เซซาน ไม่เคยได้ ผู้ที่ได้รับรางวัลคือ โซล่า นั่นเอง รางวัลที่ เซซาน เคยได้รับจากวิทยาลัยแห่งนี้คือคณิตศาสตร์ ภาษาลาตินและกรีก และแม้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสองคนนี้จะสนใจในการเขียนภาพ แต่ก็คิดอยู่เสอมว่าในวันข้างหน้าตนจะดำเนินอาชีพเป็นกวี[3]

เมื่อเติบโตขึ้น เซซาน ก็เริ่มเขียนบทกวี ซึ่งบางครั้งเขาก็เขียนภาพประกอบบทกวีของเขาด้วยแล้วก็ส่งไปให้ โซล่า ได้ดูภาพชนิดนี้ยังมีเหลืออยู่ภาพหนึ่งแสดงถึงคนในครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงกินอาหารที่ประกอบด้วยหัวคนซึ่งถูกตัดออกมา โดยมีเด็กๆกำลังร้องไห้ขออาหารอีก นี่ก็เป็นบทกวีและภาพที่มีแนวความคิดประหลาดๆอยู่เบื้องหลัง อันเป็นสิ่งที่จะได้เห็นต่อไปอีกในการเขียนภาพของเซซาน[4]

ต่อมา อีมิล โซล่า ได้ย้ายไปเรียนหนังสืออยู่ที่ปารีส เมื่อย้ายไปแล้ว โซล่า ก็ชักชวนให้ เซซาน ขออนุญาตพ่อมาเรียนเขียนภาพที่ปารีสดูบ้าง แต่ทว่า เซซาน นั้นได้เข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยแห่งเมือง Aix ไปเสียแล้ว เขาได้เขียนจดหมายไปบอกแก่ โซล่า ความว่า “อนิจจา ฉันต้องเรียนกฎหมายเสียแล้ว จะว่าเลือกก็ไม่ถูกนัก เป็นการถูกบังคับให้เรียนมากกว่า” เซซาน พบว่าการเรียนกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่เหลือทนสำหรับเขา และได้บอกไปในจดหมายถึงโซลา ดังนั้นสหายผู้นี้จึงบอกเขาให้เลือกเอาว่าจะเป็นทนายความหรือจิตรกรดี เซซาน ได้ใช้เวลาเรียนกฎหมายอยู่สองปีทั้งๆที่ไม่เต็มใจเลย เรียนไปเพียงแค่เพื่อตามใจพ่อของเขาเท่านั้นเอง ในที่สุดเมื่อรู่สึกว่าจะฝืนใจต่อไปไม่ไหว เขาก็เลยตัดสินใจว่าตนควรจะดำเนินอาชีพเป็นจิตรกรดีกว่า[5]

ในระยะนั้น เซซาน ได้รับอนุญาตจากพ่อให้ไปเรียนเขียนภาพได้ในยามว่างจากการเรียนกฎหมาย และได้จัดให้เขามีห้องเขียนภาพขึ้นที่ภายในบ้าน ภาพที่ เซซาน เขียนในระยะนี้มีชื่อว่า “Kiss of the Muse” ซึ่งแม่ของเขาเมื่อได้เห็นภาพนี้แล้วก็พอใจมาก และบางทีอาจจะเป็นเพราะภาพนี้เองที่ทำให้พ่อของเขา ยอมเห็นใจและให้เขาไปเรียนต่อ ที่ปารีสนั้น เซซาน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ อีมิล โซล่า และเขาก็ได้ไปลงทะเบียนเรียนที่ Académie Suisse และที่นั่นเองก็เป็นที่ๆเขาได้รู้จักกับที่ปรึกษาของเขา กามีย์ ปีซาโร[6] เมื่ออยู่ปารีสได้ระยะหนึ่ง เซซานก็เริ่มสงสัยในความความสามารถของตนที่จะเป็นจิตรกรเนื่องจากเขาได้ลองเขียนภาพอีมิล โซล่า ดูหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเขียนได้ไม่เหมือน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเพื่อหาลู่ทางอื่นแทนอาชีพจิตรกร[7]

เมื่อกลับมาอยู่บ้านได้ราวปีเศษ เซซานเข้าทำงานเป็นเสมียนในธนาคารของพ่อ แต่เขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายและมิได้มีจิตใจมุ่งมั่นกับงานอันใดที่พ่อเขาอยากให้ทำเลย แต่พ่อของเขามองว่าในฐานะที่จะเป็นผู้ได้รับมรดกของบ้านและธุรกิจของครอบครัว เซซานควรจะต้องเรียนรู้งานไว้ตามสมควร แต่เซซานก็ยังคงมีความสนใจในการกวีนิพนธ์และการเขียนภาพเป็นอย่างมาก และในที่สุดพ่อของเขาก็เห็นว่าลูกชายของตนคงมิสามารถทำงานแทนตนต่อไปได้ เขาจึงตัดสินใจส่งเซซานไปเรียนเขียนภาพที่ปารีสอีกครั้ง[8] ดังนั้นในปี 1862 เซซานกลับไปที่ปารีสเพื่อทำงานเขียนภาพอีกครั้ง แต่ก็ยังคงล้มเหลวอยู่ เขาพลาดการสอบเข้า Ecole des Beaux-Arts แต่อย่างไรก็ดีเขายังคงทำงานเขียนภาพต่อไประหว่างนั้นที่ไปๆมาระหว่างกรุงปารีสและ Aix-en-Provence ในขณะเดียวกันก็ส่งผลงานของเขาไปยัง Salon jury ด้วย[9]

ในช่วงเวลาที่กลับไปอยู่ที่ปารีสนั้นเขาได้เป็นเพื่อนกับจิตรกร Impressionist คนอื่นๆเช่น โคลด โมเน่ต์ และ กามีย์ ปีซาโร่ด้วย มากไปกว่านั้นเขายังได้มีโอกาสรู้จักกับ Hortense Fiquet ผู้ซึ่งจะป็นภรรยาของเขาในอนาคตอีกด้วย[10] และพอเกิดสงครามปรัสเซียน เซซาน และ Fiquet พากันหลบหนีจากปารีสมายังเมือง L'Estaque จนกระทั่งปี 1871[11]

ช่วงกลางของชีวิต[แก้]

ในปี 1872 เซซานใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง Pontoise ประเทศฝรั่งเศสกับ Fiquet ภรรยาของเขาและลูกชายของเขา เซซานยังคงมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานเขียนภาพต่อไป เขาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการออกนั่งเขียนภาพข้างนอกกับไอดอลของเขา กามีย์ ปีซาโร และที่ Pontoise นี่เองเซซานได้พบกับปอล โกแกงผู้ซึ่งชื่นชมในงานของเซซานและยอมจ่ายให้เขา ดังนั้นในราวปี 1872-1874 เซซานจึงย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านและทำงานให้กับโกแกงที่เมือง Auvers-sur-Oise[12] ในขณะเดียวกันในปี 1973 นั้น เซซานได้มีโอกาสพบกับแวนโก๊ะ และในปี 1974 เขาก็มีโอกาสนำผลงานของตนไปจัดแสดงที่ showcase ของศิลปินกลุ่ม impressionist ในงานนั้นภาพของเซซานได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มศิลปินเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้นภาพของเซซานก็มีความแตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆมากเช่นกัน การวางองค์ประกอบของเขาในขณะนั้นทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความใกล้เคียงกับงานของปีซาโร่และในปี 1877 เซซานก็ได้จัด showcase ของเขาเองโดยจัดแสดงทั้งหมด 16 ภาพ แต่ก็ได้รับเสียงพิพากษ์วิจารณ์กลับมาหนักมาก จนเขาเสียกำลังใจไป แต่อย่างไรก็ดีเขาก็ยังคงทำงานเขียนภาพต่อในสตูดิโอของเขา[13]

ในช่วงต้นปี 80 เขาเริ่มออกห่างจากลักษณะของ impressionist ขึ้นไปทุกที แต่เขาก็ยังคงออกไปเขียนภาพทิวทัศน์อย่างสม่ำเสมอ ราวสิบปีให้หลังมานี้ เซซานพยามส่งผลงานของเขาที่มีโครงสร้างตามแบบธรรมชาติเข้าร่วมนิทรรศการของ salon เสมอ แต่ก็ยังคงล้มเหลว(มีเพียงครั้งเดียวที่ได้ร่วมจัดแสดง) จนปี 1886 พ่อของเขาได้เสียชีวิตและทิ้งมรดกไว้ให้กับเขาจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ปัญหาเรื่องการเงินของเขามีสภาพที่ดีขึ้นด้วย[14]

ชีวิตช่วงบั้นปลาย[แก้]

ในราวเดือนพฤศจิกายน ปี 1895 เซซานได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาที่กรุง ปารีสที่ซึ่ง Ambroise Vollard นักธุรกิจค้าศิลปะได้รวบรวมงานของเขามาจัดแสดง นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ที่สาธารณะชนได้เห็นงานของเขาและเริ่มตระหนักในความเป็นอัจฉริยะภาพของเขา ในช่วงต้นปี 90 ผลงานของเขาถูกเป็นที่รู้จักในวงกว้างของยุโรปแต่ตลอดชีวิตเขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้อายและไม่ค่อยมีสัมพันธ์ที่ดีกับศิลปินคนอื่นๆเสียเท่าไหร่[15] ต่อมาเซซานจึงย้ายกลับไปยังบ้านเกิดที่ Aix-en-Provence เป็นการถาวร[16] ชีวิตของเขาจบลงอย่างน่าเศร้า เมื่อวันหนึ่งเขาได้ออกไปเขียนภาพและโดนพายุพัดกระหน่ำจนสะบักสะบอม แต่ก็ไม่วายเมื่อพอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็ยังคงออกไปเขียนภาพอีกและโดนพายุซ้ำ ด้วยอายุที่มากแล้วจึงทำให้เขาเสียชีวิตจากอาการปอดบวมอย่างกะทันหันโดยปราศจากบุตรและภรรยามาเหลียวแล[17]

แนวความคิดในการสร้างผลงาน[แก้]

งานของเซซานแสดงถึงความเชี่ยวชาญทางการออกแบบ การวางองค์ประกอบ การใช้สี และการร่าง (draftsmanship) ฝึแปรงซ้ำ ๆ อ่อนไหว และลึกซึ้ง เป็นลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเซซานโดยเฉพาะ เซซานจะใช้สีต่าง ๆ และใช้ฝีแปรงสั้น ๆ และค่อยสร้างขึ้นจนซับซ้อนซึ่งเป็นทั้งการแสดงออกของสิ่งที่เห็นด้วยตาและเป็นรูปทรงนามธรรมของธรรมชาติในขณะเดียวกัน ภาพของเซซานแสดงให้เห็นถึงความจดจ่อในการศึกษาแบบที่วาดของเซซานเพื่อแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการมองในสิ่งที่เห็น[18]

เซซานมีความเชื่อว่า การวาดเส้น(Drawing)กับสี(Color) ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อคุณระบายสีไปได้เท่าไหร่ คุณก็วาดมันไปด้วยเท่านั้น ยิ่งสีประสานกันมากเท่าไหร่ ภาพวาดก็จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เมื่อสีมีความเข้มข้นในตัวเองมาก รูปทรงก็จะมีความสมบูรณ์มากขึ้น[19] เซซานได้ละทิ้งวิชาทัศนียภาพด้วยเส้น(Linear Perspective) ที่เคยทำกันมา เขามุ่งเข้าหาความคิดใหม่ทางด้านสี ซึ่งเป็นวิชาทัศนียภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากของเดิม คือ ให้สีเป็นผู้กำหนดความตื้นลึกหรือระยะใกล้ไกลแทนเส้น[20]

ในระยะหลัง ผลงานของเซซานมีแนวความคิดว่า โครงสร้างเรขาคณิตเป็นรากฐานของรูปทรงธรรมชาติทั้งมวล ดังคำกล่าวของเซซานที่เขียนไว้ในจดหมายถึงอามีล แบนาร์นาต์ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1907 ว่า “You must see in nature the cylinder, the sphere, the cone”[21] คำกล่าวนี้ได้ให้อิทธิพลต่อลัทธิคิวบิสม์ในเวลาต่อมา


ผลงานที่สำคัญ[แก้]

ผลงานในช่วงที่ยังไม่มีแนวทางเป็นของตนเอง[แก้]

ผลงานในช่วงวัยหนุ่ม[แก้]

The Rape 1867

ผลงานที่เซซานวาดขึ้นในช่วงวัยหนุ่มสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดวิตกกังวลต่อความปรารถนาที่มีต่อเพศตรงข้าม เขาได้รับแรงบัลดาลใจจากวรรณกรรมร่วมสมัยอย่างหนังสือ The Rese Requin ของอีมิล โซล่า และงานเขียนของเวโรนีส ผลงานที่สำคัญในช่วงนี้ประกอบด้วย จิตรกรรมชื่อ The Rape และ Orgy[22]

ผลงานที่ได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติของมาเน่[แก้]

A Modern Olympia 1873-1874

เซซานได้ศึกษาผลงานของจิตรกรชั้นครูอยู่เสมอ ครั้งที่เขาเดินทางสู่ปารีสในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการศิลปะนั่นคือ การปฏิวัติของมาเน่ท์ เมื่อได้มาเห็นจิตรกรรม โอลิมเปียของมาเน่ท์ เซซานก็ได้ลงมือเขียนภาพ โอลิมเปียสมัยใหม่ (A Modern Olympia) ในต้นทศวรรษที่ 1870[23] และผลงานชิ้นนี้ของเขาก็มีแนวทางคล้ายกับผลงานในช่วงวัยหนุ่มคือมีเนื้อหาเกี่ยวกับกามารมณ์ และผู้ชายผู้ซึ่งแต่งกายชุดดำใส่หมวกนั่งอยู่ในเงามืดสลัว เพ่งมองไปยังสตรีเปลือยในภาพนี้ก็คือเซซานนั่นเอง

ผลงานในช่วงที่มีแนวทางเป็นของตนเอง[แก้]

จิตรกรรมหุ่นนิ่งกับรูปปั้นกามเทพ (Still Life with Plaster Cupid ค.ศ. 1895)[แก้]

Still Life With Cupid 1895

จิตรกรรมหุ่นนิ่งของเซซานสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดของเขาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหุ่นนิ่งได้ให้โอกาสและอิสระแก่เขาในการที่จะเลือกสรรและจัดการกับรูปทรงของสิ่งของทั้งหลายตามที่ต้องการ[24] เซซานจะเริ่มจัดหุ่นนิ่งวางลงบนผ้า แล้วนำผลไม้มาวางใกล้กันโดยจะใช้สีที่เป็นขั้วตรงข้ามมาตัดกัน เช่นสีแดงกับเขียว สีเหลืองกับน้ำเงิน จิตรกรรมชิ้นนี้มีความซับซ้อนของรูปทรงและองค์ประกอบมากที่สุดชิ้นหนึ่งในผลงานยุคหลังของเขา ความโดดเด่นของงานจิตรกรรมชิ้นนี้คือความขัดแย้งระหว่างวัตถุต่อวัตถุ เช่นสัดส่วนของรูปปั้นกามเทพที่ถูกขยายใหญ่จนเกินจริง แอปเปิลที่อยู่บนพื้นมีขนาดใหญ่กว่าผลไม้ที่อยู่บนโต๊ะ ขาโต๊ะกับหัวหอมใหญ่ที่วางซ้อนกันอยู่ การจัดระนาบของพื้นที่สีแบนเรียบพื้นหลังดูขัดตาไม่เป็นไปตามความจริง

จิตรกรรมชุดภูเขาแซงต์วิคตัวร์[แก้]

Mont Sainte-Victoire 1904-1906

จิตรกรรมชุดภูเขาแซงต์วิคตัวร์เป็นงานจิตรกรรมชุดที่เป็นงานชิ้นเอกของเซซาน เขาใช้เวลาในการสร้างผลงานชุดนี้อยู่หลายปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี 1880[25] มีงานจิตรกรรมอยู่ในผลงานชุดนี้อยู่หลายภาพ ผลงานชุดนี้มีความหลากหลายทางด้านรูปแบบและกรรมวิธี แต่โดยภาพรวมแล้วเซซานต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิต และการปาดสีอย่างอิสระ กรรมวิธีในการวาดงานชุดนี้ เซซานจะไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของแสงและเงาตามธรรมชาติแต่เขาได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างและสีสันของธรรมชาติไปตามความต้องการของตัวเอง รูปร่างและทัศนียภาพโดยรอบถูกเปลี่ยนรูปทรงให้ดูง่ายขึ้นเป็นรูปทรงเรขาคณิต และเกิดปริมาตรเป็นแสงและเงาที่ไม่เหมือนจริง เทคนิคและวิธีการเช่นนี้จะส่งอิทธิพลให้กับงานรุ่นหลัง ได้แก่ลัทธิคิวบิสต์ซึ่ม และโฟวิสต์[26]

Gallery[แก้]

Portraits[แก้]

จิตรกรรมหุ่นนิ่ง[แก้]

ตัวอย่างผลงานชุด Bathers[แก้]

ตัวอย่างผลงาน ชุดภาพภูเขาSaint-Victoire[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. http://www.paul-cezanne.org
  2. สุรพงษ์ บุนนาค. ชีวิตศิลปิน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, 2543.
  3. เรื่องเดียวกัน.
  4. เรื่องเดียวกัน.
  5. เรื่องเดียวกัน.
  6. http://www.artble.com/artists/paul_cezanne
  7. สุรพงษ์ บุนนาค. ชีวิตศิลปิน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, 2543.
  8. เรื่องเดียวกัน.
  9. http://www.artble.com/artists/paul_cezanne
  10. สุรพงษ์ บุนนาค. ชีวิตศิลปิน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, 2543.
  11. http://www.artble.com/artists/paul_cezanne
  12. เรื่องเดียวกัน.
  13. เรื่องเดียวกัน.
  14. จิระพัฒน์ พิตรปรีชา. โลกศิลปะศตวรรษที่ 20. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2552.
  15. เรื่องเดียวกัน.
  16. http://www.artble.com/artists/paul_cezanne
  17. จิระพัฒน์ พิตรปรีชา. โลกศิลปะศตวรรษที่ 20. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2552.
  18. http://www.paul-cezanne.org
  19. http://www.artble.com/artists/paul_cezanne
  20. ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์, ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพฯ : วาดศิลป์, 2553), 171.
  21. วุฒิ วัฒนสิน, ประวัติศาสตร์ศิลปะ, (กรุงเทพฯ : สิปประภา, 2552), 84.
  22. จิระพัฒน์ พิตรปรีชา,โลกศิลปะศตวรรษที่ 20,(กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ), 2552,90.
  23. เรื่องเดียวกัน.
  24. เรื่องเดียวกัน.
  25. เรื่องเดียวกัน, 91.
  26. วุฒิ วัฒนสิน,ประวัติศาสตร์ศิลปะ,(กรุงเทพฯ : สิปประภา), 2552,59

อ้างอิง[แก้]

กำจร สุนพงษ์ศรี. ศิลปะสมัยใหม่. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554.
จิระพัฒน์ พิตรปรีชา. โลกศิลปะศตวรรษที่ 20. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2552.
ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์. ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : วาดศิลป์, 2553.
สุรพงษ์ บุนนาค. ชีวิตศิลปิน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, 2543.
อัศนีย์ ชูอรุณ. ศิลปะสมัยใหม่ยุคบุกเบิก. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2535.
วุฒิ วัฒนสิน. ประวัติศาสตร์ศิลปะ. กรุงเทพฯ : สิปประภา, 2552.


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]